ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์
ข่าวเด่นสัปดาห์นี้ ยังอยู่ในช่วงของช่วงสงครามที่ส่งผลกระทบกับราคาน้ำมัน แต่อุตสาหกรรมยานยนต์ ก็ยังคงอยู่ในช่วงต้นปีที่เติบโต รวมถึงรัฐบาลเตรียมมาตรการเยียวยาเรื่องราคาน้ำมันHighlight
ส.อ.ท. ประกาศเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลิตรถยนต์ 117,952 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.43
สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
การผลิต
จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีทั้งสิ้น 117,952 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม 2569 ร้อยละ 0.37 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 3.43 เพิ่มขึ้นเพราะผลิตรถยนต์นั่งส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.83 และผลิตรถกระบะเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 55.98
จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 236,338 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 6.87
รถยนต์นั่ง เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ 34,951 คัน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 8.47 แบ่งเป็น
รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine มีจำนวน 15,396 คัน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 3.79
รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle มีจำนวน 3,846 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 71.54
รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 770 คัน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 65.42
รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 14,939 คัน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 15.67
ยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวน 76,486 คัน เท่ากับร้อยละ 32.36 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 3.50 แบ่งเป็น
รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine มีจำนวน 34,171 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 6.87
รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle มีจำนวน 5,533 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 41.62
รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 2,495 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 43.19
รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 34,287 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 1.96
รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตันขึ้นไป ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ไม่มีการผลิต รวมเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ไม่มีการผลิต
รถยนต์บรรทุก เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 83,001 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 9.42 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 159,852 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 8.56
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 81,545 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 8.80 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 157,013 คัน เท่ากับร้อยละ 66.44 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก
เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 7.87 แบ่งเป็น
รถกระบะบรรทุก 23,653 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 20.44
รถกระบะ Double Cab 102,833 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 19.06
รถกระบะ Double Cab BEV 889 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 100
รถกระบะ PPV 29,638 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 0.62
รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน-มากกว่า 10 ตัน เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ 1,456 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 60.53 รวมเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ 2,839 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 67.79
ผลิตเพื่อส่งออก
เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ 81,006 คัน เท่ากับร้อยละ 68.68 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 4.59 และเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 160,692 คัน เท่ากับร้อยละ 67.99 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 5.37
รถยนต์นั่ง เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลิตเพื่อการส่งออก 16,458 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 22.83 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 36,909 คัน เท่ากับร้อยละ 48.26 ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 34.94
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 64,548 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 0.77 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 123,783คัน เท่ากับร้อยละ 78.84 ของยอดการผลิตรถกระบะ ลดลงจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 1.09 โดยแบ่งเป็น
รถกระบะบรรทุก 12,468 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 38.66
รถกระบะ Double Cab 90,030 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 12.82
รถกระบะ PPV 21,285 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 14.92
ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ
เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ 36,946 คัน เท่ากับร้อยละ 31.32 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 0.97 และเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ 75,646 คัน เท่ากับร้อยละ 32.01 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 10.19
รถยนต์นั่ง เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 18,493 คัน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 25.40 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ผลิตได้ 39,577 คัน เท่ากับร้อยละ 51.74 ของยอดการผลิตรถยนต์นั่ง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ลดลงร้อยละ 14.98
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 16,997 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 55.98 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 33,230 คัน เท่ากับร้อยละ 21.16 ของยอดการผลิตรถกระบะ และเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 62.80 แบ่งเป็น
รถกระบะบรรทุก 11,185 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 18.93
รถกระบะ Double Cab 13,692 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 108.47
รถกระบะ PPV 8,353 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 88.22
รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตันขึ้นไป ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ไม่มีการผลิต รวมเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ไม่มีการผลิต
รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน-มากกว่า 10 ตัน เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ 1,456 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 60.53 รวมเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ผลิตได้ 2,839 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 67.79
รถจักรยานยนต์
เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 183,794 คัน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 15.16 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 143,640 คัน ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 15.34 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 40,154 คัน ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 14.50
ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 394,653 คัน ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 8.37 โดยแยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 310,034 คัน ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 10.27 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 84,619 คัน ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 0.65
ยอดขาย
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 48,242 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม 2569 ร้อยละ 34.75 และลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 2.17 ลดลงเพราะรถยนต์ไฟฟ้าขายลดลงร้อยละ 18.56 จากเดือนเดียวกันปี 2568 เพราะสิ้นสุดโครงการ EV 3.0 และรถกระบะกับรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายในขายลดลงจากความเข้มงวดของสถาบันการเงินเพราะเศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ กำลังซื้ออ่อนแอ การลงทุนจากต่างประเทศและของคนไทยยังรอความชัดเจนของรายชื่อรัฐมนตรี และนโยบายของรัฐบาลใหม่ เหตุการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอลกับอิหรานซึ่งยังไม่ทราบว่าจะนานแค่ไหน สร้างความกังวลในเรื่องการส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยซึ่งอาจกระทบต่อกำลังซื้อที่อ่อนแออยู่แล้วทรุดลงไปอีก ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตราวๆ 1.2 % ซึ่งอาจกระทบยอดขายรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ในประเทศด้วย
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 28,635 คัน เท่ากับร้อยละ 59.36 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 6.84
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 9,330 คัน เท่ากับร้อยละ 19.34 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 20.24
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) 6,168 คัน เท่ากับร้อยละ 12.79 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 18.56
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 352 คัน เท่ากับร้อยละ 0.73 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 55.33
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) 79 คัน เท่ากับร้อยละ 0.16 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 100
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) 12,706 คัน เท่ากับร้อยละ 26.34 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 18.98
รถกระบะ มีจำนวน 12,998 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 1.41 รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 94 เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 168.57 รถกระบะ REEV ไม่มีจำหน่าย รถกระบะ HEV มีจำนวน 5 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 100 รถ PPV มีจำนวน 4,277 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 43.76 รถบรรทุก 5-10 ตัน มีจำนวน 1,282 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 12.95 รถบรรทุก 5-10 ตันไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 12 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 100 และรถประเภทอื่นๆ มีจำนวน 939 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว 24.64
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 150,801 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม 2569 ร้อยละ 2.16 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 2.19
ตั้งแต่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 รถยนต์มียอดขาย 122,218 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 25.49 แยกเป็น
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 84,635 คันเท่ากับร้อยละ 69.25 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 38.11
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 19,840 คัน เท่ากับร้อยละ 16.23 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 16.08
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) 38,067 คัน เท่ากับร้อยละ 31.15 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 160.79
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 1,251 คัน เท่ากับร้อยละ 1.02 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 28.64
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) 142 คัน เท่ากับร้อยละ 0.12 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 100
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) 25,335 คัน เท่ากับร้อยละ 20.73 ของยอดขายรถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 18.99
รถกระบะ มีจำนวน 24,502 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 3.69 รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 173 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 343.69 รถกระบะ REEV ไม่มีจำหน่าย รถกระบะ HEV มีจำนวน 8 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 100 รถ PPV มีจำนวน 8,409 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 37.13 รถบรรทุก 5-10 ตัน มีจำนวน 2,466 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 16.59 รถบรรทุก 5-10 ตันไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 14 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 100 และรถประเภทอื่นๆ มีจำนวน 2,011 คัน ลดลงจากเดือนช่วงกันในปีที่แล้ว 15.61
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 304,925 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 0.33
การส่งออก
รถยนต์สำเร็จรูป
เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งออกได้ 81,195 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนที่แล้วร้อยละ 39.02 แต่ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 0.05 ลดลงเล็กน้อยแค่ 41 คัน ตลาดที่ลดลงมีเอเชีย ตลาดออสเตรเลีย และโอเชียเนีย ตลาดยุโรป ตลาดตะวันออกกลางยังคงเพิ่มขึ้นเพราะยังไม่มีการสู้รบกัน แต่รถยนต์ที่ส่งออกไปถึงช่องแคบฮอร์มูซ ไม่กล้าแล่นผ่าน ต้องไปจอดพักที่อินเดีย และสิงคโปร์ ตะวันออกกลางเป็นตลาดใหญ่อันดับ 3 ของการส่งออกรถยนต์ รถยนต์เป็นสินค้าที่มีมูลค่าส่งออก มากเป็นอันดับ 1 ในเกือบทุกประเทศในตะวันออกกลาง จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการสู้รบจะยุติลงเมื่อไร เพราะปี 2568 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยส่งรถยนต์ไปตะวันออกกลาง 200,001 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.61 จากปี 2567 เท่ากับร้อยละ 21.17 ของยอดส่งออกทั้งหมด 935,750 คัน มูลค่ามากกว่า 120,000 ล้านบาท โดยเป็นรถกระบะมากที่สุด 114,644 คัน รถยนต์นั่ง 61,958 คัน รถ PPV 23,359 คัน
นอกจากนี้ ยังส่งออกเพิ่มขึ้นในตลาดแอฟริกา ตลาดอเมริกาเหนือ ตลาดอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ประเภทรถยนต์ส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แบ่งเป็น ดังนี้
รถกระบะ 51,472 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 63.39 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 1.99
รถกระบะ BEV 52 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.06 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2568 ไม่มีการส่งออก
รถยนต์นั่ง ICE 10,738 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 13.22 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 2.67
รถยนต์นั่ง BEV 907 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 1.12 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2568 ไม่มีการส่งออกรถยนต์นั่ง BEV
