ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์
ข่าวเด่นสัปดาห์นี้ พบกับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ หลากหลายรุ่น ทั้ง ยุโรป ญี่ปุ่น และค่ายแดนมังกร ที่เปิดศึกกันร้อนระอุHighlight
Isuzu เปิดตัว D-Max EV
Isuzu ในฐานะผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ของประเทศไทยเดินหน้าสนับสนุนนโยบายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยแกสเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของรัฐบาลไทย ตลอดจนสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิด “โซลูชันส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-Pathways to Carbon Neutrality)
Isuzu ประกาศ อย่างเป็นทางการไปเมื่อต้นปี 2567 ทุ่มเทกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะกับการใช้งานในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ซับซ้อน และแตกต่างกัน ได้แก่ การเริ่มจำหน่ายรถ Isuzu D-Max MHEV เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 โดยมีกลุ่มลูกค้าในหัวเมืองใหญ่ และลูกค้าองค์กรเป็นหลัก
การเริ่มส่งออกรถพิคอัพไฟฟ้า “Isuzu D-Max EV” จากฐานการผลิตจากประเทศไทยเป็นยี่ห้อแรกไปยังยุโรปเมื่อกลางปี 2568 และการเริ่มจำหน่ายในประเทศไทยในเดือนมีนาคม 2569 รวมถึงการทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้า Isuzu Elf EV
การทดลองโซลูชันการสับเปลี่ยนแบทเตอรีในประเทศไทย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการขนส่ง และการพัฒนาไบโอดีเซลเจเนอเรชันใหม่โดยร่วมมือกับกลุ่ม ปตท. ในการทดสอบการใช้งานจริงกับรถเครื่องยนต์ดีเซล เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้รถ
ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า ตลอด 69 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย Isuzu มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการโดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ตามแนวคิด “Isuzu Trusted Buddy” อีซูซุเคียงข้างคุณ…เคียงคู่ไทย เราเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมาโดยตลอด ทั้งการตั้งโรงงานผลิตรถ Isuzu 2 แห่งในประเทศไทยพร้อมทั้งการลงทุนต่างๆ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่คนไทย การใช้ชิ้นส่วนในประเทศในระดับสูง การส่งออกรถพิคอัพจากฐานการผลิตในประเทศไทยไปมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นสินค้า Made in Thailand ที่มีคุณภาพสูง สร้างรายได้ให้แก่ประเทศมหาศาล จนมีส่วนทำให้รถพิคอัพกลายเป็น “Champion Product” ของประเทศ สะท้อนจุดยืนในการสร้างคุณค่าทางสังคมของ Isuzu ตลอดมา
นอกจากนโยบายการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยแล้ว Isuzu ยังสนับสนุนนโยบายการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนที่รัฐได้ตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2593 (2050) และการปล่อยแกสเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2608 (2065) ในฐานะผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ระดับโลก Isuzu จึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการที่ตอบโจทย์ความเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับรถเพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะ ซึ่งมีความแตกต่างจากรถประเภทอื่นๆ เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่ต่างกัน อาทิ ความสามารถในการบรรทุก ความแข็งแกร่งทนทาน ประสิทธิภาพการขนส่ง เป็นต้น
จากความสำเร็จในการพัฒนารถพิคอัพยอดนิยมเครื่องยนต์ดีเซล 2.2/3.0 DDI Maxforce Euro 5 ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ว่า มีสมรรถนะสูง ประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม แข็งแกร่งทนทาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ในวันนี้ Isuzu ขอแนะนำ“Isuzu D-Max EV” รถพิคอัพพลังไฟฟ้า 100 % เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่ลูกค้าชาวไทย รถรุ่นนี้ถือเป็นรถพิคอัพไฟฟ้ายี่ห้อแรกจากฐานการผลิตไทยไปจำหน่ายยังตลาดยุโรป ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา การที่ Isuzu ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถพิคอัพไฟฟ้า “Isuzu D-Max EV” เป็นการตอกย้ำว่าประเทศไทยจะยังคงเป็นหนึ่งในฐานการผลิต และการลงทุนที่สำคัญที่สุด ไม่เฉพาะเรื่องผลิตภัณฑ์เท่านั้น เรายังให้ความสำคัญกับบริการหลังการขาย โดยได้เตรียมความพร้อมสำหรับ“Isuzu D-Max EV”อีกด้วย โดยมีแพคเกจซ่อมบำรุงรักษาให้ลูกค้า ฟรีค่าบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กม.
สัมผัสตัวจริงได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์
ในแนวคิด “โซลูชันส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-Pathways to Carbon Neutrality) Isuzu นำเสนอทางเลือกของระบบขับเคลื่อนอันหลากหลาย ซึ่งออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละประเทศและภูมิภาค รวมถึงสภาพการใช้งานเฉพาะของพื้นที่นั้นๆ เรายังเชื่อมั่นว่า การใช้งานเพื่อการพาณิชย์นั้น รถพิคอัพเครื่องยนต์ดีเซล ยังคงเป็นรถที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในขณะที่รถประเภทอื่นๆ เช่น รถพิคอัพไฟฟ้า จะเป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าเฉพาะกลุ่มเท่านั้น สำหรับโครงการสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอื่นๆ ของ Isuzu นั้น กำลังดำเนินการตามแผนที่เคยประกาศไว้ ทั้งรถบรรทุก และน้ำมันทางเลือกใหม่ ซึ่งเราจะมาแจ้งให้ทราบถึงความคืบหน้าเป็นระยะ
นอกจากในประเทศไทยแล้ว Isuzu ยังมีการลงทุนในศูนย์พัฒนา และทดสอบยานยนต์ไฟฟ้า “The Earth Lab” ที่เมืองฟูจิซาวะ ประเทศญี่ปุ่น การทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน การสร้างสนามทดสอบรถขับเคลื่อนอัตโนมัติไร้คนขับที่สนามทดสอบรถ Isuzu ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น (Isuzu Hokkaido Proving Ground) รวมถึงการพัฒนายานยนต์ไร้คนขับรุ่นใหม่ในรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์เพื่อนำมาใช้ในการทดสอบ ซึ่งได้ผ่านการวิ่งระยะทางรวมแล้วกว่า 150,000 กม. ในสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น นับตั้งแต่เริ่มการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และได้ดำเนินการทดสอบการขับขี่อัตโนมัติเพื่อการใช้งานจริงเชิงธุรกิจบนถนนสาธารณะสำหรับเส้นทางลอจิสติคส์ของ Isuzu ในประเทศญี่ปุ่นแล้วในต้นปีนี้ ตามแนวคิด
“โซลูชันส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-Pathways to Carbon Neutrality)...ตลอดระยะเวลา 69 ปี ของการดำเนินธุรกิจ Isuzu ในประเทศไทย Isuzu ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาผ่านนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้ามุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนตามที่ได้ตั้งไว้ ในฐานะนิติบุคคลที่ดีเสมอมาภายใต้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจของ Isuzu ในประเทศไทย “วิถีอีซูซุ” (Isuzu Spirit)-ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา”
...........................................................................................................................
