ธุรกิจ
ข่าวเด่นรอบสัปดาห์/18 July 2026
ข่าวเด่นสัปดาห์นร้ พบกับความสำเร็จของค่าย BYD ที่มียอดสะสมในไทย 130,000 คัน พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์ คนแรกในไทย และข่าวสารยานยนต์ด้านต่างๆ อีกเช่นเคยHighlight
BYD เปิดตัวพรีเซนเตอร์คนแรกของไทย
บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจําหน่าย และให้บริการหลังการขาย รถยนต์พลังงานใหม่ BYD ประกาศความสำเร็จของ BYD ประเทศไทย เปิดตัว หลิงหลิง พรีเซนเตอร์คนแรกของไทยกับรุ่น BYD Sealion 5 DM-I Standard รุ่นย่อยใหม่ พร้อมราคาที่ 699,900 บาท
เค่อ ยูบิน ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า BYD ประสบความสำเร็จอย่างมากในประเทศไทย โดยโรงงานผลิตรถยนต์ BYD ประเทศไทย ดำเนินงานครบ 2 ปี ตอกย้ำการเป็นผู้นำในวงการยานยนต์พลังงานใหม่ของไทย
ปัจจุบัน BYD มีโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการ 175 แห่ง ที่ส่งมอบรถยนต์พลังงานใหม่สะสมครบ 130,000 คัน
ประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Rever กล่าวว่า BYD มุ่งสร้างผลิตภัณฑ์พลังงานใหม่ในประเทศไทยมาเป็นเวลา 4 ปี และปีนี้ BYD มีแผนที่จะขยายโชว์รูม และศูนย์บริการเพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย
สำหรับ BYD Sealion 5 DM-I Standard รุ่นย่อยใหม่ จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เติมน้ำมันได้ ด้วยราคา 699,900 บาท พร้อมเปิดตัว หลิงหลิง พรีเซนเตอร์ของ BYD ประเทศไทย ที่จะมาสื่อถึงคนรุ่นใหม่ไปกับ BYD Sealion 5 DM-I Standard
...........................................................................................................
Nex รุกตลาดอุลทราลักชัวรี เผยโฉม BAW M8 Flagship ราคา 1,299,000 บาท
บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ Nex ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในฐานะ Exclusive Distributor ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า “BAW M8 Flagship Model” แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย พลิกโฉมตลาดอุลทราลักชัวรีไฟฟ้ากลุ่ม MPV 7 ที่นั่ง ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผสานประวัติศาสตร์ความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์ระดับโลกเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการหลังการขายที่แข็งแกร่งของ Nex ราคา 1,299,000 บาท
กิตติกรณ์ พินิจวงศ์วิทยา และธนพัชร์ สุขสุธรรมวงศ์ ประธานกรรการบริหารร่วม บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า Beijing Automobile Works (BAW) เป็นผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำจากประเทศจีน มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2494 (1951) และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศจีน สั่งสมประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญรอบด้าน ทั้งในกลุ่มรถออฟโรด รถเชิงพาณิชย์ และเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่
BAW M8 Flagship ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในครอบครัว และการใช้งานเชิงธุรกิจ Fleet อาทิ รถรับส่งผู้บริหาร รถรับส่งผู้เข้าพักของโรงแรม และรถรับส่งสนามบิน โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ลูกค้าผ่านประสิทธิภาพการใช้งานที่ยอดเยี่ยม ด้วยตัวถังขนาดใหญ่ที่กว้างขวาง มอบพื้นที่เหนือศีรษะ และพื้นที่วางขาอย่างเต็มที่ ผู้โดยสารทุกตำแหน่งนั่งสบายตลอดการเดินทาง ตั้งแต่เบาะแถว 2-3 พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่ยังคงใช้งานได้อย่าง มีประสิทธิภาพแม้ใช้งานเบาะครบทั้ง 3 แถว
BAW M8 Flagship Model นิยามใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้า MPV ระดับพรีเมียม
