ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์/22 May 2026
ข่าวเด่นสัปดาห์นี้ คงหนีไม่พ้นกับข่าวเหตุการณ์สูญเสียครั้งสำคัญ รถไฟ ชนกับรถเมล์ ที่เป็นที่กล่าวขานกันทั้งประเทศ แต่อย่างไรก็ยังคงมีข่าวสารในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์อื่นๆ พ่วงมาอีกหลากหลายข่าวHighlight
ขับรถผ่านจุดตัดทางรถไฟ อย่างไรให้ปลอดภัย ?
เบาได้เบา ข้ามทางรถไฟชะลอความเร็ว และหยุดรถ
- เมื่อขับรถเข้าใกล้ทางรถไฟต้องลดความเร็ว เพราะจุดตัดทางรถไฟเป็นพื้นที่ที่ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยก่อนผ่านทุกครั้ง รวมถึงหยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟไม่น้อยกว่า 5 เมตร ดังนั้น หากเจอทางรถไฟที่ไม่มีไม้กั้น ไม่มีไฟเตือน ต้องหยุดดู มองซ้าย-มองขวาให้แน่ใจ เปิดกระจกข้างลงเล็กน้อยเพื่อฟังเสียง มองให้มั่นใจว่าไม่มีขบวนรถไฟกำลังวิ่งมา แล้วจึงค่อยขับรถผ่านไป
- ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 63 ระบุว่า ในทางเดินรถที่มีทางรถไฟผ่าน หากทางรถไฟนั้นไม่มีสัญญาณระวังรถไฟ หรือสิ่งปิดกั้น ผู้ขับขี่ต้องลดความเร็ว และหยุดรถห่างจากทางรถไฟไม่น้อยกว่า 5 เมตร เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงขับผ่านไปได้
- หากทางข้ามรถไฟมีไฟสัญญาณ เสียงเตือน เเละไม้กั้นกำลังลง หรือเจ้าหน้าที่กำลังให้สัญญาณหยุด ผู้ขับขี่ต้องหยุดรถรอทันที อย่าคิดว่ายังทันแล้วขับฝ่าผ่านทางรถไฟ เพราะหากเกิดรถติด เครื่องดับ หรือมีรถคันหน้าขวาง อาจเสี่ยงต่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ดังนั้น อย่าคิดวัดใจกับรถไฟเด็ดขาด
อย่าจอดคร่อมรางรถไฟ
จากอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ล่าสุด มาจากการจอดคร่อมรางรถไฟ ดังนั้น ทุกครั้งที่กำลังจะขับผ่านทางรถไฟ สังเกตป้ายเตือน เมื่อเห็นสัญลักษณ์ทางรถไฟ ให้เตรียมพร้อมชะลอรถทันที รวมถึงประเมินพื้นที่หน้ารถก่อนขับข้าม หากการจราจรข้างหน้าติดขัด หรือรถกำลังติดสัญญาณไฟแดง อย่าขับรถไปจ่อท้ายคันหน้าจนตัวรถของเราต้องหยุดคร่อมอยู่บนรางรถไฟเด็ดขาด ให้หยุดรอหลังเส้นจนกว่ารถคันหน้าจะเคลื่อนตัวจนมีพื้นที่เหลือพอให้รถของเราขับข้ามไปได้พ้นทั้งคัน
อย่าแซงบริเวณใกล้ทางรถไฟ
- การแซงก่อนถึงทางรถไฟเป็นความเสี่ยงที่อันตรายมาก เพราะอาจทำให้มองไม่เห็นรถไฟ ไม่เห็นสัญญาณเตือน หรือไม่รู้ว่ารถคันหน้าหยุดเพราะกำลังรอรถไฟผ่าน ลองใจเย็นๆ จุดตัดทางรถไฟไม่ใช่พื้นที่สำหรับเร่งแซง หรือเปลี่ยนเลนแบบกะทันหัน รวมถึงการขับในช่วงกลางคืนที่ทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทางไม่ดี ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
- กฎหมายจราจรกำหนดข้อห้ามแซงรถคันอื่นในระยะ 30 เมตรก่อนถึงจุดตัดทางรถไฟ ซึ่งถือเป็นจุดวิกฤตที่มักเกิดอุบัติเหตุรุนแรงบ่อยครั้ง เนื่องจากทัศนวิสัยที่จำกัด และการแย่งช่องทางจราจรในพื้นที่คอขวดก่อนข้ามรางรถไฟ
ถ้ารถเสีย หรือติดอยู่บนรางรถไฟ ?
