ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์/4๋ July 2026
ข่าวเด่นสัปดาห์นี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงานทางเลือกไฟฟ้า ยังคงส่อเค้าแววสดใส ด้วยยอดผลิต ยอดขาย และส่งออกที่เพิ่มขึ้น รวมถึงยังมีรถยนต์รุ่นใหม่ แนะนำออกสู่ตลาดต่อเนื่อง และที่ตามมาก็การบริการหลังการขาย ที่เตรียมพร้อมด้านอะไหล่ และการซ่อมบำรุงที่ต้องเตรียมความพร้อมHighlight
ส.อ.ท. เผยยอดผลิตรถยนต์ พค. ลดลง ร้อยละ 17.94
ส.อ.ท. ชี้ เดือนพฤษภาคม 2569 ผลิตรถยนต์ 114,214 คัน ลดลงร้อยละ 17.94 ผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า 6,185 คัน ลดลงร้อยละ 3.53 ผลิตรถกระบะไฟฟ้า 295 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 619.51
ขาย 57,765 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.60 ขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) 18,034 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 61.19 ขายรถกระบะไฟฟ้า 201 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 133.72
ส่งออก 59,434 คัน ลดลงร้อยละ 26.69 ส่งออกรถยนต์นั่งไฟฟ้า 1,410 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 100 ส่งออกรถกระบะไฟฟ้า 44 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 100
สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนพฤษภาคม 2569 ดังต่อไปนี้
การผลิต
จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนพฤษภาคม 2569 มีทั้งสิ้น 114,214 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 17.94 เนื่องจากผลิตส่งออกรถยนต์นั่ง และรถกระบะลดลงร้อยละ 26.66 และ 38.79 ตามลำดับ ส่งผลให้ผลิตเพื่อส่งออกลดลงร้อยละ 36.20 แม้ว่าผลิตเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.78 ก็ตาม ส่งผลให้ยอดผลิตรวมลดลงร้อยละ 17.94 เป็นครั้งแรกที่ผลิตเพื่อขายในประเทศมากกว่าผลิตเพื่อส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางซึ่งเป็นตลาดหลักอันดับ 3 ของการส่งออกรถยนต์ของประเทศไทยที่ปี 2568 ส่งออกไป 200,001 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 21 ของยอดส่งออกทั้งหมด
จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 587,759 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 1.13
รถยนต์นั่ง เดือนพฤษภาคม 2569 ผลิตได้ 47,407 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 12.43 แบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine มีจำนวน 14,019 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 44.39
• รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle มีจำนวน 6,185 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 3.53
• รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 4,197 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 128.47
• รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 23,006 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 11.27
ยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 มีจำนวน 204,006 คัน เท่ากับร้อยละ 34.71 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 4.51 แบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine มีจำนวน 74,421 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 18.85
• รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle มีจำนวน 21,396 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 4.40
• รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 10,748 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 11.73
• รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 97,441 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 6.12
รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตันขึ้นไป ในเดือนพฤษภาคม 2569 ไม่มีการผลิต รวมเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 ไม่มีการผลิต
รถยนต์บรรทุก เดือนพฤษภาคม 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 66,807 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 21.45 และตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 383,753 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 0.76
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนพฤษภาคม 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 65,314 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 22.68 และตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 376,604 คัน เท่ากับร้อยละ 64.07 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 0.16 แบ่งเป็น
• รถกระบะบรรทุก 61,939 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 2.46
• รถกระบะ Double Cab 234,920 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 3.09
• รถกระบะ Double Cab BEV 1,831 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 3,968.89
• รถกระบะ PPV 77,914 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 4.88
รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน-มากกว่า 10 ตัน เดือนพฤษภาคม 2569 ผลิตได้ 1,493 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 159.20 รวมเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 ผลิตได้ 7,149 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 95.49
ผลิตเพื่อส่งออก
เดือนพฤษภาคม 2569 ผลิตได้ 55,694 คัน เท่ากับร้อยละ 48.76 ของยอดการผลิตทั้งหมดลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 36.20 และเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 372,299 คัน เท่ากับร้อยละ 63.34 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 4.56
รถยนต์นั่ง เดือนพฤษภาคม 2569 ผลิตเพื่อการส่งออก 13,661 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 4.96 และตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 81,636 คัน เท่ากับร้อยละ 40.01 ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 11.65
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนพฤษภาคม 2569 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 42,033 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 38.79 และตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 290,663 คัน เท่ากับร้อยละ 77.18 ของยอดการผลิตรถกระบะ ลดลงจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 8.30 แบ่งเป็น
• รถกระบะบรรทุก 30,856 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 14.46
• รถกระบะ Double Cab 202,626 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 8.58
• รถกระบะ PPV 57,181 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 3.53
ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ
เดือนพฤษภาคม 2569 ผลิตได้ 58,520 คัน เท่ากับร้อยละ 51.24 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 12.78 และเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 ผลิตได้ 215,460 คัน เท่ากับร้อยละ 36.66 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 5.41
รถยนต์นั่ง เดือนพฤษภาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 33,746 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 4.96 และตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ผลิตได้ 122,370 คัน เท่ากับร้อยละ 59.99 ของยอดการผลิตรถยนต์นั่ง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ลดลงร้อยละ 12.92
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนพฤษภาคม 2569 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 23,281 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 47.30 และตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 85,941คัน เท่ากับร้อยละ 22.82 ของยอดการผลิตรถกระบะ และเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 42.73 แบ่งเป็น
• รถกระบะบรรทุก 31,083 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 27.49
• รถกระบะ Double Cab 34,125 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 63.94
• รถกระบะ PPV 20,733 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 38.06
รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตันขึ้นไป ในเดือนพฤษภาคม 2569 ไม่มีการผลิต รวมเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569ไม่มีการผลิต
รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน-มากกว่า 10 ตัน เดือนพฤษภาคม 2569 ผลิตได้ 1,493 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 159.20 รวมเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 ผลิตได้ 7,149 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 95.49
รถจักรยานยนต์
เดือนพฤษภาคม 2569 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 230,691 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 9.67 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 187,591 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 5.80 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 43,100 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 30.45
ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,048,117 คัน ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 1.53 โดยแยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 836,824 คัน ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 3.35 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 211,293 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 6.43
ยอดขาย
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนพฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 57,765 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2569 ร้อยละ 19.36 และเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 10.60 เพราะขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า และรถ SUV ไฟฟัาเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจากการข้ดแย้งในตะวันออกกลาง และขายรถบรรทุกเพิ่มขึ้นจากการกลับมาผลิตของบางบริษัทที่ย้ายโรงงานเสร็จแล้ว รถกระบะมีอัตราเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.21 จากเดือนเดียวกันปีที่แล้วเพราะความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำ หนี้ครัวเรือนยังคงสูงกว่าร้อยละ 80 ของ GDP ส่งผลให้อำนาจซื้อของประชาชนอ่อนแอ เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ และสงครามการค้า
ยอดขายในประเทศอาจเพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนที่ 153,558 ล้านบาทใน 5 เดือนแรกปีนี้มากกว่า 5 เดือนปีที่แล้วร้อยละ 6.46 รวมทั้งการส่งออกที่ยังเติบโตในเดือนพฤษภาคม 2569 ร้อยละ 10.6 จากพฤษภาคมปีที่แล้ว และจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นจากราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับที่สูงรวมทั้งการปรับคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจ GDP ของประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 2.3 % ในปีนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งนโยบายลดค่าใช้จ่ายประชาชน และการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศ และนักลงทุนไทย
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 40,907 คัน เท่ากับร้อยละ 70.82 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 15.04
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 8,435 คัน เท่ากับร้อยละ 14.60 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 38.74
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) 18,034 คัน เท่ากับร้อยละ 31.22 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 61.19
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 1,663 คันเท่ากับร้อยละ 2.88 ของยอดขายทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 123.82
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) 73 คัน เท่ากับร้อยละ 0.13 ของยอดขายทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 100
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) 12,702 คัน เท่ากับร้อยละ 21.99 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 28.82
รถกระบะ มีจำนวน 11,171 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 0.21 รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 201 เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 133.72 รถกระบะ REEV มีจำนวน 5 คัน ปีที่แล้วไม่มีจำหน่าย รถกระบะ HEV มีจำนวน 4 คัน ปีที่แล้วไม่มีจำหน่าย รถ PPV มีจำนวน 3,164 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 2.10 รถบรรทุก 5-10 ตัน มีจำนวน 1,496 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 26.99 รถบรรทุก 5-10 ตันไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 35 คัน ปีที่แล้วไม่มีจำหน่าย และรถประเภทอื่นๆ มีจำนวน 782 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว 32.47
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 169,724 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2569 ร้อยละ 23.89 และเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 3.08
ตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 รถยนต์มียอดขาย 288,242 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 14.10 แยกเป็น
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน197,935 คันเท่ากับร้อยละ 68.67 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 21.62
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 46,321 คัน เท่ากับร้อยละ 16.07 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 24.93
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) 82,143 คัน เท่ากับร้อยละ 28.50 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 83.27
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 4,554 คันเท่ากับร้อยละ 1.58 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 2.41
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) 781 คัน เท่ากับร้อยละ 0.27 ของยอดขายทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 100
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) 64,136 คัน เท่ากับร้อยละ 22.25 ของยอดขายรถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 23.87
รถกระบะ มีจำนวน 59,265 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 5.13 รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 695 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ168.34 รถกระบะ REEV มีจำนวน 12 คัน ปีที่แล้วไม่มีจำหน่าย รถกระบะ HEV มีจำนวน 210 คัน ปีที่แล้วไม่มีจำหน่าย รถ PPV มีจำนวน 17,910 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 16.56 รถบรรทุก 5-10 ตัน มีจำนวน 7,690 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 31.39 รถบรรทุก 5-10 ตันไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 71 คัน ปีที่แล้วไม่มีจำหน่าย และรถประเภทอื่นๆ มีจำนวน 4,454 คัน ลดลงจากเดือนช่วงกันในปีที่แล้ว 24.80
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 775,325 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 3.12
การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป
เดือนพฤษภาคม 2569 ส่งออกได้ 59,434 คัน ลดลงร้อยละ 26.69 เพราะส่งออกไปตะวันออกกลางลดลงร้อยละ 66.14 จากการขัดแย้งระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา และอิหราน และส่งออกไปออสเตรเลีย-โอเชียเนียซึ่งเป็นตลาดหลักของประเทศไทยลดลงร้อยละ 37.18 จากรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนเข้ามาแข่งขันมากขึ้นจากกฎหมายการเข้มงวดในการปล่อยคาร์บอนของรถยนต์เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม เครื่องยนต์สันดาปภายใน และชิ้นส่วนส่งออกเพิ่มขึ้น ดังนี้
• รถกระบะ 34,044 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 57.28 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 35.23
• รถกระบะ BEV 44 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.07 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 100
• รถยนต์นั่ง ICE 6,170 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 10.38 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 48.39
• รถยนต์นั่ง BEV 1,410 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 2.37 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2568 ไม่มีการส่งออก
• รถยนต์นั่ง PHEV 332 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.56 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2568 ไม่มีการส่งออก
• รถยนต์นั่ง HEV 6,565 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 11.05 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 26.88
