ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์
Toyota ประกาศปี 2568 ยอดขายรถรวม 621,166 คัน
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เผยภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2568 ยังคงเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายจากสภาวะโดยรวมของเศรษฐกิจในประเทศ และทิศทางของตลาดในปีที่ผ่านมา สะท้อนมายังตลาดรถยนต์ในประเทศที่ยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีตัวเลขยอดขายรวมในปี 2568 อยู่ที่ 621,166 คัน หรือเพิ่มขึ้น 8.5 % เมื่อเทียบกับปี 2567
|
สถิติการขายรถยนต์ในปี 2568 |
ยอดขายปี 2568 |
การเปลี่ยนแปลงเทียบกับปี 2567 |
|
ปริมาณการขายรวม |
621,166 คัน |
+8.5 % |
|
รถยนต์นั่ง |
239,236 คัน |
+6.7 % |
|
รถเพื่อการพาณิชย์ |
381,930 คัน |
+9.6 % |
|
รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) |
187,733 คัน |
-6.2 % |
|
รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) |
143,817 คัน |
-12.0 % |
ตลาดรถยนต์ในปี 2568 มีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากแรงสนับสนุนของมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการฟื้นตัวยังไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงเผชิญข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่
ในส่วนตลาดรถยนต์นั่งที่เติบโตขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการตอบรับมาตรการส่งเสริมจากภาครัฐโดยเฉพาะช่วงปลายปี 2568 อย่างไรก็ตาม สำหรับตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ โดยเฉพาะรถกระบะ ยังคงเผชิญความท้าทายเนื่องจากกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว ประกอบกับความเข้มงวดของเงื่อนไขสินเชื่อ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อการตัดสินใจซื้อ และการฟื้นตัวของตลาดในกลุ่มดังกล่าว
สำหรับยอดขายของ Toyota (โตโยตา) ในปี 2568 มียอดขายโดยรวมอยู่ที่ 230,038 คัน หรือเพิ่มขึ้น 4.4 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยยังคงความเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 หรือเท่ากับ 37.0 % ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด และสามารถครองความเป็นอันดับ 1 ได้ทั้ง 7 ตลาดหลัก โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์นั่ง Toyota ยังคงสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ที่ 34.4 % จากความนิยมของรถยนต์ในกลุ่ม Eco Car ที่สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้ถึง 48.7 % และในกลุ่มรถยนต์ไฮบริด (HEV) ของ Toyota ที่ยังคงได้รับความเชื่อมั่น และไว้วางใจในคุณภาพ สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้สูงถึง 47.4 % จากตลาดรถเครื่องยนต์ไฮบริดทั้งหมด
ในขณะที่สัดส่วนยอดขายของตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ยังคงครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 38.7 % จากความนิยมของรถกระบะ Hilux ที่รองรับการใช้งานที่หลากหลาย และครอบคลุมทุกรูปแบบ จนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค ตลอดจนความสำเร็จของ Toyota Hilux Travo ใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวไปในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของ Hilux ในตลาดรถกระบะสูงที่สุด 48.7 % (ตั้งแต่เปิดตัวโครงการ IMV) และจะมีส่วนช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์เพื่อการพานิชย์ของไทยในปีนี้
นอกจากนี้ การดำเนินกิจกรรมทางการตลาดในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนการมีผลิตภัณฑ์ยานยนต์ที่หลากหลายของ Toyota รวมถึงการมีเครือข่ายงานบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งผู้แทนจำหน่ายกว่า 153 ราย และศูนย์บริการกว่า 451 แห่ง ทำให้ลูกค้าอุ่นใจ และไว้วางใจที่จะใช้รถ Toyota และมีส่วนทำให้ Toyota สามารถเข้าถึง และใกล้ชิดกับลูกค้าในกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
|
สถิติการขายรถยนต์ของ Toyota ในปี 2568 |
ยอดขายปี 2568 |
การเปลี่ยนแปลงเทียบกับปี 2567 |
ส่วนแบ่งตลาด |
|
ปริมาณการขายToyota |
230,038 คัน |
+4.4 % |
37.0 % |
|
รถยนต์นั่ง |
82,258 คัน |
+22.9 % |
34.4 % |
|
รถเพื่อการพาณิชย์ |
147,780 คัน |
-3.7 % |
38.7 % |
|
รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) |
84,754 คัน |
-6.9 % |
45.1 % |
|
รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) |
70,098 คัน |
-10.1 % |
48.7 % |
แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2569
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2569 คาดว่าจะยังคงอยู่ในสภาวะทรงตัว โดยยังคงต้องเฝ้าดูสถานการณ์เศรษฐกิจ และทิศทางการเมืองภายในประเทศ รวมถึงสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกที่จะส่งผลต่อปริมาณการขาย และการส่งออกรถยนต์ ตลอดจนการที่ทางสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และทิศทางของนโยบายอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากความกังวลต่อความสามารถในการชำระหนี้จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูง
อย่างไรก็ดี เชื่อว่ายังพอมีแรงหนุนด้านอุปสงค์จากกิจกรรมในภาคธุรกิจ และการลงทุน นโยบายของภาครัฐที่จะสนับสนุนการใช้จ่ายให้เร่งตัวขึ้น การขยายตัวของการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมภายในประเทศ และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการผลักดันมาตรการสนับสนุนของภาครัฐที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ ตลอดจนการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมกับกลยุทธ์การส่งเสริมการขายจากผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์ต่างๆ ทำให้คาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์ในปี 2569 จะอยู่ที่ 630,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 1.4 % เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
|
ประมาณการยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2569 |
ยอดขายประมาณการ ปี 2569 |
เปลี่ยนแปลงเทียบกับ ปี 2568 |
|
ปริมาณการขายรวม |
630,000 คัน |
+1.4 % |
|
รถยนต์นั่ง |
224,500 คัน |
-6.2 % |
|
รถเพื่อการพาณิชย์ |
405,500 คัน |
+6.2 % |
Toyota ตั้งเป้ายอดขายอยู่ที่ 243,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 6 % โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 38.6 %
|
ประมาณการยอดขายรถยนต์ Toyota ในปี 2569 |
ยอดขายประมาณการ ปี 2569 |
เปลี่ยนแปลง เทียบกับปี 2568 |
ส่วนแบ่งตลาด |
|
ปริมาณการขาย Toyota |
243,000 คัน |
+6.0 % |
38.6 % |
|
รถยนต์นั่ง |
80,550 คัน |
-2.0 % |
35.9 % |
|
รถเพื่อการพาณิชย์ |
162,450 คัน |
+10.0 % |
40.1 % |
|
รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) |
99,800 คัน |
+18.0 % |
48.3 % |
|
รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง) |
81,800 คัน |
+17.0 % |
51.4 % |
ปริมาณการส่งออกรถยนต์ และการผลิตของ Toyoya ในปี 2568
