ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์/6 June 2026
ข่าวเด่นสัปดาห์นี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ 4 เดือน ที่ผ่านมา Toyota ยังคงครองอันดับ 1 ยอดขายในตลาด แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงต้องสร้างกลยุทธ์ต่อสู้กันต่อไป เพราะค่ายอื่นก็ต่างงัดกลยุทธ์ ออกมาใช้ในการแข่งขันกันอย่างมากมายHighlight
Toyota ประกาศยอดขาย 4 เดือนเติบโต 4.76 %
Toyota เผยทิศทางตลาดเดือนพฤษภาคม เริ่มส่งมอบ Land Cruiser FJ เป็นเดือนแรก คาดว่ากระแสตอบรับรถรุ่นนี้ยังเป็นแรงขับเคลื่อน ประกาศยอดขายรวม 4 เดือน 79,180 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 4.76 % โดยยอดขายตลาดรถยนต์รวมเดือนเมษายน มียอดขาย 48,394 คัน เพิ่มขึ้น 2.54 %
ศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า Toyota มียอดขายสะสม 4 เดือน แรกของปีนี้ อยู่ที่ 79,180 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดที่ 34.35 % เติบโต 4.76 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา นำโดย Pure Pick up (Hilux Travo, Revo และ Champ) 25,194 คัน และ Eco Segment (Yaris และ Yaris Ativ) 23,952 คัน
ส่วนตลาดรถยนต์โดยรวมเดือนเมษายน 2569 โดยยอดขายภายในประเทศ มีจำนวนทั้งสิ้น 48,394 คัน เพิ่มขึ้น 2.54 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์นั่ง และรถยนต์ SUV (Passenger Car+SUV) มีปริมาณการขาย 33,654 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา 9.07 % ในขณะที่รถกระบะ มีปริมาณการขาย 9,831 คัน ลดลงจากเดือนเมษายนปีที่แล้ว 10.11 % รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีปริมาณการขาย 109 คัน เพิ่มขึ้น 36.35 % จากเดือนเมษายนปีที่แล้ว และรถ PPV มีปริมาณการขาย 2,619 คัน ลดลง 16.57 % จากเดือนเดียวกันในปีที่ผ่านมา
*ข้อมูลที่ปรากฏในรายงานนี้อ้างอิงจากข้อมูลยอดขายที่ระบุในเวบไซท์ https://fti.or.th/News/details?id=1334
ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (The Federation of Thai Industries-FTI) ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2569
สำหรับยอดขายรถยนต์โดยรวม 4 เดือนแรก มียอดขาย 230,477 คัน เพิ่มขึ้น 15.02 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน โดยรถยนต์นั่ง และรถยนต์ SUV (Passenger Car+SUV) ยอดขาย 157,099 คัน เพิ่มขึ้น 23.91 % จากปีที่ผ่านมา รถกระบะ ยอดขาย 48,324 คัน ลดลง 5.84 % จากปีที่ผ่านมา รถกระบะไฟฟ้า (BEV) ยอดขาย 423 คัน เพิ่มขึ้น 144.51 % จากปีที่ผ่านมา รถ PPV ยอดขาย 14,746 คัน เพิ่มขึ้น 16.35 % จากปีที่ผ่านมา
ส่วนแนวโน้มตลาดรถยนต์เดือนพฤษภาคมมีแนวโน้มฟื้นตัว และเติบโตจากเดือนที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยบวกจากดัชนีทางฤดูกาล (Seasonal Index) ประกอบกับการทยอยส่งมอบรถยนต์จากยอดจองในช่วงงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
สำหรับ Toyota เดือนพฤษภาคมนี้ได้เริ่มส่งมอบ Land Cruiser FJ เป็นเดือนแรก ซึ่งถือเป็นยนตรกรรมรุ่นใหม่ที่สร้างปรากฏการณ์ และได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี โดยคาดว่าในเดือนพฤษภาคมยอดจองของ Land Cruiser FJ นับตั้งแต่การเปิดตัว จะสูงถึง 2,000 คัน นอกจากนี้ กระแสความนิยมในรถยนต์รุ่นนี้ ยังจะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ Toyota สามารถรักษาความเป็นผู้นำทางด้านส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไว้ได้
หมายเหตุ : ข้อมูลที่ปรากฏในรายงานนี้อ้างอิงจากข้อมูลยอดขายที่ระบุในเวบไซท์ https://fti.or.th/News/details?id=1334 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (The Federation of Thai Industries-FTI) ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 BEV) มีปริมาณการขาย 109 คัน เพิ่มขึ้น 36.35 % จากเดือนเมษายนปีที่แล้ว และรถ PPV มีปริมาณการขาย 2,619 คัน ลดลง 16.57 % จากเดือนเดียวกันในปีที่ผ่านมา
............................................................................................................................
