ธุรกิจ
ส.อ.ท. เผยยอดผลิตเดือน สค. เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.93
สภาอุตสาหกรรมยานยนต์ (ส.อ.ท.) เผยเดือนสิงหาคม 2569 ยอดผลิต จำหน่ายรถยนต์ในประเทศเพิ่มขึ้น แต่ยอดขายรถกระบะยังน่ากังวล ในขณะที่ส่งออกรวมลดลงHighlight
สภาอุตสาหกรรมยานยนต์ (ส.อ.ท.) เผยยอดผลิตรถยนต์ 124,646 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.93 ยอดจำหน่าย 59,809 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.59 ยอดส่งออก 69,724 คัน ลดลงร้อยละ 2.04
สุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ วิทวัฒน์ ทองเวส เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และอร รักติประกร รองโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมแถลงข่าวสถานการณ์ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ จำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนสิงหาคม 2569
สุวัชร์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า ในฐานะประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขอขอบคุณภาครัฐสำหรับมติ Board EV เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมาซึ่งตรงกับข้อเสนอ 3 เสาหลักบางส่วนที่พูดเรื่องของการปกป้อง กระตุ้น และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ได้พูดคุย และนำเสนอกับภาครัฐมาโดยตลอด
การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต โดยการกำหนดอัตราภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งไม่มีโรงงานผลิตในประเทศ สูงกว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศนั้น เป็นแนวทางที่ถูกต้องในการปกป้องผู้ลงทุน และผลิตในประเทศมาเป็นระยะเวลายาวนาน ทั้งนี้อัตราภาษีที่ลดหลั่นกันตามระดับการลงทุน การผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย ผมเชื่อว่าจะสามารถจูงใจให้ผู้ผลิตสนใจลงทุน และขยายฐานการผลิตรวมทั้งเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิต หรือ Local Content ในประเทศอีกด้วย
ขณะนี้ เรายังรอประกาศตัวเลขอัตราภาษีอย่างเป็นทางการอยู่แต่การทำงานของเรายังไม่จบเพียงเท่านี้ ขณะนี้เรายังมีการศึกษาเรื่องของ Local Content หรือ Thai Content เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งใน Ecosystem หลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการกำหนดปริมาณนำเข้า หรือโควตาโดยพิจารณาจากการเชื่อมโยงกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ผู้ผลิตสร้างในประเทศไทยเช่นกัน
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศช่วง 8 เดือนที่ผ่านมายอดผลิต และยอดจำหน่ายในประเทศกลับมาขยายตัว ในขณะที่ยอดส่งออกลดลง โดยมียอดจำหน่ายในประเทศประมาณ 466,000 คัน แต่ตลาดรถกระบะซึ่งเป็น Product Champion ของประเทศยังหดตัวอย่างต่อเนื่องหลายปี
โดยลดลงประมาณร้อยละ 63 ตั้งแต่ 2565 ขณะที่การส่งออกรถกระบะก็ติดลบเช่นกัน สะท้อนว่าแรงกดดันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากกำลังซื้อในประเทศ แต่เริ่มส่งผ่านมาจากตลาดส่งออกด้วย วิกฤติสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ยอดกระบะตกลงส่งผลกระทบในวงกว้างไม่เพียงแต่ผู้ผลิตรถ แต่ยังรวมไปถึง Supply Chain ระดับลึกด้วย เนื่องจากรถกระบะเป็นรถที่มีสัดส่วน Local Content สูงมาก บางยี่ห้อสูงอยู่ในระดับมากกว่าร้อยละ 90
ผม และกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์หวังจะเห็นมาตรการ “กระตุ้น” ตลาดจากภาครัฐในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อรักษาระดับการผลิต และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนรวมถึง Ecosystem ของ Product Champion ไว้
สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ รายงานสถิติอุตสาหกรรมยานยนต์ประจำเดือนสิงหาคม 2569
การผลิต
จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนสิงหาคม 2569 มีทั้งสิ้น 124,646 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 10.93 โดยเพิ่มขึ้นเพราะผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า 13,126 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 77.38 และผลิตรถกระบะเพื่อส่งออก 65,103 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.11 ขณะที่ รถยนต์นั่งสันดาปภายในยังคงผลิตได้แค่ 17,355 คัน ลดลงร้อยละ 20.51
จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ตั้งแต่ เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 959,711 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 1.27
รถยนต์นั่ง เดือนสิงหาคม 2569 ผลิตได้ 49,727 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.18 จากเดือนสิงหาคม 2568 แบ่งเป็น
-
รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine (ICE) มีจำนวน 17,355 คัน ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 20.51
-
รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle (BEV) มีจำนวน 13,126 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 77.38
-
รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) มีจำนวน 1,110 คัน ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 43.68
-
รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle (HEV) มีจำนวน 18,136 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 51.54
สำหรับยอดผลิตรถยนต์นั่งตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 349,605 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม- สิงหาคม 2568 ร้อยละ 0.97 โดยคิดเป็นร้อยละ 36.43 ของยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมด แบ่งเป็น
-
รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine (ICE) มีจำนวน 109,539 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 32.62
-
รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle (BEV) มีจำนวน 60,578 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 74.03
-
รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) มีจำนวน 15,090 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 22.40
-
รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle (HEV) มีจำนวน 164,398 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 20.40
รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตันขึ้นไป ในเดือนสิงหาคม2569 ไม่มีการผลิต และเมื่อรวมตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ไม่มีการผลิตเช่นเดียวกัน
