ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์
สอท. แจง ยอดผลิต กค. ลดร้อยละ 11.39
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เผยเดือนกรกฎาคม 2568 ผลิตรถยนต์ 110,616 คัน ลดลงร้อยละ 11.39 ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 3,610 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 553.99 ขาย 49,102 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.84 ขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) 9,304 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.12 ส่งออก 72,439 คัน ลดลงร้อยละ 13.27 ส่งออกรถยนต์นั่งไฟฟ้า 120 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 100 ส่งออกรถกระบะไฟฟ้า 47 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 100
สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนกรกฎาคม 2568 ดังต่อไปนี้
การผลิต
จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนกรกฎาคม 2568 มีทั้งสิ้น 110,616 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 15.06 และลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 11.39 ผลิตลดลงค่อนข้างมากโดยเฉพาะรถยนต์นั่งที่ใช้น้ำมันซึ่งลดลงร้อยละ 31.80 จากการเลิกผลิตรถยนต์นั่งเพื่อส่งออกบางรุ่น รถกระบะยังคงผลิตลดลงทั้งผลิตขายในประเทศ และผลิตส่งออกที่ลดลงร้อยละ 6.54 และ 8.61 ตามลำดับตามยอดขายในประเทศ และยอดส่งออกที่ลดลงจากความไม่แน่นอนในการค้าโลก
จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 835,331 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 5.73
รถยนต์นั่ง เดือนกรกฎาคม 2568 ผลิตได้ 38,400 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 16.61 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine มีจำนวน 21,996 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 31.80
• รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle มีจำนวน 3,610 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 553.99
• รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 420 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 12.90
• รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 12,374 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 3.86
ยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 มีจำนวน 303,068 คัน เท่ากับร้อยละ 36.28 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 7.96 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine มีจำนวน 140,726 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 32.85
• รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle มีจำนวน 27,408 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 397.87
• รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 10,357 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 190.85
• รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 124,577 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 12.69
รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตัน ขึ้นไป ในเดือนกรกฎาคม 2568 ไม่มีการผลิต รวมเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 ไม่มีการผลิต
รถยนต์บรรทุก เดือนกรกฎาคม 2568 ผลิตได้ทั้งหมด 72,216 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 8.34 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 ผลิตได้ทั้งสิ้น 532,263 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 4.41
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกรกฎาคม 2568 ผลิตได้ทั้งหมด 71,471 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 8.18 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 ผลิตได้ทั้งสิ้น 527,149 คัน เท่ากับร้อยละ 63.11 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 3.20 โดยแบ่งเป็น
• รถกระบะบรรทุก 84,931 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 3.84
• รถกระบะ Double Cab 338,098 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 6.39
• รถกระบะ Double Cab BEV 134 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 100
• รถกระบะ PPV 103,986 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราค-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 9.37
รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน-มากกว่า 10 ตัน เดือนกรกฎาคม 2568 ผลิตได้ 745 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 21.16 รวมเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 ผลิตได้ 5,114 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 58.13
ผลิตเพื่อส่งออก
เดือนกรกฎาคม 2568 ผลิตได้ 74,100 คัน เท่ากับร้อยละ 66.99 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 15.35 ส่วนเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 549,113 คัน เท่ากับร้อยละ 65.74 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากปี 2567 ระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 9.05
รถยนต์นั่ง เดือนกรกฎาคม 2568 ผลิตเพื่อการส่งออก 17,823 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 31.34 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 115,393 คัน เท่ากับร้อยละ 38.07 ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง ลดลงจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 34.98
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกรกฎาคม 2568 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 56,277 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 8.61 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 433,720 คัน เท่ากับร้อยละ 82.28 ของยอดการผลิตรถกระบะ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 1.75 โดยแบ่งเป็น
• รถกระบะบรรทุก 47,977 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 35.83
• รถกระบะ Double Cab 305,985 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 2.74
• รถกระบะ PPV 79,758 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 4.50
ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ
เดือนกรกฎาคม 2568 ผลิตได้ 36,516 คัน เท่ากับร้อยละ 33.01 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 2.08 และเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 ผลิตได้ 286,218 คัน เท่ากับร้อยละ 34.26 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 1.37
รถยนต์นั่ง เดือนกรกฎาคม 2568 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 20,577 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 2.43 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ผลิตได้ 187,675 คัน เท่ากับร้อยละ 61.93 ของยอดการผลิตรถยนต์นั่ง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.63
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกรกฎาคม 2568 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 15,194 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 6.54 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 ผลิตได้ทั้งสิ้น 93,429 คัน เท่ากับร้อยละ 17.72 ของยอดการผลิตรถกระบะ และลดลงจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 21.04 ซึ่งแบ่งเป็น
• รถกระบะบรรทุก 36,954 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 30.28
• รถกระบะ Double Cab 32,247 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 30.75
• รถกระบะ PPV 24,228 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 29.18
รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตัน ขึ้นไป ในเดือนกรกฎาคม 2568 ไม่มีการผลิต รวมเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 ไม่มีการผลิต
รถบรรทุก เดือนกรกฎาคม 2568 ผลิตได้ 745 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 21.16 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 ผลิตได้ทั้งสิ้น 5,114 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม- กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 58.13
รถจักรยานยนต์
เดือนกรกฎาคม 2568 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 201,812 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 12.63 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 165,235 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 9.47 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 36,577 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 29.57
ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,471,758 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 6.93 โดยแยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 1,207,227 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 5.39 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 264,531 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 14.59
ยอดขาย
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนกรกฎาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 49,102 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 1.95 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 5.84 เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 เดือนเพราะยอดขายรถยนต์นั่งโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาเข้าถึงได้มากกว่ารถยนต์ใช้น้ำมัน รถกระบะยังคงขายลดลงต่อเนื่องมากว่า 30 เดือนเหลือแค่ 11,022 คัน ลดลงร้อยละ 16.3 (ปี 2562 ก่อน COVID-19 รถกระบะขายในประเทศเฉลี่ยเดือนละ 35,973 คัน เท่ากับ 35.70 % ของยอดขายรวม 1,007,552 คัน) เพราะความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อรถกระบะจากหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง และเศรษฐกิจในประเทศที่ยังขยายตัวในอัตราต่ำร้อยละ 2.8 ในไตรมาส 2/2568 การลงทุนของเอกชนเติบโตแค่ร้อยละ 4.1 สาขาอุตสาหกรรมเติบโตแค่ร้อยละ 1.7 นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนลดลงมาก ทำให้สาขาพักแรม และอาหารเติบโตเพียงร้อยละ 2.1 คงต้องติดตามการลงทุนของเอกชน การท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชนต่อไป คาดหวังงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตมากขึ้นจากปัจจุบัน
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 31,988 คัน เท่ากับร้อยละ 65.15 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 15.33