MMS รีแบรนด์ เปลี่ยนเป็น MMS Fast Fit
MMS Bosch Car Service รีแบรนด์ขยายธุรกิจ ทุ่มเงิน 90 ล้านบาท เปลี่ยนชื่อเป็น MMS Fast Fit ปรับโฉมครั้งใหญ่ และขยายธุรกิจ Body and Paint 4 มุมเมือง ตั้งเป้าเติบโต 20 %
ดร.ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้กลุ่มธุรกิจ มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร สำหรับรถญี่ปุ่น และยุโรปที่หมดระยะการรับประกัน กล่าวว่า ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร MMS Bosch Car Service ที่ให้บริการครบคลุมอาทิ วิเคราะห์ช่วงล่าง วิเคราะห์ระบบไฟฟ้า วิเคราะห์ระบบการจัดการเครื่องยนต์ ตรวจเชคแบทเตอรี สายพานไทมิง ระบบแอร์ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้าย และไส้กรองต่างๆ บริการซ่อมเบรค และคลัทช์ บริการเปลี่ยนยาง และล้อ ชุดช่วงล่าง ชอคอับหน้า-หลัง คอยล์สปริง เพลาขับ ลูกปืนหน้า-หลัง เป็นต้น
เตรียมรุกการบริการรถยนต์ ครบวงจร รีแบรนด์เป็น MMS Fast Fit พร้อมทุ่มงบประมาณ 90 ล้านบาท ปรับรูปแบบศูนย์บริการ MMS ทั้ง 20 สาขา เป็นรูปแบบใหม่ พร้อมขยายธุรกิจ Body and Paint สาขาแรกถนนราชพฤกษ์ ด้วยเงินลงทุน 30 ล้านบาท โดยคาดว่าการปรับปรุง MMS Fast Fit จะเสร็จเรียบร้อยในปีนี้
"เงินลงทุน 30 ล้านบาทในปีนี้จะเกี่ยวเนื่องกับการปรับโฉมของ MMS Fast Fit ทั้งหมด 20 สาขา รวมถึงการลงทุนเปิด MMS Body and Paint สาขาราชพฤกษ์ ศูนย์ซ่อมสี และตัวถังอย่างเป็นทางการแห่งแรก สำหรับรถยนต์ Xpeng ซึ่งเป็นกลยุทธ์เพื่อยกระดับมาตรฐานงานบริการหลังการขาย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย"
MMS Body and Paint สาขาราชพฤกษ์ นับเป็นศูนย์ซ่อมสี และตัวถังแห่งแรก ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก Xpeng ประเทศไทยพร้อมสรรพด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง และห้องพ่น-อบสีที่ได้มาตรฐาน เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบแล้ว และภายในปี 2570 จะลงทุนอีก 60 ล้านบาท ขยาย MMS Body and Paint อีก 3 สาขา เพื่อรองรับการบริการซ่อมสี และตัวถัง สำหรับรถยนต์ Xpeng
หลังจากนี้ การดำเนินธุรกิจของ มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซสฯ จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ MMS Fast Fit, MMS Body and Paint และผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงรักษาเครื่องยนต์จากเยอรมนี Tunap โดยคาดว่าปีนี้จะมีรายได้เติบโตเพิ่มขึ้น 20 % ซึ่งตั้งเป้า MMS Fast Fit ไว้ที่ 240 ล้านบาท MMS Body and Paint 20 ล้านบาท สำหรับในปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้ในส่วน MMS อยู่ที่ 240 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์บำรุงรักษาเครื่องยนต์ Tunap 10 ล้านบาท
วิวัฒน์ กิจเครือ ผู้อำนวยการ ฝ่ายบริการหลังการขาย Xpeng ประเทศไทย กล่าวว่า Xpeng มุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ภายใต้มาตรฐานคุณภาพระดับสูง เพื่อขับเคลื่อนมาตรฐานการดูแลลูกค้าอย่างครบวงจร และเป็นมืออาชีพในทุกมิติ รวมถึงการรองรับความต้องการของลูกค้า Xpeng ในประเทศไทย โดยที่ผ่านมา ลูกค้าให้การตอบรับ Xpeng อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เปิดตัวจนถึงปัจจุบันมียอดขายแล้ว 6,000 คัน
............................................................................................................................
NIA ปั้นไทยสู่ฮับมอเตอร์ไซค์ EV