หากรถเกิดดับ เสีย หรือติดค้างอยู่บนรางรถไฟ สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ พาตัวเอง เเละผู้โดยสารทุกคนออกจากรถทันที อย่าเสียเวลาสตาร์ทรถซ้ำหลายครั้งหรือเก็บของส่วนตัว เมื่อออกจากพื้นที่อันตรายแล้ว ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ ตำรวจ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็วที่สุด (สายด่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย 1690) เพื่อให้ช่วยประสานหยุดขบวนรถไฟ หรือจัดการพื้นที่เสี่ยง
สรุปแล้ว
เมื่อกำลังจะขับข้ามทางรถไฟ เราต้องลดความเร็ว และหากทางข้ามรถไฟมีไฟสัญญาณ เสียงเตือน เเละไม้กั้นกำลังลง หรือเจ้าหน้าที่กำลังให้สัญญาณหยุด เราต้องหยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟไม่น้อยกว่า 5 เมตร ดังนั้น หากจะขับข้ามรางรถไฟต้องมั่นใจว่าปลอดภัย อย่าจอดคร่อมราง อย่าฝ่าไม้กั้น อย่าแซงก่อนถึงทางรถไฟ และอย่าเข้าไปบนรางถ้ายังไม่แน่ใจว่าข้ามพ้นทั้งคัน
............................................................................................................................
รัฐ-เอกชน ร่วมการันตี น้ำมัน B20
กรมธุรกิจพลังงาน พร้อมด้วยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ และบริษัทผู้ค้าน้ำมันผู้จำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ร่วมประกาศความพร้อม และตอกย้ำความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 โดยมุ่งเป้าในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลท่ามกลางวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันโลก
สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหรานที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในการจัดหาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง การส่งเสริมการเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่สามารถผลิตได้จากพืชผลทางการเกษตรภายในประเทศ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล B20 ซึ่งมีสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลสูงถึงร้อยละ 20 จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศ
โดยช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ และเนื่องจากไบโอดีเซลเป็นพลังงานเผาไหม้สะอาด การส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B20 จึงมีส่วนสำคัญในการช่วยลดการปล่อยฝุ่นละออง ซึ่งรวมถึงฝุ่น PM2.5 อันเป็นปัญหามลพิษทางอากาศที่สำคัญประการหนึ่งของประเทศไทย และในปัจจุบันกรมธุรกิจพลังงานได้มีการกำกับดูแลคุณภาพของน้ำมันดีเซล B20 โดยได้มีการกำหนดมาตรฐานคุณภาพภาคบังคับ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเป็นที่ยอมรับจากทั้งอุตสาหกรรมน้ำมัน และยานยนต์ และได้มีการตรวจสอบคุณภาพของน้ำมันที่จำหน่ายสู่ผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพของน้ำมันดีเซล B20
อีกทั้งรัฐบาลมีนโยบายเร่งเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ จึงมีการสนับสนุนในด้านราคาโดยกำหนดให้น้ำมันดีเซล B20 มีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลธรรมดาถึงลิตรละ 7 บาท ดังนั้น การใช้น้ำมันดีเซล B20 จึงไม่เพียงแต่จะช่วยประเทศชาติในการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ยังเป็นการช่วยลดภาระต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงของประชาชนในช่วงภาวะวิกฤตได้อีกด้วย
สราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ผู้จำหน่ายน้ำมัน และผู้ผลิตรถยนต์ได้ผนึกกำลังกันเพื่อร่วมยืนยันให้ประชาชนมั่นใจการใช้งานน้ำมันดีเซล B20 ทั้งในด้านศักยภาพการผลิตไบโอดีเซลของประเทศ ด้านมาตรฐานคุณภาพน้ำมัน และการใช้งานกับรถยนต์
อดิศักดิ์ ชูสุข รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า จากการพยากรณ์ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดว่าในปี 2569 ประเทศไทยจะมีผลผลิตปาล์มน้ำมันรวมประมาณ 21.87 ล้านตัน/ปี คิดเป็นปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ประมาณ 3.94 ล้านตัน/ปี ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศสำหรับภาคบริโภค และภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ประมาณ 1.25 ล้านตัน/ปี สำหรับการส่งออกประมาณ 1.20 ล้านตัน/ปี ส่งผลให้ยังมีปริมาณน้ำมันปาล์มดิบคงเหลือที่สามารถนำไปใช้ในภาคพลังงานได้ประมาณ 1.49 ล้านตัน/ปี ทั้งนี้ หากมีการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B20 ในสัดส่วนร้อยละ 10 ของปริมาณ
การใช้น้ำมันดีเซลทั้งหมด จะส่งผลให้มีการใช้น้ำมันปาล์มดิบในภาคพลังงานรวมประมาณ 1.23 ล้านตัน/ปี ซึ่งยังอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีผลผลิตปาล์มน้ำมันเพียงพอรองรับการผลิตไบโอดีเซลเพื่อผสมเป็นน้ำมันดีเซล B20
