ธุรกิจ
EVAT เปิดวิสัยทัศน์คณะทำงาน EVAT วาระ 2026-2028
สมาคมยานยนต์ไฟฟ้า (EVAT) เปิดวิสัยทัศน์คณะทำงาน EVAT วาระ 2026-2028 สานต่อภารกิจขับเคลื่อน xEV Ecosystem ไทย สอดรับนโยบายรัฐลดมลพิษภาคขนส่งHighlight
สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) นำโดย สุโรจน์ เเสงสนิท นายกสมาคมฯ นำทีมอุปนายกสมาคมฯ เลขาธิการ และกรรมการสมาคมฯ เปิดทิศทางการดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ วาระปี 2026-2028 ผ่านแนวคิด EVAT 2026-2028: Driving Forward a Sustainable and Competitive EV Ecosystem มุ่งสานต่อภารกิจเดิม พร้อมยกระดับการขับเคลื่อนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า และ xEV ของไทยให้เติบโตอย่างเป็นระบบ แข่งขันได้ และยั่งยืน ณ งานแสดงนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ประจำปี 2026 จัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมเเห่งชาติสิริกิติ์
สมาคมฯ ในฐานะองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และ xEV ของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐในการลดมลพิษจากภาคการขนส่ง และภาคยานยนต์ ควบคู่กับการสร้างประโยชน์ต่อภาพรวมของอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ
ตลอดวาระปี 2024-2026 ที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้พิสูจน์บทบาทในฐานะกลไกกลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา และผู้บริโภค ทั้งในด้านการสนับสนุนข้อมูลเชิงนโยบาย การสะท้อนประเด็นจากภาคอุตสาหกรรม การสนับสนุนผู้ประกอบการ และการรณรงค์ให้การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า และ xEV สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของประเทศ
สุโรจน์ เเสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย เปิดเผยว่า วาระปี 2026-2028 สมาคมฯ จะเดินหน้าสานต่อจากรากฐานที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อน EV Ecosystem อย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตยานยนต์ การผลิตชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เทคโนโลยีแบทเตอรี โครงสร้างพื้นฐาน สถานีชาร์จ มาตรฐานความปลอดภัย การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน และผู้บริโภค การขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวจะดำเนินผ่านบทบาทของอุปนายกสมาคมฯ ทั้ง 6 ฝ่าย ซึ่งแต่ละฝ่ายมีบทบาทสำคัญในการผลักดัน EV Ecosystem ในมิติที่แตกต่างกัน แต่เชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ทั้งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี การผลิตยานยนต์ การผลิตชิ้นส่วน โครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐาน ความปลอดภัย การพัฒนาบุคลากร การส่งเสริมการใช้ และการสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เป้าหมายสำคัญของสมาคมฯ ในวาระนี้ คือ การร่วมผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และ xEV ของไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย แข่งขันได้ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศในระยะยาว พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน
ผศ.ดร.อุเทน สุปัตติ อุปนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยฝ่ายวิชาการ กล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระยะต่อไป จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ มาตรฐาน และบุคลากรที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการกำหนดนโยบายที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมโลก ฝ่ายวิชาการของสมาคมฯ จะมุ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ และข้อมูลเชิงวิชาการ เพื่อสนับสนุนการพัฒนามาตรฐาน การพัฒนากำลังคน การเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม และการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย สมาคมฯ เชื่อมั่นว่า การสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ต้องขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ มาตรฐาน และบุคลากรคุณภาพ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต
สยามณัฐ พนัสสรณ์ อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการผลิตยานยนต์ เผยถึงทิศทางการทำงานในวาระใหม่ว่า การปรับโครงสร้างของ EVAT ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรม EV ของไทยกำลังก้าวเข้าสู่อีกเฟสที่สำคัญ การเป็นฐานการผลิต EV ที่แข็งแกร่ง ไม่ได้วัดกันที่จำนวนโรงงาน หรือกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งเน้นที่ "การยกระดับคุณภาพ และมาตรฐานสากล" โดยทางสมาคมฯ จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ผลิต เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านการทดสอบ หรือศูนย์ทดสอบ ในประเทศอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในไทยได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยในเวทีสากล
กรอบการทำงานเชิงรุกในอีก 3 มิติหลัก
1. สวมบท “ทูตอุตสาหกรรม” เชื่อมโยง Ecosystem ฝั่ง Demand Side : ต่อยอดจากความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ 10 สมาคมพันธมิตรฝั่งผู้ผลิต (Supply Side) ที่ทำงานร่วมกัน ออกแถลงการร่วมปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปเมื่อไม่นานนี้ ในวาระนี้จะเดินหน้าทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงไปยังฝั่งอุปสงค์