BMW เปิดตัว IX3 50 XDrive M Sport ใหม่
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เผยโฉม BMW (บีเอมดับเบิลยู) ใหม่ รถยนต์รุ่นแรกจากตระกูล Neue Klasse ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งหมดบนพื้นฐานของการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า นวัตกรรมดิจิทอล ความยั่งยืน และสุนทรียภาพในการขับขี่ที่เหนือชั้นไปอีกขั้น การกลับมาของ BMW IX3 (บีเอมดับเบิลยู ไอเอกซ์ 3) ในเจเนอเรชัน Neue Klasse นี้ เต็มเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมด้านการออกแบบ และเทคโนโลยีล่าสุดที่ถ่ายทอดวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของ BMW Group ออกมาเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างในทุกมิติ ภายใต้รูปลักษณ์ของรถยนต์อเนกประสงค์แบบ SAV (Sports Activity Vehicle)
เย คริส จู ประธาน และซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า การมาถึงของ Neue Klasse เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของ BMW Group และเป็นจุดเริ่มต้นของยานยนต์ในเจเนอเรชันใหม่ของ BMW ที่ได้นำ BMW IX3 ใหม่ ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นแรกจากเจเนอเรชันนี้ มาเปิดตัวให้ได้สัมผัสกัน พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า จากการผสมผสานนวัตกรรมทั้งในด้านฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดทั้งในด้านแบทเตอรี และเทคโนโลยีดิจิทอลต่างๆ BMW IX3 ใหม่ จึงเป็นรถยนต์ที่สะท้อนถึงทิศทางในอนาคตของ BMW และเป็นการเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของเราในประเทศไทยไปพร้อมกัน
BMW Group ได้ประกาศการพัฒนายานยนต์ในเจเนอเรชัน Neue Klasse เมื่อปี 2564 โดยถือเป็นการลงทุนในโครงการเพื่ออนาคตครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัท ครอบคลุมทั้งในด้านการผลิต พัฒนารถยนต์ การดำเนินงานภายในโรงงาน ประสบการณ์การขับขี่ การออกแบบ และอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับชื่อ “Neue Klasse” มีที่มาจากรถยนต์ซีรีส์ Neue Klasse ซึ่งเข้าสู่สายการผลิตเป็นครั้งแรกในปี 2505 ก่อนจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ BMW ในการมุ่งสู่ความสำเร็จบนเวทีโลก ปูทางไปสู่การพัฒนารถยนต์ตระกูล 3 Series และ 5 Series ในเวลาต่อมา และหวนกลับมาอีกครั้งในโอกาสที่ BMW Group เตรียมเปิดฉากอีกหนึ่งยุคใหม่ที่นำทัพโดย BMW IX3 ใหม่
BMW IX3 50 XDrive M Sport ใหม่
BMW IX3 50 XDrive M Sport ใหม่ รถยนต์รุ่นแรกจากตระกูล Neue Klasse ที่เข้าสู่สายการผลิตเต็มรูปแบบ เป็นรถยนต์ SAV พลังงานไฟฟ้า 100 % มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดในทุกด้าน นับตั้งแต่การออกแบบ ไปจนถึงเทคโนโลยีภายใน พร้อมมอบประสบการณ์ที่ชาญฉลาด เปี่ยมสมรรถนะ และโดดเด่นด้วยคาแรคเตอร์เฉพาะตัวยิ่งกว่าที่เคย ก่อนจะปูทางไปสู่การเปิดตัวนวัตกรรมจาก Neue Klasse ในรถยนต์รุ่นใหม่ของ BMW
BMW IX3 50 XDrive M Sport ใหม่ สะกดทุกสายตาตั้งแต่แรกเห็น ด้วยแนวทางการออกแบบที่ปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด โดยนำเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ BMW มาตีความจากมุมมองใหม่ที่ล้ำสมัย กระจังหน้าทรงไตคู่ในรุ่นนี้จัดวางมาในแนวตั้ง คล้ายคลึงกับกระจังหน้าของรถยนต์ Neue Klasse รุ่นดั้งเดิมจากทศวรรษ 1960 ทั้งยังติดตั้งระบบไฟ BMW Iconic Glow มาขับเน้นกรอบกระจังให้เด่นสะดุดตา แทนการใช้กรอบโครเมียมในรุ่นเดิม ส่วนมือจับประตูทั้ง 4 ก็ติดตั้งระบบไฟส่องสว่างมาอำนวยความสะดวกเช่นกัน ขณะที่ฝาปิดช่องชาร์จส่วนท้ายรถ นำ AI มาวิเคราะห์ว่าผู้ขับขี่ตั้งใจจะจอดรถเพื่อชาร์จแบทเตอรีหรือไม่ ก่อนจะทำการเปิด-ปิดฝาแบบอัตโนมัติ
เมื่อมองจากด้านข้าง BMW IX3 ใหม่ โดดเด่นด้วยพื้นผิวตัวถังขนาดใหญ่ ตัดด้วยเส้นสายที่แม่นยำ เพื่อสร้างรูปลักษณ์ และเหลี่ยมมุมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่นเดียวกับรถยนต์ SAV ในรุ่นก่อนหน้า BMW IX3 ใหม่ มีซุ้มล้อทรงเหลี่ยมที่ขับเน้นบุคลิกของตัวรถให้ดูแข็งแกร่ง และสง่างาม เข้ากับล้อ BMW Individual Aerodynamic ขนาด 22 นิ้วอย่างลงตัว ส่วนไฟท้ายทอดยาวในแนวนอนเข้าสู่จุดกึ่งกลางของตัวรถ ทำให้ส่วนท้ายดูทรงพลัง และโฉบเฉี่ยว ส่วนในด้านการใช้งาน IX3 ใหม่ ยังคงพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระสูงสุดถึง 1,750 ลิตร เมื่อพับพนักพิงเบาะหลังลง และยังมีช่องเก็บของเพิ่มเติมใต้ฝากระโปรงหน้าความจุ 58 ลิตรอีกด้วย