ยุพิน บุญศิริจันทร์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวว่าในช่วงที่สถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก รวมถึงเสถียรภาพพลังงานของประเทศซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเป็นหลัก ดังนั้น นโยบายการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่างน้ำมันดีเซล B20 ในช่วงเวลานี้ จึงเป็นทางออกที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และลดภาระต้นทุนการขนส่งของผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนปาล์มในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลซึ่งทำได้เองภายในประเทศ
กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ และผู้ผลิตรถยนต์ภายใต้แบรนด์ต่าง ๆ ได้แก่ Toyota, Isuzu, Mazda, Mitsubishi, Ford, Nissan, MG, Hino, Hyundai, Scania, GWM, UD Trucks, Volvo Trucks, MAN และ Chevrolet ซึ่งรวมจำนวนรถยนต์ทั้งหมด 1,135 รุ่น ได้ยืนยันว่าสามารถรองรับการใช้น้ำมันดีเซล B20 ได้โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพของรถ และผู้ใช้รถยังคงได้รับการรับประกันตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด และกลุ่มยานยนต์ยินดีให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างเต็มที่เพื่อร่วมแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันของประเทศ รวมถึงเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน
ด้านกลุ่มผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ภายใต้แบรนด์ใหญ่ของประเทศ ทั้ง 8 แบรนด์ ได้แก่ PTT Station, Bangchak, PT, Shell, Caltex, Susco, Sinopec Susco และ PC Siam Petroleum ได้ยืนยันว่าภาคเอกชน และกลุ่มผู้ค้าน้ำมันมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ ทั้งด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ การกระจายสินค้า และการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้งาน
น้ำมันดีเซล B20 ทุกลิตรที่จำหน่ายผ่านสถานีบริการได้ผ่านมาตรฐานคุณภาพที่กรมธุรกิจพลังงานกำหนดอย่างเข้มงวด เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ในด้านคุณภาพ และประสิทธิภาพสำหรับรถยนต์ที่รองรับ พร้อมได้ขยายเครือข่ายสถานีบริการที่จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 แล้วกว่า 600 สถานีทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งเส้นทางหลักและเส้นทางเชื่อมต่อสำคัญ เพื่อรองรับการใช้งานของภาคขนส่งและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง และภายในเดือนพฤษภาคมนี้มีเป้าหมายขยายสถานีบริการน้ำมันดีเซล B20 เพิ่มเป็นกว่า 1,000 สถานี เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงพลังงานทางเลือกได้อย่างสะดวก และมั่นใจมากยิ่งขึ้น
“ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชนในครั้งนี้ คือ ก้าวสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน และภาคขนส่งไทย ในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดที่ยั่งยืน พร้อมยกระดับมาตรฐานพลังงานไทยให้สามารถก้าวข้ามวิกฤตการณ์โลกได้อย่างมั่นคง” สราวุธ กล่าว
ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบรุ่นรถยนต์ที่รองรับ และค้นหาสถานีบริการน้ำมันดีเซล B20 ได้ที่เวบไซท์ของกรมธุรกิจพลังงาน www.doeb.go.th
............................................................................................................................
MG พร้อมผลิต Urban ในไทย
บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์ MG ในประเทศไทย เตรียมสร้างสีสันตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ยืนยันขยายไลน์อัพอีวีผลิตไทย รุ่น New MG Urban ในการทำตลาดในเมืองไทย พร้อมเริ่มเดินสายการผลิตในประเทศ (CKD) เพื่อเตรียมส่งมอบรถหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้
หลังกระแสนิยม และผลตอบรับที่ดีจากลูกค้าในหลายๆ ประเทศ MG ประเทศไทย ไม่ปล่อยให้ลูกค้าคนไทยรอนาน เตรียมแผนเปิดตัว New MG Urban ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะอีวีน้องใหม่ที่จะเข้ามาเติมเต็มพอร์ทโฟลิโออีวี ด้วยคาแรกเตอร์ที่เน้นความสดใส คุ้มค่า เข้าถึงง่าย และโดนใจผู้ใช้ยุคใหม่แบบตรงจุด เติมความสดใหม่ให้ไลน์อัพอีวีดูมีสีสัน และน่าจับตามองมากขึ้น
รถรุ่นนี้ คือ หนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของ MG ในฐานะยนตรกรรมที่ผลิตในประเทศไทย (CKD) ซึ่งได้เริ่มเดินสายการผลิตแล้ว และถือเป็นรุ่นที่ 3 ต่อจาก New MG4 และ New MG S5 EV Plus ที่ได้วางรากฐานการผลิตในประเทศไว้อย่างแข็งแกร่งก่อนหน้านี้
เตรียมพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ New MG Urban เร็วๆ นี้ “น้องม่วง” เตรียมเดบิวท์ในไทยแล้ว !!!!