2. ผนึกกำลังภาครัฐผลักดันรถยนต์ราชการ EV โดยทางสมาคมฯ เตรียมเดินหน้าทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสำนักงบประมาณ BOI และบอร์ดอีวี เพื่อสนับสนุน และผลักดันนโยบายการเปลี่ยนผ่านรถยนต์หน่วยงานราชการให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม
3. ขยายขอบเขตการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับยานยนต์ไฟฟ้าในหลากหลายมิติ ไม่จำกัดเพียงรถยนต์นั่งส่วนบุคคล แต่ต้องครอบคลุมถึง รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นยานพาหนะหลักของคนไทย และมีศักยภาพสูงในการผลิต โดย EVAT จะร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก และหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อผลักดันมาตรฐานตัวรถ ระบบแบทเตอรี และความปลอดภัยให้ครอบคลุมการใช้งานจริงของทุกภาคส่วน
“หากเรามีฐานการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล มีศูนย์ทดสอบที่พร้อมใช้งาน ภาครัฐเป็นผู้นำในการใช้รถ EV ตลาดรถมือสองมีมาตรฐานตรวจสภาพที่น่าเชื่อถือ ประกันภัยประเมินความเสี่ยงได้ และไฟแนนศ์ปล่อยสินเชื่อได้อย่างมั่นใจ นี่คือ Demand Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจะสะท้อนกลับมาเป็นความเชื่อมั่นในการผลิต ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของฝ่ายสนับสนุนการผลิตยานยนต์ ในการทำให้อุตสาหกรรม EV ไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน”
สุทีป รัตนภาส อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านของห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับศักยภาพของผู้ผลิตชิ้นส่วน และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ให้สามารถแข่งขัน และเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระดับโลก ในช่วงวาระการดำเนินงานปี 2569-2571 ฝ่ายส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง จะมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การยกระดับขีดความสามารถของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย การส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วน และวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศ (Local Content) การเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน ภาครัฐ สถาบันการศึกษา และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ตลอดจนการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้มีความเข้มแข็ง และยั่งยืน
ประเทศไทยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์กว่า 2,000 ราย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมาอย่างยาวนาน การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV จึงควรเป็นโอกาสในการต่อยอดศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด โดย EVAT พร้อมทำหน้าที่เป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เป้าหมายของ EVAT คือ การผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตทั้งในฐานะตลาด และฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียนอย่างยั่งยืน
อัษฎายุทธ รุธิรโก อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กล่าวว่า “การเติบโตของ EV ในประเทศไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า หรือจำนวนสถานีชาร์จเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่มีมาตรฐาน และสามารถรองรับการใช้งานจริงในระยะยาว ทางสมาคมฯ ได้ให้ความสำคัญกับ 4 แนวทางหลัก ได้แก่
1.การยกระดับมาตรฐาน และความปลอดภัย โดยเฉพาะการติดตั้งเครื่องชาร์จในบ้าน อาคาร และพื้นที่สาธารณะ รวมถึงการจัดทำมาตรฐานกลางเครื่องชาร์จสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เพื่อให้การเติบโตของตลาดเป็นไปอย่างปลอดภัย และมีทิศทางเดียวกัน
2. การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า และการเข้าถึงสถานีชาร์จ โดยสนับสนุนให้เกิดกระบวนการ fast-track สำหรับการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของสถานีชาร์จสาธารณะ
3. การพัฒนาระบบดิจิทอล และข้อมูลกลาง โดย EVAT สนับสนุนแนวคิด National EV Roaming Hub เพื่อให้ผู้ใช้ EV สามารถเข้าถึงบริการชาร์จได้สะดวกขึ้น ลดความซับซ้อนจากการใช้งานหลายแอพพลิเคชัน และทำให้ผู้ให้บริการสถานีชาร์จสามารถเชื่อมต่อกันภายใต้มาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ EVAT ยังเห็นความสำคัญของการเตรียมความพร้อมด้าน Battery Passport และมาตรฐานข้อมูลแบทเตอรี ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งออก การจัดการแบทเตอรีตลอดวงจรชีวิต และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต
4. ความชัดเจนของนโยบายราคา และกฎระเบียบ โดยเฉพาะอัตราค่าไฟสำหรับสถานีชาร์จสาธารณะ ซึ่งควรมีความชัดเจน และมีเสถียรภาพมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนขยายโครงข่ายชาร์จในระยะยาวได้
ท้ายที่สุดเเล้ว ทางสมาคมฯ มองว่า โครงสร้างพื้นฐาน EV ไม่ใช่เพียงเรื่องของสถานีชาร์จ แต่เป็นรากฐานสำคัญของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบ ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ใช้รถ ผู้ประกอบการสถานีชาร์จ ผู้ให้บริการไฟฟ้า ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐ”