• รถ PPV 10,869 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 18.29 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 4.31
มูลค่าการส่งออกรถยนต์ 41,723.09 ล้านบาท ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 24.36 และเครื่องยนต์ และชิ้นส่วนส่งออกมีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้
• เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 4,467.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 42.51
• ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 15,804.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 0.33
• อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,044.20 ล้านบาท ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 14.13
รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนพฤษภาคม 2569 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 64,039.74 ล้านบาท ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 16.21
รถจักรยานยนต์
เดือนพฤษภาคม 2569 มีจำนวนส่งออก 81,396 คัน (รวม CBU+CKD) เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายน 2569 ร้อยละ 19.40 และเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 21.39 โดยมีมูลค่า 5,477.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 14.30
• ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 214.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 5.23
• อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 295.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 33.98
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ เดือนพฤษภาคม 2569 ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ 5,987.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 14.78
เดือนพฤษภาคม 2569 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น70,027.71 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 14.23
รถยนต์สำเร็จรูป
เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 339,618 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 8.53 แบ่งเป็น
• รถกระบะ 210,459 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 61.97 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 12.31
• รถกระบะ BEV 199 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.06 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 804.55
• รถยนต์นั่ง ICE 31,329 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 9.22 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 41.61
• รถยนต์นั่ง BEV 8,566 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 2.52 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 1,197.88
• รถยนต์นั่ง PHEV 981 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.29 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2568 ไม่มีการส่งออก
• รถยนต์นั่ง HEV 34,324 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 10.11 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 54.52
• รถ PPV 53,760 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 15.83 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 1.75
มูลค่าการส่งออกรถยนต์ 230,947.90 ล้านบาทลดลงจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 10.11 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
• เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 16,403.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 8.13
• ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 75,283.33 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 4.35
• อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 9,371.58 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 15.79
รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 332,005.97 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 8.27
รถจักรยานยนต์
เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 รถจักรยานยนต์ มีจำนวนส่งออก 401,739 คัน (รวม CBU+CKD) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 8.47 มีมูลค่า 28,568.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 7.18
• ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 942.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 4.83
• อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 1,249.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 17.29
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 30,759.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 7.49
เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 362,765.62 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 7.11
ข้อมูลจดทะเบียนที่ใช้เชื้อเพลิงต่างๆ เดือนพฤษภาคม 2569 (เฉพาะ รย.1)
เดือนพฤษภาคม 2569 มียานยนต์ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ จำนวน 54,197คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 10.54 โดยแบ่งเป็น
• ประเภทไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 18,073 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 52.81
• ประเภทน้ำมันเบนซิน มีจำนวน 8,554 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 31.08
• ประเภทน้ำมันดีเซล มีจำนวน 10,032 ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 3.43
• ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้า (HEV) มีจำนวน 15,095 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 25.80
• ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มีจำนวน 2,437 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 1.46
• อื่นๆ มีจำนวน 6 คัน ในปี 2568 ไม่มีการจดทะเบียน
เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 มียานยนต์ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ จำนวน 272,159 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 17.90 โดยแบ่งเป็น
• ประเภทไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 83,320 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 94.23
• ประเภทน้ำมันเบนซิน มีจำนวน 47,276 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 23.36
• ประเภทน้ำมันดีเซล มีจำนวน 58,097 เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 3.14
• ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้า (HEV) มีจำนวน 75,581 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 25.68
• ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มีจำนวน 7,879 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 19.52
• อื่นๆ มีจำนวน 6 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 500
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท BEV เดือนพฤษภาคม 2569
เดือนพฤษภาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 21,619 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วร้อยละ 55.14 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 18,259 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 51.48
o รถยนต์นั่ง จำนวน 18,077 คัน
o รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 178 คัน
o รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 1 คัน
o รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 3 คัน
• รถกระบะ รถแวน มีทั้งสิ้น 113 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 707.14
• รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 3,189 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 73.03
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 3,189 คัน
• รถยนต์สามล้อ มีทั้งสิ้น 4 คัน โดยเดือนพฤษภาคม 2568 ไม่มีการจดทะเบียน
o รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล จำนวน 4 คัน
• รถโดยสาร มีทั้งสิ้น 6 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วร้อยละ 100
• รถบรรทุก มีทั้งสิ้น 48 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วร้อยละ 128.57
เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 97,112 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคมปีที่แล้วร้อยละ 79.99 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 85,571 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 95.20