ในปี 2568 Toyota ได้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปไปจำนวน 358,135 คัน เพิ่มขึ้น 6 % จากปี 2567 โดยยอดรวมการผลิตรถยนต์สำหรับการขายภายในประเทศ และการส่งออกในปี 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 564,933 คัน หรือเพิ่มขึ้น 5 % จากปี 2567
|
ปริมาณการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป และการผลิตของ Toyota ในปี 2568 |
ปริมาณในปี 2568 |
เปลี่ยนแปลงเทียบกับปี 2567 |
|
ปริมาณการส่งออก |
358,135 คัน |
+6 % |
|
ยอดผลิตรวมทั้งส่งออก และการขายในประเทศ |
564,933 คัน |
+5 % |
เป้าหมายการส่งออกรถยนต์ และการผลิตของ Toyota ในปี 2569
การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปของ Toyota ในปี 2569 คาดการณ์ว่ายังต้องเผชิญกับภาวะทรงตัวสอดคล้องกับสถานการณ์โดยรวมของเศรษฐกิจโลก หากแต่ยังพอมีสัญญาณบวกจากแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มประเทศคู่ค้าในโซนเอเชีย และตะวันออกกลาง ส่งผลให้ Toyota ตั้งเป้าปริมาณการส่งออกรถยนต์อยู่ที่ 425,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 19 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และได้ตั้งเป้าการผลิตรถยนต์ทั้งหมดของปี 2569 อยู่ที่ราว 633,850 คัน หรือเพิ่มขึ้น 12 % จากปีที่ผ่านมา
|
เป้าหมายการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป และการผลิตของ Toyota ปี 2569 |
ปริมาณในปี 2569 |
เปลี่ยนแปลงเทียบกับปี 2568 |
|
ปริมาณการส่งออก |
425,000 คัน |
+19 % |
|
ยอดผลิตรวมทั้งส่งออก และการขายในประเทศ |
633,850 คัน |
+12 % |
แนวทางการดำเนินงานด้านอื่นๆ ของ Toyota ประเทศไทย
Toyota ยึดมั่นในแนวคิด “Best in Town” โดยมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้า รวมถึงการส่งมอบประสบการณ์เหนือความคาดหมายตลอดวงจรชีวิตการใช้งานยานพาหนะ และบริการ ทำให้รถยนต์ Toyota เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตลูกค้าในระยะยาว พัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการที่รองรับความต้องการของลูกค้าในทุกช่วงชีวิต ตลอดจนพัฒนาการบริการทั้งในด้านการขาย การดูแลหลังการขาย และการซ่อมบำรุง เพื่อให้ลูกค้าได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง และเต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ
แคมเปญ "Trusted by Toyota" เป็นแคมเปญที่เปิดตัวโดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และเสริมภาพลักษณ์ด้านความน่าเชื่อถือให้แก่แบรนด์ Toyota ประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการยกระดับการให้บริการ รวมถึงสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกซื้อรถยนต์ การบริการหลังการขาย และการดูแลลูกค้าผ่านความใส่ใจในทุกมิติ
1) การยกระดับความน่าเชื่อถือของแบรนด์ เน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงานที่โปร่งใส และการมอบบริการที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางด้านผลิตภัณฑ์ และการบริการแก่ลูกค้าคนไทย
2) การนำเสนอสินค้า และนวัตกรรมด้านยานยนต์ที่เหมาะสมต่อความต้องการของคนไทย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เสนอทางเลือกที่ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การเป็นผู้นำในรถยนต์พลังงานไฮบริด (HEV) ของประเทศไทย หรือการเดินหน้าส่งเสริมนโยบายพลังงานสะอาด โดยการเปิดตัวรถ EV ใหม่ในประเทศไทย เช่น Toyota bZ4X และ Hilux Travo-e ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100 % เจาะกลุ่มตลาดผู้ที่มองหาเทคโนโลยีอนาคต ขณะเดียวกัน Toyota ยังคงยึดมั่นในแนวทาง Multi-Pathway ที่มุ่งมั่น “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหลากหลายรูปแบบ เพื่อรองรับการใช้งานที่แตกต่าง และตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครอบคลุม
3) การพัฒนาบริการหลังการขายสู่มาตรฐานระดับสูง เพื่อยกระดับคุณภาพควบคู่กับความสะดวก และรวดเร็ว ด้วยเครือข่ายศูนย์บริการ Toyota ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลกว่า 451 แห่งทั่วประเทศ พร้อมบริการ T-Connect แอพพลิเคชันสำหรับลูกค้า Toyota ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการนัดหมายเชคระยะ ตรวจสอบสถานะรถยนต์ และแจ้งขอความช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. นอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนา และขยายศูนย์บริการซ่อมรถยนต์ทางเลือกใหม่ Fixfit ภายใต้การควบคุมมาตรฐานการดำเนินงานโดยบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ซึ่งเปิดให้บริการรถยนต์ทุกยี่ห้อ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้านอกระยะเวลารับประกันที่ต้องการความสะดวก คุ้มค่า และคุณภาพที่เชื่อถือได้ ด้วยทีมช่างผู้ชำนาญ และอะไหล่คุณภาพ โดยปัจจุบันมีสาขาให้บริการแล้ว 21 สาขา ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ และตั้งเป้าหมายในการเปิดให้บริการมากกว่า 40 สาขา ภายในปี 2569 เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดบริการหลังการขาย และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า
ยิ่งกว่านั้น Toyota ยังคงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย พร้อมทั้งเสริมสร้างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมที่ดี ผ่านการดำเนินกิจกรรม และขยายผลการดำเนินงานในโครงการต่างๆอย่างต่อเนื่อง อาทิ
• การรณรงค์ด้านการขับขี่ปลอดภัยกับ “โครงการ โตโยต้า ถนนสีขาว" เพื่อสร้างสังคมคนขับรถดี โดยมุ่งเป้าลดการเสียชีวิต และการบาดเจ็บของผู้ใช้รถใช้ถนน ผ่านการปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัยให้ครอบคลุม ทุกวัย ตลอดจนการร่วมมือกับมูลนิธิโตโยต้า โมบิลิที และพันธมิตรอื่นๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดฉะเชิงเทรา ภายใต้โครงการ Trust (Thailand Road Users Safety Through Technology) โดยมีแนวทางในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงระบบ และการวิเคราะห์ข้อมูล โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ลดการเสียชีวิต และการบาดเจ็บในกลุ่มผู้ใช้ถนนในประเทศไทย
• การรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนผ่านโครงการต่างๆ อาทิ “โครงการลดเปลี่ยนโลก และ “โครงการรถเปลี่ยนโลก”
• การดำเนินโครงการ “โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” โดยถ่ายทอด และแบ่งปันองค์ความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของวิสาหกิจชุมชนไทย ภายใต้แนวคิด “วิถีชุมชนพัฒน์…TSI Way”
• การดำเนินโครงการ “Toyota Giving ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน” ซึ่งเป็นพันธกิจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านการให้ในทุกมิติ ทั้งด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ ภูมิปัญญา และการศึกษา รวมถึงการเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ฟื้นฟูความเป็นอยู่ และส่งต่อกำลังใจให้คนไทยก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกัน
.............................................................................................