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 11,547 คัน เท่ากับร้อยละ 23.52 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 2.45
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) 9,250 คัน เท่ากับร้อยละ 18.84 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 35.33
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 667 คัน เท่ากับร้อยละ 1.36 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 316.88
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) 187 คัน เท่ากับร้อยละ 0.13 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 100
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) 10,337 คัน เท่ากับร้อยละ 21.05 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 16.09
รถกระบะ มีจำนวน 10,968 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 16.70 รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 54 ในปีที่แล้วไม่มียอดจำหน่าย รถ PPV มีจำนวน 3,820 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 29.14 รถบรรทุก 5-10 ตัน มีจำนวน 1,330 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 0.91 และรถประเภทอื่นๆ มีจำนวน 942 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว 22.47
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 144,458 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2567 ร้อยละ 6.39 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 2.05
ตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 รถยนต์มียอดขาย 351,796 คัน ลดลงจากปี 2567 ในระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 0.74 แยกเป็น
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 225,671 คันเท่ากับร้อยละ 64.16 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 6.34
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 84,059 คัน เท่ากับร้อยละ 23.89 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 11.05
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) 63,334 คัน เท่ากับร้อยละ 18 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 56.99
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 5,671 คัน เท่ากับร้อยละ 1.61 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 316.07
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) 187 คัน เท่ากับร้อยละ 0.06 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 100
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) 72,420 คัน เท่ากับร้อยละ 20.59 ของยอดขายรถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 4.73
รถกระบะ มีจำนวน 84,594 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 17.67 รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 423คัน ปีที่แล้วไม่มียอดจำหน่าย รถกระบะ REEV มีจำนวน 6 คัน ปีที่แล้วไม่มียอดจำหน่าย รถ PPV มีจำนวน 24,534 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 12.47 รถบรรทุก 5-10 ตัน มีจำนวน 8,536 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 11.61 และรถประเภทอื่นๆ มีจำนวน 8,032 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนช่วงกันในปีที่แล้ว 0.59
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 1,050,623 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 1.80
ขอบคุณ กนง. ที่มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงช่วยให้ผู้กู้ลดภาระจ่ายดอกเบี้ยลง ทำให้ชำระคืนเงินกู้ได้มากขึ้น หนี้ครัวเรือนจะได้ลดลง และขอบคุณทีมไทยแลนด์ที่เจรจากับทีมงานประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จนได้อัตราภาษีศุลกากรนำเข้าสหรัฐอเมริกา 19 % ซึ่งน่าจะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และในประเทศได้มากขึ้นเพื่อส่งออก และสร้างงานสร้างรายได้ให้คนไทยมากขึ้น หนี้ครัวเรือนจะได้ลดลงจากการชำระหนี้ ไม่ใช่ลดลงเพราะสถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อซึ่งลดลงมาหลายไตรมาสแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้ภาษี ทรัมป์ ของไทยที่ 19 % ดูจะเสียเปรียบเวียดนามที่ 20 % เมื่อเงินด่องเวียดนามอ่อนค่ามาก
การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป
เดือนกรกฎาคม 2568 ส่งออกได้ 72,439 คัน ลดลงจากเดือนที่แล้วร้อยละ 17.76 และลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 13.27 จากการเลิกผลิตรถยนต์นั่งใช้น้ำมันบางรุ่นเพราะจะเปลี่ยนรุ่นรถ รถยนต์นั่ง และรถกระบะไฟฟ้ายังส่งออกอีกในเดือนนี้ 167 คัน ปีนี้จึงเป็นปีประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ส่งออกรถยนต์นั่งไฟฟ้า และรถกระบะไฟฟ้าดังที่รัฐบาล และเอกชนร่วมมือกันให้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตยานยนต์ใช้น้ำมัน และยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าที่มีนโยบาย และความพร้อมของโครงสร้างแตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน และการเข้มงวดในเรื่องการติดตั้งอุปกรณ์ช่วยขับเพื่อความปลอดภัยในรถยนต์ และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของรถยนต์ของประเทศคู่ค้า ทำให้การส่งออกรถยนต์เดือนนี้ลดลงในตลาดเอเชีย ออสเตรเลีย และโอเชียเนีย และอเมริกาเหนือ เครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถยนต์ยังคงส่งออกเพิ่มขึ้น
ประเภทรถยนต์ส่งออกเดือนกรกฎาคม 2568 แบ่งเป็น ดังนี้
• รถกระบะ 42,418 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 58.56 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 6.65
• รถกระบะ BEV 47 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.06 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2567 ไม่มีการส่งออก
• รถยนต์นั่ง ICE 16,145 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 22.29 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2567ร้อยละ 38.58
• รถยนต์นั่ง BEV 120 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.26 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2567 ไม่มีการส่งออกรถยนต์นั่ง BEV
• รถยนต์นั่ง HEV 3,874 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 5.35 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 5.16
• รถ PPV 9,836 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 13.58 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 21.18
มูลค่าการส่งออกรถยนต์ 46,853.19 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 16.92 แต่เครื่องยนต์ และชิ้นส่วนส่งออกเพิ่มขึ้นดังนี้
• เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 3,271.40 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 19.18
• ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 19,473.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 5.54
• อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,607.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 2.77
รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนกรกฎาคม 2568 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 72,205.67 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 11.33
รถจักรยานยนต์
เดือนกรกฎาคม 2568 มีจำนวนส่งออก 71,250 คัน (รวม CBU+CKD) เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2568 ร้อยละ 8.28 และเพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 21.26 โดยมีมูลค่า 5,246.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 13.43
• ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 225.62 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 6.08
• อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 186.37 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 11.17
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ เดือนกรกฎาคม 2568 ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ 5,658.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 11.49
เดือนกรกฎาคม 2568 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 77,863.86 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 9.99
รถยนต์สำเร็จรูป
เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 531,796 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 11.74 แบ่งเป็น
• รถกระบะ 337,414 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 63.45 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 2.75
• รถกระบะ BEV 118 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.02 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2567 ไม่มีการส่งออก
• รถยนต์นั่ง ICE 86,775 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 16.32 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 40.75
• รถยนต์นั่ง BEV 784 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.22 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2567 ไม่มีการส่งออก
• รถยนต์นั่ง HEV 30,599 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 5.75 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 1.91
• รถ PPV 76,106 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 14.31 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 2.41
มูลค่าการส่งออกรถยนต์ 361,224.05 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 13.97 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
• เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 21,770.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 8.96
• ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 114,588.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 2.11
• อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 15,806.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 4.62
รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 513,390.07 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 9.48
รถจักรยานยนต์
เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 รถจักรยานยนต์ มีจำนวนส่งออก 507,428 คัน (รวม CBU+CKD) เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 7.26 มีมูลค่า 36,973.94 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 1.02
• ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 1,305.13 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 10.04
• อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 1,480.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 46.35
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 39,759.86 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 0.14
เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 553,149.93 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 8.87
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท BEV เดือนกรกฎาคม 2568
เดือนกรกฎาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 12,124 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 45.51 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 10,227 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 77.21
- รถยนต์นั่ง จำนวน 9,925 คัน
- รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 295 คัน
- รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 7 คัน
• รถกระบะ รถแวน มีทั้งสิ้น 37 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 49.32
• รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 1,712 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 29.05
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 1,712 คัน
• รถยนต์สามล้อ มีทั้งสิ้น 3 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 66.67
• รถโดยสาร มีทั้งสิ้น 7 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 56.25
• รถบรรทุก มีทั้งสิ้น 138 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 176
เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 81,179 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 35.08 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 67,254 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 55.44
- รถยนต์นั่ง จำนวน 65,756 คัน
- รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 1 ,333 คัน
- รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 13 คัน
- รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 152 คัน
• รถกระบะ รถแวน มีทั้งสิ้น 337 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 30.62
• รถยนต์สามล้อ มีทั้งสิ้น 14 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 83.91
- รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล 7 คัน
- รถยนต์รับจ้างสามล้อ จำนวน 4 คัน
• รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 13,251 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 17.93
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 13,250 คัน
- รถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 1 คัน
• รถโดยสารมีทั้งสิ้น 70 คัน ลดลงเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 68.75
• รถบรรทุกมีทั้งสิ้น 253 คัน เพิ่มขึ้นเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 120.00
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท HEV เดือนกรกฎาคม 2568
เดือนกรกฎาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 11,815 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 0.61 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 11,698 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ1.14
- รถยนต์นั่ง จำนวน 11,663 คัน
- รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 17 คัน
- รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 15 คัน
• รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 117 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2567 ร้อยละ 112.73
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 117 คัน
เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 84,128 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 0.40 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 83,434 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 0.05
- รถยนต์นั่ง จำนวน 83,170 คัน
- รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 26 คัน
- รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 136 คัน
- รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 100 คัน
- รถยนต์บริการให้เช่า จำนวน 2 คัน
- รถจักรยานยนต์มีทั้งสิ้น 694 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2567 ร้อยละ 116.88
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 694 คัน
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท PHEV เดือนกรกฎาคม 2568
เดือนกรกฎาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 1,286 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 55.69 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 1,286 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 55.69
- รถยนต์นั่ง จำนวน 1,286 คัน
เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 12,632 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 120.76 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 12,632 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กรกฎาคมปีที่แล้วร้อยละ 120.76
- รถยนต์นั่ง จำนวน 12,604 คัน
- รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 20 คัน
- รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 8 คัน
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2568
ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV มีจำนวนทั้งสิ้น 307,428 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 60.61 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 226,242 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 70.45
- รถยนต์นั่ง มีจำนวน 221,078 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 69.49
- รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน มีจำนวน 3,853 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 111.59
- รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 223 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 214.08
- รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 214 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 79.83
- รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 3 คัน ซึ่งในช่วงเดียวกันไม่มีการจดทะเบียน
- รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิค มีจำนวน 871 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 203.48
• รถกระบะ และรถแวน มีจำนวน 1,208 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 124.95
• รถยนต์สามล้อ มีจำนวนทั้งสิ้น 1,032 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 5.52
- รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล มีจำนวน 122 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 17.31
- รถยนต์รับจ้างสามล้อ มีจำนวน 910 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 4.12
• รถจักรยานยนต์ มีจำนวนทั้งสิ้น 74,999 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 39.01
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีจำนวน 74,892 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 39.16
- รถจักรยานยนต์สาธารณะ มีจำนวน 107 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 20.15
• อื่นๆ
- รถโดยสาร มีจำนวนทั้งสิ้น 2,855 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 7.98
- รถบรรทุก มีจำนวนทั้งสิ้น 1,092 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 92.59
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2568
ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV มีจำนวนทั้งสิ้น 552,469 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 29.49 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 542,606 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 30
- รถยนต์นั่ง มีจำนวน 541,153 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 29.94
- รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารฯ มีจำนวน 513 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 4.27
- รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 210 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 200
- รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 317 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 64.25
- รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 7 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 40
- รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิค มีจำนวน 406 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 134.68
• รถกระบะและรถแวน มีจำนวน 1 คัน เท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2567
• รถจักรยานยนต์ มีจำนวนทั้งสิ้น 9,860 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 6.59
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีจำนวน 9,860 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 6.59
• อื่นๆ
- รถโดยสาร มีจำนวนทั้งสิ้น 2 คัน ซึ่งเท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2567
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2568
ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV มีจำนวนทั้งสิ้น 75,693คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 27.03 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
• รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 75,693 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 27.03
- รถยนต์นั่ง มีจำนวน 75,605 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 27.03
- รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 50 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 21.95
- รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 27 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 35
- รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 5 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 66.67
- รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิค มีจำนวน 6 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 20
....................................................................................................