ธมลวรรณ ชลประทิน อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการใช้และประชาสัมพันธ์ กล่าว ภารกิจของฝ่ายส่งเสริมการใช้และประชาสัมพันธ์ จึงไม่ได้เป็นเพียงการสื่อสารข่าวสารของสมาคม แต่คือการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อให้การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย ใช้งานได้จริง และสร้างประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว ที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้พัฒนาเครื่องมือสำคัญเพื่อสนับสนุนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เราได้จัดทำ EVAT Directory ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย นอกจากนี้ เรายังได้ร่วมมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม Eco Exploration เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนผ่านการเดินทางด้วยยานยนต์ไฟฟ้า โดยในปีที่ผ่านมา มีรถยนต์ไฟฟ้าเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 200 คัน ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และความเชื่อมั่นของผู้ใช้ EV ในประเทศไทย ในวาระใหม่นี้ เราจะเปิดตัวโครงการ ASEAN EV Registration Intelligence เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และเผยแพร่ข้อมูลการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ของประเทศสมาชิกอาเซียน
ฐานข้อมูลนี้จะสะท้อนภาพรวมของตลาด EV ในภูมิภาค ทั้งยอดจดทะเบียน ส่วนแบ่งตลาด แบรนด์ และรุ่นที่ได้รับความนิยม ตลอดจนแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน ผู้ประกอบการ นักวิจัย และสื่อมวลชน เรามุ่งหวังให้ EVAT ก้าวจากการเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย สู่การเป็นศูนย์กลางข้อมูล และองค์ความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน
ในช่วง 2 ปีข้างหน้า ฝ่ายส่งเสริมการใช้และประชาสัมพันธ์ จะขับเคลื่อนงานภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่
1. สร้างองค์ความรู้ ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจง่าย และทันสมัย
2. ส่งเสริมการใช้งาน EV อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และคุ้มค่า เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้
3. พัฒนา EVAT ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูล และการสื่อสารที่น่าเชื่อถือ ทั้งในระดับประเทศ และระดับอาเซียน
4. สร้างเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน ประชาชน และพันธมิตรทั้งใน และต่างประเทศ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรม EV อย่างยั่งยืน
ดิฉันเชื่อมั่นว่า การสื่อสารที่ดีไม่ใช่เพียงการเผยแพร่ข้อมูล แต่คือการสร้างความเข้าใจ การสร้างความเชื่อมั่น และการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้
ฝ่ายส่งเสริมการใช้และประชาสัมพันธ์ พร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อทำให้ EVAT เป็นองค์กรที่ประชาชนเชื่อมั่น ภาคอุตสาหกรรมไว้วางใจ และนานาชาติยอมรับในฐานะศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค เพราะเราเชื่อมั่นว่า “การขับเคลื่อนอนาคตของยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ได้เริ่มต้นจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากข้อมูลที่ถูกต้อง ความร่วมมือที่เข้มแข็ง และความเชื่อมั่นของผู้คน”
รศ.ดร.สุตาภัทร แคว้นเขาเม็ง เลขาธิการ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า EVAT ได้ก่อตั้งมากว่า 10 ปี และตลอดระยะที่ผ่านมาสมาคมฯ มีสมาชิกเพิ่มขึ้นจำนวนมากทุกประเภท ทั้งประเภทนิติบุคคล สมาชิกสามัญทั่วไป นักศึกษา และสมทบ รวมทั้งมีความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในประเทศ และต่างประเทศ สมาคมมุ่งสู่ความเป็นสากล ภายใต้นโยบายสำคัญของนายกสมาคมมาแล้ว 3 ท่าน ปัจจุบัน สุโรจน์ แสงสนิท ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมในสมัยที่ 2 นี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีให้เราได้ทำงานอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งฝ่ายเลขาธิการ มุ่งเน้นการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นทุกมิติ โดยมี
1. การประสานงาน (Co-Ordinator)
2. เชื่อมโยง (Integrator)การทำงานของทุกฝ่าย และหน่วยงานต่างๆ ที่มีความร่วมมือ
3. สนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของสมาคมฯ EVAT Strategic Pillars, KPI, Roadmap, งบประมาณ (Budget) และแผนปฏิบัติการรายปี (Action Plan)
4. ผลักดันให้การดำเนินงานของสมาคมให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และเกิดผลในทางปฏิบัติ บรรลุเป้าหมายตามพันธกิจ
5. ส่งเสริมให้สมาชิก และองค์กรพันธมิตรของสมาคมได้มีส่วนร่วม และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งใน และต่างประเทศ
สำหรับฝ่ายเลขาธิการจะทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนหลังบ้านในการประสานงาน เชื่อมโยงการทำงานของทุกฝ่าย และสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของสมาคมฯ ให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และเกิดผลในทางปฏิบัติ สมาคมฯ ย้ำว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และ xEV ไม่ใช่ภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทั้งระบบอุตสาหกรรม ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ และประชาชน เพื่อให้การลดมลพิษจากภาคการขนส่ง และภาคยานยนต์ เกิดขึ้นควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน