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ปั้นไทยสู่ฮับมอเตอร์ไซค์ EV อาเซียน รับโอกาสตลาดโลกมูลค่า 126 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เดินเกมหนุนสร้างศักยภาพ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก เพื่อยกระดับประเทศจาก “ฐานประกอบ” สู่ “ฐานพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง” ผ่าน 2 มิติสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ คือ เทคโนโลยีแบทเตอรี และ ระบบจัดการพลังงาน ซึ่งเปรียบเหมือนเป็น “สมอง และหัวใจ” ของรถ EV ที่ปัจจุบันยังพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนที่สูงมาก พร้อมโชว์เคสนวัตกรรมแบรนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสัญชาติไทย “EM Motor” ที่โดดเด่นด้วยสมรรถนะวิ่งไกลสูงสุด 200 กม./การชาร์จ 1 ครั้ง ความคงทนของแบทเตอรี และมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากกว่าร้อยละ 55 ที่พร้อมรองรับกลุ่มลอจิสติคส์ และเดลิเวอรี สะท้อนศักยภาพไทยสู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA เปิดเผยว่า ปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าโลก จากช่วงการเติบโตแบบเร่งตัว และการแข่งขันด้านราคา เข้าสู่ยุคของการแข่งขันด้วยเทคโนโลยี ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าในการใช้งานจริงมากขึ้น ภายใต้แรงผลักดันจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศ รวมถึงเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ที่หลายประเทศให้ความสำคัญ หากมองแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกพบว่าจีนยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในตลาด อันดับ 2 อินเดีย และอันดับ 3 เวียดนาม และหากโฟคัสที่ตลาดจักรยานยนต์ไฟฟ้า ข้อมูลจาก Zion Market Research ระบุว่า ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโลกมีมูลค่า 26.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2025 และคาดว่าจะเติบโตแตะ 126.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2034 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม/ปี (CAGR) สูงถึงร้อยละ 18.89 โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของโลก และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 19.64/ปี ตอกย้ำให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และถือเป็นอานิสงส์สำคัญต่อด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ และมูลค่าเศรษฐกิจประเทศ
"สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้น คือ การขยับจาก“ฐานประกอบ” ไปสู่ “ฐานพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของไทยให้เป็น “New Growth Engine” และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก โดย NIA ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ตั้งแต่ระยะพัฒนาต้นแบบ ทดสอบตลาด เชื่อมโยงนักลงทุน ไปจนถึงการขยายผลเชิงพาณิชย์ ผ่านกลไกสำคัญของ NIA อย่าง “พแลทฟอร์มส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ” (Mandatory Innovation Business Platform) สาขาธุรกิจนวัตกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อสนับสนุนเงินทุนแบบให้เปล่าในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 75 สำหรับการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมใน 4 สาขาย่อย ได้แก่