Nissan Almera ปี 2026 มาตรฐานยูโร 6
Nissan ประเทศไทย เปิดตัว Nissan Almera (นิสสัน อัลเมรา) รุ่นปี 2026 อย่างเป็นทางการ ยกระดับรถยนต์คอมแพคท์ซีดานยอดนิยม ด้วยเครื่องยนต์ที่ผ่านมาตรฐานยูโร 6 ดีไซจ์นสปอร์ท และเทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ สะท้อนความมุ่งมั่นของ Nissan พร้อมราคาที่เข้าถึงได้
ทาคาอากิ ยานางิ รองประธานอาวุโส Nissan ประเทศไทย กล่าวว่า Nissan Almera เป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นยอดนิยมที่ผู้ขับขี่ชาวไทยให้ความไว้วางใจมาตลอด ด้วยเครื่องยนต์ที่ตอบสนองทันใจ ดีไซจ์นสปอร์ทโดดเด่น ภายในกว้างขวาง ประโยชน์ใช้สอยครบครัน และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ตอบโจทย์ทุกการขับขี่ในชีวิตประจำวัน โดย Nissan Almera รุ่นปี 2026 ได้ต่อยอดจุดเด่นเหล่านี้ผ่านการพัฒนาอย่างรอบด้าน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Nissan ต่อตลาดประเทศไทยในการยกระดับรถยนต์รุ่นหลักอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความคึกคักให้แก่ตลาดรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ
ขับเคลื่อนเพื่อโลกสีเขียว
Nissan Almera รุ่นปี 2026 เครื่องยนต์ได้รับการปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรฐานยูโร 6 ซึ่งมีความเข้มงวดมากขึ้นเรื่องการลดปริมาณไอเสียจากเครื่องยนต์ สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของ Nissan ที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้รถยนต์เพื่อโลกที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น
ดีไซจ์นสปอร์ท โดดเด่นสะดุดตา
Nissan Almera รุ่นปี 2026 มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย ปราดเปรียวยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าแบบใหม่สีดำ กันชนด้านล่างทั้งหน้า และหลังสีดำ สำหรับในรุ่น VL สีทูโทนมีมือจับประตูสีดำเข้ากับหลังคาดำ รวมทั้งเพิ่มความเข้มสไตล์สปอร์ทในรุ่น V และ VL ด้วยชิ้นส่วนตกแต่งไฟหน้าสีดำ
ภายในห้องโดยสาร ยกระดับดีไซจ์น และความสปอร์ทด้วยเบาะหุ้มผ้าสีดำตกแต่งด้วยผ้าสีน้ำเงินเข้มในรุ่น E และ EL ส่วนในรุ่น V และ VL เป็นเบาะหนังสีดำเดินตะเข็บสีส้ม เช่นเดียวกับที่คอนโซลหน้า แผงประตู และที่วางแขนด้านหน้า
อุ่นใจมากขึ้นกับเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่
เพื่อเสริมความอุ่นใจ และยกระดับความปลอดภัยในทุกการเดินทาง Nissan Almera รุ่นปี 2026 มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยเพิ่มเติม ได้แก่ ระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning-IFCW) พร้อมระบบเบรคฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking-IEB) ตั้งแต่ในรุ่นเริ่มต้น E โดยระบบ IFCW จะแสดงไฟกะพริบเตือนเมื่อตรวจพบว่ารถคันหน้าเบรคกะทันหัน และระบบ IEB จะช่วยเบรคทันทีเพื่อลดความเสี่ยง หรือป้องกันไม่ให้ชนท้ายรถคันหน้า หากผู้ขับขี่ยังไม่ตอบสนองในทันที
เทคโนโลยีความปลอดภัยเหล่านี้จะช่วยเสริมการทำงานของระบบความปลอดภัยอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว เช่น ถุงลมนิรภัย 6 จุด เทคโนโลยีเซนเซอร์ตรวจสอบแรงดันลมยาง (Tire Pressure Monitoring System-TPMS) เทคโนโลยีเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ (High Beam Assist-HBA) และเทคโนโลยีแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning-LDW) รวมถึง Nissan 360˚ Safety Shield ที่ให้ความอุ่นใจกับการขับขี่ที่ปลอดภัยในทุกวัน
เป็นเจ้าของได้ง่ายในราคาเบาๆ พร้อมโปรโมชันพิเศษ
Nissan Almera รุ่นปี 2026 มีทั้งหมด 4 รุ่นย่อย และยังคงเป็นเจ้าของได้ในราคาที่เข้าถึงง่าย เพียง 573,000 บาท สำหรับรุ่น E CVT และคงราคาเดิมในรุ่นอื่นๆ ได้แก่ รุ่น EL CVT ราคา 589,000 บาท รุ่น V CVT ราคา 669,000 บาท และรุ่น VL CVT ราคา 699,000 บาท
เพื่อฉลองการเปิดตัว Nissan จัดข้อเสนอพิเศษให้เป็นเจ้าของได้ง่าย กับแคมเปญออกรถเริ่มต้น 5,555 บาท หรือผ่อนสบายนานสูงสุด 84 เดือน หรือเลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมประกันภัยชั้น 1 Nissan Premium Protection 1 ปี
Nissan Almera แรงจริง จัดให้
Nissan Almera เป็นคอมแพคท์ซีดานที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องด้วยความแรง และตอบสนองทันใจจากเครื่องยนต์ HRA0 ขนาด 1.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุดถึง 100 แรงม้า (Ps) และแรงบิด 152 นิวทันเมตร (Nm) ให้อัตราเร่งที่แรง และรวดเร็วจากแรงบิดแบบต่อเนื่อง (Flat Torque)
รวมทั้งยังมีห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย พร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยครบครัน โดยเป็นรุ่นแรกของเซกเมนท์ที่มีการติดตั้งฟังค์ชัน SOS เพื่อขอความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน NissanConnect Services ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สื่อสาร และควบคุมรถได้ด้วยระบบสั่งการระยะไกลต่างๆ เช่น ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ระยะไกล และระบบตรวจสอบสถานะการลอคประตู ตลอดจนเทคโนโลยีที่เพิ่มความสะดวก และปลอดภัย เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) ในรุ่น EL ขึ้นไป
.............................................................................................
