ธุรกิจ
Michelin คว้า 4 รางวัลในงานแสดงเทคโนโลยียางล้อ Tire Technology Expo 2026

งาน Tire Technology Expo 2026 เป็นงานมหกรรมแสดงสินค้าระดับนานาชาติ ด้านการออกแบบ, การผลิต และนวัตกรรม ในแวดวงอุตสาหกรรมยางรถยนต์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 มีนาคม 2569 ณ เมืองฮันโนเฟร์ ประเทศเยอรมนีHighlight
งาน Tire Technology Expo 2026 เป็นงานมหกรรมแสดงสินค้าระดับนานาชาติด้านการออกแบบ, การผลิต และนวัตกรรม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 มีนาคม 2569
Philippe Jacquin รองประธานบริหารฝ่ายวิจัยและพัฒนาประจำ Michelin ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารกลุ่ม Michelin เปิดเผยว่า “การครอง 4 รางวัลในงาน Tire Technology Expo ตอกย้ำถึงพลังของทีมงาน ตลอดจนความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมในนวัตกรรม ความรู้ความชำนาญเชิงลึกด้านวัสดุประเภทโพลีเมอร์คอมโพสิท ซึ่งสะท้อนอยู่ในนวัตกรรมสำหรับใช้งานบนดวงจันทร์ และบนท้องถนน เป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้ Michelin (มิเชอแลง) ได้แสดงศักยภาพในการก้าวข้ามขีดจำกัด, เปิดประสบการณ์ใหม่, เปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นโซลูชันที่ใช้งานได้จริง ตลอดจนผลักดันให้การพัฒนาวัสดุรุ่นใหม่ที่ล้ำหน้าเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น รางวัลที่เราได้รับเพื่อยกย่องความก้าวหน้าในด้านต่างๆ แต่ยังเป็นรางวัลสำหรับความมุ่งมั่นทุ่มเทต่อการทำงานของทีมงานทุกคน ซึ่งล้วนมีส่วนในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประจำวัน และขับเคลื่อนการเดินทางสัญจรให้ก้าวรุดหน้าเพื่อผู้คนทั้งในปัจจุบัน และอนาคต”
รางวัล “แนวคิดแห่งปี”: MiLAW ยางล้อสำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ที่ผลักดันให้ Michelin ขยายขีดความสามารถทางเทคโนโลยี
MiLAW (Michelin Lunar Airless Wheel) ยางล้อไร้ลมสำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ คว้ารางวัล “แนวคิดแห่งปี” (Concept of the Year) ในด้านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ยางล้อไร้ลมดังกล่าว ออกแบบมาเพื่อติดตั้งกับยานสำรวจดวงจันทร์ในอนาคต ภายใต้โครงการ ARTEMIS โดยเป็นผลงานจากการวิจัยนานกว่า 20 ปี ในเรื่องโครงสร้างยางล้อไร้ลม, โพลีเมอร์ไฮเทค และกระบวนการผลิตที่ล้ำสมัย อาทิ การพิมพ์ 3 มิติ ฯลฯ
ยาง MiLAW ไม่เพียงต้องมีศักยภาพในการทนต่อสภาพแวดล้อมสุดขั้ว ทั้งระดับรังสี พื้นผิวที่หยาบ และขรุขระ ตลอดจนอุณหภูมิที่ผันผวนระหว่าง -240 ถึง 100 องศาเซลเซียส แต่ยังต้องให้สมรรถนะในการยึดเกาะ และความทนทานที่จำเป็นต่อภารกิจสำรวจดวงจันทร์ ในการพัฒนายางล้อรุ่นนี้ Michelin ต้องทำการทดสอบที่เข้มงวดเป็นพิเศษ ทั้งยังต้องขยายขีดความสามารถด้านการจำลองภาพเสมือนจริงแบบดิจิทอล ให้มากขึ้นกว่าเดิม
ความรู้ที่ได้รับจากการพัฒนานวัตกรรมสำหรับใช้งานในอวกาศนี้ ถูกนำไปต่อยอดสู่นวัตกรรมแห่งอนาคตใหม่ๆ ของกลุ่ม Michelin บนพื้นโลก โดยเฉพาะนวัตกรรมเพื่อการใช้งานในสภาพแวดล้อม ที่ต้องการความแข็งแกร่งทนทานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
รางวัล “ยางแห่งปี”: Michelin Primacy 5 Energy ยางพรีเมียมที่ได้รับมาตรฐานสูงสุดระดับ AAA และครองอันดับหนึ่งในฐานะยางที่มีอายุใช้งานดีเยี่ยมยาวนานสูงสุดเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ยางในกลุ่มประเภทเดียวกัน ทั้งยังได้รับการยอมรับจากผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำ
Michelin Primacy 5 Energy ได้รับยกย่องให้ครองตำแหน่ง “ยางแห่งปี” ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำระดับโลกราว 20 ราย วางใจเลือกใช้ยางรุ่นนี้ ก่อนที่ยางจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยรถยนต์รุ่นใหม่กว่า 50 รุ่นอยู่ระหว่างการพัฒนาจะติดตั้งยางรุ่นนี้เป็นยางมาตรฐานติดรถ นอกจากนี้ ยาง Michelin Primacy 5 Energy ยังได้รับมาตรฐานสูงสุดระดับ AAA ซึ่งเป็นมาตรฐานความเป็นเลิศในทุกหมวดหมู่บนฉลากยางรถยนต์ตามมาตรฐานสหภาพยุโรป (EU Label) ได้แก่ สมรรถนะการยึดเกาะบนถนนเปียก, ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการลดเสียงรบกวนจากภายนอก ทั้งยังครองอันดับหนึ่งในฐานะยางที่มีอายุใช้งานดีเยี่ยมยาวนานสูงสุดเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ยางในกลุ่มประเภทเดียวกัน