1) ยานยนต์ไฟฟ้า และชิ้นส่วนสำคัญ มุ่งส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างตัวยานยนต์ไฟฟ้าหลากรูปแบบ เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ไปจนถึงเรือโดยสาร พร้อมเร่งยกระดับนวัตกรรมชิ้นส่วนหัวใจหลัก เช่น Battery Pack มอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ และระบบ BMS อัจฉริยะ
2) พแลทฟอร์มบริการใช้ยานยนต์ร่วมกัน สนับสนุนการสร้างโมเดลธุรกิจ และระบบโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ เช่น พแลทฟอร์มบริหารจัดการสถานีชาร์จ การยืมใช้ยานยนต์ระยะสั้น และบริการร่วมเดินทางเพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมือง
3) การเชื่อมต่อสื่อสารของยานยนต์ ขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทอล และ Internet of Things (IoT) เพื่อให้ยานพาหนะสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบเรียลไทม์กับโครงสร้างพื้นฐาน และรถคันอื่นได้อย่างแม่นยำ
4) ยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ เร่งพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เซนเซอร์ตรวจจับรอบคัน และระบบหุ่นยนต์ควบคุม เพื่อผลักดันให้เกิดยานพาหนะที่สามารถเคลื่อนที่ และตัดสินใจแทนมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย
“นอกจากนี้ NIA ยังทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับเครือข่ายนักลงทุน และบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกผ่านโครงการ EV Innovation Pitching & Matchmaking และ Global Startup Hub เพื่อเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพ และธุรกิจนวัตกรรมไทยได้จับคู่ธุรกิจกับ Venture Capital และกลุ่มทุนต่างชาติจากประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยี เช่น จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และยุโรป โดยมุ่งดึงดูดการร่วมลงทุน (Co-Investment) และขยายฐานการผลิต EV ในประเทศไทยมากขึ้น
ขณะเดียวกันยังสนับสนุนการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ประกอบการไทยผ่านการขึ้นทะเบียน “บัญชีนวัตกรรมไทย” ซึ่งช่วยเปิดโอกาสเข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (B2G) สามารถช่วยสร้างยอดขายลอทแรก (First Order) เพื่อเป็นผลงานอ้างอิงในการดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติกล้าตัดสินใจร่วมทุนได้ง่ายขึ้น ดังนั้น การขับเคลื่อนอุตสาหกรรม EV ของ NIA ในปี 2569 นี้ จึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การกระตุ้นตัวเลขทางเศรษฐกิจระยะสั้น แต่มุ่งมั่นที่จะทรานส์ฟอร์มประเทศไทยจากการเป็นฐานการผลิต "ผู้รับจ้างประกอบ" สู่การเป็น "ผู้พัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูง และเจ้าของสิทธิบัตร" ที่สามารถสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ หากการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจรสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียนที่โลกจับตามอง ควบคู่กับการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน”
ธานัท ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีเอ็ม มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า EM Motor ก่อตั้งขึ้นในปี 2018 เริ่มต้นจากการนำเข้าจักรยานไฟฟ้าขนาดเล็ก ก่อนต่อยอดสู่การพัฒนา และผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างจริงจัง เพื่อผลักดันแบรนด์ EV สัญชาติไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และร่วมยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศด้วยเทคโนโลยี และองค์ความรู้ของคนไทย
