วันนี้ขอไม่กล่าวถึงตัวเลขยอดขายของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมากนัก เพราะสภาวะการซื้อขายแม้จะค่อยๆ ฟื้นแต่ดูเหมือนกำลังซื้อของเรายังคงอ่อนแอต่อเนื่อง รถที่เคยเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจอย่างกระบะ 1 ตัว ก็ยังไม่ฟื้นตัว แสดงให้เห็นว่าบรรดาคนตัวน้อยยังต้องอดทนกันต่อไป
ผมอยากให้เห็นภาพรวมของการเปลี่ยนถ่ายของโลกยานยนต์ที่ชัดเจนมาก นั่นคือ หลังจากหลายฝ่ายเคยเชื่อมั่นว่า รถไฟฟ้าแบทเตอรี (BEV) จะกลายเป็นคำตอบสุดท้ายของโลก แต่พอมาวันนี้ความเชื่อนั้นเริ่มสั่นคลอนรถไฟฟ้า โดยข้อสงสัย คือ “โลกจะเปลี่ยนผ่านไปสู่รถไฟฟ้าจริงหรือ และด้วยความเร็วเท่าไร” เพราะผู้ผลิตของโลกยังมีการต่อสู้กันระหว่างแนวคิด SINGLE-PATHWAY กับ MULTI-PATHWAY
SINGLE-PATHWAY คือ การเลือกเส้นทางเดียว มุ่งหน้าสู่รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ตัดการลงทุนในเทคโนโลยีอื่น และเชื่อว่าตลาดจะเดินตามทิศทางเดียวกันทั่วโลก
MULTI-PATHWAY คือ การยอมรับว่าตลาดโลกมีความหลากหลาย มีโครงสร้างพื้นฐานแตกต่างกัน มีกำลังซื้อไม่เท่ากัน และมีข้อจำกัดด้านพลังงานแตกต่างกัน จึงควรเปิดทางเลือกทั้ง BEV, HEV, PHEV, เชื้อเพลิงไฮโดรเจน รวมถึงเครื่องยนต์สันดาปภายในประสิทธิภาพสูง
หากย้อนกลับไปเมื่อ 4-5 ปีก่อน แนวคิดของฝ่าย SINGLE-PATHWAY ดูเหมือนจะเป็นผู้ชนะอย่างเด็ดขาด กระแสรถไฟฟ้าของจีนเติบโตอย่างร้อนแรง ค่าย TESLA (เทสลา) เป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก หลายประเทศบอกว่า ต้องยุติการจำหน่ายรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน ปี 2035- 2040 ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายเร่งประกาศเป้าหมาย “ALL EV” บรรยากาศในเวลานั้น ทำให้การลงทุนในเทคโนโลยีอื่นถูกมองว่าเป็นการเสียเวลา โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล ทำให้เราไม่ได้เทคโนโลยีใหม่ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปความจริงเริ่มปรากฏเมื่อยอดขายรถต์ไฟฟ้าในหลายภูมิภาคเติบโตช้ากว่าที่คาด โครงสร้างพื้นฐานยังไม่ครอบคลุม ต้นทุนแบทเตอรียังเป็นภาระสำหรับผู้บริโภค และที่สำคัญความต้องการของลูกค้าในแต่ละประเทศไม่ได้เหมือนกัน
ยุโรปอาจพร้อมสำหรับรถไฟฟ้ามากกว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนอาจพร้อมมากกว่าสหรัฐอเมริกา นอร์เวย์อาจพร้อมมากกว่าอินเดีย ตลาดโลกจึงไม่ได้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเดียวกันผลที่ตามมา คือ ผู้ผลิตรถยนต์ที่เคยประกาศเลิกพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปหลายรายเริ่มทบทวนแผนงานใหม่
ขณะที่ค่ายรถญี่ปุ่นทั้ง TOYOTA (โตโยตา) HONDA (ฮอนดา) NISSAN (นิสสัน) และ MAZDA (มาซดา) ที่เคยถูกวิจารณ์ว่าล้าหลัง กลับกลายเป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจใหม่อีกครั้งโดยเฉพาะค่ายสามห่วงที่ยืนยันแนวคิด MULTI-PATHWAY มาตั้งแต่แรก