BAW M8 Flagship ผสมผสานความหรูหรา พื้นที่ใช้สอย และสมรรถนะการขับเคลื่อนไว้อย่างลงตัว ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 228 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 310 นิวทันเมตร จับคู่กับแบทเตอรี LFP ความจุ 81 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับระยะทางวิ่งสูงสุด 408 กม./การชาร์จ 1 ครั้ง (มาตรฐาน NEDC) ฟังค์ชันอำนวยความสะดวกครบครัน ด้วยประตูสไลด์ไฟฟ้า ไฟท้ายแบบ LED เต็มระบบ และระบบความปลอดภัยพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ มุ่งเจาะกลุ่มองค์กร ผู้ประกอบการธุรกิจรถเช่า ผู้ให้บริการรถรับส่งผ่านแอพพลิเคชัน และผู้ให้บริการรถลีมูซีน และลูกค้าครอบครัว ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความคุ้มค่า ความสะดวกสบาย เทคโนโลยีทันสมัย และต้นทุนการใช้งานที่ประหยัด เปรียบเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป
จุดขายหลัก BAW M8 รถยนต์ไฟฟ้า Flagship MPV 7 ที่นั่งระดับพรีเมียม
1. พื้นที่ห้องโดยสารระดับ Flagship 7 ที่นั่ง : มอบความกว้างขวางสูงสุดด้วยมิติตัวถังความยาวกว่า 5.3 ม. และระยะฐานล้อที่กว้างถึง 3,200 มม. พร้อมดีไซจ์นภายในทูโทนสีดำ-ส้มสุดหรูหรา
2. เดินทางไกลอย่างไร้กังวล : ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100 % ให้ระยะทางการวิ่งสูงสุดถึง 408 กม./การชาร์จ 1 ครั้ง (มาตรฐาน NEDC)
3. แบทเตอรี LFP คุณภาพสูง ความจุ 81 กิโลวัตต์ชั่วโมง : มั่นใจในความปลอดภัย และอายุการใช้งานที่ยาวนาน รองรับการชาร์จเร็ว DC Fast Charging สูงสุด 80 กิโลวัตต์ (หัวชาร์จมาตรฐานยุโรป CCS2)
4. เทคโนโลยี V2L (Vehicle to Load): เปลี่ยนรถให้เป็นแหล่งจ่ายไฟเคลื่อนที่ จ่ายกระแสไฟสู่อุปกรณ์ภายนอกได้สูงสุด 3.3 กิโลวัตต์ ตอบโจทย์กิจกรรมภายนอก และการแคมพิง
5. อัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัย และสิ่งอำนวยความสะดวกระดับทอพ : ทั้งระบบเตือนออกนอกเลน (LDW), กล้องมองรอบคัน 360 องศา, ประตูสไลด์ไฟฟ้า และระบบความบันเทิงหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว ควบคุมด้วยระบบปฏิบัติการ Nex OS
สำหรับการจัดจำหน่ายรถยนต์ และบริการหลังการขาย จะดำเนินการโดย Nex Point (Exclusive Distributor) ซึ่งมีแผนที่จะขยายโชว์รูม และศูนย์บริการ 9 แห่งในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ เช่น บางนา สมุทรปราการ ศรีนครินทร์ ฉะเชิงเทรา ระยอง ชลบุรี เลียบด่วน-รามอินทรา เชียงใหม่ ภูเก็ต เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าว่าจะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งาน ด้วยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ อะไหล่มาตรฐาน และบริการหลังการขายที่ครอบคลุม พร้อม พร้อมเครือข่ายสถานีชาร์จ Nex EV Charger และ E@ Anywhere ที่ครอบคลุมรองรับลูกค้าตลอดการเดินทาง
ตลาดของรถยนต์ MPV จะมีตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 20,000 คัน โดย MPV 7 ที่นั่ง จะมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ประมาณ 50-60 % โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าจะมียอดขาย 1,000 คัน ภายในปีนี้ หรือมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 10 %
พิเศษ 500 คันกับราคาพิเศษ 1,299,000 ฟรี เครื่องชาร์จ EA Anywhere AC 7.3 กิโลวัตต์ Wall Charge (ไม่รวมค่าติดตั้ง) ประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี และ Warranty มอเตอร์ 5 ปี หรือ 200,000 กม. แบทเตอรี 8 ปี 150,000 กม.
ภายใต้การดูแลของ Nex ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมทัพพอร์ทโฟลิโอรถยนต์นั่งไฟฟ้าให้ครอบคลุม และครบถ้วนยิ่งขึ้น แต่ยังเป็นการรับประกันมาตรฐานการบริการระดับมืออาชีพ โดยลูกค้าจะได้รับการดูแลครอบคลุมทั้งด้านการขาย และบริการหลังการขายโดยตรงจาก Nex ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีประสบการณ์สูง และความเชี่ยวชาญเป็นเลิศในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในไทย อาทิ รถโดยสารไฟฟ้าทุกขนาด รถบรรทุกไฟฟ้าหลากหลายประเภท และรถหัวลากไฟฟ้า ซึ่งสะท้อนถึงความครอบคลุมของผลิตภัณฑ์ในทุกเซกเมนท์การขนส่ง และเป็นบทพิสูจน์ถึงความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั่วประเทศ
.................................................................................................................