BMW IX3 50 XDrive M Sport ใหม่ และนวัตกรรมสุดล้ำสมัยของ Neue Klasse สีตัวถัง 6 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน Ocean Wave Blue Metallic (พร้อมห้องโดยสารในโทนสีดำ), สีเทา Brooklyn Grey Metallic, สีเทา Polarised Grey Metallic, สีดำ Black Sapphire Metallic, สีขาว Alpine White Solid และสีเงิน Space Silver Metallic (ทั้งหมดมาพร้อมห้องโดยสารในสีน้ำตาล Castanea) จำหน่ายในราคา 3,559,000 บาท
...........................................................................................................................
Xpeng เปิดตัวเทคโนโลยี Turing AI Chip
Xpeng ประเทศไทย ผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้า Xpeng ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ปคอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-Asia ร่วมกับ Xpeng Motors สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดงานแสดงวิสัยทัศน์ "Xpeng Vision Night Thailand" พร้อมเปิดตัวยนตรกรรมใหม่ครั้งแรกของโลก "The New Xpeng X9" พวงมาลัยขวา ขับเคลื่อนด้วยพลัง Turing AI Chip อย่างเหนือระดับ
ชู ซง ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Xpeng Motors กล่าวว่า AI เป็นกลจักรสำคัญในการปฏิวัติโลกดิจิทอลอย่างสิ้นเชิง และเมื่อโลกดิจิทอลกับโลกทางกายภาพมาบรรจบกัน จุดเชื่อมโยงนี้ได้ก่อเกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่ คือ "Physical AI" Xpeng บูรณาการ AI เข้ากับวัตถุ สิ่งแวดล้อม และการใช้งานจริง เพื่อสร้างประสบการณ์อัจฉริยะที่จับต้องได้ โดยเราได้พัฒนาระบบ Physical AI ขึ้นเองทั้งหมด ครอบคลุมตั้งแต่ชิพ ระบบปฏิบัติการ ไปจนถึงฮาร์ดแวร์อัจฉริยะ เพื่อรองรับยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI, หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ และรถบินได้
ฮวนมา โลเปซ รองประธานฝ่ายการออกแบบ Xpeng กล่าวว่า เอเชียเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว Xpeng จึงมุ่งออกแบบรถยนต์ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับดีไซจ์นที่หรูหรา เพื่อรองรับความต้องการของผู้ขับขี่ยุคใหม่ ภายใต้ปรัชญาการออกแบบ ที่เน้นการผสานความงาม และฟังค์ชันการใช้งานเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทุกเส้นสาย และรายละเอียดของรถ สะท้อนนวัตกรรมทางเทคโนโลยี พร้อมมอบประสบการณ์ขับขี่ ที่ทั้งล้ำสมัย และมีอารมณ์ร่วม
อภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Xpeng ประเทศไทย กล่าวว่า กระแสเทคโนโลยีที่หลั่งไหลเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยนับเป็นประเทศที่ยืนอยู่แถวหน้าของนวัตกรรม จากปี 2567-2568 Xpeng ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะทำให้ความฉลาดล้ำ และความหรูหราเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้
สำหรับปีนี้ งาน Xpeng Vision Night Thailand ช่วยตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน AI Mobility ผ่านการพัฒนา Xpeng Turing AI Chip ภายใต้แนวคิด "When Cars Begin to Think" พร้อมการเปิดตัวครั้งแรกของโลกกับ "The New Xpeng X9" พวงมาลัยขวาเต็มเปี่ยมประสิทธิภาพการประมวลผลด้วย Turing AI Chip สะท้อนวิสัยทัศน์ของแบรนด์สู่ยุค "The Era of Physical AI" ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสภาพอนาคตในจินตนาการของเรา สู่โลกแห่งเทคโนโลยีที่กลายเป็นจริง
Xpeng "Turing AI Chip" พลังสมองประมวลผลเต็มประสิทธิภาพ และแม่นยำ
ชิพประมวลผลที่ออกแบบมาเพื่อการทำงานของระบบ AI ในรถยนต์โดยเฉพาะ เปรียบเสมือน "สมอง" ของระบบช่วยขับอัจฉริยะ โดยมาพร้อม 40-Core Processor ที่สามารถทำหลายอย่างพร้อมกัน
เปรียบได้กับการมีคนฉลาด 40 คนช่วยกันคิด และประมวลผลข้อมูลในเวลาเดียวกันชิพนี้ยังรองรับตัวแปรที่ใช้ในการเรียนรู้ และตัดสินใจได้ถึง 30,000 ล้านค่า และมีพลังการประมวลผลสูงถึง 750 Tops หรือสามารถคิดวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ถึง 750 ล้านล้านครั้ง/วินาที ทำให้รถสามารถเข้าใจสภาพแวดล้อม และตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ ลดผลกระทบจากสภาพแสงย้อนแสงน้อย หรือแสงจ้า ทำให้ระบบสามารถตรวจจับได้อย่างแม่นยำ คมชัด และไกลขึ้น