Suzuki เปิดจอง Fronx
บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เตรียมเปิดตัว All New Suzuki Fronx (ซูซูกิ ฟรอนซ์) ใหม่ พร้อมมอบความคุ้มค่าตั้งแต่ก้าวแรก ด้วยแคมเปญพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจลงทะเบียนรับสิทธิ์ล่วงหน้า รับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 3,000 บาท ฟรี ระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม-24 กันยายน 2568
ทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า การเปิดตัว All New Suzuki Fronx ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของเราในการรุกตลาดยานยนต์ ด้วยการนำเสนอยนตรกรรมที่ผสมผสานดีไซจ์นสปอร์ทแบบ SUV อันเป็นเอกลักษณ์ และสมรรถนะที่เหนือกว่า พร้อมสร้างนิยามใหม่แห่งการขับขี่ และมอบความคุ้มค่าทุกการเดินทาง เราเชื่อมั่นว่าจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์แบบ
วัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า เราเล็งเห็นความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยที่มองหารถยนต์ที่มีดีไซจ์นเฉพาะตัว และสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายในรถยนต์คันเดียวด้วยเหตุนี้ All New Suzuki Fronx จึงถูกพัฒนาขึ้นจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเพื่อเติมเต็มความต้องการที่แท้จริงเหล่านี้ ซึ่งการจัดแคมเปญลงทะเบียนล่วงหน้าพร้อมมอบสิทธิประโยชน์ในครั้งนี้ เป็นความตั้งใจที่ Suzuki (ซูซูกิ) ต้องการมอบความคุ้มค่าตั้งแต่ก้าวแรก เสมือนเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้ความสนใจ และเชื่อมั่นในแบรนด์ Suzuki ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแคมเปญนี้จะทำให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของ All New Suzuki Fronx ได้ง่ายขึ้น
สำหรับแคมเปญสุดพิเศษนี้ จัดขึ้นเพื่อให้ผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของ All New Suzuki Fronx ได้รับสิทธิประโยชน์ก่อนใคร เพียงลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านเวบไซท์อย่างเป็นทางการ Suzuki ที่ www.suzuki.co.th/getreadyforfronx หรือสแกน QR Code ที่กำหนด ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม-24 กันยายน 2568 โดยผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จ และทำการจองพร้อมรับมอบรถยนต์ All New Suzuki Fronx หลังจากวันที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 จะได้รับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 3,000 บาท ฟรี
........................................................................................................................
GWM ORA Good Cat แนะนำ 2 สีเฉดใหม่
GWM (Thailand) แนะนำ GWM ORA Good Cat (กเรท วอลล์ มอเตอร์ โอรา กูด แคท) 2 เฉดสีใหม่ที่ให้ลุคสปอร์ท และหล่อยิ่งขึ้น สะกดสายตาจนต้องเหลียวหลัง ทั้งสีขาวหลังคาสีดำ และสีฟ้า So Blue สะท้อนบุคลิกที่มีสไตล์เฉพาะตัว สุขุม มาดนิ่ง เนี้ยบทุกมุม แต่แฝงไปด้วยความเท่ในทุกมุมมอง และสนุก เต็มไปด้วยพลังงานบวก พร้อมลุยทุกกิจกรรม
เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า จากการคาดการณ์ว่าในปี 2568 ของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย หรือ Electric Vehicle Association of Thailand (EVAT) ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจะเติบโตขึ้นถึง 40 % แตะ 100,000 คัน จากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ และความตื่นตัวของผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาทางเลือกการเดินทางที่ปลอดมลพิษ มีดีไซจ์นเฉพาะตัว และใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่ง GWM ORA Good Cat คือ หนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพที่สามารถตอบสนองได้อย่างครบถ้วนในฐานะรถยนต์พลังงานไฟฟ้าดีไซจ์นสปอร์ทที่ผสานเทคโนโลยี ความปลอดภัย และความคุ้มค่าไว้ในหนึ่งเดียว โดย GWM ยังคงสามารถรักษายอดขายได้อย่างมั่นคง ถึงแม้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจะเผชิญกับสงครามราคาอันหนักหน่วง แต่ยอดขายของ GWM ORA Good Cat ก็ยังคงมีความสม่ำเสมอ แสดงถึงความไว้วางใจที่ลูกค้าชาวไทยมอบให้ และปัจจัยด้านราคาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเรา ล่าสุด สิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 GWM ORA Good Cat สามารถทำยอดขายสะสมรวมแล้วกว่า 17,000 คัน
