ทดลองขับ
ทดลองขับ ORA 5 HEV แมวยักษ์ไฮบริดม้าเยอะ ขับไกลกว่า 1,000 กม.
B-SUV ไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุดจาก GWM (กเรท วอลล์ มอเตอร์) มาแทนที่ Good Cat (กูด แคท) รถไฟฟ้ารุ่นแรกในไทยเมื่อปี 2564 และครั้งนี้ประกอบในประเทศไทย คู่แข่งโดยตรงของ Toyota Corolla Cross HEV (โตโยตา โคโรลลา ครอสส์ เอชอีวี) และ Honda HR-V e:HEV (ฮอนดา เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี) มาพร้อมขุมพลังรวม 164 กิโลวัตต์/223 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 476 นิวทันเมตร และระบบ DHT-HEV 2-Speed Direct Drive ที่ทำให้การขับขี่ลื่นไหลแบบ EV แต่ยังคงความสะดวกของการเติมน้ำมัน
GWM เปิดตัว ORA 5 (โอรา 5) ในงาน Bangkok International Motor Show 2026 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 พร้อมกันทั้ง 2 ขุมพลัง คือ รุ่น EV และ HEV โดยรุ่น HEV ถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของโลก และที่น่าสนใจ คือ รถคันนี้ ประกอบในประเทศไทย ทำให้ราคาอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้อย่างน่าสนใจ การมาของ ORA 5 ครั้งนี้ GWM เพิ่มทางเลือกอย่างไฮบริด (HEV) เข้ามาด้วย สะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังมีผู้บริโภคอีกไม่น้อยที่ต้องการความสะดวกในการใช้งานแบบเติมน้ำมัน ไม่ได้ต้องการ EV ล้วนๆ ORA 5 HEV มี 2 รุ่นย่อย คือ Pro ราคา 729,000 บาท และ Ultra ราคา 799,000 บาท โดยในช่วงเปิดตัว 1,000 คันแรก ได้รับราคาพิเศษที่ 709,000 และ 779,000 บาท ตามลำดับ ขณะที่รุ่น EV อยู่ที่ 649,000-719,000 บาท
ภายนอก ORA 5 HEV ใหญ่กว่าคู่แข่ง HEV ในกลุ่มเดียวกัน
ORA 5 ออกแบบภายใต้แนวคิด Next Generation SUV มีกลิ่นอายเรทโรคล้ายกับ Good Cat แต่ดูร่วมสมัย และพรีเมียมมากขึ้น ไฟหน้า LED ดีไซจ์นทรงหยดน้ำ พร้อมระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ, Follow Me Home และปรับสูง-ต่ำอัตโนมัติ ไฟท้าย LED แบบซ่อนในกระจกอย่างที่คุ้นเคยกันดี ล้อขนาด 18 นิ้ว ดีไซจ์นใบโคลเวอร์ 4 แฉก สวมยางขนาด 225/60 R18 รุ่น Ultra หลังคากระจกพาโนรามิคพร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า และประตูท้ายไฟฟ้า (Pro เปิด-ปิดแบบธรรมดา)
มีสีภายนอกให้เลือก 3 สี ได้แก่ Onyx Black, Ivory White และ Mountain Grey ส่วนภายในห้องโดยสารมีสีเดียว คือ Dark Grey
ภายใน ORA 5 HEV Living Room Concept พร้อม Coffee OS 3.0
ห้องโดยสารออกแบบภายใต้แนวคิด Living Room เน้นความโปร่งโล่งกว้างขวาง ดูดีกว่าราคา วัสดุหนังสังเคราะห์ทั้งห้อง โทน Dark Grey สีเข้มให้ความรู้สึกสปอร์ท และพรีเมียม พร้อม Coffee OS 3.0
ขุมพลัง DHT-HEV 2-Speed Direct Drive ไม่ธรรมดาสำหรับราคานี้
ORA 5 HEV เป็น Full Hybrid มีทั้งช่วงของการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์อย่างเดียว ขับเคลื่อนพร้อมกันระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า และขับขี่ด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว โดยแบทเตอรีขนาด 1.09 กิโลวัตต์ชั่วโมง ถูกออกแบบมาเพื่อให้ระบบ DHT ทำงานได้ลื่นไหลที่สุด ไม่ใช่เพื่อวิ่งระยะไกลในโหมดไฟฟ้า
- เครื่องยนต์ 1.5L Turbo (DHT-1) กำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า (PS) ที่ 5,500-6,000 รตน. แรงบิดสูงสุด 240 นิวทันเมตร ที่ 1,800-4,000 รตน.
