เรื่องที่ผมจะเล่า ในช่วงเริ่มต้นของคอลัมน์นี้ ควรจะเป็นเรื่องในฝันของใครก็ตาม ที่เมื่อตื่นขึ้นมาก็จะรู้ได้ทันที ว่ามันเป็นเพียงความฝันอย่างแน่นอน เพราะเนื้อเรื่องนั้นห่างไกลจากความจริง ที่เรารู้ได้ทันทีด้วยสามัญสำนึก เช่น ฝันไปว่าเหาะได้ หรือว่าเราได้กลายร่างเป็นสุนัขไปเสียแล้ว แต่มันกลับเป็นเรื่องจริงอันขมขื่นของผู้ที่มีบทบาทเกือบทุกคนในเรื่องนี้
ผมขอเริ่มต้นฉากแรก ณ ประตูใหญ่ของโรงงานผู้ผลิตรถสปอร์ทระดับสุดยอดของอิตาลี และเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจของสื่อ ก็ต้องเป็นยามวิกาลด้วย รถที่ผ่านเข้าประตูของโรงงาน เป็นรถที่โรงงานยอดรถสปอร์ทแห่งนี้สั่งซื้อ และนำเข้าแบบที่ไม่ได้จดทะเบียนแต่อย่างใด เพราะมิได้ต้องการนำมาใช้งาน แต่ซื้อมาเพื่อ “การศึกษา” ด้วยวิธีที่เรียกให้หรูแนววิชาการว่า REVERSE ENGINEERING หรือ “วิศวกรรมสวนทาง” ซึ่งก็คือ การนำมารื้อทีละชิ้น เพื่อให้เข้าใจเหตุผลของผู้ออกแบบนั่นเอง บางคนก็เรียกตรงความหมายเลยว่า เป็นการพัฒนาแบบ C AND D หรือ COPY AND DEVELOPMENT รถทั้ง 2 คันนี้เป็นรถจากประเทศจีน ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าล้วน พละกำลังเกิน 1,000 แรงม้า จากโรงงานที่เมื่อไม่กี่ปีก่อน ยังไม่เคยสร้างรถแบบใดมาก่อนเลย ผลิตแต่อุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ หลายอย่าง เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องกรองอากาศ หม้อหุงข้าว ฯลฯ แล้วทำไมจึงต้องซื้อมาพร้อมกันถึง 2 คันด้วย เป็นจำนวนที่น้อยที่สุดแล้วครับ อีกไม่กี่วันก็อาจจะต้องซื้อมาเพิ่มอีก เพราะคันหนึ่งเอาไว้ชำแหละ เพื่อทำความเข้าใจ ส่วนอีกคันหนึ่ง เอาไว้ทดลองขับเพื่อให้รู้สมรรถนะ และทำไมจึงต้องศึกษาจากรถบแรนด์นี้ ในเมื่อมีอีกหลายบแรนด์ ที่ผลิตรถไฟฟ้ามานานหลายปี และขายไปหลายล้านคันแล้วด้วย คำตอบ คือ รถรุ่นนี้เป็นรถสปอร์ทพลังมหาศาล เคยทำสถิติเวลาต่อรอบในสนามแข่งระดับโลกมาแล้ว
ผมเชื่อว่าต้องมีผู้อ่านที่อยู่ในแวดวงธุรกิจ กำลังสงสัยว่า ถ้าต้องการเรียนรู้อย่างละเอียดระดับนี้ ก็น่าจะคุ้มกว่า ถ้าจ้างวิศวกรรถไฟฟ้าจากประเทศจีน ระดับหัวหน้าสัก 1 หรือ 2 คน มาสอนแบบไม่มีการ “กั๊ก” ความรู้ เพราะตามตัวเลขของค่าตอบแทน เทียบกับสิ่งที่ได้รับนั้น คุ้มอยู่แล้วครับ แต่ในทางปฏิบัตินั้น ไม่สามารถทำได้ ด้วยเหตุผลทางการตลาด เพราะความลับระดับนี้ ไม่มีทางปกปิดได้สำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าบรรดาลูกค้าทั่วโลกรู้ว่า