o รถยนต์นั่ง จำนวน 85,322 คัน
o รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 1,929 คัน
o รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 20 คัน
o รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 18 คัน
• รถกระบะ รถแวน มีทั้งสิ้น 249 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 104.10
• รถยนต์สามล้อ มีทั้งสิ้น 21 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 162.50
o รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล จำนวน 21 คัน
• รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 11,278 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 13.37
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 11,276 คัน
o รถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 2 คัน
• รถโดยสาร มีทั้งสิ้น 68 คัน เพิ่มขึ้นเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 28.30
• รถบรรทุก มีทั้งสิ้น 174 คัน เพิ่มขึ้นเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 59.63
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท HEV เดือนพฤษภาคม 2569
เดือนพฤษภาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 15,153 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วร้อยละ 24.70 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 15,102 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2568 ร้อยละ 25.39
o รถยนต์นั่ง จำนวน 15,095 คัน
o รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 7 คัน
• รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 51 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 52.78
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 51 คัน
เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่สะสม มีจำนวน 75,909 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคมปีที่แล้วร้อยละ 24.86 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 75,631 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 25.32
o รถยนต์นั่ง จำนวน 75,581 คัน
o รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 5 คัน
o รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 10 คัน
o รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 35 คัน
• รถจักรยานยนต์มีทั้งสิ้น 278 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 ร้อยละ 36.96
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 278 คัน
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท PHEV เดือนพฤษภาคม 2569
เดือนพฤษภาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 2,437 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วร้อยละ 1.46 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 2,437 คัน ลดลงจากเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ร้อยละ 1.46
o รถยนต์นั่ง จำนวน 2,437 คัน
เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่สะสม มีจำนวน 7,885 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-พฤษภาคมปีที่แล้วร้อยละ 19.72 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น7,885 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-พฤษภาคมปีที่แล้วร้อยละ 19.72
o รถยนต์นั่ง จำนวน 7,879 คัน
o รถยนต์บริการธุรกิจ 5 คัน
o รถยนต์บริการทัศนาจร 1 คัน
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569
ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV มีจำนวนทั้งสิ้น 468,757 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 67.06 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 365,638 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 80.29
o รถยนต์นั่ง มีจำนวน 354,122 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 78.38
o รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน มีจำนวน 8,369 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 164.93
o รถยนต์บริการธุรกิจมีจำนวน 264 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 21.66
o รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 339 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 86.26
o รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 6 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 100
o รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 2,538 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 253.48
• รถกระบะ และรถแวน มีจำนวน 1,792 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 80.46
• รถยนต์สามล้อ มีจำนวนทั้งสิ้น 1,056 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 2.72
o รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล มีจำนวน 150 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 26.05
o รถยนต์รับจ้างสามล้อ มีจำนวน 906 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 0.33
• รถจักรยานยนต์ มีจำนวนทั้งสิ้น 95,879 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 33.29
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีจำนวน 95,705 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 33.25
o รถจักรยานยนต์สาธารณะ มีจำนวน 174 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 59.63
• อื่นๆ
o รถโดยสาร มีจำนวนทั้งสิ้น 2,954 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 4.09
o รถบรรทุก มีจำนวนทั้งสิ้น 1,438 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 43.08
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569
ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV มีจำนวนทั้งสิ้น 680,068 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 28.42 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 669,885 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 28.85
o รถยนต์นั่ง มีจำนวน 667,876 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 28.80
o รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารฯ มีจำนวน 513 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 1.18
o รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 258 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 47.43
o รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 381 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 37.05
o รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 11 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 57.14
o รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 846 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 126.81
• รถกระบะ และรถแวน มีจำนวน 1 คัน เท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
• รถจักรยานยนต์ มีจำนวนทั้งสิ้น 10,180 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 5.44
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีจำนวน10,180 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี2568 ร้อยละ 5.44
• อื่นๆ
o รถโดยสารมีจำนวนทั้งสิ้น 2 คัน ซึ่งเท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569
ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV มีจำนวนทั้งสิ้น 89,132คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 22.23 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
• รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 89,132 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 22.23
o รถยนต์นั่ง มีจำนวน 89,035 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 22.26
o รถยนต์โดยสารรับจ้างไม่เกิน 7 คน จำนวน 1 คัน ซึ่งเท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
o รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 43 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 30.65
o รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 29 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 38.10
o รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 3 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 40
o รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 21 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 250
............................................................................................................