- มอเตอร์ไฟฟ้า (PMSM) กำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์/190 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 236 นิวทันเมตร
- เมื่อรวมทั้งระบบ กำลังสูงสุด 164 กิโลวัตต์/223 แรงม้า (PS) แรงบิดรวมสูงสุด 476 นิวทันเมตร 0-100 กม./ชม. ใน 7.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 180 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลือง 23.3 กม./ลิตร (UN R101/NEDC) ถังน้ำมันขนาด 55 ลิตร
ระบบส่งกำลัง DHT 2-Speed ขับเคลื่อนล้อหน้า ดิสค์เบรคหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน และดิสค์เบรคหลัง พร้อม EPB และ Auto Brake Hold ช่วงล่างหน้าแบบ MacPherson Strut และหลังแบบ Multi-link พร้อมพวงมาลัยไฟฟ้า EPS
เส้นทางกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี วิ่งยาวๆ ทั้งในเมือง และนอกเมือง
จากการทดลองขับในครั้งนี้ เราออกเดินทางจากโชว์รูม GWM Startrek สวนหลวง มุ่งหน้าไปจังหวัดกาญจนบุรี ใช้เส้นทางถนนศรีนครินทร์ ขึ้นทางด่วนศรีรัช และทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 (M81) ในเส้นทางนี้เราจะได้เจอทั้งสภาพรถติดในเมือง ทางด่วนในเมือง ทางตรงยาวๆ ซึ่งเหมาะมากกับการทดสอบในครั้งนี้
ในช่วงแรกของเส้นทางเป็นการขับในเมืองผสมทางด่วน ซึ่งเป็นสภาวะที่ได้เห็นระบบ DHT ทำงานชัดเจนที่สุด เราใช้โหมดการขับขี่ Normal ในย่านติดไฟแดง และการจราจรหนาแน่น เราจะได้เห็นรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเต็มๆ การตัดต่อกำลังของเครื่องยนต์ทำได้แบบเนียนๆ และด้วยถนนในกรุงเทพฯ ที่ไม่ค่อยสมประกอบ ทำให้รู้ว่าช่วงล่างของ ORA 5 HEV ที่เซทมานุ่มแบบนี้ ช่วยให้เราขับสบายขึ้นเมื่อใช้ในเมือง
ช่วงที่สองในเส้นทาง M81 ซึ่งเป็นทางตรงยาวๆ เราได้ทดลองการขับที่ความเร็ว 90-110 กม./ชม. ในโหมด Normal ระบบส่งกำลัง DHT 2-Speed จัดการได้ดี จังหวะการเชื่อมต่อระหว่างมอเตอร์กับเครื่องยนต์ค่อนข้างเนียน จะรู้สึกอยู่บ้างก็เฉพาะจังหวะที่กดคันเร่งรุนแรงทันทีทันใด แต่ก็แค่เล็กน้อย