โรงงานยอดรถสปอร์ทระดับโลกแห่งนี้ ต้องจ้างวิศวกรจากประเทศจีน มาสอนวิธีพัฒนารถไฟฟ้า มันจะเป็น “วิกฤตศรัทธา” ที่ทำลายชื่อเสียงของโรงงาน ที่สั่งสมมาเป็นเวลา 75 ปี จนแทบไม่เหลือ ใครจะต้องการซื้อรถไฟฟ้าของบแรนด์รถสปอร์ทระดับ “ตำนาน” ที่ใช้เทคโนโลยีที่วิศวกรจากโรงงานรถไฟฟ้าของจีน ที่ผลิตรถไฟฟ้าขายมาแค่ไม่ถึง 5 ปีครับ
ขณะที่ผมกำลังพิมพ์ต้นฉบับอยู่นี้ ใกล้กำหนดเผยตัวรถไฟฟ้ารุ่นนี้ต่อสาธารณชนแล้ว ผมเห็นรูปทรงทั้งภายนอก และภายในแล้ว ตะลึงไปพักหนึ่ง พอตั้งสติได้ก็ปลอบใจตนเองว่า ตัวจริงน่าจะไม่แย่ขนาดนี้ แต่หลังจากหาทางปลอบใจตนเองไม่สำเร็จ เพราะข้อมูลยืนยันว่า เป็นภาพของตัวจริงทั้งหมด ผมจึงหันมาดูผลงานของนักออกแบบทั้ง 2 คน ที่รับผิดชอบงานออกแบบ ทั้งภายใน และภายนอกของรถรุ่นนี้ นัยว่าไม่ใช่ต่างคนต่างทำ แต่เป็นการบูรณาการ แปลเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ เห็นดีเห็นงามไปด้วยกัน ซึ่งผมไม่แปลกใจเลย เพราะคนหนึ่งชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก จากการออกแบบผลิตภัณฑ์ของบริษัท APPLE เช่น MACBOOK AIR, IPOD, IPHONE, APPLE WATCH ส่วนอีกรายหนึ่งที่เน้นออกแบบภายในห้องโดยสาร ก็เคยได้รับรางวัลจากการออกแบบเก้าอี้สำนักงานมาแล้ว
ผมไม่มีอคติใดๆ เลยนะครับ แต่ถ้ารถรุ่นนี้ออกจำหน่าย และมีคนให้ผมยืมมาใช้ ผมไม่เอาครับ เพราะไม่ต้องการเห็นคำถามในสายตาของผู้คน ว่าซื้อรถรูปร่างหน้าตาอย่างนี้มาทำไม และที่สร้างความแปลกใจให้ผมเป็นอย่างมากก็คือ ผมไม่เข้าใจว่า ผู้บริหารโรงงานรถแห่งนี้ ที่ผลิตแต่รถที่มีความสวยเป็นพิเศษมาเกือบทุกรุ่น คิดอย่างไรในการจ้างนักออกแบบอุปกรณ์อีเลคทรอนิคส์ และนักออกแบบเก้าอี้สำนักงาน ให้มาออกแบบรถยนต์หรูระดับนี้ อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมแปลกใจพอๆ กันก็คือ เมื่อนักออกแบบคู่นี้ นำแบบสุดท้ายในขนาดเท่าของจริง มาเสนอให้คณะกรรมการระดับสูงอนุมัติให้ผลิตออกจำหน่าย เหตุใดจึงไม่มีใครคัดค้าน หรือท้วงติงให้แก้ไข ผมเชื่อว่าผู้ที่โชคร้ายที่สุด ก็คือบรรดาตัวแทนจำหน่ายรถบแรนด์นี้ทั่วโลก สำหรับผมแล้ว ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมยังคงเป็นผู้ที่ชื่นชมรถบแรนด์นี้เหมือนเดิม และหวังว่ามันจะเป็นความผิดพลาดครั้งนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