รถยนต์นั่ง PHEV 41 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.05 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2568 ไม่มีการส่งออกรถยนต์นั่ง PHEV
รถยนต์นั่ง HEV 7,508 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 9.25 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 51.92
รถ PPV 10,477 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 12.90 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 17.78
มูลค่าการส่งออกรถยนต์ 53,363.33 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 6.17 และเครื่องยนต์ และชิ้นส่วนส่งออกลดลง ดังนี้
เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,986.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 10.80
ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 14,327.53 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 11.71
อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 1,949.78 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 12.22
รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 72,626.94 ล้านบาท ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 6.91
รถจักรยานยนต์
เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวนส่งออก 72,588 คัน (รวม CBU+CKD) ลดลงจากเดือนมกราคม 2569 ร้อยละ 8.21 และลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 6.04 โดยมีมูลค่า 5,086.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 9.47
ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 176.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 17.85
อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 265.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 12.44
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ 5,528.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 9.86
เดือนกุมภาพันธ์ 2569 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 78,155.34 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 5.90
รถยนต์สำเร็จรูป
เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 139,600 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 2.76 แบ่งเป็น
รถกระบะ 87,950 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 63 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 3.36
รถกระบะ BEV 111 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.08 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2568 ไม่มีการส่งออก
รถยนต์นั่ง ICE 17,508 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 12.54 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 27.61
รถยนต์นั่ง BEV 2,172 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 1.56 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2568 ไม่มีการส่งออก
รถยนต์นั่ง PHEV 41 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.03 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2568 ไม่มีการส่งออก
รถยนต์นั่ง HEV 14,219 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 10.19 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 91.66
รถ PPV 17,599 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 12.61 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 15.98
มูลค่าการส่งออกรถยนต์ 92,455.91 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 5.96 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 5,855.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 4.38
ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 28,797.66 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 7.78
อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 3,736.07 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 15.18
รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 130,844.97 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 6.25
รถจักรยานยนต์
เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 รถจักรยานยนต์ มีจำนวนส่งออก 151,666 คัน (รวม CBU+CKD) เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 1.01 มีมูลค่า 10,438.11 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 3.30
ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 348.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 6.45
อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 491.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 12.20
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 11,278.30 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 2.43
เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 142,123.27 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 5.95
ข้อมูลจดทะเบียนที่ใช้เชื้อเพลิงต่างๆ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 (เฉพาะ รย.1)
เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มียานยนต์ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ จำนวน 41,491 คัน แบ่งเป็น
ประเภทไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 4,767 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 11.49
ประเภทน้ำมันเบนซิน มีจำนวน 9,445 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 22.76
ประเภทน้ำมันดีเซล มีจำนวน 11,692 มีสัดส่วนร้อยละ 28.18
ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้า (HEV) มีจำนวน 14,566 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 35.11
ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มีจำนวน 1,021 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 2.46
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท BEV เดือนกุมภาพันธ์ 2569
เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 5,744 คัน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วร้อยละ 22.12 โดยแบ่งเป็น
รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 4,805 คัน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 6.90
รถยนต์นั่ง จำนวน 4,776 คัน
รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 27 คัน
รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 1 คัน
รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 1 คัน
รถกระบะ รถแวน มีทั้งสิ้น 25 คัน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 21.88
รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 868 คัน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 59.44
รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 868 คัน
รถยนต์สามล้อ มีทั้งสิ้น 5 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 150
รถยนต์รับจ้างสามล้อ จำนวน 3 คัน
รถโดยสาร มีทั้งสิ้น 16 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วร้อยละ 100
รถบรรทุก มีทั้งสิ้น 25 คัน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วร้อยละ 21.88
เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่สะสม มีจำนวน 51,412 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ปีที่แล้วร้อยละ 52.74 โดยแบ่งเป็น
รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 46,941 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 167.35
รถยนต์นั่ง จำนวน 45,219 คัน
รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 1,701 คัน
รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 11 คัน
รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 10 คัน
รถกระบะ รถแวน มีทั้งสิ้น 98 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 53.13