สามารถเร่งแซงในช่วงนี้ได้ทันใจ ด้วยแรงบิด 476 นิวทันเมตร แต่ถ้าเปลี่ยนไปใช้โหมดการขับขี่แบบ Sport เมื่อมีการกระแทกคันเร่ง รถจะดึงมากกว่าแบบรู้สึกได้ ในเรื่องของช่วงล่างที่ดีกับในเมือง แต่พอเป็นถนนไฮเวย์ที่สามารถทำความเร็วได้ อาจจะไม่ค่อยดีเท่าไร หากเจอกับถนนที่ไม่ค่อยเสมอกันอย่างถนนคอนกรีท รถมีอาการโยนตัวอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผู้ขับอาจจะต้องปรับตัวตรงนี้
สรุปประสบการณ์ขับ ORA 5 HEV
หลังจากที่ได้ทดลองขับมาต้องบอกว่า พละกำลังในการขับขี่ เร่งแซง ทำได้หายห่วง ด้วยแรงม้า และแรงบิดที่มากกว่าเพื่อน ในเรื่องของช่วงล่างนั้น ด้วยความที่ ORA 5 HEV เป็นรถเอสยูวีที่มีความสูง ยางหนานุ่ม และเซทช่วงล่างที่ติดออกไปทางนุ่ม ทำให้รถมีอาการโยนตัวอยู่บ้าง หากเจอถนนที่เป็นคลื่น หรือซ้าย-ขวาไม่เท่ากัน แต่ทำได้ดีเมื่อเจอถนนในกรุงเทพฯ ที่มักจะมีหลุมบ่อ หรือรอยต่อที่น่ารำคาญ ORA 5 HEV เก็บรายละเอียดได้ดี
วัสดุภายในห้องโดยสารบุนุ่มหลายจุด และมีผิวสัมผัสที่ดี Coffee OS 3.0 ทำออกให้ใช้งานค่อนข้างง่าย มีหลายส่วนที่สามารถปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคลได้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ Shortcut ในหน้าจอ และปุ่มดอกจันบนพวงมาลัย
มีข้อสังเกตอยู่ 3 เรื่อง 1. ตรงกลางของเบาะนั่งด้านหลัง ไม่สามารถดึงลงมาเป็นที่พักแขน หรือแก้วน้ำ ซึ่งทำให้ผู้โดยสารตอนหลังอาจจะไม่สะดวกสบายเท่าที่ควร 2. พื้นรถมีความตื้น เมื่อนั่งด้านหลังทำให้ขาตั้งชัน หากนั่งทางไกลอาจจะเมื่อยได้ 3. ช่องแอร์ตรงกลางมีแค่ 1 ช่อง ซึ่งถ้าเป็น 2 ช่องแยกอิสระกันน่าจะดีกว่านี้
เปรียบเทียบมิติกับคู่แข่งในกลุ่ม B-SUV HEV
ยาว/กว้าง/สูง (มม.) | ฐานล้อ (มม.)
- ORA 5 HEV - 4,471/1,833/1,641 | ฐานล้อ 2,720 | Ground Clearance 175 มม.
- Toyota Corolla Cross HEV - 4,460/1,825/1,620 | ฐานล้อ 2,640 มม.
- Honda HR-V e:HEV - 4,347/1,790/1,590 | ฐานล้อ 2,610 มม.
- Nissan Kicks e-POWER - 4,300/1,760/1,610 | ฐานล้อ 2,620 มม.