ยางรุ่นนี้จึงตอบโจทย์ความต้องการยางพรีเมียมที่ให้ประสิทธิภาพเหนือกว่า ไม่ว่าจะในด้านความปลอดภัย, การรองรับรถยนต์ไฟฟ้า, การลดการปล่อยมลพิษ, ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือความยั่งยืนของวัสดุ
รางวัล “ความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อมแห่งปี” ประเภทการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม: โครงการ BioButterfly ที่นำชีวมวลมาใช้ในการผลิตบิวทาไดอีน และอีลาสโตเมอร์ โครงการ BioButterfly โดย Michelin ร่วมกับ IFP Energies Nouvelles และ Axens ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงานแห่งประเทศฝรั่งเศส (ADEME) ได้รับรางวัล “ความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อมแห่งปี” ประเภทการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม (Environment Achievement of the Year-Industrial Contribution)
หลังใช้เวลากว่า 12 ปีในการวิจัย และใช้เงินลงทุนไปกว่า 80 ล้านยูโร (ราว 2,900 ล้านบาท) โรงงานต้นแบบเชิงอุตสาหกรรม (Industrial Demonstrator) ของ Michelin ณ เมืองบาซองส์ (Bassens) ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเริ่มดำเนินงานเมื่อปี 2566 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จ และประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตบิวทาไดอีนจากชีวมวล (Bio-Based Butadiene) ที่ใช้ไบโอเอธานอล (Bioethanol) เป็นวัตถุดิบอีลาสโตเมอร์ชุดแรกที่ผลิตด้วยกระบวนการนี้ตอบโจทย์ข้อกำหนดที่จำเป็นในการนำมาใช้ผลิตยางรถยนต์ได้อย่างดี ขณะเดียวกันยังช่วยลดปริมาณการปล่อยแกสเรือนกระจก หรือ “คาร์บอนฟุทพรินท์” ลงได้อย่างมากเมื่อเทียบกับการผลิตบิวทาไดอีนจากฟอสซิล
ทั้งนี้ โครงการ BioButterfly ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมอีลาสโตเมอร์จากชีวมวล (Bio-Based Elastomer) และลดปริมาณการปล่อยแกสเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่าผลิตภัณฑ์ยาง (Tire Value Chain)
รางวัลเกียรติยศสูงสุดด้านการอุทิศตนในการพัฒนาเทคโนโลยียางรถยนต์ประจำปี 2569: Pascal Prost ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านยางล้อ
Pascal Prost ซึ่งอุทิศตนทำงานให้กับ Michelin มานานถึง 35 ปี โดยปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านยางล้อ (Senior Fellow-Tires) ได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดด้านการอุทิศตนในการพัฒนาเทคโนโลยียางรถยนต์ประจำปี 2569 (Tire Tech 2026 Lifetime Achievement Award) โดยตลอดเส้นทางอาชีพ Pascal Prost เผชิญ และรับมือกับทุกความท้าทายทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับยางอย่างมุ่งมั่น และกระตือรือร้น โดยเฉพาะโจทย์ด้านสมรรถนะซึ่งมักมีข้อกำหนดที่ขัดแย้งกันเอง นอกจากนี้ เขายังประสานความร่วมมือกับทีมงานหลายฝ่ายภายในกลุ่ม Michelin ทั้งยังทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย และบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำหลายแห่ง
เส้นทางอาชีพด้านเทคนิคในกลุ่มยางรถยนต์นั่ง และยางรถสองล้อ โดยเฉพาะผลงานเรื่องยางที่มีแรงต้านทานการหมุนต่ำ และการออกแบบยางที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิต (Eco-Design) สะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม, การทุ่มเทเพื่อสมรรถนะที่เหนือกว่า และความมุ่งมั่นส่งเสริมให้เกิดการสัญจรที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญของ Michelin
รางวัลนี้ไม่เพียงมอบให้เพื่อยกย่องการอุทิศตนให้แก่อาชีพการงานด้วยการมุ่งมั่นพัฒนาความเชี่ยวชาญทางเทคนิค แต่ยังเชิดชูความเป็นเลิศที่เกิดจากพลังร่วมของพนักงานกลุ่ม Michelin ทุกคน
รางวัลอันทรงเกียรติทั้ง 4 รางวัลครอบคลุมงานวิจัยขั้นสูง, นวัตกรรมผลิตภัณฑ์, การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการยกย่องมืออาชีพที่โดดเด่น สะท้อนความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย และลึกซึ้งของกลุ่ม Michelin ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงพลังแห่งการขับเคลื่อนที่แท้จริง โดยมุ่งมั่นคิดค้นพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเดินทางสัญจรที่ปลอดภัย มีสมรรถนะสูง และยั่งยืนยิ่งขึ้น สำหรับการใช้งานทั้งบนโลก และนอกโลก