ยลโฉมมรดกนวัตกรรมยานยนต์ “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48”
เริ่มแล้ว “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48” ยลโฉม มรดกนวัตกรรมยานยนต์ ณ ฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์
ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48 จัดภายใต้แนวคิด “มรดกนวัตกรรม-Legacy of Innovation” โดยปีนี้มีผู้ส่งรถโบราณ รถคลาสสิคเข้าประกวด และจัดแสดงให้ชมกว่า 100 คัน ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์
การประกวดแบ่งออกเป็น 7 รุ่น ได้แก่ รถรุ่นบรรพบุรุษ รถรุ่นผ่านศึก รถโบราณ รถรุ่นก่อนสงคราม รถรุ่นหลังสงคราม รถคลาสสิค และรถคลาสสิคร่วมสมัย อีกทั้งยังมีการประกวด รถจำลอง รถดัดแปลง รถประดิษฐ์พิเศษ รถแจกวาร์ รถมีนี รถโฟล์คสวาเกน รถอเมริกัน รถเฟียต และรถญี่ปุ่นดั้งเดิม
รถเด่น ได้แก่ Austin 7 Saloon ปี 1933 รถทรงกล่องคันงาม ซึ่งเป็นแบบในโปสเตอร์งานปีนี้/Rolls-Royce 20hp Saloon ปี 1929 รถโบราณอายุเฉียด 100 ปี/MG TB ปี 1939 รถสปอร์ทเปิดประทุน ยุคก่อนสงคราม/Nissan Skyline C110 Kenmeri ปี 1973 รถในฝันของนักสะสมรถญี่ปุ่น/Toyota Corolla Trueno ปี 1973 รถสปอร์ทคลาสสิคระดับตำนาน
กัลยา กมลรัตน์ ผู้อำนวยการด้านการตลาด ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค กล่าวว่า ภายในงานยังมีกิจกรรมสุดพิเศษให้ร่วมสนุกตลอดงาน ไม่ว่าจะเป็นการออกตามล่ารถไฮไลท์ผ่านกิจกรรม Lucky Rally Scan สะสมภารกิจเพื่อลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษ หมุนวงล้อแห่งความโชคดีลุ้นรับโมเดลรถโบราณสุดน่ารัก รวมถึงเก็บภาพความประทับใจที่ Photo Booth ในบรรยากาศวินเทจสุดคลาสสิค ซึ่งจะช่วยให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าถึง และเรียนรู้เรื่องราวของรถยนต์ระดับตำนานในรูปแบบที่สนุก และน่าประทับใจยิ่งขึ้น
ภายในงาน ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ได้แก่ เสวนาเกี่ยวกับรถโบราณ หัวข้อ “ไทยเปิดนำเข้ารถโบราณปีแรก ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ?” มีนีคอนเสิร์ทจากสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำหน่ายสินค้าวินเทจ เช่น รถโบราณจำลอง หนังสือ นิตยสาร ฯลฯ
เชิญชม “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48” ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ วันนี้-19 กรกฎาคม 2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ vintagecarclub.or.th และ facebook.com/VintageCarClub
.................................................................................................................