ในช่วงนั้น AKIO TOYODA อดีตประธานฯ ถูกโจมตีอย่างหนักว่าเป็นตัวถ่วงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพราะไม่ยอมประกาศเลิกพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายใน วันนี้หลายสิ่งที่เขาเคยเตือนกำลังเกิดขึ้นจริงไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐาน ต้นทุนวัตถุดิบแบทเตอรี ความแตกต่างของตลาดโลก และปัญหาความสามารถในการผลิตไฟฟ้าสะอาดในหลายประเทศ
ขณะเดียวกันฝั่งจีนเองก็กำลังสะท้อนภาพที่น่าสนใจ เราจะเห็นว่า ค่ายรถจีนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มต้นจากรถไฟฟ้า และมองว่าเครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นอดีต แต่เมื่อเริ่มขยายตลาดออกนอกประเทศ ความจริงทางธุรกิจก็เริ่มปรากฏ เพราะผู้บริโภคจำนวนมากยังไม่พร้อมเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ หลายประเทศยังมีสถานีชาร์จไม่เพียงพอ รวมถึงความกังวลเรื่องระยะทางวิ่ง ผลลัพธ์ คือ ค่ายรถจีนจำนวนไม่น้อยเริ่มหันกลับมาพัฒนา HEV และ PHEV ซึ่งปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับผู้ผลิตหลายราย ไม่ว่าจะเป็น BYD (บีวายดี) GEELY (จีลี) CHERY (เชอรี) LEAPMOTOR (ลีพมอเตอร์) และบแรนด์อื่นๆ จำนวนมาก
รถไฟฟ้าประเภท RANGE EXTENDER และ PHEV (พลัก-อิน ไฮบริด) มีสัดส่วนความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สิ่งที่น่าสนใจ คือ ผู้ผลิตที่เคยเชื่อมั่นใน SINGLE-PATHWAY กำลังกลับลำหันมาที่ MULTI-PATHWAY และในทางกลับกันฝ่าย MULTI-PATHWAY ก็ไม่ใช่จะถูกทั้งหมด เพราะหากไม่มีผู้เล่นที่กล้าลงทุนกับรถไฟฟ้าเต็มตัว เราคงไม่เห็นการพัฒนาเทคโนโลยีแบทเตอรีที่รวดเร็ว และในแง่การตลาดราคารถไฟฟ้าคงไม่คุ้มค่าเช่นทุกวันนี้
หากมองย้อนกลับไป คำตอบอาจไม่ใช่ว่าใครผิด หรือใครถูก แต่เป็นการที่แต่ละฝ่ายมองเห็นความจริงคนละด้าน ฝ่าย SINGLE-PATHWAY มองเห็นอนาคตฝ่าย MULTI-PATHWAY โดยปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเชื่อว่ามีคำตอบเพียงคำตอบเดียว
บทเรียนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ในวันนี้ คือ ตลาดโลกไม่ได้เป็นตลาดเดียวอีกต่อไป ผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จในอนาคตอาจไม่ใช่ผู้ที่มีเทคโนโลยีดีที่สุด แต่เป็นผู้ที่มีความยืดหยุ่นมากที่สุด ตัวอย่างเช่น ในประเทศหนึ่งลูกค้ามีความต้องการรถไฟฟ้า แต่อีกประเทศมีความต้องการ HEV ซึ่งนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม
วันนี้แม้แต่ค่ายรถไฟฟ้าหน้าใหม่จากจีน ก็เริ่มเดินย้อนกลับมาบนเส้นทางที่ TOYOTA เลือกไว้ตั้งแต่แรก ไม่ใช่เพราะโลกปฏิเสธรถไฟฟ้า แต่เพราะโลกกำลังเรียนรู้ว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานอาจไม่มีเส้นทางเดียวสำหรับทุกคน
ภาพรวมของไทยเรากับอิทธิพลการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ มีส่วนต่อความเป็นไปของภาคการผลิตยานยนต์ในประเทศของเรา นโยบายหนุนทั้งฝ่าย SINGLE-PATHWAY และ MULTI-PATHWAY ขอเพียงรักษาความเท่าเทียม สร้างสมดุลย์ของส่งเสริมภาคการผลิตในประเทศอย่างแท้จริง ส่วนภาคผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ ก็ไม่ต้องถกเถียง หรือไปบูลลีอีกฝั่ง เพราะใครเหมาะสมกับสิ่งไหนก็เลือกใช้สิ่งนั้น