ปี 2020 บริษัทฯ ได้ลงทุนสร้างโรงงานผลิตเพื่อเพิ่มศักยภาพในการควบคุมคุณภาพ การบริหารต้นทุน และการส่งมอบสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนเข้าสู่ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบในปี 2023 ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากมาตรการ EV 3.0 ของภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นตลาด และสร้างการเข้าถึงของผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่ง EM Motor ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการออกแบบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง อย่างรุ่น EM Owen Long Range เป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นเรือธง ที่ออกแบบมาสำหรับสายลุย และผู้ที่ต้องการขับขี่ระยะไกล มาพร้อมแบทเตอรีขนาดใหญ่ 72V 100Ah และมอเตอร์ทรงพลัง 3,500 วัตต์ ทำความเร็วสูงสุดได้ 85 กม./ชม. ขับขี่ได้ไกลถึง 150-200 กม./การชาร์จ 1 ครั้ง ตอบโจทย์กลุ่มลอจิสติคส์ และบริการเดลิเวอรีที่ต้องการใช้งานต่อเนื่องตลอดวัน พร้อมกันนี้ ยังมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในด้านคุณภาพสินค้า มาตรฐานความปลอดภัย และบริการหลังการขาย ซึ่งยังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภคไทยที่คุ้นเคยกับรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปมากกว่า
จุดแข็งสำคัญของ EM Motor
การเป็นแบรนด์ไทยที่มีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากกว่าร้อยละ 55 ไม่ว่าจะเป็นแบทเตอรี ชอคอับ ยาง และชิ้นส่วนเหล็ก จึงถือเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า “Made in Thailand” อย่างแท้จริง ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพสินค้าให้มีความคงทน และเหมาะกับสภาพการใช้งานในประเทศไทย รวมถึงการพัฒนาบริการหลังการขายที่ครอบคลุม เช่น On-site Service ที่สามารถเข้าบริการถึงบ้านลูกค้า พร้อมรับประกันมอเตอร์นาน 5 ปี และแบทเตอรีนาน 3 ปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระยะเวลารับประกันที่ยาวนานในอุตสาหกรรม
นอกจากเรื่องการรับประกันคุณภาพ บริษัท อีเอ็ม มอเตอร์ จำกัด ยังสร้างความเชื่อมั่นด้วยประกันภัยเพลิงไหม้ใน มูลค่าสูงสุดถึง 500,000 บาท โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด เพื่อยืนยันในคุณภาพของตัวสินค้า จุดเด่นนี้ทำให้บริษัทมีอัตราการเติบโตของยอดขายเฉลี่ยประมาณร้อยละ 40-50/ปี สะท้อนการเติบโตของตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ไทยมากขึ้น
“การได้รับการสนับสนุนจาก NIA ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการให้คำปรึกษา การประสานงาน และการสนับสนุนด้านระบบนิเวศนวัตกรรมที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME ไทยสามารถเดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงเปิดโอกาสในการเชื่อมโยงเครือข่าย และต่อยอดธุรกิจในอนาคต ซึ่ง EM Motor มีเป้าหมายที่จะพัฒนาองค์กรให้เป็น “Local Champion” ด้านรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมเดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งญี่ปุ่น จีน และยุโรป มาสู่บุคลากรไทย เพื่อเสริมสร้างศักยภาพอุตสาหกรรม EV ของประเทศในระยะยาว และพิสูจน์ว่าผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยี และสร้างแบรนด์ที่แข่งขันได้ในตลาดโลกเช่นเดียวกับผู้ผลิตระดับนานาชาติ”
............................................................................................................................