เพราะ “สี” คือ ภาษาของความรู้สึก การสะท้อนตัวตน และแรงบันดาลใจบนท้องถนน GWM ORA Good Cat ปี 2568 ใน 2 เฉดสีใหม่ที่ผสานการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าเหมียวไฟฟ้าขวัญใจคนไทยยุคใหม่ และการเลือกสีสันที่แตกต่างสร้างความโดดเด่นให้เป็นที่จับจ้องในทุกเส้นทาง เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้ “บ่งบอกความเป็นตัวเอง” อย่างแท้จริง ผ่าน 2 เฉดสี 2 อารมณ์เพื่อคนเมืองสายคูลในประเทศไทยโดยเฉพาะ
Hamilton White with Black Roof สีขาว-ดำ โมโนโครมสุดคลาสสิคเหนือกาลเวลา
จากความคิวท์สู่ความคูล ลุคใหม่พรีเมียมสุดเท่ในบอดีสีขาวหลังคาดำ พร้อมชุดแต่ง Black Package รอบคัน ผสมผสานเสน่ห์ของดีไซจ์นวินเทจเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างกลมกลืน เสริมภาพลักษณ์ให้ตัวรถดูโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น เสริมลุคให้ดูเนี้ยบ เรียบง่ายแต่เฉียบขาด เหมาะกับผู้ขับขี่ที่มีไลฟ์สไตล์ Minimal ที่ต้องการความเรียบหรู สะท้อนคาแรคเตอร์ที่ดูนิ่ง ชอบใช้ชีวิตอย่างมีจังหวะ เข้าใจตัวเอง ทรงพลัง ไม่ว่าจะขับในเมือง หรือออกทริพก็พร้อมสะกดทุกสายตาชวนให้หลงใหล
So Blue สีฟ้าสดใส สนุก เต็มไปด้วยพลังพร้อมความมั่นใจ
เสิร์ฟลุคคิวท์ผสานความสปอร์ทแบบลงตัว กับสีฟ้า So Blue พร้อมชุดแต่ง Black Package สะท้อนบุคลิกสนุกสนาน มีชีวิตชีวา รักความอิสระ เข้าถึงง่าย แต่แฝงไปด้วยความเท่ที่ไม่ธรรมดา และไม่กลัวที่จะแตกต่าง เหมาะกับไลฟ์สไตล์แบบแอคทีฟที่มีรถคู่ใจที่โดดเด่นในทุกเส้นทาง โดยสีฟ้า So Blue เป็นชื่อสีที่ถูกคัดเลือกโดยเสียงโหวตจากลูกค้ากว่า 7,356 คน สะท้อนการดำเนินธุรกิจของ GWM (Thailand) ที่เน้นให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (User-Centric) ผ่านการร่วมกิจกรรมเมื่อไม่นานมานี้
นอกจากด้านดีไซจ์นที่โดดเด่น สิ่งที่เป็นจุดเด่นสำคัญของ GWM ORA Good Cat ที่ผู้ใช้งานต่างชื่นชอบ และไว้วางใจ คือ ระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้า และครบครัน ช่วยปกป้องทุกชีวิตตลอดทั้งเส้นทางจากทุกสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ทั้งโครงสร้างตัวถังรถที่แข็งแกร่ง แบทเตอรีที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านความปลอดภัยสุดอัจฉริยะ ระบบความปลอดภัยเชิงแก้ไข (Passive Safety) และเชิงป้องกัน (Active Safety) ที่จัดเต็ม รวมถึงการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจากเวทีระดับโลกในหลากหลายประเทศ และภูมิภาค ทำให้ GWM ORA Good Cat ถูกขนานนามว่าเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100 % ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงเมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ในเซกเมนท์เดียวกัน
GWM ORA Good Cat มาพร้อมแบทเตอรีที่ผลิตในประเทศซึ่งผ่านการทดสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งการตกจากที่สูง และการแช่น้ำลึกโดยไม่เกิดการรั่วไหลลัดวงจร หรือไฟไหม้ ใช้เทคโนโลยี Short Blade Battery ที่มีความเสถียรสูง เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย พร้อมระบบจัดการแบทเตอรีอัจฉริยะ (BMS) ที่สามารถตัดไฟอัตโนมัติภายใน 0.1 วินาที เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ขณะเดียวกัน โครงสร้างตัวถังยังใช้เหล็กกล้าคุณภาพสูงกว่า 71.71 % ของส่วนประกอบทั้งหมด ออกแบบในลักษณะ Cage Design เพื่อกระจายแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบตัดการทำงานไฟฟ้าแรงดันสูงเมื่อเกิดการชนท้าย ช่วยลดความเสี่ยงจากไฟไหม้ หรือการระเบิด
........................................................................................................................