The New Xpeng X9, Ultra-Intelligent 7-Seater
Xpeng "New X9" โฉมใหม่ของรถตู้ไฟฟ้าทางสปอร์ทที่คล่องตัว และอัจฉริยะที่สุดมาพร้อมการปรับโฉม ทั้งภายนอก และภายใน พร้อมยกระดับความหรูหราด้วยการเพิ่มฟังค์ชันการใช้งานที่เคยอยู่ในรถหรู และเทคโนโลยีให้ล้ำหน้ากว่าเดิม ติดตั้ง Turing AI Chip ที่ให้พลังในการประมวลผล AI (AI Brain Power) แรงขึ้นถึง 3 เท่า รูปลักษณ์ภายนอกยังคงคอนเซพท์ดีไซจ์นแบบ Starship ล้ำอนาคตสไตล์คูเป
กันชนด้านหน้าปรับใหม่ มาพร้อมระบบ Active Grille Shutter กระจังหน้าด้านล่างเปิด-ปิดอัตโนมัติ ช่วยลดแรงต้านอากาศ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ล้อขนาด 20 นิ้ว ดีไซจ์นแบบ Multi-Spoke และ Starlight Floating ที่โลโก Xpeng จะตั้งตรงอย่างสง่างามอยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มฟังค์ชันประตูดูดคู่หน้า หรูหราเทียบชั้นรถหรู ภายในปรับดีไซจ์นแผงประตูให้หรูขึ้นด้วยการใช้วัสดุปิดลำโพงแบบใหม่ และตกแต่งด้วยลายไม้ Ayous ครั้งแรกกับ Head-up Display บนกระจกบังลมหน้า ที่นอกจากแสดงข้อมูลการขับ และระบบจำลองภาพภายนอก ยังสามารถแสดงภาพจากกล้องได้อีกด้วย เพิ่มความสุนทรีย์ด้วยลำโพง 27 ตำแหน่ง รวมถึงกล้องภายในห้องโดยสาร นอกจากนี้ ทุกรุ่นย่อยยังมาพร้อมเบาะหนัง Nappa และปรับโครงสร้างเบาะแถว 3 ใหม่ ให้สามารถแบ่งการพับราบแบบ 60:40 ได้ในปุ่มเดียว
ล้ำด้วยแบทเตอรีแบบ 5C AI Battery Ultra-Fast Charging ขนาดสูงสุด 110 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับกำลังในการชาร์จแบบกระแสตรง (DC) สูงสุด 542 กิโลวัตต์ สามารถชาร์จจาก 10-80 % ในเวลาเพียง 12 นาที ชาร์จไฟเต็มวิ่งได้ไกลสูงสุด 715 กม. (NEDC) นับว่าเป็นเอมพีวีไฟฟ้าที่ใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่าที่สุด มาพร้อมระบบช่วยเลี้ยวล้อหลังอัจฉริยะ (Active Rear-Wheel Steering System) ด้วยรัศมีวงเลี้ยงแคบเพียง 5.4 ม. เพิ่มจำนวนถุงลมนิรภัย 9 ตำแหน่ง และเพิ่มฟังค์ชันควบคุมเสถียรภาพของตัวรถเมื่อยางระเบิด The New Xpeng X9 มาพร้อม 3 รุ่นย่อย ได้แก่ Premium, Executive และ Luxury AWD เด่นสะดุดตาด้วยสีภายนอกใหม่ 2 สี คือ Lambent Cyan และ Polar Violet รวมถึงสีภายในใหม่ คือ Cloud Rose Brown แบบทูโทนยกระดับความหรูหรามากขึ้น
นอกเหนือจากการนำเสนอวิสัยทัศน์ ภายใต้กรอบความคิด "The Era of Physical AI" พร้อมด้วยนวัตกรรม "Turing AI Chip" และยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะรุ่นล่าสุด Xpeng "The New Xpeng X9" ภายในงานยังได้จัดแสดงสิ่งประดิษฐ์ล้ำสมัย สะท้อนความเป็นเลิศด้านเทคของ Xpeng ทั้งหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ "Iron" และรถบินได้อีกด้วย
สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่จอง "The New Xpeng X9" ที่โชว์รูม Xpeng ทุกสาขา-5 เมษายนนี้
• ฟรี โปรแกรมบำรุงรักษาตามระยะ 3 ปี หรือ 60,000 กม.*
• ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พรบ. นาน 1 ปี*
• ฟรี Wallbox Charger พร้อมติดตั้ง*
• ฟรี สายชาร์จฉุกเฉิน 1 ชุด*
• รับประกันคุณภาพรถยนต์ นาน 5 ปี หรือ 120,000 กม.*
• รับประกันแบทเตอรี และมอเตอร์ขับเคลื่อน 8 ปี หรือ 160,000 กม.*
• บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance 24 ชม. นาน 5 ปี*
สัมผัสรถตู้ไฟฟ้าทรงสปอร์ทอัจฉริยะรุ่นล่าสุด "The New Xpeng X9" และ "New G6" รวมถึงนวัตกรรมล้ำสมัยของ Xpeng ได้ที่งานแสดงยานยนต์ระดับนานาชาติ "บางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47" ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม-5 เมษายน 2569 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม IMPACT เมืองทองธานี และที่โชว์รูม Xpeng ทุกสาขาทั่วประเทศ
The New Xpeng X9 "Premium" ราคา 2,399,000 บาท*
The New Xpeng X9 "Executive" ราคา 2,599,000 บาท*
The New Xpeng X9 "Luxury AWD" ราคา 2,799,000 บาท*
...........................................................................................................................