รถยนต์สามล้อ มีทั้งสิ้น 12 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 500
รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล จำนวน 12 คัน
รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 4,247 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 3.54
รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 4,247 คัน
รถโดยสาร มีทั้งสิ้น 19 คัน เพิ่มขึ้นเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 90
รถบรรทุก มีทั้งสิ้น 95 คัน เพิ่มขึ้นเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 93.88
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท HEV เดือนกุมภาพันธ์ 2569
เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 14,641 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วร้อยละ 21.50 โดยแบ่งเป็น
รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 14,572 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 21.46
รถยนต์นั่ง จำนวน 14,566 คัน
รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 1 คัน
รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 2 คัน
รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 3 คัน
รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 69 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 30.19
รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 69 คัน
เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 31,865 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ปีที่แล้วร้อยละ 24.50 โดยแบ่งเป็น
รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 31,749 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 24.68
รถยนต์นั่ง จำนวน 31,730 คัน
รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 3 คัน
รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 7 คัน
รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 9 คัน
รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 116 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ร้อยละ 11.45
รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 116 คัน
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท PHEV เดือนกุมภาพันธ์ 2569
เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 1,021 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วร้อยละ 0.10 โดยแบ่งเป็น
รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 1,021 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วร้อยละ 0.10
รถยนต์นั่ง จำนวน 1,021 คัน
เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่สะสม มีจำนวน 2,996 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ปีที่แล้วร้อยละ 43.08 โดยแบ่งเป็น
รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 2,996 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ปีที่แล้วร้อยละ 43.08
รถยนต์นั่ง จำนวน 2,996 คัน
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV มีจำนวนทั้งสิ้น 423,615 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 69.90 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 327,376 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 85.22
รถยนต์นั่ง มีจำนวน 317,327 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 83.12
รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน มีจำนวน 7,499 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 186.88
รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 252 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 183.15
รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 309 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 80.70
รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 6 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 100
รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 1,983 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 243.08
รถกระบะ และรถแวน มีจำนวน 1,637 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 75.46
รถยนต์สามล้อ มีจำนวนทั้งสิ้น 1,051 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 3.04
รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล มีจำนวน 141 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 23.68
รถยนต์รับจ้างสามล้อ มีจำนวน 910 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 0.44
รถจักรยานยนต์ มีจำนวนทั้งสิ้น 89,301 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 33.50
รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีจำนวน 89,163 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 33.53
รถจักรยานยนต์สาธารณะ มีจำนวน 138 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 17.95
อื่นๆ
รถโดยสาร มีจำนวนทั้งสิ้น 2,901 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 3.64
รถบรรทุก มีจำนวนทั้งสิ้น 1,349 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 42.60
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV มีจำนวนทั้งสิ้น 636,407 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 28.61 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 626,322 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 29.03
รถยนต์นั่ง มีจำนวน 624,491 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 28.97
รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารฯ มีจำนวน 514 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 2.59
รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 254 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 202.38
รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 360 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 54.51
รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 11 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 120
รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 692 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 98.85
รถกระบะ และรถแวน มีจำนวน 1 คัน เท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
รถจักรยานยนต์ มีจำนวนทั้งสิ้น 10,082 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 7.10
รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีจำนวน 10,082 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 7.10
อื่นๆ
รถโดยสารมีจำนวนทั้งสิ้น 2 คัน ซึ่งเท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV มีจำนวนทั้งสิ้น 84,294 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 29.18 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 84,294 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 29.18
รถยนต์นั่ง มีจำนวน 84,206 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 29.20
รถยนต์โดยสารรับจ้างไม่เกิน 7 คน จำนวน 1 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 100
รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 39 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 9.30
รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 28 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 33.33
รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 4 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 20
รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 18 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2568 ร้อยละ 166.67
..........................................................................................................................