เยอรมัน ออโต้ เปิดศูนย์บริการซ่อมตัวถัง และสี พัทยา
พัทยา เยอรมัน ออโต้ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ BMW (บีเอมดับเบิลยู) MINI (มีนี) และ BMW Motorrad (บีเอมดับเบิลยู มอเตอร์ราด) ทุ่มงบ 125 ล้านบาท เปิดศูนย์บริการซ่อมตัวถัง และสีแห่งใหม่ที่ล้ำสมัย ตอกย้ำความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของเยอรมัน ออโต้ ในการส่งมอบความเป็นเลิศด้านบริการที่เหนือชั้น และเสริมสร้างตำแหน่งผู้นำในภาคส่วนยานยนต์ระดับพรีเมียม
ชนินทร์ ฐิติจารุไพศาล ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดศูนย์บริการซ่อมตัวถัง และสีแห่งใหม่ของเยอรมัน ออโต้ ในพัทยา เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงวิสัยทัศน์ร่วมกันของเราในการส่งมอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมขั้นสูงสุดให้แก่ลูกค้าทั่วโลก ศูนย์บริการที่ล้ำสมัยแห่งนี้ พร้อมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และทักษะของช่างเทคนิคที่ยอดเยี่ยม สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในด้านคุณภาพ นวัตกรรม และการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดสำคัญอย่างประเทศไทย เราภูมิใจที่ได้เห็นพันธมิตรของเราอย่างเยอรมัน ออโต้ ยกระดับมาตรฐานการบริการลูกค้า และบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง
ปิยวิทย์ เขมะรังสรรค์ ประธานบริหาร เยอรมัน ออโต้ กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของเรา คือ การมอบประสบการณ์ BMW และ MINI ระดับเวิร์ลด์คลาสส์ให้แก่ลูกค้าอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น การเปิดเยอรมัน ออโต้ พัทยา ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการนำเสนอคุณภาพการบริการที่เหนือระดับ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย และโซลูชันการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืนตามกลยุทธ์ระดับโลกของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป
เยอรมัน ออโต้ มุ่งมั่นที่จะมอบบริการด้านการขาย และบริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม โดยให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของลูกค้า และการยึดมั่นในมาตรฐานแบรนด์ระดับโลก เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าให้แก่ลูกค้า โชว์รูม และศูนย์บริการแห่งใหม่ในพัทยา จะจัดแสดงรถยนต์ BMW MINI และ BMW Motorrad รุ่นล่าสุด พร้อมศูนย์บริการหลังการขายที่ได้มาตรฐานสูงสุดของ BMW และ MINI เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างครบวงจร โดยศูนย์บริการแห่งใหม่ใช้เงินลงทุน 125 ล้านบาท มีพื้นที่บริการกว้างขวางถึง 12,000 ตรม. และมีพื้นที่ใช้สอยรวม 22,400 ตรม. ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการขยายตัวของรถยนต์ BMW และ MINI ในพื้นที่ ในขณะเดียวกันก็รับประกันความใส่ใจในรายละเอียดอย่างพิถีพิถัน ศูนย์บริการที่ครบวงจรแห่งนี้พร้อมให้บริการซ่อมตัวถัง และสีสำหรับรถยนต์ BMW และ MINI ทุกรุ่น โดยช่างผู้ชำนาญการณ์ที่ผ่านการรับรอง
ศูนย์บริการแห่งใหม่นี้ประกอบด้วย
ขีดความสามารถในการซ่อมขั้นสูง : ในส่วนของศูนย์บริการทางเทคนิค มีทั้งหมด 10 ช่อง สามารถให้บริการรถยนต์ได้สูงสุด 700 คัน/เดือน โดยมีทีมช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ 17 คน
ช่องบริการซ่อมตัวถัง และสีเฉพาะทาง : ในส่วนของการบริการซ่อมตัวถัง และสีโดยเฉพาะมีช่องบริการ 16 ช่อง สามารถรองรับรถยนต์ได้ 220 คัน/เดือน โดยมีช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ 23 คนประจำการ
ความเชี่ยวชาญด้านรถยนต์ไฟฟ้า และระบบแบทเตอรีแรงดันสูง : เยอรมัน ออโต้ มุ่งมั่นยกระดับศักยภาพด้านการดูแลรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และพลัก-อิน ไฮบริด ด้วยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมเฉพาะทาง พร้อมด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย โดยมีแผนจะขยายทีมงานที่ศูนย์บริการสุวรรณภูมิ และพัทยา (ศูนย์ซ่อมตัวถัง และสี) ให้ครบ 36 คน ภายในปี 2568 เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย
ผู้เชี่ยวชาญด้านการซ่อมคาร์บอนไฟเบอร์เยอรมัน ออโต้มีช่างเทคนิคที่ผ่านการรับรองงานซ่อมคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีทักษะสูง มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จำเป็นสำหรับการซ่อมโครงสร้างขั้นสูงในรถยนต์ BMW ที่มีสมรรถนะสูง
การขยายเชิงกลยุทธ์ในพัทยาครั้งนี้ ตอกย้ำความทุ่มเทของเยอรมัน ออโต้ ในการมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ระดับพรีเมียมที่ราบรื่น และเหนือชั้นให้แก่ลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและบริการระดับสูง ศูนย์บริการซ่อมตัวถัง และสีแห่งใหม่นี้ พร้อมที่จะเป็นมาตรฐานสำหรับงานซ่อม และบำรุงรักษายานยนต์ในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงด้านความเป็นเลิศของเยอรมัน ออโต้ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
........................................................................................................................
Ford ชูศูนย์กระจายสินค้า พร้อมบริการ
Ford ประเทศไทย ชวนทำความรู้จักศูนย์กระจายอะไหล่สินค้าแห่งใหม่ของ Ford (ฟอร์ด) ในจังหวัดสมุทรปราการ ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ และกระจายอะไหล่ไปยังผู้จำหน่าย Ford ในประเทศไทย และกว่า 60 ประเทศได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายพื้นที่ และการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยระดับโลกด้านการบริหารจัดการคลังสินค้ามาใช้ ยกระดับความมั่นใจด้านบริการหลังการขายแก่ลูกค้ารถยนต์ Ford พร้อมตอกย้ำการเป็นฐานกระจายอะไหล่ที่สำคัญของ Ford ในภูมิภาค
สุรวัฒน์ จึงสมประสงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า Ford ประเทศไทย กล่าวว่า การจัดส่งอะไหล่ที่รวดเร็ว และแม่นยำ นับเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการยกระดับประสบการณ์หลังการขาย Ford จึงได้เพิ่มพื้นที่ในศูนย์กระจายอะไหล่ Ford พร้อมนำระบบการจัดเก็บ และจัดส่งอะไหล่ใหม่ที่ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาดำเนินการ ซึ่งจะมีการนำข้อมูลจากอดีตมาปรับปรุง และพัฒนาให้ระบบใหม่ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ความท้าทายที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน ในขณะนี้ได้รับการแก้ไขจนใกล้เข้าสู่สถานะปกติแล้ว ซึ่งจะเป็นการเรียนรู้ที่ดีสำหรับระบบใหม่ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อการส่งมอบอะไหล่ที่ราบรื่นหลังจากนี้
พื้นที่ 40,000 ตรม. รองรับการจัดเก็บ และส่งอะไหล่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 24 ชม.