MINI แนะนำรุ่นพิเศษ Paul Smith Edition
MINI ประเทศไทย เปิดตัว MINI Cooper Paul Smith Edition (มีนี คูเพอร์ พอล สมิธ เอดิชัน) ใหม่ ที่ผสานรูปโฉมสุดไอคอนิคของ MINI เข้ากับการดีไซจ์นแบบ “Classic with a Twist” อันเป็นเอกลักษณ์ของ Paul Smith อย่างลงตัว เกิดเป็นยนตรกรรมรุ่นพิเศษที่สะท้อนคาแรคเตอร์อันโดดเด่นของทั้ง 2 แบรนด์ออกมาได้อย่างมีสไตล์ พร้อมเปิดฉากปี 2569 อย่างเต็มตัวสำหรับแฟนๆ MINI ชาวไทย
ประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ MINI ประเทศไทย กล่าวว่า MINI และ Paul Smith คือ เพื่อนคู่คิดในด้านความคิดสร้างสรรค์ ทั้ง 2 แบรนด์เชื่อมโยงถึงกันด้วยความหลงใหลในสิ่งที่ไม่คาดคิด และการปฏิเสธที่จะเดินตามใคร เหมือนกับที่ Paul Smith ซ่อนเซอร์พไรส์สีสันสดใสไว้ในชุดสูทคลาสสิค MINI ก็มอบบุคลิกสุดเต็มที่ และความตื่นเต้นในการขับขี่บน 4 ล้อ รุ่นพิเศษล่าสุดของเราอย่าง MINI Cooper Paul Smith Edition ยกระดับปรัชญาการออกแบบ "Charismatic Simplicity" ที่เป็นเอกลักษณ์ของ MINI ทุกรุ่น และเพิ่มความสนุกสนานในการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของ Paul Smith ผลลัพธ์ที่ได้ คือ รถยนต์ที่ไม่เพียงแค่สวยงามในการออกแบบ แต่ยังให้พลังแห่งความสุขจากการขับขี่อย่างแท้จริงในสไตล์ของตัวเอง
“MINI Cooper Paul Smith Edition คันใหม่นี้ สานต่อความร่วมมืออันน่าประทับใจของเรากับ Paul Smith ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 1998 และยังเป็นข้อพิสูจน์ว่าความยั่งยืน และสไตล์สุดโฉบเฉี่ยว ประวัติศาสตร์ และนวัตกรรม หรืองานออกแบบสุดคลาสสิคกับสมรรถนะจากพลังงานไฟฟ้า ล้วนเป็นองค์ประกอบที่มาบรรจบกันได้อย่างลงตัว เพราะที่ MINI เราเชื่อว่าอนาคตของการขับขี่ต้องเปี่ยมด้วยความตื่นตาตื่นใจ และเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบคุณ
MINI Cooper Paul Smith Edition ใหม่ นับเป็นการสานต่อความร่วมมือที่น่าประทับใจของทั้ง 2 แบรนด์ เริ่มจากปี 1998 กับการเปิดตัว MINI คลาสสิครุ่นพิเศษในสีน้ำเงิน ตามมาด้วยรถต้นแบบอีก 2 รุ่น ในปี 1999 และ 2021 ก่อนจะย้อนกลับไปนำ MINI รุ่นพิเศษตัวแรกจากปี 1998 มาชุบชีวิตใหม่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้ชื่อ MINI Recharged by Paul Smith
MINI Cooper Paul Smith Edition ใหม่ ราคา 1,899,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และแพคเกจ BSI Standard)
รุ่นพิเศษ Paul Smith Edition พร้อมให้เลือกเป็นเจ้าของใน 3 สี โดยมี 2 สีพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ได้แก่ สีเทา Statement Grey ซึ่งมีที่มาจากสีเทาสุดคลาสสิคของ MINI Austin Seven (มีนี ออสติน เซเวน) รุ่นปี 1959 และสีขาว Inspired White ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสีเบจยอดนิยมที่พบได้ใน MINI คลาสสิคหลายรุ่น ก่อนจะปิดท้ายด้วยสีดำ Midnight Black Metallic ที่โฉบเฉี่ยวตามเจเนอเรชันปัจจุบัน
MINI Cooper Paul Smith Edition จะมาพร้อมกับอีกหนึ่งเอกลักษณ์เฉพาะรุ่นอย่างหลังคาสีเขียว Nottingham Green พร้อมแต่งแถบสี Signature Stripe อันโด่งดังของ Paul Smith ที่ขอบหลังคาฝั่งคนขับ โดยสีเขียว Nottingham Green นี้ เป็นสีพิเศษที่สื่อถึงบ้านเกิดของ Sir Paul Smith โดยยังปรากฏอยู่บนกระจกมองข้าง กระจังหน้าทรงแปดเหลี่ยม และฝาครอบดุมล้อที่แต่งตัวอักษร Paul Smith อีกด้วย
...........................................................................................................................