จบเรื่องอิตาลีซื้อรถไฟฟ้าของจีนไปชำแหละแล้ว คราวนี้มาดูเรื่องราวของนักออกแบบรถฝีมือระดับโลก ที่รับผิดชอบงานออกแบบ FERRARI (แฟร์รารี) เกือบทุกรุ่น ในช่วงปี 2010 ถึง 2018 แต่ละรุ่นสวยระดับสะกดให้คนที่ได้เห็น ต้องยืนตะลึงจนไม่อยากก้าวเท้าเดินต่อเลยนะครับ ความสวยของรถนี่เป็นเรื่องที่แปลกแต่จริง คือ “ความสวย” จากการได้เห็นภาพถ่ายนั้น มักไม่เท่าการได้เห็นของจริง ผมหมายความว่า ถ้ารถนั้นสวย ภาพที่เราเห็นจากการได้ยืนมองของจริงในระยะใกล้ มันสวยกว่าที่ได้เห็นในรูปภาพอีกระดับเลยครับ เพราะฉะนั้นผมขอแนะนำว่า อย่าเพิ่งตัดสินความสวยของรถ จากการได้เห็นเพียงภาพในจอ หรือบนกระดาษ ต้องรอให้เห็น “ตัวจริง” ก่อนเสมอครับ
กลับมาเรื่องนักออกแบบกันต่อครับ ชื่อของเขา คือ JUANMA LOPEZ (ฮวนมา โลเปซ) การมองพฤติกรรม “เปลี่ยนค่าย” ในแบบเดิมที่พวกเราคุ้นเคยกัน คือ การถูก “ซื้อตัว” หรือภาษาพื้นบ้านว่า “เอาเงินฟาดหัว” นั้น ผมว่าในกรณีนี้ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรมต่อเจ้าตัวด้วยครับ เพราะคนที่มีความสามารถ และได้ค่าตอบแทนระดับนี้ จะไม่คอยสอดส่อง และเปรียบเทียบ ว่าใครจะเสนอค่าจ้างให้มากกว่า และยิ่งหากเป็นการย้ายที่ทำงาน ไปยังประเทศที่ไม่คุ้นเคย รวมทั้งวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก จนไม่สามารถใช้เงินอย่างเดียวแก้ปัญหาได้ แม้กระนั้น LOPEZ ก็ยังยอมย้ายไปเป็นหัวหน้าฝ่ายออกแบบ ให้แก่บริษัทรถไฟฟ้าของจีน อย่าง XPENG (เสี่ยวเผิง)
จากการให้สัมภาษณ์ LOPEZ เผยความรู้สึกว่า การได้ทำงานนี้ให้บริษัทรถไฟฟ้าของจีน เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ ในบริษัทรถของยุโรป ทุกครั้งที่เขาเสนอความคิดที่ก้าวหน้า และแปลกใหม่ จะต้องได้รับการต่อต้าน หรืออย่างน้อยก็โดน “ผัดผ่อน ให้รอไปเรื่อยๆ” แบบไม่มีกำหนด ต่างจากการทำงานกับผู้บริหารชาวจีน ทุกครั้งที่เขาเสนอความคิดแปลกใหม่ ที่มั่นใจว่าดีต่อกิจการของบริษัทรถ แทนที่จะต้องเจอกับการปฏิเสธ เขากลับได้คำถามย้อนกลับมาทันทีว่า “คุณคิดว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน ที่จะทำให้มันเกิดขึ้นจริง ถ้าพวกเราอนุมัติให้คุณลงมือทำได้เลย ตั้งแต่พรุ่งนี้” สิ่งนี้แหละที่ดึงดูดนักออกแบบรถยนต์ระดับโลกให้อยากมาทำงานให้
ไม่ต้องแปลกใจนะครับ ถ้าพวกเราเริ่มจะรู้สึกกันแล้ว ว่ารถไฟฟ้าจากประเทศจีนพากันสวยขึ้น ในขณะที่รถจากยุโรป เริ่มจะดูเหมือนล้าสมัย ทั้งๆ ที่เป็นรุ่นที่เพิ่งออกใหม่ได้ไม่ถึงปี ที่ว่ามานี้ยังไม่ได้รวมด้านเทคโนโลยีของรถยนต์เลย โอกาสหน้าผมจะมาเล่าต่อครับ