ศูนย์กระจายอะไหล่สินค้า Ford จังหวัดสมุทรปราการ เป็นอาคารรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า จากเดิมมีพื้นที่จัดเก็บชิ้นส่วนอะไหล่ และจุดสำหรับขนส่ง 26,000 ตรม. ปัจจุบัน Ford ได้เพิ่มพื้นที่ขึ้นอีกราว 50 % เป็น 40,000 ตรม. เพิ่มความมั่นใจเรื่องพื้นที่จัดเก็บอะไหล่ที่มากพอ ทำให้จัดเก็บอะไหล่ได้เพิ่มขึ้น 40 % โดยจัดเก็บอะไหล่ได้มากกว่า 40,000 รายการ รวมกว่า 4,300,000 ชิ้น มูลค่าสินค้าในคลังสินค้ารวมกว่า 1.5 พันล้านบาท โดย Ford ยังมีนโยบายการจัดเก็บอะไหล่สำหรับรถยนต์ทุกรุ่นเป็นระยะเวลานานถึง 10 ปี รวมถึงอะไหล่สำหรับรุ่นที่กำลังจะเลิกผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าที่ใช้รถมานานแล้ว จะยังมีอะไหล่เพียงพอสำหรับการซ่อมบำรุงในอนาคต
ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถ Ford ที่สำคัญ โดยมีโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (FTM) และไทยยังเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (Global Spare Part Hub) ที่ศูนย์กระจายอะไหล่ Ford เปิดดำเนินการจัดส่งอะไหล่ตลอด 24 ชม. โดยมีช่องขนถ่ายสินค้าที่ช่วยบริหารจัดการรถขนส่ง และตู้คอนเทเนอร์อย่างเป็นระบบ ขนส่งได้มากถึง15-20 ตู้/วัน หรือราว 100 ตู้/สัปดาห์ ทำให้มีอะไหล่เต็มคลังสินค้าอย่างสม่ำเสมอ พร้อมต่อการกระจายอะไหล่ และตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า Ford ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ ได้อย่างรวดเร็ว และครอบคลุม
ระบบบริหารจัดการใหม่ ผสานเทคโนโลยี AI และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ศูนย์กระจายอะไหล่ Ford มีการนำเทคโนโลยีแบบทันสมัยผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามาใช้ร่วมกับระบบสแกนบาร์โคดแทนระบบแมนวล เพื่อลดเวลา และเสริมการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังลดการใช้ทรัพยากร ตั้งแต่กระบวนการรับสินค้าเข้ามาจัดเก็บ ที่นำถาดพลาสติคใช้ซ้ำ (Returnable Box) แทนการใช้กล่องกระดาษแบบเดิม จนถึงกระบวนการจัดส่งสินค้าออก ซึ่งระบบดังกล่าวยังรองรับการทำงานแบบไม่ใช้กระดาษ (Paperless) ใช้การแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบอีเลคทรอนิคทั้งกระบวนการ จนถึงการออกใบแจ้งหนี้อีเลคกทรอนิค (E-Invoice) ช่วยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ลดความผิดพลาด เพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน Ford ก็มีแผนกพัฒนาบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ที่จะช่วยให้ลูกค้ามั่นใจว่าสินค้าได้รับการจัดเก็บตามมาตรฐาน และเก็บรักษาได้ยาวนาน นอกจากนี้ Ford ยังได้พัฒนาระบบออนไลน์ที่อำนวยความสะดวกด้านการเคลมอะไหล่ให้ผู้จำหน่าย Ford สามารถตรวจสอบสถานะการจัดส่งอะไหล่แบบทันท่วงทีได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการนำอุปกรณ์กล้องอัจฉริยะจากทางไกล (RealWear) มาใช้เพื่อตรวจสอบในกรณีที่พบสินค้าเสียหาย เพื่อลดระยะเวลาในการจัดส่ง และลดขั้นตอนการทำงานให้แก่ผู้จำหน่ายอีกด้วย
ระบบจัดการที่เร็วขึ้น ช่วยให้สินค้าอะไหล่ถึงมือลูกค้าได้เร็วกว่าเดิม
โดยทั่วไปแล้ว หลังจากที่มีการทำรายการสั่งสินค้าเข้ามาในระบบ ลูกค้าในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล จะรับอะไหล่ได้ภายใน 24 ชม. สำหรับลูกค้าในจังหวัดอื่นๆ ทางศูนย์กระจายอะไหล่ Ford จะทำงานร่วมกับ 8 ศูนย์พันธมิตรกระจายสินค้าที่ครอบคลุมทุกภูมิภาค ทำให้สามารถจัดส่งสินค้าได้ในวันถัดไปหลังจากทำรายการ
“การพัฒนาศูนย์กระจายอะไหล่แห่งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการขยายพื้นที่จัดเก็บ แต่เป็นการยกระดับความสามารถเชิงกลยุทธ์ของ Ford ในการดูแลลูกค้าอย่างยั่งยืนด้วยระบบบริหารจัดการที่ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะ เราสามารถสำรองอะไหล่ได้ครบครัน ย่นระยะเวลาการจัดส่ง และตอบสนองความต้องการได้อย่างแม่นยำทั้งในประเทศ และต่างประเทศ สิ่งสำคัญ คือ ความมั่นใจที่ลูกค้าจะได้รับ ว่าเมื่อใดก็ตามที่ต้องการอะไหล่แท้จะถูกส่งถึงมืออย่างรวดเร็ว พร้อมรองรับการบำรุงรักษาทั้งระยะสั้น และระยะยาวของรถ Ford ทุกคัน”
........................................................................................................................