Toyota ประกาศยอดขายเดือน กพ. เติบโต 11.44 %
ตลาดรถยนต์เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ชะลอตัว ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ มีจำนวนทั้งสิ้น 48,242 คัน ลดลง 2.17 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ (Passenger Car+SUV) มีปริมาณการขาย 28,635 คัน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ปีที่ผ่านมา 6.84 % ในขณะที่รถกระบะ มีปริมาณการขาย 12,998 คัน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว 1.41 % รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีปริมาณการขาย 94 คัน เพิ่มขึ้น 168.57 % จากเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว และรถ PPV มีปริมาณการขาย 4,277 คัน เพิ่มขึ้น 43.76 % จากเดือนเดียวกันในปีที่ผ่านมา
ศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถยนต์เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มียอดขาย 48,242 คัน ลดลง 2.17 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเป็นผลมาจากผู้บริโภคชะลอการซื้อ เพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ (Passenger Car+SUV) ยอดขาย 28,635 คัน ลดลง 6.84 % จากปีที่ผ่านมา
- รถกระบะ ยอดขาย 12,998 คัน ลดลง 1.41 % จากปีที่ผ่านมา
- รถกระบะไฟฟ้า (BEV) ยอดขาย 94 คัน เพิ่มขึ้น 168.57 % จากปีที่ผ่านมา
- รถ PPV ยอดขาย 4,277 คัน เพิ่มขึ้น 43.76 % จากปีที่ผ่านมา
สำหรับยอดขายรถยนต์สะสม 2 เดือนแรก มียอดขาย 122,218 คัน เพิ่มขึ้น 25.49 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน
- รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ (Passenger Car+SUV) ยอดขาย 84,635 คัน เพิ่มขึ้น 38.11 % จากปีที่ผ่านมา
- รถกระบะ ยอดขาย 24,502 คัน ลดลง 3.69% จากปีที่ผ่านมา
- รถกระบะไฟฟ้า (BEV) ยอดขาย 173 คัน เพิ่มขึ้น 343.69 % จากปีที่ผ่านมา
- รถ PPV ยอดขาย 8,409 คัน เพิ่มขึ้น 37.13 % จากปีที่ผ่านมา
สำหรับ Toyoya มียอดขายสะสม 2 เดือนแรก 40,238 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดที่ 32.92 % เติบโต 11.44 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา นำโดย Eco Segment (Yaris และ Yaris Ativ) 12,715 คัน และ Pure Pick up (Hilux Travo, Revo และ Champ) 12,019 คัน
ทั้งนี้คาดการณ์ว่า แนวโน้มตลาดรถยนต์เดือนมีนาคม เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัว ตามภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบครอบคลุมทั้งกลุ่มรถยนต์ เนื่องจากความกังวลด้านต้นทุนพลังงาน
อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคมยังมีปัจจัยบวกจากงาน บางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ที่คาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์ในเดือนมีนาคม-เมษายน
หมายเหตุ : ข้อมูลที่ปรากฏในรายงานนี้อ้างอิงจากข้อมูลยอดขายที่ระบุในเวบไซท์ https://fti.or.th/News/details?id=1250 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (The Federation of Thai Industries-FTI) ประกาศ ณ วันที่ 24 มีนาคม 2569
..........................................................................................................................