Primus Group ทุ่ม 120 ล้านบาท เปิดโชว์รูม Zeekr
Primus Group แรงไม่หยุด ตลาดรถ EV บูม ดันรายได้ TOAVH พุ่งแตะ 12,000 ล้านบาท เร่งเสริมทัพขยายเครือข่ายธุริจ ทุ่มงบกว่า 120 ล้านบาท เปิด Zeekr House Primus ฟแลกชิพใหม่ ย่านราชพฤกษ์ พร้อมเปิดเกมรุกตลาดภาคเหนือ เตรียมผุดโชว์รูมเพิ่มในเชียงใหม่ ขยายกลุ่มลูกค้ารถ EV พรีเมียม
ณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน กลุ่มบริษัท ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด และ Primus Group เปิดเผยว่า ในปี 2568 ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีการเติบโตเพียงเล็กน้อย ส่งผลทำให้ธุรกิจหลายภาคส่วนชะลอตัว อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กลับมีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ การเร่งตัดสินใจซื้อยานยนต์ไฟฟ้าก่อนสิ้นสุดมาตรการสนับสนุน EV 3.0 ของภาครัฐ ประกอบกับกลยุทธ์ทางการตลาดของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่อย่างหลากหลาย และมีระดับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตมากกว่า 74 % เช่นเดียวกับ Primus Group ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยอดขายอันดับ 1 ในหลายแบรนด์ที่บริษัทดูแล โดยในปี 2568 มียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 5,321 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 70 % เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มียอดขายรวม 3,211 คัน ส่งผลทำให้ TOAVH เติบโตกว่า 20 % และมีรายได้รวมกว่า 12,000 ล้านบาท โดยมีธุรกิจดีเลอร์รถยนต์เป็นกลุ่มหลัก ที่มีสัดส่วนประมาณ 50 % ของรายได้ทั้งหมด
ด้วยการเติบโตของธุรกิจกลุ่มดีเลอร์รถยนต์สะท้อนถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่ง ตลอดจนความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อ Primus Group ซึ่งให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการบริการระดับพรีเมียมแบบครบวงจร เพื่อมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิดสำคัญในการมุ่งสู่การเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจลูกค้า “Top of Mind Brand”
ล่าสุด Primus Group ได้เดินหน้าขยายเครือข่ายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิด Zeekr House Primus โชว์รูม และศูนย์บริการรถยนต์ของ Zeekr (ซีเคอร์) ฟแลกชิพแห่งใหม่บนถนนราชพฤกษ์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูงของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก โดยโชว์รูมแห่งนี้ได้รับการออกแบบตามมาตรฐาน CI ใหม่ของแบรนด์ ภายใต้แนวคิดโชว์รูมระดับพรีเมียม-ลักชัวรีที่ผสานความหรูหรา ทันสมัย และฟังค์ชันการใช้งานไว้อย่างลงตัว พร้อมยกระดับมาตรฐานการบริการที่ครอบคลุมทั้งด้านการจำหน่าย และบริการหลังการขายแบบครบวงจร เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า
นอกจากนี้ เพื่อการรองรับการเติบโตของตลาดรถ EV ในอนาคต ยังเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจของ Primus Group ให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดย Primus Group ได้รับความไว้วางใจจาก Zeekr ประเทศไทย แต่งตั้งให้เป็นดีเลอร์ Zeekr อย่างเป็นทางการ เพื่อดูแลกลุ่มลูกค้าในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง โดยมีแผนเปิด Zeekr House Primus สาขาเชียงใหม่ อีก 1 แห่ง ภายในเดือนสิงหาคมนี้
จิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือ Primus Group กล่าวว่า Primus Group ดำเนินธุรกิจภายใต้ 3 หลักการสำคัญ ได้แก่ การให้บริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) การมีทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ และการมุ่งสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า โดยให้ความสำคัญกับการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การให้คำปรึกษา และเลือกซื้อรถยนต์ การส่งมอบรถยนต์ ไปจนถึงการดูแลบริการหลังการขาย รวมทั้งงานซ่อมสี และตัวถัง เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการอย่างต่อเนื่อง และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ด้วยหลักการดำเนินธุรกิจดังกล่าว ทำให้ Primus Group ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านรางวัลความพึงพอใจของลูกค้า และรางวัลยอดขายอันดับ 1 จากหลายแบรนด์ที่บริษัทเป็นผู้แทนจำหน่าย สะท้อนถึงมาตรฐานการให้บริการระดับสูง และศักยภาพของทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์ โดยแนวทางดังกล่าว จะนำมาใช้ในการบริหารงาน และพัฒนา Zeekr House Primus ให้มีศักยภาพด้านบริการสูงสุดสำหรับลูกค้า Zeekr ด้วยเช่นกัน
Zeekr House Primus เป็นโชว์รูมฟแลกชิพแห่งใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ เป็นทำเลที่ตั้งสำคัญของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ด้วยพื้นที่ใช้งานกว่า 2 ไร่ ภายในได้รับการออกแบบให้ทันสมัย และสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ Zeekr อย่างชัดเจน
ด้านหน้าเป็นพื้นที่จัดแสดงรถยนต์ Zeekr ครบทุกรุ่น ทุกแบบกว่า 6 คัน พร้อมโซนรับรองลูกค้าระดับเอกซ์คลูซีฟ และบริการให้คำปรึกษาด้านผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะ ทั้งมีบริการอาหารว่าง-เครื่องดื่มที่เลือกสรรสำหรับลูกค้าคนสำคัญ เพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง เหนือระดับ และตอบโจทย์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างลงตัว
นอกจากนี้ ได้จัดสรรพื้นที่สำหรับการส่งมอบรถยนต์ที่ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้แก่ลูกค้าในช่วงเวลาสำคัญของการรับมอบรถยนต์ และการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Primus Group
ด้านศูนย์บริการหลังการขาย Zeekr House Primus ได้ออกแบบพื้นที่เพื่อรองรับการให้บริการอย่างครบวงจร ครอบคลุมทั้งงานตรวจเชค ซ่อมแซม บำรุงรักษา รวมถึงงานซ่อมสี และตัวถัง ภายใต้มาตรฐานคุณภาพระดับสูง โดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมตามหลักสูตรของ Zeekr พร้อมด้วยอุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับการดูแลรักษารถยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีช่องซ่อมรวม 8 ช่อง รองรับรถยนต์เข้ารับบริการได้ถึง 600 คัน/เดือน
...........................................................................................................................