Royal Enfield เปิดตัว 3 รุ่นใหม่
Royal Enfield ผู้นำระดับโลกในกลุ่มรถจักรยานยนต์ขนาดกลาง (250-750cc) ขยายตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดกลางในประเทศไทย เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ 3 รุ่น ได้แก่ Bullet 650, Guerrilla 450 Apex และ Goan Classic 350 สีใหม่ Purple Haze
รถทั้ง 3 รุ่นได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้ขับขี่ที่มีสไตล์ และความหลงใหลแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ชื่นชอบรถคลาสสิคเหนือกาลเวลา ผู้หลงใหลในโรดสเตอร์สมรรถนะสูงสำหรับการใช้งานในเมือง หรือผู้ที่รักวัฒนธรรมคัสตอม และการแสดงออกถึงตัวตน ผ่านการเปิดตัวครั้งนี้ Royal Enfield ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย พร้อมสร้างสีสัน และขยายทางเลือกให้แก่ตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดกลางของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
Bullet
คือ หนึ่งในชื่อที่ทรงคุณค่าที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Royal Enfield และเป็นรถจักรยานยนต์ที่ครองใจผู้ขับขี่ทั่วโลกมายาวนานกว่า 9 ทศวรรษ วันนี้ตำนานบทนั้นได้รับการต่อยอดสู่ยุคใหม่ ผ่าน Bullet 650 ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของ Bullet ไว้อย่างครบถ้วน พร้อมยกระดับสมรรถนะด้วยเครื่องยนต์สูบคู่ขนาด 650 ซีซี ซึ่งได้รับการยอมรับจากผู้ขับขี่ทั่วโลก
เครื่องยนต์ Parallel Twin 650 ซีซี มอบอัตราเร่งที่ต่อเนื่อง นุ่มนวล และทรงพลัง ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน และการเดินทางระยะไกล ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ 6 จังหวะ และพร้อม Slipper Clutch ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างแม่นยำ และนุ่มนวล
รูปลักษณ์ภายนอกได้รับการออกแบบให้สะท้อนภาพลักษณ์ของรถจักรยานยนต์คลาสสิคขนาดใหญ่ได้อย่างสง่างาม โดยทุกเส้นสายของตัวรถได้รับการออกแบบให้สอดรับกับขุมพลังแบบสูบคู่ พร้อมถ่ายทอดบุคลิกอันหนักแน่น และเหนือกาลเวลาของ Bullet ได้อย่างชัดเจน
Bullet 650 ยังคงยึดมั่นในองค์ประกอบการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่น ไม่ว่าจะเป็นเส้นสาย Pinstripe ที่วาดด้วยมืออันประณีต ชุดไฟหน้าทรง Casquette แบบดั้งเดิม ท่านั่งขับขี่ที่สง่างาม เบาะนั่งตอนยาวแบบ Bench Seat ที่นุ่มสบาย และตราสัญลักษณ์แบบ 3 มิติบนถังน้ำมันทรงหยดน้ำ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซจ์นคลาสสิคของ Royal Enfield
โครงสร้างตัวรถใช้เฟรมเหล็กแบบ Tubular Spine พร้อมล้อหน้าขนาด 19 นิ้ว และล้อหลังขนาด 18 นิ้ว ติดตั้งระบบกันสะเทือนหน้า Showa ที่ช่วยซับแรงสั่นสะเทือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มอบความมั่นใจในทุกเส้นทาง
ด้านหน้ามาพร้อมไฟหน้า LED ที่ติดตั้งบนชุด Casquette พร้อมไฟ Tiger Eye Pilot Lamps อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่ง Royal Enfield นำมาใช้ครั้งแรกตั้งแต่ปี 1954 สะท้อนการผสานกลิ่นอายคลาสสิคเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว
แม้จะยังคงเสน่ห์แบบดั้งเดิมไว้ครบถ้วน แต่ Bullet 650 ก็ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบัน ผ่านชุดมาตรวัดที่ผสานหน้าปัดแอนาลอกเข้ากับจอ LCD ดิจิทอล ซึ่งแสดงข้อมูลการเดินทาง ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง ตำแหน่งเกียร์ และกำหนดการเข้ารับบริการอย่างครบถ้วน
สำหรับประเทศไทย Royal Enfield Bullet 650 สี Canon Black วางจำหน่ายในราคา 239,900 บาท และพร้อมเปิดให้ผู้สนใจสัมผัสตัวจริง ณ ผู้แทนจำหน่าย Royal Enfield ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