ORA 5 HEV ยาวกว่า Corolla Cross 11 มม. กว้างกว่า 8 มม. และมีฐานล้อยาวกว่าถึง 80 มม. เมื่อเทียบกับ Honda HR-V ก็ใหญ่กว่าทุกมิติอย่างชัดเจน ส่งผลโดยตรงต่อพื้นที่ห้องโดยสาร และความกว้างของช่วงขา
อุปกรณ์ที่มีทั้งรุ่น Pro และ Ultra
- จอ Cluster ดิจิทอล 10.25 นิ้ว+จอมัลทิมีเดีย 14.6 นิ้ว ระบบ Coffee OS 3.0
- รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย
- ควบคุมผ่านแอพพลิเคชัน GWM และ OTA Software Update
- ระบบสั่งการด้วยเสียงรองรับภาษาไทย และภาษาอังกฤษ
- USB Type-A+Type-C ด้านหน้า 1 ช่อง, Type-C ด้านหลัง 1 ช่อง
- ลำโพง 6 ตำแหน่ง (Pro)
- ช่องเก็บความเย็น 3.2 ลิตร+ช่องปรับอากาศด้านหลัง+กรองอากาศ N95
- ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
- เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง+ไฟอ่านหนังสือ LED
- เบาะผู้โดยสารหน้าปรับมือ 4 ทิศทาง (Pro)
- พนักพิงเบาะหลังพับ 60:40
- พวงมาลัยมัลทิฟังค์ชัน ปรับได้ 4 ทิศทาง
- กระจกไฟฟ้า One-Touch 4 บาน+ป้องกันการหนีบด้านคนขับ
- แผงบังแดดพร้อมกระจก 8.8"+LED (ด้านคนขับ)
- ที่เก็บสัมภาระท้ายรถ 377 ลิตร
- Auto Brake Hold+เบรคมือไฟฟ้า
- กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา+Body Transparent View
- โหมดขับ Eco/Normal/Sport/Snow
- รองรับน้ำมัน E20
อุปกรณ์เพิ่มเฉพาะรุ่น Ultra
- หลังคากระจกพาโนรามิค+ม่านบังแดดไฟฟ้า
- ประตูท้ายไฟฟ้า
- กระจกมองข้างพับไฟฟ้า+พับอัตโนมัติเมื่อลอครถ
- กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ
- เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง+ระบบระบายอากาศ
- เบาะคนขับ : เพิ่มระบบจดจำตำแหน่ง 3 ตำแหน่ง+ระบบระบายอากาศ
- ที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย Wireless Charger 50W
- ลำโพง 9 ตำแหน่ง (AMOR Acoustics)
- ไฟสร้างบรรยากาศ Ambient Lights ปรับเปลี่ยนได้
- แผงบังแดดผู้โดยสารด้านหน้าเพิ่มกระจก 8.8"+LED
- กระจกไฟฟ้า One-Touch 4 บาน+ป้องกันการหนีบทั้ง 4 บาน
ระบบ ADAS ให้มาครบ 18 ระบบ ในรุ่น Ultra, 9 ระบบ ในรุ่น Pro
ทั้ง 2 รุ่น (Pro+Ultra) :
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมช่วยเข้าโค้ง (Intelligent ACC)
- ระบบเตือนการชนด้านหน้า (FCW) และระบบเบรคฉุกเฉิน (AEB)
- ระบบเตือนตามเครื่องหมายจราจร (TSR) และเตือนจำกัดความเร็ว (SLWF)
- ระบบประคองรถให้อยู่กึ่งกลางเลน (LCK) และเตือนออกนอกเลน (LDW)
- ระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKAS)
เพิ่มเฉพาะรุ่น Ultra (+9 ระบบ รวม 18 ระบบ) :
- ระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน (LCA)+เตือนจุดบอด (BSD)+เตือนเปิดประตู (DOW)
- ระบบควบคุมรถในเลนฉุกเฉิน (ELK)+เตือนจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA)
- ระบบเบรคอัตโนมัติขณะถอยหลัง (RCTB)+เตือนถูกชนด้านหลัง (RCW)
- ระบบเตือนจุดอับสายตาขณะเดินหน้า (FCTA)+เบรคเมื่อมีรถตัดผ่านด้านหน้า (FCTB)
ความปลอดภัยพื้นฐาน (ทุกรุ่น) : ถุงลม 6 ตำแหน่ง (หน้า+ข้าง+ม่าน) ระบบ ABS+EBD+TCS | HSA+HDC | ISOFIX | TPMS | ชุดปะยางฉุกเฉิน | E-Call



