รถยนต์บรรทุก เดือนสิงหาคม 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 74,919 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 8.27 และตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 610,106 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 1.44
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนสิงหาคม 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 73,273 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 7.11 คิดเป็นร้อยละ 58.78 ของยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมด
ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 598,226 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 0.45 แบ่งเป็น
-
รถกระบะบรรทุก มีจำนวนสะสม 98,233 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 1.81
-
รถกระบะ Double Cab ICE มีจำนวนสะสม 372,325 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 1.87
-
รถกระบะ Double Cab BEV มีจำนวนสะสม 2,890 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 1,421.05
-
รถกระบะ PPV มีจำนวนสะสม 124,778 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 4.45
รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน ถึงมากกว่า 10 ตัน เดือนสิงหาคม 2569 ผลิตได้ 1,646 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 109.95 และรวมตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ผลิตได้ 11,880 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 101.42
ผลิตเพื่อส่งออก
เดือนสิงหาคม 2569 ผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 83,612 คัน คิดเป็นร้อยละ 67.08 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 12.24 และตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 605,579 คัน คิดเป็นร้อยละ 63.10 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 2.89
รถยนต์นั่ง เดือนสิงหาคม 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกจำนวน 18,509 คัน ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 4.45 และตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 128,594 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 4.58
สำหรับรถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนสิงหาคม 2569 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก65,103 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 18.11
ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 476,985 คันลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 2.43 แบ่งเป็น
-
รถกระบะบรรทุก มีจำนวน 50,157 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 7.84
-
รถกระบะ Double Cab มีจำนวน 330,153 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม2568 ร้อยละ 3.64
-
รถกระบะ PPV มีจำนวน 96,675 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 5.30
ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ
เดือนสิงหาคม 2569 ผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 41,034 คัน คิดเป็นร้อยละ 32.92 ของยอดการผลิตทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 8.34 และตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 354,132 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 9.27
รถยนต์นั่ง เดือนสิงหาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศจำนวน 31,218 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 31.16 และตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 221,011 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 4.51
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนสิงหาคม 2569 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 8,170 คัน ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 38.52 และตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 121,241 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 13.60 แบ่งเป็น
-
รถกระบะบรรทุก มีจำนวน 48,076 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 14.31
-
รถกระบะ Double Cab มีจำนวน 45,062 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 21.77
-
รถกระบะ PPV มีจำนวน 28,103 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 1.61
รถจักรยานยนต์
เดือนสิงหาคม 2569 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 194,642 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 6.88 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 156,489 คันเพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 3.65 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 38,153 คันเพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 22.50
ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,658,772 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 0.30 โดยแยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 1,346,767 คัน ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 0.84 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 312,005 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 5.52
ยอดขาย
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนสิงหาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 59,809 คันเพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2569 ร้อยละ 1.04 และเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 25.59
โดยเพิ่มขึ้นเพราะยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า 19,721 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 113.29 มีสัดส่วนร้อยละ 32.97 หรือเกือบ 1 ใน 3 ของยอดขายแต่ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้ามี 13,126 คัน น้อยกว่ายอดขาย 6,595 คัน ส่งผลให้ 8 เดือนแรกของปีนี้ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าในประเทศไทยมี 60,578 คัน มีสัดส่วนแค่ร้อยละ 41.74 ของยอดขาย 145,132 คัน เป็นรถยนต์นั่งไฟฟ้านำเข้า 84,554 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 58.26 ของยอดขาย แสดงว่ามีการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ามาขายมากกว่าผลิตในประเทศ ทำให้ผู้ลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการจ้างงานคนไทย และใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศได้รับความเสียหาย จึงมีการเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเพื่อสร้างสมดุลให้ผู้ลงทุนผลิตรถยนต์ในประเทศมานาน และผู้ลงทุนรายใหม่ให้ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้นเพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์สันดาปภายในโดยเฉพาะรถกระบะ และเป็นฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อส่งออกไปทั่วโลกตามความต้องการของประเทศคู่ค้าที่มีความแตกต่างกันในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเห็นด้วยกับกระทรวงพลังงานที่ให้ส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพให้มากขึ้นเพราะผลิตในประเทศได้ ลดการนำเข้าน้ำมันซึ่งมีราคาสูงขึ้น ทำให้ค่าการขนส่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการครองชีพของประชาชนที่ต้องใช้จ่ายมากขึ้นในขณะที่รัฐบาลไม่สามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้คนไทยได้มากขึ้น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมยังคงขยายตัวในอัตราต่ำโดยส่วนหนึ่งมาจากการผลิตรถกระบะที่ลดลงกว่า 300,000 คันใน 3 ปีที่ผ่านมา เพราะรถกระบะใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศกว่าร้อยละ 90 เมื่อผลิตรถกระบะลดลง อย่างต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว อุตสาหกรรมที่ผลิตชิ้นส่วนรถกระบะ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องก็ผลิตลดลง 300,000 ชิ้นจนบางบริษัทขาดสภาพคล่อง ต้องลดการจ้างงาน จ่ายค่าจ้างลดลง และปิดกิจการไปก็ปรากฏในสื่อมาแล้วจน กกร. ต้องทำหนังสือถึงรัฐบาลให้ช่วยกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้ผู้ซื้อรถกระบะเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้คนไทยมากขึ้น เศรษฐกิจไทยจะได้เติบโตทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน
จึงขอเสนอให้รัฐบาลช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้รถกระบะที่สามารถใช้ B20 รถยนต์นั่งสามารถใช้แกสโซฮอลให้มียอดขายเพิ่มขึ้น ซัพพลายเชนทั้งหลายในอุตสาหกรรมยานยนต์จะได้ผลิตมากขึ้นจ้างงานมากขึ้น รายได้คนไทยจะได้มากขึ้น จับจ่ายซื้อของมากขึ้น ซื้ออาหารมากขึ้น เที่ยวมากขึ้น ชำระหนี้ได้มากขึ้น เป็นการลดหนี้ครัวเรือนอย่างแท้จริง จะได้เป็นการเริ่มต้นการเติบโตของเศรษฐกิจในวงจรขาขึ้น จะได้เป็นประเทศที่มีรายได้สูงเร็วขึ้น ไม่ต้องรออีก 20 ปี
รถกระบะ และรถกระบะ Double Cab ยังคงขายลดลงร้อยละ 10.77 และ 3.63 ตามลำดับจากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินตามข้อมูลจากธนาคารเพราะเศรษฐกิจยังขยายตัวในอัตราต่ำ รายได้ SME ยังอ่อนแอ ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนยังคงสูง
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 43,774 คัน เท่ากับร้อยละ 73.19 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 42.14 แบ่งเป็น
-
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) จำนวน 7,973 คันเท่ากับร้อยละ 13.33 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ17.04
-
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) จำนวน 19,721 คัน เท่ากับร้อยละ 32.97 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 113.29
-
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) จำนวน 1,053 คัน เท่ากับร้อยละ 1.76 ของยอดขายทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 126.45
-
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV จำนวน 220 คัน เท่ากับร้อยละ 0.37 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 9.84
-
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) จำนวน 14,807 คันเท่ากับร้อยละ 24.76 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 31.84
ยอดขายรถกระบะ แบ่งเป็น
-
รถกระบะ (Pickup 1 Ton) จำนวน 5,177 คัน เท่ากับร้อยละ 8.66 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 10.77
-
รถกระบะ BEV (Pickup 1 Ton) จำนวน 3 คัน โดยในเดือนสิงหาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
-
รถกระบะ Double Cab จำนวน 4,910 คัน เท่ากับร้อยละ 8.21 ของยอดขายทั้งหมดลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 3.63
-
รถกระบะ Double Cab BEV จำนวน 204 คัน เท่ากับร้อยละ 0.34 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 223.81
-
รถกระบะ Double Cab REEV จำนวน 4 คัน โดยในเดือนสิงหาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
-
รถกระบะ Double Cab HEV จำนวน 3 คัน โดยในเดือนสิงหาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
รถ PPV มีจำนวน 3,084 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 18.48
ส่วนรถบรรทุกขนาด 5-10 ตัน มีจำนวน 1,339 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 12.43 รถบรรทุกขนาด 5-10 ตันไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 16 คัน โดยในเดือนสิงหาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
รถจักรยานยนต์ มียอดขาย 157,720 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2569 ร้อยละ 3.90 และเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 21.06
ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 รถยนต์มียอดขายรวม 465,971 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 16.60
ยอดขายรถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์แบ่งเป็น
-
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) จำนวน 70,026 คันเท่ากับร้อยละ 15.03 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 20.63
-
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) จำนวน 145,132 คัน เท่ากับร้อยละ 31.15 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 100.81
-
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) จำนวน 8,301 คัน เท่ากับร้อยละ 1.78 ของยอดขายทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 35.28
-
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV จำนวน 1,195 คัน เท่ากับร้อยละ 0.26 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 177.26
-
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) จำนวน 102,351 คัน เท่ากับร้อยละ 21.97 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 14.22
ยอดขายรถกระบะ แบ่งเป็น
-
รถกระบะ (Pickup 1 Ton) จำนวน 42,524 คัน เท่ากับร้อยละ 9.13 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม- สิงหาคม 2568 ร้อยละ 16.67
-
รถกระบะ BEV (Pickup 1 Ton) จำนวน 25 คัน โดยช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
-
รถกระบะ Double Cab จำนวน 46,824 คัน เท่ากับร้อยละ 10.05 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม- สิงหาคม 2568 ร้อยละ 6.34
-
รถกระบะ Double Cab BEV จำนวน 1,507 คัน เท่ากับร้อยละ 0.32 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม- สิงหาคม 2568 ร้อยละ 210.08