Mazda 6e ซีดานไฟฟ้า พี่ใหญ่ไร้น้ำมัน
Mazda 6e (มาซดา 6 อี) คือ รถยนต์ซีดานไฟฟ้า 100 % (และรุ่นขยายระยะทาง) ที่มาสืบทอดตำนานของ Mazda6 รุ่นเดิม โดยเป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่าง Mazda และ Changan Automobile (ใช้พแลทฟอร์มเดียวกับ Deepal L07) เพื่อบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกอย่างเต็มตัว
ในประเทศจีนจะใช้ชื่อว่า EZ-6 (อีเซด-6) แต่สำหรับตลาดสากลรวมถึงยุโรป ออสเตรเลีย และประเทศไทย จะใช้ชื่อว่า "Mazda 6e"
ภายนอกเฉพาะตัว
6e ยังคงดีไซจ์นแบบ "Kodo Design" ที่เป็นเอกลักษณ์ แต่เพิ่มความล้ำสมัยด้วยประตูแบบไร้ขอบ (Frameless), มือจับประตูแบบเรียบไปกับตัวรถ และสปอยเลอร์หลังไฟฟ้า
- ขนาดตัวถัง ยาวxกว้างxสูง 4,921x1,890x1,485 มม.
รุ่น Premium
รุ่น Exclusive
ภายในหรู
- หน้าจอ : จอสัมผัสขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว ประมวลผลด้วยชิพ Qualcomm Snapdragon 8155
- เครื่องเสียง : ลำโพงระดับพรีเมียมจาก Sony 14 ตำแหน่ง
- ความสบาย : เบาะนั่งแบบ "Zero Gravity", หลังคากระจก Panoramic และระบบสั่งการด้วยเสียง/ท่าทาง
- พื้นที่เก็บของ : มีที่เก็บสัมภาระด้านหน้า (Frunk) ความจุ 70 ลิตร
Premium Black
Exclusive Nappa Suede
มอเตอร์เดียว
- ระบบขับเคลื่อน มอเตอร์เดี่ยว วางหลัง (RWD)
- พละกำลัง ประมาณ 190 กิโลวัตต์ (258 แรงม้า)
- แรงบิด 320 นิวทันเมตร
- ขนาดแบทเตอรี 56.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง, 68.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง หรือ 80 กิโลวัตต์ชั่วโมง
- ระยะทางวิ่ง (NEDC/WLTP) ประมาณ 480-600+ กม. (ขึ้นอยู่กับขนาดแบทเตอรี)
- การชาร์จ DC Fast Charge : 30-80 % ในเวลาประมาณ 15-22 นาที
ราคา
รุ่น Premium : 1,169,000 บาท
รุ่น Exclusive : 1,199,000 บาท
คู่แข่ง
ถูกวางตำแหน่งให้มาท้าชนกับ Tesla Model 3 และ BYD Seal โดยตรง
ตารางเปรียบเทียบ Mazda 6e VS Tesla Model 3 VS BYD Seal
Mazda 6e : "หรูหรา กว้างขวาง และสมดุล"
- จุดเด่น : เป็นรถที่ตัวถังยาวที่สุดในกลุ่ม (เกือบ 5 ม.) ให้ลุคที่ดูเป็นรถผู้บริหารมากกว่าสปอร์ทจ๋า ภายในใช้วัสดุพรีเมียมตามสไตล์ Mazda และมีฟีเจอร์ที่คู่แข่งไม่มี เช่น หน้าจอ Head-up Display แบบ AR และสปอยเลอร์หลังไฟฟ้าที่ปรับตามความเร็ว
- จุดด้อย : ยังไม่มีรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (AWD) ที่แรงเท่าคู่แข่ง และในรุ่น Long Range บางสำนักรีวิวในต่างประเทศพบว่าความเร็วในการชาร์จอาจจะดรอพลงเมื่อแบทเตอรีใกล้เต็ม
Tesla Model 3 : "เจ้าแห่งเทคโนโลยี และประสิทธิภาพ"
- จุดเด่น : ระบบ Supercharger ที่ครอบคลุม และเสถียรที่สุดในไทย ซอฟท์แวร์ลื่นไหลมาก และประสิทธิภาพการใช้พลังงานดีเยี่ยม (ประหยัดไฟที่สุด/กม.) อัตราเร่งตอบสนองไวที่สุดในรุ่นเริ่มต้น
- จุดด้อย : ไม่มีหน้าจอมาตรวัดฝั่งคนขับ (ต้องดูจอกลาง) และช่วงล่างจะเน้นความเฟิร์ม/แข็ง ซึ่งอาจไม่ถูกใจคนที่ชอบความนุ่มนวลแบบรถยุโรป หรือรถญี่ปุ่นดั้งเดิม
BYD Seal : "คุ้มค่า ออพชันเต็ม และช่วงล่างนุ่มนวล"
- จุดเด่น : ให้ฟีเจอร์มาครบที่สุดในราคาที่มักจะถูกกว่าเพื่อน ช่วงล่างมีความนุ่มนวล และซับแรงกระแทกได้ดีกว่า Tesla ภายในดูหวือหวาด้วยหน้าจอหมุนได้ และมีระบบ V2L (จ่ายไฟให้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายนอก)
- จุดด้อย : ระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) บางอย่างอาจจะยังไม่สมูธเท่า Tesla และภาพลักษณ์แบรนด์ที่เน้น Mass มากกว่าความพรีเมียมเฉพาะกลุ่มแบบ Mazda
สรุป
ถ้าคุณชอบ ความภูมิฐาน พื้นที่เบาะหลังกว้าง และดีไซจ์นที่ดูแพง แบบรถยุโรป Mazda 6e
ถ้าคุณเน้น เทคโนโลยี การชาร์จที่สะดวกที่สุด และขับสนุก Tesla Model 3
ถ้าคุณมองหา ความคุ้มค่า ออพชันแน่น และช่วงล่างที่นั่งสบาย BYD Seal
..........................................................................................................................
7 มาตรการ เยียวยา "ราคาน้ำมันแพง"
กระทรวงการคลัง เผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เห็นชอบหลักการตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยในส่วนนี้ถือเป็นมาตรการที่จำเป็นต้องได้รับการดำเนินการโดยเร็ว
7 มาตรการด่วน ! แก้วิกฤตราคาน้ำมันแพง
1. ลดอัตราภาษีสรรพสามิต
ครม. เห็นชอบให้กระทรวงการคลัง พิจารณาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต ว่าจะลดอย่างไร ระยะเวลาเท่าไร ตามความเหมาะสม
2. เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 400 บาท
การดูแลกลุ่มเปราะบาง ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดย ครม. เห็นชอบในการเติมเงิน เพื่อใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค จากเดือนละ 300 บาท/คน เป็น 400 บาท/คน ซึ่งในระหว่างที่เป็นรัฐบาลรักษาการอยู่ หากได้เป็นรัฐบาลแล้ว ก็จะมีการประเมินอีกครั้งว่าจะต่ออายุมาตรการนี้หรือไม่
3. ดูแลกลุ่มขนส่ง และวินมอเตอร์ไซค์
มาตรการช่วยกลุ่มขนส่ง ที่เป็นรถบรรทุก รถโดยสาร มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ซึ่งปลัดคมนาคมจะได้เข้ามาดูแล
4. มาตรการช่วยเหลือภาคเกษตรกร
เบื้องต้นสิ่งที่จะกระทบกับเกษตรกรเป็นอันดับแรก คือ ปุ๋ย ซึ่งก็จะมีโครงการธงเขียว สนับสนุนค่าปุ๋ย ควบคู่ไปกับบัตรดินดี เพื่อลดต้นทุนให้แก่ภาคเกษตรกร และสนับสนุนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยทางเลือก เพื่อลดการนำเข้า
5. ช่วยเหลือชาวประมง ปรับมาใช้น้ำมัน B20
มาตรการช่วยเหลือชาวประมง ด้วยการให้ปรับมาใช้น้ำมัน B20 ซึ่งจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าน้ำมันปกติ 5-6 บาท
6. ช่วยเหลือผู้รับเหมา-คู่สัญญารัฐ
มาตรการช่วยเหลือกลุ่มที่เป็นคู่สัญญาภาครัฐ กลุ่มอุตสาหกรรม หรือกลุ่มก่อสร้าง ที่อาจจะสะดุดในเรื่องไม่มีน้ำมันรันเครื่องจักร และอาจทำให้ส่งมอบงานล่าช้า ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบก็จะต้องลงไปดูว่าจะขยายเวลาตรวจรับงานที่เหมาะสม ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
7. มาตรการกลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะ SME
ธนาคารออมสิน จะเตรียม Soft Loan ไว้ที่วงเงิน 10,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย ที่ได้รับผลกระทบ และเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น