MG สร้างมาตรฐานบริการผ่าน MG Smile
บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายรถยนต์ MG ในประเทศไทย ประกาศยกระดับมาตรฐานของการบริการ เพื่อปณิธานสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าแบบครบวงจร ครอบคลุมทุกจุด ผ่าน “MG Smile” ตั้งแต่กระบวนการทำงานภายในบริษัท สู่บุคคลภายนอกทั้งการแนะนำลูกค้าตั้งแต่มองหารถคันแรกจนถึงบริการหลังการขาย ด้วยการดูแลลูกค้าด้วยใจ ใส่ใจในทุกขั้นตอน
ต๋า เซิน เซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด เผยว่า MG พร้อมส่งมอบรอยยิ้ม และความประทับใจในทุกช่วงเวลาของการใช้งานรถยนต์ MG ควบคู่กับการขับเคลื่อนแนวคิด “In Thailand for Thailand” หรือ “อยู่ในไทย เพื่อไทย” ที่มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทย พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านเทคโนโลยียานยนต์ และบริการมาตรฐานระดับโลก เพื่อสร้างความผูกพัน และความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าในทุกช่วงเวลาสำคัญของการเดินทาง ชูการบริการพาแบรนด์ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ ผ่าน MG Smile
“MG Smile” เปรียบเสมือนหนึ่งเป้าหมายสูงสุดในการสร้างประสบการณ์การบริการให้แก่ลูกค้าด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่จะเชื่อมโยงทุกหน่วยงานของ MG เข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับ และสร้างมาตรฐานการส่งมอบประสบการณ์ลูกค้าอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมเส้นทางประสบการณ์ลูกค้าตั้งแต่ ด้านประสบการณ์การขาย ตลอดจนด้านบริการหลังการขาย มีเป้าหมายสำคัญ คือ การสร้างความพึงพอใจและรอยยิ้มของลูกค้า บ่งบอกถึงความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้แก่ MG ซึ่งสะท้อนความตั้งใจขององค์กรในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีในทุกขั้นตอนการให้บริการ
สำหรับด้านประสบการณ์การขาย ได้ออกแบบการบริการเพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าตั้งแต่ช่วงต้นของการตัดสินใจซื้อ ให้มีความโปร่งใส เป็นมิตร และช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกรถที่เหมาะสมกับตนเองได้อย่างมั่นใจ โดยยึดหลักสำคัญ ได้แก่ การให้คำแนะนำโดยไม่กดดันการตัดสินใจ ความชัดเจน และโปร่งใสในทุกข้อมูล และสนับสนุนการตัดสินใจที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า
ถ่ายทอดผ่าน “5 Smile Moments” ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์เชิงบวกในทุกขั้นตอน
- ความประทับใจแรกจากการต้อนรับ และการให้ข้อมูลเบื้องต้นอย่างเป็นมิตร (First Contact Smile)
- การแนะนำรถยนต์ที่เหมาะสมกับความต้องการ และไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างเข้าใจ (Discovery & Recommendation Smile)
- ประสบการณ์ทดลองขับที่ช่วยให้ลูกค้าสัมผัสสมรรถนะ และสร้างความมั่นใจ (Test Drive Experience Smile)
- การให้ข้อมูลราคา และการเงินอย่างชัดเจน โปร่งใส และเข้าใจง่าย (Transparent Pricing & Finance Smile)
- โมเมนท์แห่งความสุขในวันส่งมอบรถ มอบประสบการณ์การเริ่มต้นการเดินทางใหม่กับ MG อย่างราบรื่น และน่าประทับใจ (Delivery Day Celebration Smile)