-
รถกระบะ Double Cab REEV จำนวน 22 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 266.67
-
รถกระบะ Double Cab HEV จำนวน 222 คัน โดยช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
รถ PPV มีจำนวน 26,948 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 13.88
รถบรรทุกขนาด 5-10 ตัน มีจำนวน 11,809 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม2568 ร้อยละ 21.40 รถบรรทุกขนาด 5-10 ตันไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 124 คัน โดยช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขายสะสมตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 จำนวน 1,262,874 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 6.94
การส่งออก
ตัวเลขลดลงเพราะส่งออกไปตลาดตะวันออกกลางลดลงอีก 7,146 คัน หรือลดลงร้อยละ 40.24 จากการสู้รบกัน 6 เดือนที่รบกันส่งออกลดลงถึง 46,268 คันแล้ว และยังไม่สามารถประเมินได้ว่าสงครามตะวันออกกลางจะยุติอย่างถาวรได้เมื่อไร อย่างไรก็ตาม เดือนนี้ส่งออกเพิ่มขึ้นในตลาดเอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกา อเมริกาเหนือนอกจากส่งออกลดลงในตลาดตะวันออกกลางยังส่งออกลดลงในตลาดยุโรป อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ด้วย
รถยนต์สำเร็จรูป
เดือนสิงหาคม 2569 ส่งออกได้ 69,724 คัน ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 2.04 มีรายละเอียดดังนี้
-
รถกระบะ จำนวน 39,079 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 56.05 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 5.01
-
รถกระบะ BEV จำนวน 466 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.67 ของการส่งออกทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 813.73
-
รถยนต์นั่ง ICE จำนวน 2,316 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 3.32 ของการส่งออกทั้งหมดลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 84.27
-
รถยนต์นั่ง BEV จำนวน 1,478 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 2.12 ของการส่งออกทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 7.73
-
รถยนต์นั่ง PHEV จำนวน 1,792 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 2.57 ของการส่งออกทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 465.30
-
รถยนต์นั่ง HEV จำนวน 10,717 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 15.37 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 245.82
รถ PPV จำนวน 13,876 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 19.90 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 32.40
มูลค่าการส่งออกรถยนต์ในเดือนสิงหาคม 2569 มีมูลค่า 49,073.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 7.73 และมูลค่าการส่งออกเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่รถยนต์ มีรายละเอียดดังนี้
-
เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 3,231.54 ล้านบาท ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 6.22
-
ชิ้นส่วนรถยนต์มีมูลค่าการส่งออก 14,842.44 ล้านบาท ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 10.41
-
อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,163.04 ล้านบาท ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 7.99
รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่รถยนต์ในเดือนสิงหาคม 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 69,310.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม2568 ร้อยละ 2.05
รถจักรยานยนต์
เดือนสิงหาคม 2569 มีจำนวนรถจักรยานยนต์ส่งออก 66,099 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 5.61 โดยมีมูลค่าการส่งออก 4,427.64 ล้านบาท ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 0.22
-
ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 279.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 26.63
-
อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 273.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 3.46
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ ในเดือนสิงหาคม 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 4,980.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 1.18
ดังนั้น ในเดือนสิงหาคม 2569 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าทั้งสิ้น 74,291.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 1.99
รถยนต์สำเร็จรูป
เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 565,037 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 6.29 แบ่งเป็น
-
รถกระบะ 346,459 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 61.32 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 8.48
-
รถกระบะ BEV 983 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.17 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 481.66
-
รถยนต์นั่ง ICE 45,915 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 8.13 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 54.76
-
รถยนต์นั่ง BEV 12,135 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 2.15 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 462.85
-
รถยนต์นั่ง PHEV 3,189 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.56 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 905.99
-
รถยนต์นั่ง HEV 64,765 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 11.46 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 92.19
รถ PPV 91,591 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 16.21 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 5.78
มูลค่าการส่งออกรถยนต์ เดือนมกราคม - สิงหาคม 2569 รวมทั้งสิ้น 390,500.33 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม- สิงหาคม 2568 ร้อยละ 4.00 โดยมีรายละเอียดดังนี้
-
เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 25,369.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 0.61
-
ชิ้นส่วนรถยนต์มีมูลค่าการส่งออก 123,149.54 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 6.10
-
อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 16,406.73 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 9.64
รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์ เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 555,426.39 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 4.45
รถจักรยานยนต์
เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มีจำนวนส่งออก 597,806 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 4.87 มีมูลค่า 42,581.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ2.82
- ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 2,177.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 42.67
- อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 2,070.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 18.67
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มีทั้งสิ้น 46,829.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 4.80
เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 602,255.49 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 3.79
ข้อมูลจดทะเบียนที่ใช้เชื้อเพลิงต่างๆ เดือนสิงหาคม 2569 (เฉพาะ รย.1)
เดือนสิงหาคม 2569 มียานยนต์ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ จำนวน 54,275 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 31.34 แบ่งเป็น
- ประเภทไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 21,753 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 130.65
- ประเภทน้ำมันเบนซิน มีจำนวน 8,259 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 21.06
- ประเภทน้ำมันดีเซล มีจำนวน 8,750 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 10.87
- ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้า (HEV) มีจำนวน 13,762 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 30.26
- ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มีจำนวน 1,747 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 66.54
- อื่นๆ มีจำนวน 4 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วซึ่งไม่มียอดจดทะเบียน
เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มียานยนต์ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ จำนวน 431,588 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 18.14 แบ่งเป็น
- ประเภทไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 145,864 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 94.08
- ประเภทน้ำมันเบนซิน มีจำนวน 72,194 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 24.83
- ประเภทน้ำมันดีเซล มีจำนวน 84,163 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 3.02
- ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้า (HEV) มีจำนวน 115,444 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 23.20
- ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มีจำนวน 13,908 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 1.93
- อื่นๆ มีจำนวน 15 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 650
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท BEV เดือนสิงหาคม 2569
เดือนสิงหาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 24,505 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 113.35 แบ่งเป็น
- รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 21,925 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 124.14
- รถยนต์นั่ง จำนวน 21,756 คัน
- รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 165 คัน
- รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 4 คัน
- รถกระบะ รถแวน มีทั้งสิ้น 161 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 78.89
- รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 2,368 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 49.68
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลจำนวน 2,368 คัน
- รถยนต์สามล้อ ไม่มีการจดทะเบียนในเดือนสิงหาคม 2569 ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งมีจำนวน 1 คัน
- รถโดยสาร มีทั้งสิ้น 8 คัน ลดลงจากเดือนสิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 57.89
- รถบรรทุก มีทั้งสิ้น 43 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 258.33
เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 168,686 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ82.17 แบ่งเป็น
- รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 148,364 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 92.59
- รถยนต์นั่ง จำนวน 145,918 คัน
- รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 2,388 คัน
- รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 20 คัน
- รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 38 คัน
- รถกระบะ รถแวน มีทั้งสิ้น 649 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 51.99
- รถยนต์สามล้อ มีทั้งสิ้น 30 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 100
- รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล จำนวน 30 คัน
- รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 19,251 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 29.78
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 19,249 คัน
- รถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 2 คัน
- รถโดยสาร มีทั้งสิ้น 109 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 22.47
- รถบรรทุก มีทั้งสิ้น 283 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 42.21
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท HEV เดือนสิงหาคม 2569
เดือนสิงหาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่ มีจำนวน 13,882 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 30.48 แบ่งเป็น
- รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 13,772 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 30.23
- รถยนต์นั่ง จำนวน 13,762 คัน
- รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 1 คัน
- รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 4 คัน
- รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 5 คัน
- รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 110 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2568 ร้อยละ 71.88
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 110 คัน
เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่สะสม มีจำนวน 116,207 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 22.62 แบ่งเป็น
- รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 115,528 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 22.89
- รถยนต์นั่ง จำนวน 115,444 คัน
- รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 11 คัน
- รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 21 คัน
- รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 52 คัน
- รถจักรยานยนต์มีทั้งสิ้น 679 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ร้อยละ 10.42
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 679 คัน
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท PHEV เดือนสิงหาคม 2569
เดือนสิงหาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 1,747 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 66.54 แบ่งเป็น
- รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 1,747 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 66.54
- รถยนต์นั่ง จำนวน 1,747 คัน
เดือนมกราคม-สิงหาคม 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 13,916 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 1.72 แบ่งเป็น
- รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 13,916 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-สิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 1.72
- รถยนต์นั่ง จำนวน 13,908 คัน
- รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 5 คัน
- รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 3 คัน
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569
ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV มีจำนวนทั้งสิ้น 539,630 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 69.39 แบ่งประเภทได้ ดังนี้
- รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 428,544 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 81.60
- รถยนต์นั่ง มีจำนวน 415,975 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 80.57
- รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน มีจำนวน 9,183 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 119.06
- รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 274 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 22.87
- รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 369 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 63.27
- รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 6 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 100
- รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 2,737 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 181.87
- รถกระบะ และรถแวน มีจำนวน 2,199 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 69.41
- รถยนต์สามล้อ มีจำนวนทั้งสิ้น 1,060 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 2.71
- รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล มีจำนวน 157 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 27.64
- รถยนต์รับจ้างสามล้อ มีจำนวน 903 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 0.66
- รถจักรยานยนต์ มีจำนวนทั้งสิ้น 103,252 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 35.24
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีจำนวน 103,033 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 35.14
- รถจักรยานยนต์สาธารณะมีจำนวน 219 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 104.67
- อื่นๆ
- รถโดยสารมีจำนวนทั้งสิ้น 2,994 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 4.69
- รถบรรทุกมีจำนวนทั้งสิ้น 1,581 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 49.86
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569
ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV มีจำนวนทั้งสิ้น 720,082 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 27.92 แบ่งประเภทได้ ดังนี้
- รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 709,562 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 28.31
- รถยนต์นั่ง มีจำนวน 707,460 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 28.28
- รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน มีจำนวน 516 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 0.78
- รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 268 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 24.07
- รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 392 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 23.27
- รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 9 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 28.57
- รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 917 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 105.61
- รถกระบะ และรถแวน มีจำนวน 1 คัน เท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
- รถจักรยานยนต์ มีจำนวนทั้งสิ้น 10,517 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 6.37
- รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีจำนวน 10,517 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 6.37
- อื่นๆ
- รถโดยสารมีจำนวนทั้งสิ้น 2 คัน ซึ่งเท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569
ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV มีจำนวนทั้งสิ้น 95,126 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 23.99 แบ่งประเภทได้ ดังนี้
- รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 95,126 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 23.99
- รถยนต์นั่ง มีจำนวน 95,031 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 23.99
- รถยนต์โดยสารรับจ้างไม่เกิน 7 คน จำนวน 1 คัน ซึ่งเท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
- รถยนต์บริการธุรกิจมีจำนวน 43 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 2.38
- รถยนต์บริการทัศนาจรมีจำนวน 31 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 14.81
- รถยนต์บริการให้เช่า ไม่มียอดจดทะเบียน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 100
รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 20 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 300