Mitsubishi Pajero Sport มาพร้อมหน้าจอมัลทิมิเตอร์
บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (Mitsubishi Motors) ประกาศความพร้อม All-New Mitsubishi Pajero รถยนต์ Cross Country SUV เปิดตัวพร้อมกันทั่วโลกในไตรมาส 3 นี้ โดยรถยนต์รุ่นนี้ได้รับการพัฒนาทางวิศวกรรมเพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ตามแบบฉบับออฟโรดอย่างแท้จริง ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัย มั่นใจ และสะดวกสบายในทุกสภาพอากาศ และสภาพถนน
เพื่อสะท้อนศักยภาพดังกล่าว รถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมกับหน้าจอ “มัลทิมิเตอร์” แบบดิจิทอล จอแสดงผลที่ถูกออกแบบเป็นมาตรวัด 3 ส่วน โดยถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากฟีเจอร์อันเป็นเอกลักษณ์ระดับตำนาน ซึ่งเคยได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ในเจเนอเรชันก่อน
หน้าจอ “มัลทิมิเตอร์”
สำหรับหน้าจอ “มัลทิมิเตอร์” ใน All-New Pajero ได้รับการออกแบบมาเพื่อยกระดับความสนุกของการขับขี่แบบฉบับออฟโรด โดยแสดงข้อมูลการขับขี่อย่างครบครัน ครอบคลุมข้อมูลสำคัญ อาทิ ความสูงจากระดับน้ำทะเลเข็มทิศ อุณหภูมิภายนอก องศาความลาดชัน และความเอียงของตัวรถ รวมถึงการกระจายแรงบิดซ้าย-ขวา ฟังค์ชันเหล่านี้ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถติดตามการแสดงผลการขับขี่ รวมถึงการตอบสนองของตัวรถได้แบบเรียลไทม์
โดยไม่ว่าจะเป็นการขับไต่ทางลาดชัน เส้นทางภูเขาที่คดเคี้ยว เส้นทางป่าที่คับแคบ และทุรกันดาร พื้นผิวหินขรุขระ หรือสภาพเส้นทางโคลนหลังฝนตก ระบบจะแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจ และควบคุมรถ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่หลากหลายทั่วโลก
นอกจากนี้ Mitsubishi Motors ยังได้เผยแพร่วีดีโอโฆษณา “The Pajero* is ready to write its next chapter.” ผ่านเวบไซท์พิเศษของ All-New Pajero โดยเนื้อหาวีดีโอนำเสนอพัฒนาการของหน้าจอ “มัลทิมิเตอร์” ที่ได้รับการสืบทอด และพัฒนาต่อยอดจากรุ่นก่อนหน้า พร้อมถ่ายทอดให้เห็นถึงศักยภาพของตัวรถที่เปี่ยมด้วยพลังในการปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งความท้าทาย จุดประกายความหลงใหลในการผจญภัย และชวนให้ผู้ขับขี่ออกเดินทางไปสำรวจโลกกว้างได้อย่างเต็มที่
https://www.mitsubishi-motors.co.jp/global/en/lineup/pajero/teaser/
* ทำตลาดในชื่อ Montero ในบางประเทศ
............................................................................................................
Omoda & Jaecoo เปิดตัว Jaecoo 6T REEV
Omoda & Jaecoo ประเทศไทย เปิดตัว Jaecoo 6T REEV อย่างเป็นทางการในงาน Tech Day 2026 ชูเทคโนโลยี REEV (Range-Extended Electric Vehicle) ของแบรนด์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานในประเทศไทย ตั้งแต่การขับขี่ในเมือง การเดินทางระหว่างจังหวัด ไปจนถึงเส้นทางที่ต้องการสมรรถนะ และการยึดเกาะ Jaecoo 6T REEV มอบประสบการณ์การขับขี่แบบรถไฟฟ้า 100 % ด้วยอัตราเร่งดีเยี่ยม ภายในห้องโดยสารเงียบ การตอบสนองของกำลังรวดเร็ว และการส่งกำลังที่ต่อเนื่อง
Jaecoo 6T REEV 2WD Max เปิดราคาพิเศษ 879,900 บาท จากราคาปกติ 899,900 บาท และ Jaecoo 6T REEV 4WD Ultra เปิดราคาพิเศษ 979,900 บาท จากราคาปกติ 999,900 บาท
พร้อมข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัว รับฟรี ! การรับประกันตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Warranty) สำหรับแบทเตอรี มอเตอร์ และชุดควบคุม* รวมถึงการรับประกันเครื่องยนต์ 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง* ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อม พรบ. นาน 1 ปี* ฟรี AC Portable Charger* และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ สำหรับลูกค้า 1,000 คนแรกที่จองภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และรับรถภายในเดือนสิงหาคม 2569
Omoda & Jaecoo ประเทศไทย เตรียมความพร้อมด้านการส่งมอบ Jaecoo 6T REEV ให้ครบภายในเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อรองรับความต้องการของตลาดหลังการเปิดตัว พร้อมสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้รับรถอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง
บิล จาง รองประธานแบรนด์ Omoda & Jaecoo ประเทศไทย กล่าวว่า Jaecoo 6T REEV สะท้อนความมุ่งมั่นของเราในการนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในประเทศไทยด้วยระบบ REEV ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก และมีเครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อขยายระยะทาง รถรุ่นนี้จึงมอบประสบการณ์การขับขี่แบบไฟฟ้า 100 % พร้อมความสะดวกในการเดินทางในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งในชีวิตประจำวัน การเดินทางระยะไกลระหว่างจังหวัด และเส้นทางที่ต้องการสมรรถนะมากขึ้น เราเชื่อว่า Jaecoo 6T REEV จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่มองหาความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ความสะดวก และความมั่นใจในการใช้งาน” ที่สะท้อนรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของโลกยุคใหม่ที่ต้องการความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตในเมือง และนอกเมืองได้อย่างลงตัว
............................................................................................................