ขณะเดียวกัน ด้านบริการหลังการขาย (Service Journey) ได้พัฒนาเพื่อยกระดับประสบการณ์การดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องหลังการส่งมอบรถ ให้มีความสะดวก โปร่งใส และสร้างความมั่นใจในระยะยาว โดยยึดหลักสำคัญ ได้แก่ ความสะดวกในการเข้ารับบริการ ความชัดเจนในทุกขั้นตอน และความมั่นใจในการดูแลอย่างต่อเนื่อง
พร้อม “6 Smile Moments” ที่สะท้อนการดูแลลูกค้าในทุกช่วงของการใช้งาน
- การนัดหมายเข้ารับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และไม่ยุ่งยาก (Service Booking Smile)
- ประสบการณ์การเข้ารับบริการ และลงทะเบียนที่ราบรื่น และเป็นระบบ (Service Arrival & Check-in Smile)
- ประสบการณ์ระหว่างรอรับบริการที่สะดวกสบาย และสบายใจ (Waiting Experience Smile)
- คุณภาพงานบริการที่ได้มาตรฐาน รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ (Service Quality & Speed Smile)
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. เพื่อความอุ่นใจทุกการเดินทาง (24/7 Roadside Assistance Smile)
- การติดตาม และดูแลหลังการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า (Follow-up & Relationship Smile)
“MG เชื่อว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่บุคลากร และประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับในทุกจุดของการบริการด้วยเช่นกัน “MG Smile” เป็นปณิธานของเราในการทำให้ “รอยยิ้ม” ของลูกค้า เป็นตัววัดความสำเร็จที่แท้จริง ตั้งแต่ก้าวแรกที่ลูกค้าเดินเข้ามาที่ MG ไปจนถึงทุกการดูแลตลอดการใช้งาน สิ่งนี้สอดคล้องกับค่านิยมหลักของเรา “In Thailand for Thailand” หรือ “อยู่ในไทย เพื่อไทย” ที่ผลักดันให้เราพัฒนาทุกโชว์รูม และศูนย์บริการสู่ “User Relationship Operation Center” หรือศูนย์กลางการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า เพราะเราเชื่อว่าความยั่งยืนของแบรนด์เกิดจากการฟัง และพัฒนาจากประสบการณ์จริงของลูกค้า ทั้งหมดนี้ สะท้อนแนวทางของ MG ที่มุ่งสร้างความแตกต่างด้วยคุณค่า และคุณภาพผลิตภัณฑ์ และทุกบริบทที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น”
............................................................................................................................
กรุงศรี ออโต้ แนะซื้อรถมือสองต้อง “คุ้มชัวร์ ไว”
ปัจจุบัน รถมือสองถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับความสนใจจากผู้ใช้รถอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นด้านความคุ้มค่า ราคาที่เข้าถึงได้ง่าย และตัวเลือกที่หลากหลายในตลาด
อย่างไรก็ตาม การเลือกซื้อรถมือสองยังคงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งในด้านคุณภาพรถ ความน่าเชื่อถือของแหล่งซื้อขาย รวมถึงขั้นตอนด้านสินเชื่อ และเอกสารต่างๆ
จากแนวโน้มดังกล่าว “กรุงศรี ออโต้” ในฐานะผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ขอแนะนำ 3 แนวทางเลือกซื้อรถยนต์มือสองฉบับมือโปร ที่ตอบโจทย์ทั้งด้าน “ความคุ้มค่า” “ความมั่นใจ” และ “ความสะดวกรวดเร็ว” พร้อมนำเสนอโซลูชันที่ช่วยทำให้การค้นหา การตรวจสอบข้อมูล ไปจนถึงการสมัครสินเชื่อรถยนต์มือสองเป็นเรื่องง่าย และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น
สแกนประวัติ เชคให้ชัวร์ก่อนตัดสินใจ