Royal Enfield ยกระดับ Guerrilla 450 รุ่นปี 2026 ไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัว Guerrilla 450 Apex รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อผู้ขับขี่ที่หลงใหลสมรรถนะบนถนนอย่างแท้จริง
หัวใจสำคัญของ Guerrilla 450 Apex คือ เครื่องยนต์ Sherpa แบบสูบเดี่ยว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 452 ซีซี ซึ่งทำงานร่วมกับเฟรมเหล็กแบบ Twin-Spar ที่ได้รับการออกแบบให้มีความสมดุลสูง มอบกำลังสูงสุด 40 แรงม้า (PS) และแรงบิด 40 นิวทันเมตร ให้การตอบสนองที่ฉับไว สนุก และเร้าใจในทุกจังหวะของการขับขี่
สำหรับรุ่น Apex ได้รับการปรับบุคลิกให้เน้นการขับขี่บนถนนมากยิ่งขึ้น ผ่านการออกแบบตำแหน่งแฮนด์อลูมิเนียมใหม่ที่ถูกลดระดับ และขยับตำแหน่งไปด้านหน้า เพื่อสร้างท่านั่งแบบโน้มตัว (Forward-Leaning Riding Position) ช่วยเพิ่มการรับรู้การทำงานของล้อหน้า และเสริมความคล่องตัวในการเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ
อีกหนึ่งการพัฒนาที่โดดเด่น คือ การติดตั้งยางขนาด 17 นิ้ว รุ่นใหม่ ซึ่งได้รับการออกแบบสำหรับการใช้งานบนถนนในเมืองโดยเฉพาะ พร้อมมอบการยึดเกาะที่ยอดเยี่ยมทั้งบนพื้นถนนแห้ง พื้นผิวเปียก และสภาพการจราจรในเมือง
ด้านเทคโนโลยี Guerrilla 450 Apex ยังมาพร้อมระบบ Mode Retention ที่ช่วยจดจำโหมดการขับขี่ล่าสุด ไม่ว่าจะเป็น Street Mode หรือ Sport Mode แม้หลังดับเครื่องยนต์ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถกลับมาใช้งานในรูปแบบเดิมได้ทันที โดยระบบดังกล่าวได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน Guerrilla 450 รุ่นปี 2026 ทุกรุ่น
นอกจากนี้ รถยังติดตั้งหน้าจอ Tripper Dash แบบ TFT ทรงกลมขนาด 4 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน พร้อมระบบนำทางผ่าน Google Maps เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง
ในด้านการออกแบบ Guerrilla 450 Apex โดดเด่นด้วยรายละเอียดที่สะท้อนบุคลิกสปอร์ทอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นครอบเบาะท้ายทรงสปอร์ท (Rear Seat Cowl) หน้ากากไฟหน้าสีเดียวกับตัวรถ และชุดกราฟิคใหม่ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้เฉียบคมยิ่งขึ้น
Royal Enfield Guerrilla 450 Apex สี Black พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยในราคา 159,990 บาท และพร้อมส่งมอบผ่านผู้แทนจำหน่าย Royal Enfield ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งอิสระผ่านเฉดสีใหม่ เพิ่มเสน่ห์สาย Bobber
สำหรับประเทศไทย Royal Enfield เปิดตัว Goan Classic 350 สีใหม่ Purple Haze ที่สะท้อนบุคลิกอันโดดเด่นของวัฒนธรรมโบฮีเมียน ด้วยการจับคู่เฉดสีม่วงเข้มกับสีดำอย่างมีเอกลักษณ์
Goan Classic 350 ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมคัสตอมริมชายฝั่งเมืองโกอา ประเทศอินเดีย ในช่วงทศวรรษ 1970-1980 ซึ่งเป็นยุคที่วัฒนธรรมฮิพพี การใช้ชีวิตอย่างอิสระ และงานคัสตอมสไตล์โบฮีเมียนเฟื่องฟูอย่างเต็มที่ Royal Enfield ถ่ายทอดเรื่องราวดังกล่าวผ่านรถจักรยานยนต์สไตล์ Bobber ที่ลดทอนองค์ประกอบให้เหลือเพียงสิ่งจำเป็น พร้อมสะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่ได้อย่างชัดเจน
Goan Classic 350 มาพร้อมบังโคลนหน้า และหลังแบบตัดสั้น (Chopped Fenders) แฮนด์ Mid-Ape ยาง Whitewall สะดุดตา ล้อซี่ลวดอลูมิเนียมแบบ Tubeless ขนาด 19 นิ้วด้านหน้า และ 16 นิ้วด้านหลัง รวมถึงปลายท่อไอเสียแบบ Slashed-Cut ที่ช่วยสร้างเอกลักษณ์ในแบบฉบับรถ Bobber อย่างสมบูรณ์