Shell แนะนำ Helix Ultra สูตรใหม่
Shell เดินเกมรุกตลาดน้ำมันเครื่องพรีเมียม เปิดตัว Shell Helix Ultra สูตรใหม่ล่าสุดในไทยเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชูจุดเด่นด้วยมาตรฐานระดับโลกถึง 3 รายการ ได้แก่ API SQ, ACEA C6 และ ILSAC GF-7 ผสานกับเทคโนโลยี PurePlus เอกสิทธิ์เฉพาะของ Shell เพื่อการปกป้องเครื่องยนต์ที่เหนือกว่า ตอบโจทย์รถยนต์สมรรถนะสูงยุคใหม่ พร้อมฉลากโฉมใหม่บนบรรจุภัณฑ์จากพลาสติครีไซเคิล 100 % ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านนวัตกรรม และความยั่งยืน มุ่งขยายฐานลูกค้า เพื่อขยายส่วนแบ่งการตลาดน้ำมันหล่อลื่นที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
แมนซี ทรีพาธี กรรมการบริหารอาวุโส ฝ่ายธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น บริษัท เชลล์ เอเชียแปซิฟิค จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัวในครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นของ Shell ซึ่งครองตำแหน่งแบรนด์น้ำมันหล่อลื่นอันดับ 1 ของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 18 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 11.6 % ในกลุ่มของน้ำมันที่ใช้กับรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ รถที่ใช้เพื่อการพาณิชย์ และในภาคอุตสาหกรรม จากรายงานของ Kline & Company โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างสมรรถนะ ความน่าเชื่อถือ และความยั่งยืน ผ่านกลยุทธ์ “Keep the World Progressing Today for Tomorrow” ที่มุ่งยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการทั้งในวันนี้ และอนาคต เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุด
“การลงทุนอย่างต่อเนื่องของ Shell ในด้านนวัตกรรม และการวิจัยระดับโลก ทำให้เราสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย และยั่งยืนให้แก่ลูกค้าในกว่า 175 ประเทศทั่วโลก Shell Helix Ultra สูตรใหม่ จึงเป็นผลลัพธ์จากความร่วมมือระยะยาวกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Ferrari (แฟร์รารี), BMW (บีเอมดับเบิลยู) และ Hyundai (ฮันเด) โดยเฉพาะความร่วมมือกับ Ferrari ที่ยาวนานกว่า 75 ปี
ซึ่งนับเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดในวงการมอเตอร์สปอร์ท”
Shell ใช้ผลการแข่งขันที่ได้จากสนามแข่ง F1 เป็นบทพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ผลักดันขีดจำกัดของสมรรถนะ และการปกป้องเครื่องยนต์ภายใต้สภาวะที่กดดันที่สุดของน้ำมันหล่อลื่น Shell Helix Ultra ก่อนนำมาถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสนามแข่งสู่ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคจริงบนท้องถนน ความสำเร็จจากสนามแข่งเหล่านี้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของ Shell ที่ไม่เพียงยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมน้ำมันหล่อลื่น แต่ยังสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าทั่วโลกว่า Shell Helix Ultra สามารถส่งมอบสมรรถนะสูงสุด และความน่าเชื่อถือได้ในทุกเส้นทาง
Shell Helix Ultra พัฒนาด้วยเทคโนโลยี PurePlus เอกสิทธิ์เฉพาะของ Shell เป็นการนำแกสธรรมชาติบริสุทธิ์มากลั่นเป็นน้ำมันพื้นฐานที่สะอาดถึง 99.5 % ช่วยให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพสูงสุดแม้ในสภาวะการขับขี่หนักอย่างต่อเนื่อง (1) ปกป้องเครื่องยนต์จากการจุดระเบิดก่อนเวลาในรอบต่ำ (Low-Speed Pre-Ignition: LSPI) ที่มีแรงดัน และอุณหภูมิสูง (2) และรองรับเครื่องยนต์สมรรถนะสูงที่ใช้ระบบเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จแบบฉีดตรงในกระบอกสูบ (Turbocharged Gasoline Direct Injection: TGDI) รวมถึงเป็นน้ำมันหล่อลื่นที่ได้การรับรองมาตรฐานล่าสุดจาก 3 สถาบันชั้นนำระดับโลก ทั้งจาก API SQ, ACEA C6, ILSAC GF-7 และผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ (OEMs) ทั่วโลก ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยี และคุณภาพระดับพรีเมียมของ Shell
กมลพัทธ์ พหลโยธิน กรรมการบริหาร ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า Shell มุ่งมั่นตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดน้ำมันเครื่องสำหรับรถยนต์นั่ง (Passenger Car Motor Oil: PCMO) ทั้งด้านปริมาณ และมูลค่า ด้วยการเปิดตัว Shell Helix Ultra สูตรใหม่ ในประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นสูตรพิเศษที่มีจำหน่ายเฉพาะในไทย โดยผ่านมาตรฐานสากลล่าสุดจาก 3 สถาบันระดับโลก พร้อมบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล PCR 100 % ที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์นี้วางจำหน่ายทั้งช่องทางออนไลน์ และออฟไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada และ Shell Official Store ร้านจำหน่ายน้ำมันเครื่อง และอู่ซ่อมรถทั่วประเทศ
Shell เดินหน้าขยายตลาดใหม่ทั้งในเมืองหลัก และเมืองรอง ผ่านกลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาดทั้งสื่อ Outdoor และสื่อดิจิทอล การสร้างแคมเปญร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อเข้าถึงผู้ใช้รถรุ่นใหม่ และผู้ที่เริ่มใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์เป็นครั้งแรก การให้ความรู้ และการจัดการแข่งขันช่างซ่อมเครื่องยนต์ ภายใต้แนวคิด Value-Based Selling ที่เน้นคุณค่า สมรรถนะ และความคุ้มค่าในระยะยาวสำหรับเครื่องยนต์
ด้วยความเชื่อมั่นในพลังของนวัตกรรม และความร่วมมือระดับโลก Shell มุ่งมั่นส่งมอบพลังขับเคลื่อนที่เหนือกว่าให้แก่ลูกค้าในวันนี้ พร้อมสร้างอนาคตที่ดียิ่งกว่าในวันพรุ่งนี้ Shell Helix Ultra สูตรใหม่ จึงไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ที่รองรับเครื่องยนต์ยุคใหม่ แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อโลกที่ดีกว่าอย่างแท้จริง