Porsche เปิดตัว Cayenne Turbo Electric
Porsche ประเทศไทย ถ่ายทอดจิตวิญญาณของ “Porsche. There is no Substitute.” สู่เวทีบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
ไฮไลท์สำคัญ การเปิดตัว The New Cayenne Electric ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำโดย Cayenne Turbo Electric ที่ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในฐานะรถยนต์สายการผลิตที่ทรงพลังที่สุดของ Porsche ด้วยกำลังสูงสุดถึง 850 กิโลวัตต์ (1,156 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 1,500 นิวทันเมตร โดยทางเลือกขุมพลังของ Cayenne ทั้ง 3 ระบบขับเคลื่อน ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการนำเสนอความหลากหลายของยนตรกรรม Porsche และการเปิดตัวผลงาน “Porsche. There is no Substitute.” เป็นครั้งแรก ถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน 5 บุคคลชาวไทยที่สะท้อนจิตวิญญาณของ Porsche ในหลากหลายมิติ พร้อมด้วยข้อเสนอพิเศษภายในงานสำหรับหลากหลายรุ่น Porsche ประเทศไทย ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสสมรรถนะ เทคโนโลยี และการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์อย่างใกล้ชิด
The New Cayenne Electric ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Porsche ประเทศไทย ก้าวสู่บทใหม่ของรถสปอร์ทสัญชาติเยอรมัน เปิดตัว The New Cayenne Electric รถยนต์ทรงพลังที่สุดที่ Porsche ผลิตมาสำหรับท้องถนน พร้อมมอบความอเนกประสงค์ที่เหนือกว่า ทั้งความเร้าใจบนท้องถนน ความมั่นใจในการขับขี่แบบออฟโรด และความสะดวกสบายในการเดินทางระยะไกล The New Cayenne Electric เปิดตัวในประเทศไทยด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่ Cayenne Electric, Cayenne S Electric และ Cayenne Turbo Electric ที่จะเป็นไฮไลท์ของงาน และจัดแสดงเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
The New Cayenne Electric ออกแบบมาเพื่อยกระดับทั้งสมรรถนะ และการใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยความอเนกประสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากพื้นที่เก็บสัมภาระที่ขยายใหญ่มากขึ้น และพื้นที่วางขาที่กว้างขวางยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยดีไซจ์นภายนอกใหม่ที่มาพร้อมไฟหน้า HD-Matrix LED กระจกหน้าต่างแบบไร้กรอบ และค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.25 ซึ่งเป็นหนึ่งในค่าที่ดีที่สุดในกลุ่มเอสยูวีพรีเมียม
ภายในห้องโดยสารยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วย Flow Display หน้าจอ OLED แบบโค้งที่เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อกับคอนโซลกลาง เสริมด้วยจอหน้าปัดดิจิทอล OLED ขนาด 14.25 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 14.9 นิ้วที่มีให้เลือกเป็นอุปกรณ์เสริม พร้อมติดตั้งระบบช่วงล่างประสิทธิภาพสูง อาทิ ระบบเลี้ยวล้อหลัง และระบบช่วงล่างถุงลมแบบปรับระดับได้ พร้อมระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) เพื่อเพิ่มความแม่นยำ และความนุ่มนวลในการขับขี่ มาพร้อมแบทเตอรีแรงดันสูงความจุ 113 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จความเร็วสูงสุดถึง 400 กิโลวัตต์ โดยสามารถชาร์จจาก 10-80 % ได้ภายในเวลาไม่ถึง 16 นาที และเพิ่มระยะทางขับขี่ได้มากกว่า 300 กม. ภายในเวลาประมาณ 10 นาที
The New Cayenne Electric ให้กำลังสูงสุดถึง 850 กิโลวัตต์ (1,156 แรงม้า) พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,500 นิวทันเมตร ในโหมด Launch Control อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 2.5 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 260 กม./ชม. ระยะทางการขับขี่รวมตามมาตรฐาน WLTP สูงสุด 623 กม. พร้อมองค์ประกอบแอโรไดนามิคแบบแอคทีฟ ได้แก่ ช่องรับอากาศด้านหน้าที่เปิด-ปิดได้ สปอยเลอร์หลังคาแบบปรับองศาอัตโนมัติ และแผง Aeroblades แบบแอคทีฟด้านท้าย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ พร้อมคงเอกลักษณ์สมรรถนะของ Porsche
The New Cayenne Electric มอบพละกำลังสูงสุด 490 กิโลวัตต์ (666 แรงม้า) พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,080 นิวทันเมตร ในโหมด Launch Control สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ใน 3.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดที่ 250 กม./ชม. พร้อมระยะทางขับขี่สูงสุดตามมาตรฐาน WLTP ถึง 653 กม.
The New Cayenne Electric เติมเต็มตัวเลือกในตระกูล Cayenne อย่างสมบูรณ์ ทำให้ครอบคลุมทั้งขุมพลังไฟฟ้า ไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาป โดยจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 เตรียมพบกับ Cayenne Turbo Electric และการประกาศราคาอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 มีนาคม 2569
ความทรงพลัง และเร้าใจเต็มพิกัดกับ Macan GTS รุ่นพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
Macan GTS รุ่นย่อยที่ 5 ของตระกูล Macan ไฟฟ้า โดดเด่นทั้งภายนอก และภายในด้วยดีไซจ์นที่เป็นเอกลักษณ์ และรายละเอียดตกแต่งโทนสีเข้ม โดยหลังจากการเปิดตัวในปี 2025 นับเป็นครั้งแรกที่ Macan GTS จะถูกนำมาจัดแสดงในประเทศไทยและพร้อมส่งมอบให้แก่ลูกค้า ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้หลงใหลใน Porsche ได้สัมผัสสมาชิกใหม่ล่าสุดของตระกูล Macan อย่างเต็มรูปแบบ