หัวใจของรถ คือ เบาะนั่งเดี่ยวแบบ Floating Seat ที่วางตำแหน่งต่ำ ช่วยเสริมบุคลิกของตัวรถให้โดดเด่น พร้อมรองรับการติดตั้งเบาะผู้ซ้อนเพิ่มเติมได้อย่างง่ายดาย ทำให้สามารถสลับการใช้งานระหว่างรถ Bobber แบบเดี่ยว และการเดินทางพร้อมผู้ซ้อนได้อย่างสะดวก
Goan Classic 350 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สูบเดี่ยว ระบายความร้อนด้วยอากาศ และน้ำมัน ขนาด 349 ซีซี ส่งกำลังผ่านเกียร์ 5 จังหวะ ให้กำลังสูงสุด 20.2 แรงม้า ที่ 6,100 รตน. และแรงบิด 27 นิวทันเมตร ที่ 4,000 รตน. ถ่ายทอดบุคลิกการขับขี่ที่นุ่มนวล ผ่อนคลาย และเหมาะสำหรับการเดินทางในทุกโอกาส
โครงสร้างตัวรถใช้เฟรมเหล็กแบบ Twin Downtube Spine พร้อมชอคอับหน้า Telescopic ขนาด 41 มม. และชอคอับหลังคู่ เสริมความมั่นคงในการขับขี่ ขณะที่ระบบเบรคดิสค์หน้า 300 มม. ดิสค์หลัง 270 มม. พร้อมระบบเบรค ABS แบบ Dual Channel ช่วยเพิ่มความมั่นใจในทุกเส้นทาง
แม้จะโดดเด่นด้วยดีไซจ์นย้อนยุค แต่ Goan Classic 350 ยังมาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟ LED รอบคัน ชุดสวิทช์อลูมิเนียม ตำแหน่งแสดงเกียร์ ช่องชาร์จ USB Type-C และชุดนำทาง Tripper Navigation Pod
Royal Enfield Goan Classic 350 สี Purple Haze พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยในราคา 172,900 บาท และพร้อมให้ผู้สนใจเป็นเจ้าของผ่านผู้แทนจำหน่าย Royal Enfield ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
Manoj Gajarlawar หัวหน้าธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (Business Head, Asia Pacific) ของ Royal Enfield กล่าวว่า "ที่ Royal Enfield เราเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่าผู้ขับขี่ คือ หัวใจสำคัญของทุกสิ่ง เราจึงมุ่งมั่นสร้างสรรค์รถจักรยานยนต์ที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ และสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อตอบโจทย์ผู้ขับขี่ในทุกระดับประสบการณ์
Bullet 650 คือ การสืบสานตำนานอันทรงคุณค่าของ Royal Enfield ผ่านการหลอมรวมมรดกแห่งการออกแบบจากอังกฤษเข้ากับจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของอินเดียได้อย่างลงตัว ขณะที่ Guerrilla 450 Apex รุ่นปี 2026 ได้ต่อยอดแนวคิดของโรดสเตอร์สำหรับการใช้งานบนท้องถนน ด้วยท่านั่งที่สปอร์ทยิ่งขึ้น และสมรรถนะที่ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างเร้าใจ ส่วน Goan Classic 350 คือ การถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งอิสรภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และการแสดงออกถึงตัวตน ผ่านรถจักรยานยนต์ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์คัสตอมอันผ่อนคลายได้อย่างมีเสน่ห์ เรามั่นใจว่ารถจักรยานยนต์ทั้ง 3 รุ่นนี้จะสามารถตอบโจทย์ผู้ขับขี่ชาวไทยที่มีสไตล์ และความหลงใหลแตกต่างกัน พร้อมร่วมออกเดินทาง และสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ไปกับพวกเขาในทุกเส้นทาง
มั่นใจทุกการเดินทาง ด้วยมาตรฐานการดูแลจาก Royal Enfield
เพื่อมอบความมั่นใจสูงสุดให้แก่ผู้ขับขี่ชาวไทย Royal Enfield มอบการรับประกันคุณภาพรถจักรยานยนต์ทั้ง 3 รุ่นเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง พร้อมบริการ Roadside Assistance นาน 3 ปี เพื่อดูแล และให้ความช่วยเหลือในทุกการเดินทาง
เจ้าของรถยังสามารถเลือกตกแต่งรถเพิ่มเติมด้วยอุปกรณ์ตกแต่งแท้จาก Royal Enfield (Genuine Motorcycle Accessories) ซึ่งได้รับการพัฒนา และรับรองตามมาตรฐานจากโรงงาน เพื่อช่วยเติมเต็มทั้งสไตล์ ความสะดวกสบาย และฟังค์ชันการใช้งานให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ในแบบของตนเอง
.................................................................................................................
