บทความ
ยักษ์ใหญ่ลงสนาม กับ EV ที่ไม่ได้ไปต่อ

บริษัทรถยนต์ตื่นตัวกับกระแสรถยนต์ไฟฟ้า มีหลายเจ้าประสบความสำหรับหวังเป็น "Game Changer" แต่ในความเป็นจริงบางยี่ห้อกลับต้องเผชิญกับอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นยอดขายที่ฝืดเคือง งานวิศวกรรมที่ยังไม่ตอบโจทย์ หรือแม้แต่การตัดสินใจที่ผิดจังหวะอาจทำให้กลายเป็น "Game Over" แทนHighlight
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) แน่นอนว่าหลายแบรนด์กลับต้องเผชิญกับภาวะสะดุด เมื่อวิสัยทัศน์ที่เคยวาดฝันไว้กลับไม่สอดคล้องกับความจริงของตลาด และหัวใจของผู้ใช้งาน
ค่ายรถยนต์นับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา มีพโรเจคท์ใหญ่หลายรุ่นที่เคยถูกยกย่องว่าเป็น "อนาคต" แต่ผ่านไปไม่นานกลับกลายเป็นเพียง "บทเรียน" ที่บันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีค่ายดังต่อไปนี้ที่พัฒนาสร้างรถไฟฟ้าแต่ไม่ได้ไปต่อ
ถูกยุติการพัฒนาแบบสดๆ ร้อนๆ เดิมทีถูกวางตัวให้เป็น Super SUV EV รุ่นแรกของแบรนด์เปิดตัวในปี 2028 ล่าสุด Stephan Winkelmann ผู้บริหาร Lamborghini ออกมายอมรับว่า "ความต้องการของลูกค้าต่อรถซูเพอร์คาร์ไฟฟ้าแทบจะเป็นศูนย์" ซึ่งลูกค้าค่ายกระทิงดุยังคงโหยหาเสียงเครื่องยนต์ และอารมณ์ดิบๆ โครงการนี้จึงได้ถูกปรับเปลี่ยนจากเวอร์ชัน BEV มาเป็นเวอร์ชัน Plug-in Hybrid (PHEV) เพื่อรักษาจิตวิญญาณของแบรนด์ไว้แทน
กระบะขนาด Full-Size ที่เปิดตัวได้สวยงามในปี 2021 แม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่ Ford ได้ลงสนามกระบะไฟฟ้า พร้อมกระแสตอบรับการขับขี่อย่างดีเยี่ยม แต่ปัญหาสำคัญคือเมื่อนำไปรถไปใช้งานหนัก หรือลากจูงจริง ทำให้ระยะทางวิ่ง หรือ Range ลดลงอย่างน่าใจหายจนใช้งานไม่ได้จริงในเชิงพาณิชย์ Ford จึงตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางไปพัฒนาเป็นระบบ Extended-Range EV (EREV) ที่มีเครื่องยนต์น้ำมันช่วยปั่นไฟแทน เพื่อแก้ปัญหาเรื่องระยะทาง และการชาร์จ จึงยุติการผลิตรุ่นไฟฟ้าล้วนแล้ว
ซีดานหรูไฟฟ้าจากแดนเกาหลี แต่กลับทำยอดขายน้อยมากจนน่าตกใจ เนื่องจากพื้นฐานเดิมมาจากรถน้ำมัน ทำให้มีปัญหาเรื่องพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถที่เหลือน้อยมากจากการวางแบทเตอรี และการมาของคู่แข่งที่สร้างบนพแลทฟอร์ม EV แท้ๆ ทำให้รถรุ่น G80 เสียเปรียบในแง่การใช้งาน และปัจจุบัน Genesis ได้ประกาศว่าจะยกเลิกการจำหน่ายรถภายในปี 2026
ซูเพอร์คาร์ตัวแรงจากค่ายตรีศูล ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่เปิดตัวในปี 2021 ในรุ่นเครื่องยนต์สันดาป และหลังจากนั้นมีแผนทำรุ่นไฟฟ้าล้วน เดิมตั้งเป้าจะเปิดตัวในปี 2025 แต่ถูกสั่งพับโครงการไปในปี 2025 เนื่องจากผลการวิจัยตลาดชี้ชัดว่า "ยังไม่มีความต้องการมากพอ" ในกลุ่มรถซูเพอร์คาร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงของ Maserati เมื่อดูจากยอดขายรถรุ่น Folgore ของแบรนด์ที่ฝืดเคืองทำให้ต้องกลับมาโฟคัสที่เครื่องยนต์ Nettuno V6 แทน