............................................................................................................................
10 สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ยื่นข้อเสนอฉุกเฉินต่อรัฐบาล
สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ร่วมกับอีก 9 สมาคมสัญชาติไทย ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วน ซึ่งมีสมาชิกรวมกันมากกว่า 1,500 ราย ร่วมลงนามเพื่อยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนต่อรัฐบาล มุ่งรักษาเสถียรภาพอุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจของชาติ
สมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA), ชนินทร์ ขาวจันทร์ นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (Thai Subcon), พรพิสิทธิ์ นิติสุพรรัตน์ กรรมการบริหาร สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA), ชัชชัย ผลมูล รองนายกสมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA), อรอนงค์ ใจเย็น นายกสมาคมไทยคอมโพสิท (TCA), วิโรจน์ ศิริธนาศาสตร์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย (TDIA), รศ.วิรุฬห์ ศรีบริรักษ์ นายกสมาคมสมองกลฝังตัวไทย (TESA), ดร.ณัฐนัย คุณานุสนธิ์ อุปนายกสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) และนิธิภูมิ พงศ์เกรียงยศ อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมหล่อโลหะไทย (TFA) ร่วมยื่นข้อเสนอ
ในปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตสูงสุดจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งส่งผลกระทบดังนี้ :
1. การสูญเสียฐานการผลิต : ค่ายรถยนต์ เริ่มปรับกลยุทธ์นำเข้ารถ EV สำเร็จรูป (CBU) จากประเทศจีน โดยใช้สิทธิประโยชน์ภาษี 0 % แทนการผลิตในไทย
2. วิกฤตผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย : ผู้ประกอบการไทยกำลังสูญเสียคำสั่งซื้ออย่างรุนแรง และเสี่ยงต่อการล่มสลายของห่วงโซ่อุปทาน
3. หน้าผาอุตสาหกรรมในปี 2570 : เมื่อมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า EV3.5 สิ้นสุดลงในปี 2570 จะไม่มีภาระผูกพันการผลิตชดเชยในประเทศ และไม่มีเงินอุดหนุนจากภาครัฐ จึงมีโอกาสที่ค่ายรถยนต์จะนำเข้ารถยนต์จากจีนด้วยอัตราภาษี 0 % แทนการผลิตในประเทศ
โดยทาง 10 สมาคมขอให้รัฐบาลเร่งรัดออกมาตรการที่ปกป้องผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรักษาอธิปไตยทางเศรษฐกิจ โดยต้องการให้รัฐบาลตัดสินใจเลือกระหว่างการเป็นเพียงตลาดบริโภค EV ราคาถูก หรือการคงสถานะฐานการผลิตยานยนต์ที่มั่นคงของโลก และขอเข้าพบท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อชี้แจงรายละเอียด และหารือทางออกร่วมกันอย่างเร่งด่วนที่สุด
ข้อเสนอ 8 ยุทธศาสตร์สำคัญ กลุ่มสมาพันธ์ฯ ได้เสนอมาตรการฉุกเฉินครอบคลุม 8 ด้าน ดังต่อไปนี้
1. ปฏิรูปภาษีสรรพสามิต : สร้างส่วนต่างภาษีที่ชัดเจนระหว่างรถนำเข้า และรถที่ผลิตในไทย พร้อมใช้ระบบ “ลงทุนจริงแลกโควตานำเข้า” กำหนดส่วนต่างภาษีสรรพสามิตระหว่างรถผลิตในประเทศและรถนำเข้า (CBU) ให้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเพื่อจูงใจการลงทุน (เดิมภาษีสรรพสามิตของรถนำเข้ากับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศมีอัตราที่ต่างกันเพียง 8 % ซึ่งไม่จูงใจให้ผลิตรถยนต์ในประเทศ แทนการนำเข้า) และขอให้ภาครัฐพิจารณาระบบโควตา โดยนับยอดผลิตในประเทศ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จสาธารณะ ศูนย์วิจัย และพัฒนา ศูนย์รีไซเคิลแบทเตอรี เพื่อแลกโควตานำเข้า ด้วยภาษีอัตราต่ำลง เป็นต้น
2. การปรับปรุงระเบียบเขตปลอดอากร และยกระดับเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Local Content) : ปัจจุบันเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศที่ 40 % นั้นเพียงพอ แต่ควรปรับปรุงเกณฑ์การนับ Local Content ให้สะท้อนความเป็นจริง ตรวจสอบให้เข้มข้นขึ้น และบังคับสัดส่วนวัตถุดิบจากประเทศไทย (Thai Material Content) ให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการใช้ชิ้นส่วน และการผลิตในประเทศที่แท้จริง