Hyundai เปิดตัว Ioniq 5 N Line รุ่นประกอบไทย ราคาพิเศษ 1.399 ลบ.
Ioniq 5 N Line รุ่นประกอบในประเทศรถพลังงานไฟฟ้า 100 % ที่ต่อยอดความสำเร็จของตระกูล Ioniq 5 ในตลาดโลก มาสู่รุ่นที่โดดเด่น สะท้อนความเป็นสปอร์ท เทคโนโลยี EV เปิดประสบการณ์ ยนตรกรรมไฟฟ้าดีไซจ์นสปอร์ทเต็มพิกัด ผสานสมรรถนะการขับขี่เร้าใจ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และไลฟ์สไตล์แห่งการขับเคลื่อนยุคใหม่
เจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า Ioniq 5 N Line รุ่นประกอบในประเทศ ภายใต้คอนเซพท์ "Never Ordinary ธรรมดา...ไม่มีที่ยืน“ เป็นรถพลังงานไฟฟ้า 100 % ที่ต่อยอดความสำเร็จของตระกูล Ioniq 5 ในตลาดโลก มาสู่รุ่นที่โดดเด่น มีสไตล์ สะท้อนตัวตนด้วยดีไซจ์นสปอร์ทเทคโนโลยี EV แรงดันสูง 800 โวลท์ และเอกลักษณ์เฉพาะตัว
N Line ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากรถสมรรถนะสูงตระกูล N จาก Hyundai ความสปอร์ทจากสนามแข่งสู่ถนนจริง เทคโนโลยีไฟฟ้าแรงดันสูง 800 โวลท์ แบทเตอรี Lithium-ion ความจุ 84 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ไกลสูงสุด 591 กม.
(NEDC) รองรับ Ultra-Fast Charging 350 กิโลวัตต์ ชาร์จจาก 10 % ไปสู่ 80 % ภายในเวลาประมาณ 18 นาที
ห้องโดยสารพรีเมียมด้วยเบาะหนังแท้ พร้อมโลโก N มาพร้อม Hyundai Smart Sense เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะครบครั้นถึง 17 ระบบ
ระบบเสียง Bose Premium Sound System with External Amplifier พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่ง
แอพพลิเคชันอัจฉริยะ Hyundai Bluelink เปิดใช้งานครั้งแรกในประเทศไทย*
อินฮวา คิม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โรงงานประกอบรถยนต์ Hyundai ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท โครงการมีทั้งส่วนโรงงานประกอบรถยนต์ และแบทเตอรี ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 5,000 คัน/ปี เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าภายในประเทศ
วัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ กล้าวว่า Ioniq 5 N Line รุ่นประกอบในประเทศ ถือเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์ จากรุ่นที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย โดยมีการปรับทั่งภายนอก และภายใน โดยช่วงเปิดตัว สำหรับลูกค้า 400 คัน ราคาพิเศษที่ 1.399 ล้านบาท ซึ่งหลังจากนั้ยราคาปกติ จะอยู่ที่ 1.699 ล้านบาท
............................................................................................................
Porsche เปิดตัว Taycan ปี 2027
Porsche ประเทศไทย ยกระดับ Taycan รุ่นปี 2027 ด้วยการพัฒนาในหลากหลายด้าน พร้อมเปิดตัว Taycan Black Edition และเทคโนโลยีเกียร์จำลอง E-Shift ใหม่ใน Taycan ทุกรุ่นเป็นครั้งแรก
Taycan Black Edition ใหม่ มาพร้อมรายละเอียดการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ และอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครัน ซึ่งช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้แก่รถสปอร์ทพลังงานไฟฟ้าของ Porsche พร้อมด้วยระยะทางขับขี่ที่เพิ่มขึ้นจากความจุแบทเตอรีที่มากขึ้น
Taycan รุ่นพิเศษนี้ ได้ผสานความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ความสะดวกสบายที่เหนือกว่า และประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจยิ่งขึ้นไว้ด้วยกัน โดยนอกเหนือจากทางเลือกในการปรับแต่งเฉพาะบุคคลที่หลากหลาย ผ่านโปรแกรม Porsche Exclusive Manufaktur ยังสามารถสัมผัสอีกขั้นของประสบการณ์การขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าผ่านระบบ E-Shift ใหม่ ด้วยการจำลองการเปลี่ยนเกียร์ และระบบ Porsche Electric Sport Sound ที่เร้าใจยิ่งขึ้น ทั้งในรุ่นพิเศษ Black Edition และในทุกรุ่นย่อยของ Taycan
การออกแบบที่สะท้อนความสปอร์ท และความโดดเด่น พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครันใน Taycan Black Edition
ตกแต่งสีดำทั้งภายนอก และภายในช่วยยกระดับภาพลักษณ์ที่ผสานความสปอร์ท และความหรูหราให้โดดเด่นยิ่งขึ้น สำหรับรุ่น Black Edition ทั้งใน Taycan, Taycan 4 และ Taycan 4S โดยมา พร้อมแพคเกจ Sport Design กรอบกระจกข้าง และชื่อรุ่นบริเวณท้ายรถจะตกแต่งด้วยสีดำเงา (High-Gloss Black) โดยกระจกมองข้างสีดำเงาที่จับคู่กับสีตัวถังภายนอกยังเป็นอุปกรณ์เฉพาะสำหรับรุ่น Black Edition เท่านั้น นอกจากนี้ ยังติดตั้งแถบไฟท้ายพร้อมสัญลักษณ์ Porsche สีดำ เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมด้วยแพคเกจตกแต่งภายในสีดำ (Black Interior Accent Package) แพคเกจพื้นที่จัดเก็บสัมภาระ (Storage Package) และกาบประตูอลูมิเนียมสีดำพร้อมไฟส่องสว่าง