รถเอสยูวีไฟฟ้าหน้าตาล้ำอนาคต แต่ปัญหาหลัก คือ เรื่องต้นทุนการนำเข้าที่สูงจากภาษี ซอฟท์แวร์ที่ยังตามหลังคู่แข่ง และการตั้งราคาที่สูงเกินไปจนชนกับ Tesla ตรงๆ ทำให้ Nissan เลือกที่จะถอยไปตั้งหลัก ปี 2025 และหันไปดัน Leaf ที่เน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก
รถสปอร์ทอเมริกันที่ผลักตัวเองเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแบบชัดเจน เมื่อต้องการกลุ่มตลาดคนรุ่นใหม่ โดยพยายามใส่เสียงสังเคราะห์ "Fratzonic" มาเพื่อเอาใจสาย Muscle Car แต่กระแสตอบรับกลับไม่ดีเท่าที่ควรตั้งแต่ต้น ลูกค้าเดิมมองว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม และเป็นอะไรที่น่าเสียดาย ทำให้ Dodge ต้องหันไปให้ความสำคัญกับรุ่น Sixpack เป็นเครื่องยนต์สันดาป มากกว่ารุ่นพลังงานไฟฟ้า
กระบะตัวใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในอเมริกาอีกรุ่นหนึ่ง เดิมตั้งเป้าเปิดตัวรุ่นไฟฟ้าในปี 2024 แต่เลื่อนการผลิตมาเป็นปลายปี 2026 เพราะวิศวกรพบว่าการใช้แบทเตอรีขนาดใหญ่เพื่อทำระยะทางเกิน 500 ไมล์ ทำให้รถมีน้ำหนักมหาศาล และราคาพุ่งสูงเกินไป ท้ายที่สุดจึงต้องหันไปชูรุ่น Ramcharger (EREV)
เอสยูวีแฮทช์แบคที่ "มาก่อนกาล" แต่เทคโนโลยีแบทเตอรี และซอฟท์แวร์หยุดอยู่กับที่นานเกินไป เมื่อ Jaguar ประกาศ Rebrand สู่ความหรูหราระดับ Ultra-luxury รถ I-Pace จึงถูกคัดออกจากไลน์อัพเพราะไม่สามารถรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ของแบรนด์ได้อีกต่อไป และยุติการจำหน่ายในปี 2024
เอสยูวีไฟฟ้าล้วนคันแรกจากค่ายดาวสามแฉก ถือเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ เพราะรถคันนี้เรียกว่าเป็นการรีบเอา GLC เอสยูวีรุ่นน้ำมันมาดัดแปลงแบบเร่งด่วนออกวางจำหน่าย ทำให้ประสิทธิภาพสู้ EV แท้ๆ ไม่ได้ และราคาที่สูงเกินไป ปัจจุบัน Mercedes เปลี่ยนไปใช้ชื่อรุ่นใหม่ เช่น CLA, G Wagon with EQ Technology ทำให้ตระกูล EQ ถูกลดความสำคัญลงอย่างชัดเจน
รถตู้ไฟฟ้าดีไซจ์นประหลาด ที่ชนะใจคนทั้งโลก แต่ Volkswagen ตั้งราคาเปิดตัวแพงระยับ บวกกับเทคโนโลยีไฟฟ้า Volkswagen ID.Buzz ที่ทำระยะทางวิ่งที่ทำได้จริงค่อนข้างต่ำ และปัญหาซอฟท์แวร์ที่แก้ไม่ตก ทำให้ต้องหยุดการส่งมอบในบางประเทศ และไม่มีการจำหน่ายต่อ
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับยักษ์ใหญ่เหล่านี้ไม่ใช่ความล้มเหลวที่สิ้นหวังแต่เรียกว่า "การปรับฐาน" (Realignment) ครั้งใหญ่ หลายแบรนด์เลือกที่จะพับโครงการ หรือเปลี่ยนกลยุทธ์กะทันหัน เพื่อรักษาตัวตน และรอคอยจังหวะที่เทคโนโลยีสุกงอม หรือมีเสถียรภาพกว่านี้ บนลานทดสอบแห่งนี้ ผู้ชนะอาจไม่ใช่ผู้ที่วิ่งไปข้างหน้าได้เร็วที่สุด แต่คือผู้ที่รู้จักจังหวะการรุก และรับ และเข้าใจว่าในโลกของยานยนต์ไฟฟ้าเทคโนโลยีต้องเดินเคียงคู่ไปกับความเข้าใจการตลาด และการเข้าใจกลุ่มผู้ใช้งานได้ตรงโจทย์ด้วย