GWM หยุดขาย Good Cat
GWM (Thailand) ประกาศหยุดจำหน่าย GWM ORA Good Cat และขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกคนที่ให้การสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าคันนี้ที่สร้างเรื่องราวอันน่าจดจำมากมายตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ด้วยยอดขายสะสมกว่า 20,827 คัน และเตรียมนำ GWM ORA 5 SUV และรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างน้อย 5 รุ่นในปี 2569 รวมถึงตั้งเป้าเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเป็นกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ
เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า 4 ปีที่ผ่านมา GWM ORA Good Cat ได้สร้างปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ให้แก่วงการยานยนต์ไทยในหลากหลายมิติอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น
- เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่จุดกระแสรถยนต์ไฟฟ้า หรือ “BEV Phenomenon” ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2564 จนเกิดเป็น “Good Cat Fever” จากดีไซจ์นที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย
- สร้างความสำเร็จจากกระแสความนิยม ด้วยการครองตำแหน่งรถยนต์ไฟฟ้ายอดขายอันดับ 1 ของไทยในปี 2565 สะท้อนความเป็นผู้นำที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย
- เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทยเพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้าชาวไทย
- เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่ส่งออกจากประเทศไทยไปยังตลาดสำคัญๆ ระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งออสเตรเลีย และบราซิล
นอกจากการสร้างคุณค่าให้แก่อุตสาหกรรมยายนต์ไทยในภาพใหญ่ GWM ORA Good Cat ยังสร้างเรื่องราวอันน่าจดจำมากมายในใจผู้บริโภคชาวไทย ด้วยดีไซจ์นอันเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าระยะเวลาจะผ่านไปนานกี่ปี รถคันนี้ก็ยังคงโดดเด่นท่ามกลางรถยนต์คันอื่นๆ และดึงดูสายตาของผู้คนเสมือนได้ขับรถใหม่ในทุกวัน ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา GWM ORA Good Cat ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพ ความแช็งแกร่ง และความปลอดภัย ผ่านเหตุการณ์จริงที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเหตุรถตกน้ำ เหตุไฟไหม้ อุบัติเหตุการชนหนัก เจ้าเหมียวไฟฟ้าก็สามารถปกป้องชีวิต และทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากโครงสร้างตัวถังที่ทำจากเหล็กกล้าความแข็งแรงสูง ระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ทันสมัย พร้อมความปลอดภัยขั้นสูงของแบทเตอรีแรงดันสูง ยืนยันด้วยรางวัลมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจากเวทีระดับโลก ทั้ง Euro NCAP (2022) และ ANCAP (2022)
แม้ในช่วงปลายปี 2568 GWM ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าได้ทำการผลิต และจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าตามมาตรการ EV 3.0 อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว แต่ GWM ORA Good Cat ยังคงครองใจแฟนๆ ชาวไทย และได้รับการเรียกร้องอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม GWM ได้เตรียมยุติการทำตลาดรถยนต์รุ่นนี้ เพื่อเปิดทางสู่บทใหม่ของตระกูล GWM ORA ในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ โดยเตรียมนำ GWM ORA 5 SUV เข้ามายกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ในทุกมิติ พร้อมเดินหน้ารุกตลาดด้วยรถยนต์รุ่นใหม่รวมอย่างน้อย 5 รุ่นภายในปีนี้ และมีแผนเดินหน้าขยายเครือข่ายพาร์ทเนอร์ สโตร์ให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศรวมกว่า 100 แห่ง เพื่อขยายการมอบการบริการให้แก่ลูกค้าชาวไทยอย่างเต็มรูปแบบ ตอกย้ำพันธกิจของ GWM ในการขึ้นสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับ 1 ของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขาย
“ผมขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกคนที่ได้ให้การสนับสนุน GWM ORA Good Cat มาตลอดระยะเวลา 4 ปี รถยนต์รุ่นนี้ คือ ไอคอนของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจสูงสุดของเรา ความสำเร็จตลอด 4 ปีที่ผ่านมาไม่ได้วัดแค่ยอดขาย แต่คือ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีให้แก่แบรนด์ และผลิตภัณฑ์ของเรา GWM ORA Good Cat ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย และผลักดันให้ GWM เดินหน้ายกระดับนวัตกรรม และประสบการณ์การใช้งานให้ก้าวไกลยิ่งกว่าเดิม เรายืนยันว่าจะยังคงดูแลลูกค้า GWM ORA Good Cat ทุกท่านด้วยบริการหลังการขายที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นใจตลอดอายุการใช้งาน
GWM เปิดตัวแคมเปญ “GWM รับประกันความพร้อมของอะไหล่ภายใน 7 วัน” เพื่อยกระดับความมั่นใจให้แก่ลูกค้า โดยรับประกันการจัดหาอะไหล่ภายในระยะเวลา 7 วันนับจากวันที่มีการยืนยันคำสั่งซ่อมของลูกค้า หากไม่สามารถจัดหาอะไหล่ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ลูกค้าจะได้รับ GWM Points จำนวน 4,500 คะแนน เป็นการชดเชย เพื่อสร้างความอุ่นใจ และความมั่นใจสูงสุดตลอดการใช้งานรถยนต์ของลูกค้า"
.............................................................................................
Yamaha เปิดตัว 5 รุ่นใหม่
บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้นำด้านการผลิต และจำหน่ายรถจักรยานยนต์ Yamaha (ยามาฮา) ในประเทศไทย ประกาศความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจประจำปี 2568 สะท้อนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งเหนืออุตสาหกรรม ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย พร้อมเดินหน้าสู่ปี 2569 สานต่อแบรนด์แคมเปญ “Feel the Unique Experience…สุดทุกทางต่างทุกฟีล” เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกมิติ ตอกย้ำภาพลักษณ์ Premium Brand อย่างต่อเนื่อง
พงศธร เอื้อมงคลชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า 5 ปีที่ผ่านมาภาพรวมของตลาดรถจักรยานยนต์ในไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเติบโตของกลุ่มรถจักรยานยนต์ Automatic ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่ม Automatic Fashion ขนาดไม่เกิน 125 ซีซี ที่มีอัตราการเติบโตสะสมสูงถึง 180 % ภายในระยะเวลา 5 ปี
สำหรับปี 2568 ตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยมีการเติบโตเล็กน้อย จากปัจจัยบวกผ่านนโยบายการท่องเที่ยว การฟื้นตัวของการลงทุน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และปัจจัยลบจากเศรษฐกิจชะลอตัว อัตราการอนุมัติสินเชื่อ หนี้ครัวเรือนสูง และสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ โดยเติบโตเพิ่มขึ้น 1.6 % ขณะที่ Yamaha มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นถึง 3.4 % สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของสินค้า และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ Yamaha
"ความสำเร็จของ Yamaha เกิดขึ้นจากรถจักรยานยนต์กลุ่ม Automatic Fashion อย่าง Yamaha Grand Filano Hybrid มียอดขายเติบโตต่อเนื่อง 11 % ซึ่งสามารถทำสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (Record High) และ Yamaha Fazzio ที่มียอดขายเติบโตสูงสุด 60 % และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ Yamaha
ทิศทางปี 2569 Yamaha กำหนด Growth Strategy เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก
1. การสร้างตลาดใหม่ สร้างกลุ่ม Fashion Moped เพื่อครอบคลุมความต้องการของลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์
2. การขยายฐานลูกค้าใหม่ ผ่านดีไซจ์นที่โดดเด่น เทคโนโลยีที่ทันสมัย และความคุ้มค่าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่
3. การรักษาฐานลูกค้าเดิม รักษาฐานลูกค้าด้วยกิจกรรม เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของ Brand Loyalty
ทั้ง 3 กลยุทธ์หลักนี้ Yamaha จะดำเนินการควบคู่กับการทำตลาดเชิงไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Marketing) ภายใต้แคมเปญ “Feel the Unique Experience…สุดทุกทางต่างทุกฟีล” ที่จะนำเสนอทั้งสินค้าใหม่ กิจกรรมทางการตลาด และประสบการณ์ที่หลากหลายให้แก่ลูกค้า พร้อมยกระดับการบริการ 3S (Sales, Service, Spare Parts) เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุด ตามปรัชญา Kando ของ Yamaha
อุกฤษณ์ ภาควิวรรธ รองผู้จัดการใหญ่ด้านวางแผนการค้า และการตลาด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ในปีที่สภาพเศรษฐกิจยังมีความท้าทาย ผู้บริโภคมีความรอบคอบ และฉลาดในการตัดสินใจซื้อมากขึ้น Yamaha จึงมุ่งเน้นการนำเสนอความโดดเด่นที่แตกต่าง และความคุ้มค่าในระยะยาวของผลิตภัณฑ์ในทุกเซกเมนท์
• Yamaha Grand Filano Hybrid รถ ฤีะนทฟะรแ ยอดนิยม โดดเด่นด้วยดีไซจ์นพรีเมียม สีสันสวยงาม และประหยัดน้ำมัน พร้อมตอกย้ำความนิยมของ Grand Filano Hybrid ด้วยการสื่อสารผ่านทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ การสร้างกลุ่มลูกค้า และต้องการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด 30 % ในทุกพื้นที่
• Yamaha Fazzio Hybrid ทันสมัย กะทัดรัด ขี่ง่าย คุ้มค่าที่สุดในกลุ่มรถ Automatic ใช้กลยุทธ์เพิ่มยอดขายในทุกร้านผู้จำหน่าย โดยสร้าง Fazzio Corner การมี Accessories ที่หลากหลาย มีรางวัลจูงใจ การสร้างกระแสในพื้นที่โดย KOL และราคาที่เข้าถึงได้ง่าย
• Yamaha PG-1 รถสไตล์ Outdoor Fashion หนึ่งเดียวในช่วงราคา 50,000-60,000 บาท มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่ง เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า พร้อมเตรียมจัดกิจกรรมเพื่อสร้างกระแส PG-1 อย่างต่อเนื่อง
• Yamaha Aerox 155 ตอกย้ำความเป็น Supersport Automatic ที่คุ้มค่าด้วยเทคโนโลยี VVA/TCS/ABS และดิสก์เบรคหลัง พร้อม Center Tunnel ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ Sport Automatic ตัวจริง โดยเน้นการสื่อสารผ่านกิจกรรม Motor Sport
• Yamaha NMAX Tech Max ด้วยเทคโนโลยี YECVT ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะที่ล้ำหน้า ลิขสิทธิ์เฉพาะของ Yamaha ที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
พร้อมกันนี้ในการแข่งขัน MotoGP ฤดูกาล 2026 รายการ PT Grand Prix of Thailand ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2569 Yamaha ได้ประกาศการปรับทัพครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดตัวรถแข่ง YZR-M1 เครื่องยนต์ V4 พร้อมไลน์อัพนักบิดระดับโลกจำนวน 4 คน นำโดย ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร หมายเลข 20 และอเลกซ์ รินส์ หมายเลข 42 จากทีม Monster Energy Yamaha MotoGP ผนึกกำลังกับ แจค มิลเลอร์ หมายเลข 43 และนักบิดหน้าใหม่อย่าง โทปรัค ราซกัตลิโอกลู เจ้าของแชมพ์โลก World Superbike Championship จำนวน 3 สมัย จากทีม Prima Pramac Yamaha MotoGP เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขัน และตอกย้ำความมุ่งมั่นของ Yamaha ในเวที MotoGP ฤดูกาลใหม่
อัพเกรดแอพพลิเคชัน Y-Connect สู่ Y-ON