กำหนดรถยนต์ไฟฟ้า เป็นสินค้าควบคุมฉลาก
กำหนดรถยนต์ไฟฟ้า เป็นสินค้าควบคุมฉลาก
รัฐบาลได้กำหนดให้ "รถยนต์ไฟฟ้า" ทุกประเภทเป็นสินค้าควบคุมฉลาก ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก โดยมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2569 ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเปรียบเทียบสินค้าได้อย่างชัดเจน ก่อนตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะในช่วงที่รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผู้ประกอบธุรกิจต้องแสดงฉลากเป็นภาษาไทย หรือมีภาษาไทยกำกับ โดยระบุข้อมูลสำคัญให้ชัดเจน ได้แก่ ยี่ห้อ รุ่น ระบบขับเคลื่อน ราคา วัน/เดือน/ปีที่ผลิต วิธีใช้ ข้อแนะนำในการใช้งาน และข้อควรระวังด้านความปลอดภัย โดยต้องมีข้อความเตือนที่เห็นได้ชัด ลดความเสี่ยงจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะประเด็นสำคัญอย่างแบทเตอรี ระยะทางวิ่ง และความปลอดภัย
ข้อมูลเฉพาะของรถยนต์ไฟฟ้า ที่ต้องระบุ
- ประเภทรถยนต์ไฟฟ้า เช่น HEV, PHEV, BEV หรือ FCEV
- กำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า และสมรรถนะ
- ประเภท และความจุแบทเตอรี
- ระยะทางวิ่ง/การชาร์จเต็ม 1 ครั้ง
- เงื่อนไขการรับประกันแบทเตอรี (หากไม่มีต้องระบุชัดเจน)
- อัตราการใช้ไฟฟ้า และมาตรฐานความปลอดภัยระบบไฟฟ้า
- หากเป็นรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ต้องระบุประเทศผู้ผลิต และข้อมูลผู้นำเข้าอย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้
..........................................................................................................................
Chery Group พร้อมเปิดโรงงานอย่างเป็นทางการ
บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศอย่างเป็นทางการว่า พิธีเปิดโรงงานผลิตรถภายใต้ Chery Group โดย บริษัท Omoda & Jaecoo Manufacturing ประเทศไทย จำกัด จะจัดขึ้นในวันที่ 20 เมษายน 2569
โรงงานผลิตรถภายใต้ Chery Group โดย บริษัท Omoda & Jaecoo Manufacturing ประเทศไทย จำกัด มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และเป็นไปตามแผนด้านความพร้อมในการผลิต โดยโรงงานดังกล่าวได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์การผลิตแบบครบวงจร และเป็นศูนย์กลางด้านยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV Hub) ครอบคลุมทั้งกระบวนการผลิต และประกอบรถยนต์ รวมถึงการประกอบแบทเตอรี ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตภายในประเทศ และสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย
ในช่วง 5 ปีข้างหน้า บริษัทฯ มีแผนขยายศักยภาพภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมการผลิตแบบ CKD และการประกอบแบทเตอรี เพื่อยกระดับความมุ่งมั่นระยะยาวด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมและการผลิตในประเทศไทย
Omoda & Jaecoo ร่วมกับ Chery ขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจร่วมกับประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ และร่วมสร้างอนาคตแห่งการเดินทางที่ยั่งยืน



