Yamaha YZF-R7 2026 DNA สนามแข่ง เพื่อการขับขี่
Yamaha Riders‘ Club ผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์บิกไบค์ Yamaha ในประเทศไทย ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เปิดตัว New Yamaha YZF-R7 2026 รถจักรยานยนต์ซูเพอร์สปอร์ทคลาสส์กลางรุ่นใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อต่อยอดความสำเร็จของตระกูล R-Series ด้วยแนวคิด “Supersport ที่เป็นมาตรฐานของความสนุก ความมั่นใจ และการพัฒนาทักษะการขับขี่” พร้อมถ่ายทอด DNA จากสนามแข่งสู่รถสปอร์ทที่ผู้ขับขี่สามารถสัมผัส และเข้าถึงได้ในชีวิตจริง
New Yamaha YZF-R7 คือ หนึ่งในโมเดลสำคัญของตระกูล R-Series ที่เชื่อมต่อระหว่าง YZF-R3 และ YZF-R9 โดยผสานสมรรถนะ การควบคุม และอารมณ์การขับขี่แบบรถ Supersport ไว้อย่างลงตัว รองรับทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน การเดินทางทางไกล รวมถึงการพัฒนาทักษะในสนามแข่งขัน
ดีไซจ์นใหม่ สะท้อนความงดงามของการควบคุม
New Yamaha YZF-R7 มาพร้อมคอนเซพท์การออกแบบ “The Beauty of Cornering Controllability” ถ่ายทอดความงดงามของการควบคุมผ่านรูปลักษณ์ที่เพรียวบาง กะทัดรัด และคล่องตัวที่สุดในคลาสส์ โดดเด่นด้วยสัดส่วนแบบ Slim & Compact ไฟหน้าเจเนอเรชันใหม่ ดีไซจ์นมีนีมอล และเส้นสายตัวถังที่สะท้อนความเร็วในสไตล์ Supersport
นอกจากนี้ ยังได้รับการออกแบบแฟริงใหม่ตามหลักอากาศพลศาสตร์ ช่วยลดแรงต้านอากาศ เพิ่มเสถียรภาพในย่านความเร็วสูง และสะท้อนภาพลักษณ์ Track-Ready ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งในตระกูล R-Series อย่างชัดเจน
ขุมพลัง CP2 689 ซีซี ตอบสนองทันใจในทุกจังหวะ
หัวใจสำคัญของ New Yamaha YZF-R7 คือ เครื่องยนต์ CP2 ขนาด 689 ซีซี แบบ 2 สูบเรียง Crossplane Crankshaft DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ขึ้นชื่อด้านการส่งกำลังอันเป็นเอกลักษณ์ ให้แรงบิดที่มาอย่างต่อเนื่อง ควบคุมง่าย และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ทั้งบนถนน และในสนาม
เสริมประสิทธิภาพด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า YCC-T (Yamaha Chip Controlled Throttle) ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตอบสนองของคันเร่ง พร้อมปรับปรุงระบบส่งกำลังให้เปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็ว และนุ่มนวลมากขึ้น รวมถึงการปรับแต่งเสียงไอดี (Induction Sound) เพื่อสร้างอารมณ์สปอร์ทในทุกครั้งที่เปิดคันเร่ง
เทคโนโลยีอีเลคทรอนิคส์ระดับ Track-Ready
New Yamaha YZF-R7 ยกระดับมาตรฐานของรถ Supersport คลาสส์กลาง ด้วยระบบอีเลคทรอนิคส์ที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสนามแข่ง โดยติดตั้ง IMU แบบ 6 แกน (6-Axis IMU) ที่สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวของตัวรถแบบเรียลไทม์ ทำงานร่วมกับระบบ Yamaha Ride Control (YRC) ที่ให้ผู้ขับขี่เลือกโหมดการขับขี่ได้ 5 รูปแบบ ได้แก่ Sport, Street, Rain, Custom และ Track
พร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Traction Control System (TCS), Slide Control System (SCS), Lift Control (LIF), Engine Brake Management (EBM), Brake Control (BC) และ Back Slip Regulator (BSR) เพื่อเพิ่มความมั่นใจในทุกสภาพการขับขี่
สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสสมรรถนะในสนามแข่ง ยังมาพร้อม Quick Shifter แบบ Up & Down, Launch Control และระบบ Rear ABS OFF ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการขับขี่ในสนามได้อย่างเต็มรูปแบบ
แชสซีส์ใหม่ ควบคุมแม่นยำ คล่องตัวมากขึ้น
New Yamaha YZF-R7 ได้รับการพัฒนาแชสซีส์ใหม่ ด้วยการปรับปรุงค่าความแข็งแรง (Rigidity) ในทุกมิติ โดยยังคงน้ำหนักตัวรถใกล้เคียงเดิม ส่งผลให้การควบคุมมีความแม่นยำ และคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
ติดตั้งล้อ Yamaha Spin Forged น้ำหนักเบา ช่วยลดมวลใต้สปริง (Unsprung Mass) เพิ่มประสิทธิภาพในการเปลี่ยนทิศทาง และการเข้าโค้ง ทำงานร่วมกับชอคอับหน้าแบบ Upside Down ขนาด 41 มม. ที่ปรับตั้งได้เต็มระบบ ระบบกันสะเทือนหลัง Monocross และยาง Bridgestone Battlax Hypersport S23 เพื่อมอบการยึดเกาะที่ยอดเยี่ยมทั้งบนถนน และในสนามแข่งขัน
ออกแบบเพื่อผู้ขับขี่อย่างแท้จริง
เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถ New Yamaha YZF-R7 ได้รับการออกแบบตำแหน่งแฮนด์ ถังน้ำมัน พักเท้า และเบาะนั่งใหม่ ช่วยเพิ่มอิสระในการเคลื่อนไหวขณะเข้าโค้ง ลดความเมื่อยล้าระหว่างการเดินทาง และเพิ่มความมั่นใจในการควบคุมรถ ด้วยความสูงเบาะเพียง 830 มม. และตัวรถที่มีรูปทรงเพรียวบาง ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงตัวรถได้ง่าย พร้อมรองรับการใช้งานในหลากหลายรูปแบบ
เชื่อมต่อทุกการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทอล
New Yamaha YZF-R7 มาพร้อมหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว รองรับรูปแบบการแสดงผล 4 รูปแบบ พร้อม Track Mode และสามารถตั้งค่าระบบ Yamaha Ride Control ได้โดยตรงผ่านหน้าจอ
รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน Y-Connect สำหรับแสดงข้อมูลการใช้งานรถแบบเรียลไทม์ การแจ้งเตือนสายเรียกเข้า ข้อความ และการตั้งค่าต่างๆ ได้อย่างสะดวก
ขณะที่ผู้ขับขี่สายสนามสามารถใช้งาน Y-Trac (Track Ride Analysis) สำหรับบันทึก Lap Timer, Virtual Pit Board, Telemetry, Riding Log และ Revs Dashboard เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการขับขี่ และต่อยอดการพัฒนาทักษะได้อย่างแม่นยำ
New Yamaha YZF-R7 พร้อมจำหน่ายในประเทศไทย
โดย New Yamaha YZF-R7 มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Icon Blue และ Midnight Black ในราคาแนะนำ 345,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 และรุ่นพิเศษ 70th Anniversary Edition สี Anniversary White เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 70 ปีของ Yamaha ในราคาแนะนำ 348,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1
.................................................................................................................
PTT Station “หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน” ครบทุกสถานี 100 %
PTT Station เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ค้าน้ำมันที่เข้าร่วมโครงการ “หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน” ครบทุกสถานี 100 % โดยปัจจุบัน มีสถานีบริการที่ผ่านการรับรองหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน ระดับสีเงิน จำนวน 2,073 สถานี และระดับสีทอง จำนวน 122 สถานี รวม 2,195 สถานี ซึ่งเป็นสถานีที่ได้รับการรับรองระดับสีเงิน และสีทองมากที่สุดในประเทศ สะท้อนถึงการรักษามาตรฐานคุณภาพอย่างต่อเนื่องในเครือข่ายสถานีบริการทั่วประเทศ นอกจากนี้ PTT Station ยังเดินหน้าพัฒนาสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสถานีบริการที่ได้รับการรับรอง ระดับสีทอง เป็น 500 สถานี ภายในปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการ และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้บริการในทุกพื้นที่
ทรงพล เทพนำโสมนัสส์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า การเข้าร่วม "โครงการหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน" สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงาน และความตั้งใจของ OR ที่ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานการให้บริการของ PTT Station การเข้าร่วมโครงการครบทุกสถานี 100 % พร้อมได้รับป้ายหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานระดับสีทอง และสีเงินจำนวนมากที่สุด ณ ขณะนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานทั้งด้านปริมาณ คุณภาพ และความโปร่งใสในการให้บริการ ถือเป็นกำลังใจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมมือกับกรมการค้าภายในในการตรวจประเมิน และยกระดับมาตรฐานสถานีบริการทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า PTT Station ให้บริการด้วยมาตรฐานที่ถูกต้อง โปร่งใส และเชื่อถือได้
OR พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานการให้บริการ ความถูกต้องของปริมาณ และคุณภาพน้ำมัน รวมถึงการอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานดำเนินการตรวจสอบมาตรฐานสถานีบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) เพื่อตรวจสอบ PTT Station ทั่วประเทศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับทั้งสินค้า และบริการที่ได้มาตรฐานสูงสุด และสมูธที่สุด







