แบทเตอรี Performance Battery Plus ที่ขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งปกติมีให้เลือกเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับ Taycan, Taycan 4 และ Taycan 4S ได้ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน Taycan Black Edition โดยแบทเตอรีมีความจุพลังงานรวม 105 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งช่วยยกระดับทั้งสมรรถนะการขับขี่ และระยะทางขับขี่ตามมาตรฐาน WLTP โดยใน Black Edition รุ่นสปอร์ทซีดาน ที่มีกำลังสูงสุด 435 แรงม้า (PS) ระยะทางขับขี่สูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 651 กม. ซึ่งมากกว่ารุ่นมาตรฐาน 85 กม. หรือ 15 %
Porsche ยังเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานประกอบด้วย ระบบช่วยเปลี่ยนเลน (Lane Change Assist), ระบบกล้องมองภาพรอบคัน (Surround View) พร้อมระบบช่วยจอดอัตโนมัติแบบแอคทีฟ (Active Parking Assist), ล้อขนาด 21 นิ้ว พร้อมฝาครอบดุมล้อที่มีสัญลักษณ์ Porsche แบบสี, ไฟหน้า HD Matrix LED, ไฟ LED ส่องพื้นบริเวณประตูพร้อมสัญลักษณ์ Porsche, เบาะนั่ง Comfort Seats ด้านหน้าพร้อมระบบปรับไฟฟ้า 14 ทิศทาง และระบบบันทึกตำแหน่ง พร้อมสัญลักษณ์ Porsche บนพนักพิงศีรษะ, ระบบเสียง Bose Surround Sound System และระบบ Electric Sport Sound, แพคเกจจัดเก็บสัมภาระ (Storage Package) และการตกแต่งภายในด้วยหนังเรียบสีดำ และสัญลักษณ์ Black Edition แบบเฉพาะรุ่นบริเวณคอนโซลกลาง
Taycan Black Edition ที่มอบทางเลือกมากกว่าสีดำ
แม้จะใช้ชื่อ Black Edition แต่ไม่จำเป็นต้องเลือกสีดำเป็นสีตัวถังเท่านั้น โดยสามารถเลือกสีตัวถังภายนอกอื่นๆ ได้เช่นกัน โดยสามารถเลือกสีทั้งหมดในกลุ่ม Contrasts, Shades และ Dreams ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงสี Jet Black Metallic, Volcano Grey Metallic, Dolomite Silver Metallic และ Ice Grey Metallic
แพคเกจ Black Edition พิเศษ และทางเลือกในการปรับแต่งเฉพาะบุคคลเพิ่มเติม
ลูกค้าสามารถเลือกแพคเกจ Black Edition เพิ่มเติมได้ ซึ่งประกอบด้วยสัญลักษณ์ Black Edition บริเวณประตูคู่หน้า กาบประตูสีดำพร้อมไฟส่องสว่าง และชุดกุญแจรถพร้อมเคสที่มาพร้อมสัญลักษณ์เดียวกัน
นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่างๆ เพื่อการปรับแต่งเฉพาะบุคคล ช่วยให้รถแต่ละคันสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้อย่างโดดเด่น โดยสามารถปรับแต่งองค์ประกอบต่างๆ ภายในห้องโดยสารได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกุญแจรถ และเคสกุญแจ แผ่นรองพื้นที่ห้องเก็บสัมภาระแบบใช้งานได้ทั้ง 2 ด้าน พรมปูพื้น แฟ้มเอกสาร ฝาปิดช่องเก็บของบริเวณคอนโซลกลาง และแผ่นธรณีประตู
ประสบการณ์การขับขี่ที่ตอบสนองทุกประสาทสัมผัสด้วยตัวเลือก E-Shift ใหม่
ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของ Taycan ทุกรุ่นให้เร้าใจมากกว่าเดิม ด้วยตัวเลือกระบบ E-Shift ใหม่ ซึ่งถ่ายทอดอารมณ์การขับขี่ได้เข้มข้น และตอบสนองทุกประสาทสัมผัสได้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการสัมผัส การได้ยิน และการมองเห็นได้อย่างลงตัว โดยการจำลองจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ที่ทำงานร่วมกับระบบเสียง Porsche Electric Sport Sound ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ ให้ถ่ายทอดความรู้สึกของการเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างสมจริงและเร้าใจ สร้างความรู้สึกราวกับกำลังไล่เรียงพละกำลังของรถสปอร์ท Porsche ในแต่ละเกียร์
ถ่ายทอดอารมณ์การขับขี่ในแบบ Porsche ดั้งเดิมอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
นอกเหนือจากในโหมดอัตโนมัติ ผู้ขับขี่ยังสามารถเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเองโดยใช้แป้นเปลี่ยนเกียร์บนพวงมาลัย GT Sport เพื่อเปลี่ยนเกียร์จำลองทั้ง 8 จังหวะได้ โดยระบบจะจำลองการเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างสมจริง ทั้งแรงกระตุกขณะเปลี่ยนเกียร์ที่ชัดเจน แรงหน่วงเฉพาะของแต่ละเกียร์ที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการหน่วงของเครื่องยนต์สันดาปภายใน รวมถึงระบบตัดรอบเครื่องยนต์เสมือนจริง ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยมอบการตอบสนองที่สมจริงในทุกจังหวะการขับขี่ โดยระบบเสียงภายใน และภายนอกของระบบ Porsche Electric Sport Sound จะปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาวะการขับขี่ในแต่ละช่วง ตามการส่งกำลัง และความเร็วรอบของเครื่องยนต์เสมือนจริง โดยระบบยังได้เสริมด้วยมาตรวัดรอบเสมือนจริง และตัวแสดงตำแหน่งเกียร์พร้อมไฟแสดงจังหวะเปลี่ยนเกียร์บนจอมาตรวัด