นอกจากนี้ Yamaha มีการอัพเกรดแอพพลิเคชัน Y-Connect สู่ Y-ON เพื่อการใช้งานที่ง่าย เสถียร และรองรับฟีเจอร์ใหม่ในอนาคต โดยเริ่มใช้ในวันที่ 2 มีนาคมนี้ เป็นต้นไป
เปิดตัวจักรยานยนต์ใหม่ 5 รุ่น
Yamaha เปิดตัวรถจักรยานยนต์ใหม่อีก 5 รุ่น ได้แก่ Yamaha Fazzio Hybrid Lite ในราคา 49,900 บาท เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับลูกค้าที่ต้องการความคุ้มค่า และการเข้าถึงที่ง่ายยิ่งขึ้น
ในโอกาสเฉลิมฉลอง 25 ปี Max Series-The Ultimate Pride of Max Yamaha เปิดตัวรถลายลิมิเทดเอดิชันในรุ่น TMAX, XMAX และ NMAX ที่สะท้อนความภาคภูมิใจของตระกูล Max พร้อมเสริมความแข็งแกร่งในกลุ่ม Premium Sport Automatic อย่างต่อเนื่อง Yamaha XMAX Tech Max ที่มาพร้อมชิลด์บังลมแบบไฟฟ้า หน้าจอ TFT ใหม่ พร้อมฟังค์ชันที่เท่ และเร้าใจครบครัน
"Yamaha ยังคงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งด้านบริการภายใต้แนวคิด 3S Value Creation ควบคู่กับการเปิดตัว Yamalube โฉมใหม่ ที่พัฒนาสูตรการหล่อลื่นให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ผ่านการออกแบบโดยวิศวกร Yamaha และผ่านมาตรฐานสากล API และ JASO เพื่อตอบโจทย์ทุกการใช้งาน พร้อมแพคเกจใหม่ที่ช่วยเสริมการจดจำแบรนด์ Yamalube ได้ดีขึ้น”
.............................................................................................
Motor Expo ขับเคลื่อนโครงการ “การจัดงานอย่างยั่งยืน”
บริษัท สื่อสากล จำกัด ผู้จัดงานแสดงยานยนต์ระดับนานาชาติ “มหกรรมยานยนต์” (Thailand International Motor Expo) เป็นประจำทุกปี ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดงานอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม จึงเดินหน้าแสดงบทบาทผู้นำด้านการจัดงาน ด้วยการริเริ่มโครงการ “การจัดงานอย่างยั่งยืน” (Motor Expo Sustainable Booth Recognition) เพื่อส่งเสริมการออกแบบ และบริหารจัดการบูธให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้ทรัพยากร ลดการปล่อยแกสเรือนกระจก และลดปริมาณขยะอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งหวังให้เป็นต้นแบบของการจัดงานคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Event) และเป็นแนวทางสู่การจัดงานอย่างยั่งยืนในอนาคต
คณะกรรมการโครงการ ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ได้แก่ วิลาวัณย์ ปานยัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเอ็มยู จำกัด ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมและวิศวกรสิ่งแวดล้อม ศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง และกานท์กลอน รักธรรม หัวหน้าการสื่อสารและการมีส่วนร่วม UNDP Thailand ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้บรรลุวัตถุประสงค์ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ ผู้ร่วมงาน ผู้เข้าชมงาน ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องกับการจัดงานทุกภาคส่วน
ขั้นตอนการดำเนินโครงการ เริ่มจากการเชิญชวนผู้ร่วมแสดงงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42” ที่สนใจ ให้สมัครเข้าร่วมโครงการ จากนั้นคณะกรรมการจะพิจารณาประเมินผล ตามเกณฑ์ Criteria and Evaluation Motor Expo Sustainable Booth Recognition ที่กำหนดไว้ 4 หัวข้อ ดังนี้
1. Materials & Booth Design
ประเมินจากการออกแบบบูธ วัสดุที่ใช้ตกแต่ง และแผนการจัดการวัสดุตกแต่งหลังจบงาน โดยให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วัสดุรีไซเคิล หรือวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และยังมุ่งเน้นให้มีแนวทางชัดเจนในการจัดการวัสดุตกแต่งหลังเสร็จสิ้นการจัดแสดง เพื่อไม่ให้กลายเป็นขยะฝังกลบ
2. Giveaways & Souvenirs
ประเมินจากจำนวนของที่ระลึกที่ผลิตขึ้นสำหรับการแจก รวมถึงวัสดุที่ใช้ผลิตของที่ระลึกด้วย โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการจำนวนของแจกอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการผลิตที่เกินความจำเป็น และของที่ระลึกต้องผลิตจากวัสดุธรรมชาติ วัสดุรีไซเคิล หรือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ง่าย และลดการใช้พลาสติคแบบครั้งเดียวทิ้ง
3. Communication & Awareness
ประเมินจากการสื่อสารเรื่องความยั่งยืนภายในบูธ รวมถึงรูปแบบ และประเภทของสื่อที่ใช้ในการประสัมพันธ์ โดยให้มุ่งเน้นให้บูธได้สอดแทรกเนื้อหาด้านสิ่งแวดล้อม หรือความยั่งยืนในกิจกรรมประชาสัมพันธ์ และเลือกใช้สื่อประชาสัมพันธ์ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ Digital Brochure (QR Code) แทนการแจกใบปลิว หรือการใช้จอ LED แทนป้ายไวนิล
4. Outcome & Monitoring
ประเมินจากการให้ความร่วมมือในการนำส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประเมิน Carbon Footprint เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการจัดอีเวนท์ที่สามารถตรวจสอบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างโปร่งใส
สำหรับผู้ร่วมแสดงงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42” ที่เข้าร่วมโครงการ และผ่านเกณฑ์การประเมินจากคณะกรรมการ พร้อมได้รับเกียรติบัตรยกย่องในฐานะองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน
1. Volvo Car (Thailand) Limited
2. The Royal Automobile Association of Thailand under Royal Patronage (RAAT)
3. Siriprapa Engineering Co.,Ltd
4. Omoda & Jaecoo (Thailand) Co.,Ltd.
5. BMW Thailand
6. Changan Auto Sales (Thailand) Co.,Ltd.
7. Tesla Thailand
8. Deco Green Energy Co.,Ltd.
9. Mazda Sales (Thailand) Co,.Ltd.
10. Hyundai Mobility (Thailand) Co,. Ltd.
11. Kia Sales (Thailand) Co., Ltd.
12. BMW Premium Selection
13. Rever Automotive Co.,Ltd.
14. BMW Motorrad Thailand
15. MINI Thailand
16. Kasikorn Leasing Company Limited
17. Toyota Motor Thailand Co,.Ltd.
.............................................................................................