Macan GTS มอบพละกำลังสูงสุด 420 กิโลวัตต์ (571 แรงม้า) ในโหมดโอเวอร์บูสท์ พร้อมแรงบิดสูงสุด 955 นิวทันเมตร และอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 3.8 วินาที มาพร้อมระบบลอคเฟืองท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า และช่วงล่างถุงลมสปอร์ทแบบปรับระดับความสูง ช่วยเพิ่มความคล่องตัว และการทรงตัวอย่างเหนือระดับ พร้อมโหมดทแรค ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนของแบทเตอรี และยกระดับสมรรถนะการขับขี่สูงสุด
Macan GTS สามารถขับขี่สูงสุดตามมาตรฐาน WLTP ได้ไกลถึง 614 กม./การชาร์จเต็ม 1 ครั้ง และเมื่อชาร์จเร็วแบบ DC แบทเตอรีแรงดันสูงขนาด 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) สามารถชาร์จจาก 10-80 % ได้ภายในเวลา 21 นาที โดยมีความสามารถในการชาร์จสูงสุดถึง 270 กิโลวัตต์ (kW) โดดเด่นด้วยดีไซจ์นสไตล์ GTS ที่เน้นความสปอร์ทด้วยรายละเอียดตกแต่งโทนสีเข้ม พร้อมแพคเกจตกแต่งภายในแบบ GTS Interior Package ที่ตกแต่งด้วยด้ายเย็บสีเดียวกับตัวรถ โดย Macan GTS พร้อมจำหน่ายในประเทศไทยด้วยราคาเริ่มต้น 7,290,000 บาท
เปิดตัวผลงานภาพยนตร์ “Porsche. There is no Substitute.” ครั้งแรกในประเทศไทย
ผลงาน “Porsche. There is no Substitute.” เป็นผลงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวของ Porsche ที่สร้างขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกผ่าน 5 บุคคลที่สะท้อนจิตวิญญาณของ Porsche ในหลากหลายมิติ สะท้อนแนวคิด There is no Substitute ที่สอดคล้องกับแนวคิดหลักของปอร์เช่
“เติ้น-ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์” นักขับ Formula 2 ถ่ายทอดมิติด้าน Performance ผ่านความเชื่อมโยงระหว่างผู้ขับขี่ และรถ Porsche ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน “ตั้ม-ชนิพล กุศลชาติธรรม” ผู้กำกับภาพยนตร์และเจ้าของร้านสูท Bespoke สะท้อนมิติด้าน Design ผ่านความสมดุล ความแม่นยำ และความสุนทรีย์ พร้อมทำหน้าที่ผู้กำกับผลงานที่ถ่ายทอดมุมมอง และความหลงใหลใน Porsche ผ่านภาพยนต์เรื่องนี้ “เต้น-สีหบุตร ชุมสาย ณ อยุธยา” ผู้ก่อตั้ง Das Treffen และผู้กำกับภาพยนตร์ ถ่ายทอดมิติด้าน Heritage ผ่านวัฒนธรรม และคอมมูนิทีที่หล่อหลอมแบรนด์ Porsche “ลูกนัท-ปณิชา ดอกจันทน์” ผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร สะท้อนมิติ Driving Fun ผ่านอิสรภาพ และความสุขในการขับขี่ และ “โก้-ชานนท์ เรืองกฤตยา” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารโครงการ Porsche Design Tower Bangkok และบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ถ่ายทอดมิติด้าน Exclusivity ผ่านวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และความเอกซ์คลูซีฟที่แตกต่าง โดยเรื่องราวของทั้ง 5 บุคคลนี้ได้ร่วมกันสะท้อนแก่นแท้ของ Porsche ผ่านเส้นทางที่แตกต่าง แต่หลอมรวมด้วยแนวคิดเดียวกันว่าสำหรับ Porsche ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้
ถ่ายทอดสมรรถนะของ Porsche ในทุกขุมพลัง
Porsche ประเทศไทย พร้อมจัดแสดงยนตรกรรมให้ท่านได้ร่วมสัมผัสสมรรถนะของ Porsche ในหลากหลายขุมพลัง นำเสนอยนตรกรรมอย่างครบถ้วน ครอบคลุมทั้งรถสปอร์ทระดับตำนาน นวัตกรรมไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และเทคโนโลยีพลัก-อิน ไฮบริดขั้นสูง พร้อมร่วมเฉลิมฉลอง 75 ปีแห่ง Porsche มอเตอร์สปอร์ทด้วยยนตรกรรมระดับตำนานทั้ง Porsche 911 และ 718 ที่สะท้อนมรดกแห่งสนามแข่ง และเอกลักษณ์การขับขี่ของ Porsche พร้อมกลุ่มรถพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบนำโดยเอสยูวีอย่าง Macan GTS และรถสปอร์ทพลังงานไฟฟ้าอย่าง Taycan และ Taycan Cross Turismo
ในกลุ่มยนตรกรรมพลัก-อิน ไฮบริด Panamera 4 E-Hybrid และ Cayenne S E-Hybrid Coupe รุ่นประกอบในภูมิภาค สะท้อนแนวทางของ Porsche ในการผสานเทคโนโลยีไฟฟ้าเข้ากับสมรรถนะการขับขี่แบบไดนามิค โดย Cayenne S E-Hybrid Coupe รุ่นปรับโฉมปี 2026 ซึ่งได้รับความนิยมจากลูกค้าในประเทศไทย ยกระดับความโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยล้อ RS Spyder Design ขนาด 21 นิ้ว ไฟหน้า HD Matrix LED พวงมาลัย GT Sports และแพคเกจ Sport Chrono ตอกย้ำตำแหน่งของคาเยนน์ในฐานะเอสยูวีที่ผสานสมรรถนะ การออกแบบ และการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว
ข้อเสนอพิเศษสำหรับบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
ในโอกาสพิเศษนี้ Porsche ประเทศไทย มอบสิทธิพิเศษหลากหลายรายการ โดยลูกค้าที่จองและรับรถระหว่างวันที่ 16 มีนาคม-30 เมษายน 2569 จะได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยผ่อนชำระพิเศษเริ่มต้นที่ 0.99 % ประกันภัยชั้น 1 นานสูงสุด 2 ปี ขยายการรับประกันคุณภาพรถ และสิทธิประโยชน์อื่นๆ*
เพื่อยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถสปอร์ทพลังงานไฟฟ้า Porsche ประเทศไทย ร่วมกับพาร์ทเนอร์นำเสนอสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม* โดยลูกค้าที่ซื้อ และรับมอบรถยนต์ระหว่างวันที่ 16 มีนาคม-31 ธันวาคม 2569 จะได้รับเครดิทชาร์จไฟมูลค่า 10,000 บาท สำหรับใช้ที่สถานีชาร์จ Shell Recharge เป็นระยะเวลา 3 ปี*
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด









