E-Shift พร้อมพวงมาลัย GT Sport ที่มาพร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ เป็นอุปกรณ์เสริมที่มีให้เลือกใน Taycan ทุกรุ่น และทุกรูปแบบตัวถัง โดยจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน Taycan Turbo GT โดย Porsche ได้พัฒนารูปแบบการทำงานของระบบส่งกำลัง และลักษณะเสียงให้สอดคล้องกับแต่ละรุ่น เพื่อสร้างเอกลักษณ์ด้านเสียง และบุคลิกการขับขี่ที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่นย่อย โดยสามารถเปิดใช้งาน E-Shift ได้ผ่านสวิทช์เลือกโหมดเพิ่มเติมบนพวงมาลัย GT Sport
Taycan รุ่นปี 2027 พร้อมเปิดให้จองแล้ววันนี้ที่โชว์รูม Porsche อย่างเป็นทางการทั่วประเทศไทย โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 7,190,000 บาท และสำหรับ Taycan Black Edition ราคาเริ่มต้นที่ 7,990,000 บาท
*ค่าต่างๆ ที่ระบุเป็นช่วงไม่ได้อ้างอิงถึงรถยนต์คันใดคันหนึ่งโดยเฉพาะ และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอการจำหน่าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เปรียบเทียบระหว่างรถยนต์แต่ละประเภทเท่านั้น รวมทั้งอ้างอิงจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศเยอรมนี อุปกรณ์เสริม และอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติม (เช่น ชิ้นส่วนอุปกรณ์เสริม ขนาดยาง เป็นต้น) อาจส่งผลต่อปัจจัยสำคัญของรถยนต์ อาทิ น้ำหนัก ความต้านทานการหมุน และคุณสมบัติด้านแอโรไดนามิค ซึ่งเมื่อรวมกับสภาพอากาศ สภาพการจราจร และรูปแบบการขับขี่ของแต่ละบุคคล อาจส่งผลต่ออัตราการใช้พลังงานหรือเชื้อเพลิง ปริมาณการปล่อยแกสคาร์บอนไดออกไซด์ ระยะทางขับขี่ และสมรรถนะของรถยนต์
............................................................................................................
Mazda พร้อมส่งมอบ All-Electric Mazda6e
บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความพร้อมในการส่งมอบ The All-Electric Mazda6e ใหม่ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100 % รุ่นแรกจาก Mazda ในประเทศไทย ให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศ หลังจากรถลอทแรกจำนวน 500 คัน ได้เดินทางถึงประเทศไทย ณ ท่าเรือแหลมฉบัง อ. ศรีราชา จ. ชลบุรี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งภายหลังจากการดำเนินการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ เสร็จสิ้น Mazda จะส่งมอบให้แก่ลูกค้าอย่างเร็วที่สุด
The All-Electric Mazda6e ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดการออกแบบที่ผสานความสง่างาม และความสปอร์ทไว้อย่างลงตัว ตามแนวคิด Kodo Design ที่เรียบง่าย แต่งดงาม พร้อมห้องโดยสารที่เน้นความเรียบหรู เทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ทันสมัย และระบบความปลอดภัยครบครัน ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน และการเดินทางระยะไกล ที่ขับขี่สูงสุดได้ถึง 654 กม.* ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Mazda ในการนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ผสานดีไซจ์นอันโดดเด่น สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ และนวัตกรรมล้ำสมัย เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางแห่งอนาคตให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างลงตัว
การเดินทางมาถึงของ The All-Electric Mazda6e ในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ Mazda ในการขยายทางเลือกด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าชาวไทย โดยบริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมทั้งในด้านเครือข่ายผู้จำหน่าย การบริการหลังการขาย การสตอคอะไหล่ การซ่อมบำรุง และการสนับสนุนลูกค้าตลอดการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์ความสุขให้แก่ลูกค้า Mazda และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นแบรนด์อันดับ 1 ที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าในทุกระดับ เพื่อเสริมศักยภาพด้านการแข่งขัน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
*อ้างอิงจากผลการทดสอบมาตรฐาน NEDC






