MG ประกาศแผน ปี 2569
บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายรถยนต์ MG (เอมจี) ในประเทศไทย ประกาศความสำเร็จยอดขายรวมในประเทศไทยอยู่ที่ 27,007 คัน คิดเป็นสัดส่วนการเติบโตที่ 57 % และก้าวขึ้นสู่อันดับ 5 ของตลาดรวม กำหนดทิศทางแบรนด์ และกลยุทธ์การตลาดในประเทศไทย ภายในงาน “MG Dealer Conference 2026” พร้อมต่อยอดยกระดับแบรนด์ทุกมิติทั้งการนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์รุ่นใหม่ ทั้งเครื่องยนต์ไฮบริด และไฟฟ้าด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยีล้ำสมัย ตั้งเป้าครองส่วนแบ่งทางการตลาด 5 % และต่อยอดการไปสู่เป้าหมาย 30,000 คัน อย่างแข็งแกร่งในปีนี้
ต๋า เซินเซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด เผยว่า ปี 2025 ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปีที่ผ่านมานับเป็นปีที่มีแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาเปิดตัวรถรุ่นใหม่ พร้อมกลยุทธ์ด้านราคาที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง สำหรับประเทศไทยมีประมาณการการผลิตรถยนต์กว่า 1.5 ล้านคัน แบ่งเป็นการส่งออก 950,000 คัน และจำหน่ายในประเทศราว 600,000 คัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนให้ความสนใจ และมีนัยสำคัญต่อการเติบโตของตลาดยานยนต์ นั้นคือ “ปริมาณความต้องการรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมยังคงมีเพิ่มขึ้น” โดยที่ผ่านมามียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าอยู่กว่า 120,000 คัน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากนโยบายสนับสนุนด้านเงินอุดหนุนการซื้อรถไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม คาดว่าการเติบโตของตลาดยานยนต์ไทยในปีนี้ยังคงเติบโตต่อเนื่อง เหตุเพราะการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของเอเชีย (EV Hub) รวมถึงโมเดลธุรกิจ และกระบวนการผลิตที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย และโอกาสการขยายตัวจากความนิยมรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) ที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน
“ปี 2025 ถือเป็นปีที่ MG สามารถพิสูจน์ศักยภาพของแบรนด์ และเครือข่ายผู้จำหน่ายได้อย่างชัดเจนด้วยยอดขาย กว่า 27,007 คัน สะท้อนความสำเร็จจากการทำงานอย่างเป็นระบบ การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับผู้จำหน่าย และกลยุทธ์ที่ชัดเจนทั้งด้านผลิตภัณฑ์ ราคา และการบริการ
MG กำหนดทิศทางแบรนด์ในประเทศไทยอย่างชัดเจนภายใต้แนวคิด "Glocal" (Global+Local)
MG พร้อมผสานความแข็งแกร่งของแบรนด์ระดับโลก และเทคโนโลยีล้ำสมัย เข้ากับความเข้าใจเชิงลึกต่อความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย โดยวางตำแหน่งแบรนด์ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ Global Innovation Thai Passion และ Value Choice เพื่อสร้างภาพลักษณ์ และตัวตนของแบรนด์ที่ชัดเจน และจดจำได้ง่าย
ในด้านผลิตภัณฑ์ MG ประสบความสำเร็จในการรุกตลาดรถยนต์รุ่นหลัก โดย New MG4 Electric ครองอันดับ 1 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ New MG S5 EV ได้รับรางวัล Thailand EV of the Year 2025 และได้รับการยอมรับในฐานะ SUV ที่มีความสมดุลสูงสุดในเซกเมนท์ ส่งผลให้ยอดขายเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และสามารถสร้างสถิติยอดขายรายเดือนสูงสุดกว่า 4,503 คัน นับตั้งแต่ก่อตั้ง MG ในประเทศไทยแม้ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า MG ยังคงให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นคุณค่าในระยะยาว กำหนดทิศทางราคาอย่างสมเหตุสมผล โดยอาศัยจุดแข็งด้าน Lifetime Warranty มาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว รางวัลระดับประเทศ และเครือข่ายบริการหลังการขายที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้สามารถรักษาโครงสร้างราคาควบคู่กับการบรรลุเป้าหมายยอดขาย และสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ MG ในประเทศไทย รวมถึงความพร้อมของเครือข่ายผู้จำหน่ายในการแข่งขันในตลาดที่ท้าทาย
สำหรับปี 2026 MG มุ่งยกระดับจาก “การเติบโตเชิงปริมาณ” สู่ “การเติบโตอย่างมีคุณภาพ” (High-Quality Growth) โดยเน้นการสร้างคุณค่าแบรนด์ ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในทุกจุด และเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายผู้จำหน่ายให้เป็นศูนย์กลางการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าอย่างแท้จริง พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ “Global Innovation Thai Passion และ Value Choice” ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์สันดาป และรถยนต์พลังงานทางเลือก เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคไทย ทางบริษัทฯ จะไม่เพียงมุ่งขายรถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่จะมุ่งสร้างความเชื่อมั่น ความพึงพอใจ และความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า พร้อมผลักดันมาตรฐานระดับโลกในการผลิต การขาย และการบริการ เพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์หลักที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และยั่งยืนในตลาดไทย
.............................................................................................