อย่าปล่อยให้รถมือสองราคาดึงดูดใจกลายเป็นกับดักลวงตา เพราะรถมือสองไม่ใช่รถใหม่ การตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดจึงเป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินใจ โดยผู้ใช้รถควรเริ่มต้นจากการตรวจสอบประวัติรถผ่านเลข VIN (Vehicle Identification Number) ซึ่งเป็นรหัสเฉพาะของรถแต่ละคัน เพื่อเชคข้อมูลสำคัญ เช่น ประวัติการครอบครอง การเกิดอุบัติเหตุรุนแรง การถูกแจ้งขโมย การเปลี่ยนเครื่องยนต์ หรือโครงสร้าง รวมถึงประวัติการจดทะเบียนต่างๆ ควบคู่กับการตรวจสอบเลขไมล์ให้สอดคล้องกับสภาพการใช้งานจริง เช่น การสึกหรอของอุปกรณ์ภายในรถ ประวัติการเข้าศูนย์ และข้อมูลการเปลี่ยนอะไหล่สำคัญ นอกจากนี้ การทดลองขับยังเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งการตรวจสอบสมรรถนะเครื่องยนต์ ระบบเบรค การเลี้ยว รวมถึงระบบสำคัญภายในรถ เช่น แอร์ ระบบไฟ หน้าจอ และกล้อง เพื่อให้มั่นใจว่ารถที่เลือกมีความปลอดภัย พร้อมใช้ และตอบโจทย์การใช้งานระยะยาว
เลือกแหล่งซื้อที่ไว้ใจได้
ในยุคที่มีผู้จำหน่ายรถมือสอง และพแลทฟอร์มซื้อขายให้เลือกมากมาย ทุกการตัดสินใจซื้อรถมือสอง ผู้ใช้รถควรต้องตรวจสอบรายละเอียดให้ครบถ้วน ทั้งในเรื่องเงื่อนไขสินเชื่อ เอกสารประกอบ และขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง ทั้งนี้ การเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ถือเป็นอีกหนึ่งเกราะป้องกันสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นใจทั้งในด้านคุณภาพรถ และการบริการหลังการขาย โดย กรุงศรี ออโต้ แนะนำให้เลือกซื้อรถมือสองจากพันธมิตรเทนท์รถมือสอง และพแลทฟอร์มซื้อขายรถมือสองออนไลน์ที่มีมาตรฐาน และตรวจสอบได้ บน Go Auto Station แหล่งซื้อขายรถยนต์มือสองคุณภาพที่มีรถหมุนเวียนมากที่สุดในตลาดกว่า 200,000 คัน ใน Go by Krungsri Auto Application ซึ่งเป็นรถที่ผ่านการตรวจสภาพ และจัดเกรดรถยนต์ (Car Grading) จากพันธมิตรมืออาชีพ
ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจทั้งในด้านคุณภาพตัวรถ และความน่าเชื่อถือของผู้จำหน่าย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบข้อมูลสำคัญได้อย่างโปร่งใสก่อนตัดสินใจซื้อ
ประเมินศักยภาพ-รู้วงเงินอนุมัติไว
เพื่อช่วยให้การวางแผนออกรถยนต์มือสองเป็นเรื่องง่าย และมั่นใจมากยิ่งขึ้น กรุงศรี ออโต้ ได้พัฒนา “กรุงศรี ออโต้ พร้อมสตาร์ท” นวัตกรรมวงเงินสินเชื่อดิจิทอล ที่ช่วยให้ผู้ใช้รถรู้ศักยภาพที่แท้จริงของตนเองก่อนตัดสินใจซื้อรถ และรับวงเงินอนุมัติไวภายใน 30 นาที โดยไม่ต้องใช้เอกสารในขั้นตอนการประเมิน ซึ่งจะทำให้สามารถวางแผนเลือกรถยนต์มือสองได้เหมาะสมกับงบประมาณ และเข้าถึงบริการสินเชื่อผ่านช่องทางดิจิทอลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และไร้รอยต่อ
กรุงศรี ออโต้ เดินหน้ายกระดับประสบการณ์การซื้อรถมือสองยุคใหม่ผ่าน Go Auto Station ด้วยบริการดิจิทอลที่รวดเร็ว และโปร่งใส เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่ออย่างทั่วถึง และเท่าเทียม พร้อมช่วยให้ผู้ใช้รถเลือกซื้อรถมือสองได้อย่างเหมาะสมกับศักยภาพทางการเงิน ภายใต้แนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารฯ กำหนด
*กรุงศรี ออโต้ สินเชื่อรถมือสอง อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ 2.59-8.00 %/ปี เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก 4.94-14.70 %/ปี
