Geely เสริมแกร่งชูบริการหลังการขายครบวงจร
บริษัท ธนบุรี นอยสเติร์น จำกัด ในเครือกลุ่มธนบุรี ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ Geely (จีลี) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นลูกค้าในระยะยาว ชูความพร้อมด้านบริการหลังการขายอย่างครบวงจร จากประสบการณ์ยาวนานถึง 85 ปีของกลุ่มธนบุรี ตั้งเป้าขยายเครือข่ายศูนย์บริการ และโชว์รูมครบ 65 แห่งภายในปี 2569 นี้ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า
ณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรี นอยสเติร์น จำกัด กล่าวว่า คุณภาพของตัวรถอาจเป็นปัจจัยแรกที่ผู้บริโภคใช้พิจารณาในการตัดสินใจซื้อรถ และเราก็มั่นใจว่า Geely คือ ยนตร กรรมอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ความต้องการนั้นได้อย่างแท้จริง ส่วนความเชื่อมั่นในระยะยาวต้องสะท้อนผ่านการบริการหลังการขายที่ลูกค้าสามารถไว้วางใจได้ในทุกขั้นตอนหลังการส่งมอบ ธนบุรี นอยสเติร์นฯ จึงมุ่งยกระดับมาตรฐานการบริการในทุกมิติ เพื่อสานต่อความน่าเชื่อถือที่กลุ่มธนบุรีสร้างไว้มาโดยตลอด 85 ปี โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา เราสามารถขยายโชว์รูม และศูนย์บริการครบ 40 แห่งตามเป้าหมาย พร้อมตั้งเป้าขยายเครือข่ายเพิ่มขึ้นเป็น 65 แห่งในปีนี้ รวมถึงวางแผนเปิดโชว์รูมเรือธงแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของฐานลูกค้าในอนาคตอย่างเต็มประสิทธิภาพ
พัฒนาระบบบริการแบบครบวงจร
หัวใจหลักของการบริการหลังการขายของ Geely ภายใต้การดูแลโดยบริษัท ธนบุรี นอยสเติร์น จำกัด คือ การสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืน โดยบริษัทได้พัฒนาระบบบริการแบบครบวงจรที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นทางถึงขั้นตอนสุดท้าย ครอบคลุมการนัดหมายเข้ารับบริการผ่านหลากหลายช่องทาง โดยเมื่อลูกค้านัดหมายเข้ารับบริการ จะได้รับการดูแลโดยที่ปรึกษาการบริการและช่างเทคนิคเฉพาะทางตามเวลาที่กำหนด พร้อมแจ้งระยะเวลาในการตรวจสอบ ดำเนินการซ่อม และรับรถอย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่กระทบกับเวลาอันมีค่าของลูกค้า ขณะเดียวกัน ยังมีระบบบันทึกประวัติ และการซ่อมรถแต่ละคันอย่างละเอียด เพื่อใช้วางแผนการบำรุงรักษาเชิงป้องกันในระยะยาว ช่วยยืดอายุการใช้งาน และเพิ่มความมั่นใจในการดูแลรถในทุกระยะ
พร้อมกันนี้ ยังมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. รวมถึงแพคเกจบริการสำหรับการบำรุงรักษาที่หลากหลาย และอัตราค่าบริการที่โปร่งใส พร้อมคำอธิบายการรับประกันที่ชัดเจน เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในการวางแผนการดูแลรถได้อย่างรอบด้าน ทั้งยังสะท้อนถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียด ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
อะไหล่พร้อมกว่า 10,000 ชิ้น
ในด้านการบริหารจัดการอะไหล่ บริษัทได้เตรียมพร้อมอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ ด้วยการสำรองอะไหล่ที่ครอบคลุมถึง 92 % หรือ 1,250 รายการ รวมจำนวนมากกว่า 10,000 ชิ้น พร้อมศักยภาพในการจัดส่งภายในวันเดียวกันสำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล นอกจากนี้ ทุกศูนย์บริการยังมีอะไหล่ตั้งต้น และเครื่องมือพิเศษครบครัน เพื่อให้สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็ว และได้มาตรฐาน สะท้อนความพร้อมในการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และเสริมสร้างความมั่นใจในประสบการณ์การใช้งานระยะยาว
ด้านบุคลากร และระบบควบคุมคุณภาพ บริษัท ธนบุรี นอยสเติร์น จำกัด นำจุดแข็งของกลุ่มธนบุรีซึ่งเข้าใจลูกค้าชาวไทยเป็นอย่างดี ผสานเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม และทีมช่างเทคนิคที่ผ่านการอบรมมาตรฐานระดับสากลจาก Geely Global โดยให้บริการภายใต้มาตรฐานเดียวกับศูนย์บริการของ Geely ทั่วโลก พร้อมนำนวัตกรรมที่ถ่ายทอดจากมาตรฐานของ Geely ในระดับสากลมาใช้ในการดูแล และซ่อมบำรุง เพื่อให้การทำงานมีความแม่นยำ และมีประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนมีระบบตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวดในทุกขั้นตอนของการให้บริการ รวมถึงติดตามความพึงพอใจของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าทุกคนจะได้รับความพึงพอใจสูงสุดในทุกครั้งที่เข้ารับบริการ
ความสำเร็จยอดขาย ปี 2568
ปี 2568 ที่ผ่านมา Geely ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากลูกค้าชาวไทย และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย Geely EX5 รถอเนกประสงค์อัจฉริยะพลังงานไฟฟ้า 100 % ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุด รุ่น Pro สามารถจำหน่ายออกจนหมดสตอค ทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานการไฟฟ้านครหลวงเลือกใช้เป็นรถสำหรับปฏิบัติงาน ขณะเดียวกัน Geely EX2 ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่สร้างกระแสตอบรับที่โดดเด่นตั้งแต่เปิดตัวในระหว่างงาน "มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42" ที่ผ่านมา ด้วยยอดจองสูงถึง 4,016 คัน
ความสำเร็จดังกล่าว สะท้อนถึงศักยภาพของผลิตภัณฑ์ควบคู่กับความมุ่งมั่นของ บริษัท ธนบุรี นอยสเติร์น จำกัด ในการมอบประสบการณ์การดูแลลูกค้าที่เป็นเลิศในทุกมิติ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดอย่างยั่งยืน และตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการวางรากฐานระยะยาวให้แก่แบรนด์ Geely ในประเทศไทย ทั้งด้านนวัตกรรม บริการหลังการขาย และการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าชาวไทยในระยะยาว



















