3. การส่งเสริมการใช้ "ชิ้นส่วนร่วม" (Common Parts) : กำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องจัดซื้อชิ้นส่วนร่วม (ชิ้นส่วนที่ใช้ร่วมกันระหว่างรถ EV กับรถยนต์สันดาป) ที่ผู้ประกอบการในไทยมีศักยภาพในการผลิต โดยเฉพาะชิ้นส่วนมูลค่าสูง เช่น แชสซีส์ ตัวถัง ที่ผลิตในไทยเท่านั้น จึงจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสรรพสามิต
4. ปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทย : ปิดรับการส่งเสริมในกลุ่มที่ผู้ผลิตในประเทศมีศักยภาพเพียงพอแล้ว เว้นแต่เป็นการร่วมทุน (JV) ที่คนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 40 % และขอให้ BOI ตรวจสอบหลังได้รับส่งเสริมการลงทุนอย่างเข้มข้น ทั้งในด้านแรงงาน และเครื่องจักร หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ขอให้ถอนบัตรส่งเสริมทันที
5. แก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบ : เจรจาระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อจัดการโควตา และราคาวัตถุดิบต้นน้ำให้มีความเท่าเทียม และควบคุมการส่งออกเศษโลหะมีค่า
6. การยกระดับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) : ตรวจสอบย้อนกลับถึง Supplier อย่างน้อย Tier 3 เพื่อป้องกันการ “สวมสิทธิ์สินค้า” และรักษาชื่อเสียงการส่งออกไทย
7. การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) : กำหนด KPI ที่วัดผลได้จริง และบังคับเปิดช่องทางเชื่อมต่อ (Open Interface) ให้นักพัฒนาซอฟท์แวร์ไทยมีส่วนร่วม
8. การส่งเสริมการทดสอบในประเทศ และการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ADAS : บังคับให้มีการทดสอบ และปรับแต่งเทคโนโลยีให้เข้ากับสภาพบริบทการใช้ยานยนต์ไทย และให้ความสำคัญกับห้องปฏิบัติการทดสอบในไทย เพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ขั้นสูง
สุโรจน์ เเสงสนิท เผยว่า อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ไม่ได้มีเจตนาจะปิดกั้นรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ซึ่งทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น หรือทำให้ผู้บริโภคเสียประโยชน์ แต่ต้องการให้ภาครัฐออกแบบมาตรการที่ทำให้การแข่งขันในตลาดเป็นธรรมมากขึ้น ระหว่างบริษัทที่ลงทุนจริง ผลิตจริง ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และสร้างห่วงโซ่อุปทานในไทย กับบริษัทที่เน้นการนำเข้ารถสำเร็จรูปเข้ามาจำหน่าย โดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนไทยซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงเพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่ใช่การกีดกันการค้าเสรี แต่เป็นการรักษาสมดุล และปกป้องอธิปไตยทางเศรษฐกิจของชาติ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของคนไทยทุกคน
............................................................................................................................
Ford เปิดตัวทีมแข่ง TSS 2569
Ford ประเทศไทย สร้างปรากฏการณ์ความตื่นเต้นในสนามแข่งรถทางเรียบ โดยทีม Ford Thailand Racing หรือ FTR นำรถแข่งกระบะ Ford Ranger เครื่องยนต์ วี 6 3.0 ลิตร เทอร์โบ 3 คัน ลงสนาม พร้อมเปิดตัว 2 นักแข่งมืออาชีพที่มาร่วมเสริมทัพกับ แซนดี เคราแก้ว สตูวิค สร้างความเร้าใจในนัดเปิดฤดูกาลของ Thailand Super Series 2569 รุ่น Thailand Super Pickup ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิท จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2569
การแข่งขันในรุ่น Thailand Super Pickup ปีนี้ ทีม FTR ได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรพัฒนารถแข่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่งรถกระบะ Ford Ranger เครื่องยนต์ วี 6 3.0 ลิตร เทอร์โบ 3 คัน แสดงสปิริทดีเอนเอสายพันธุ์แข่ง ภายใต้นิยาม "Racing DNA" ผ่านความเร็ว และสมรรถนะความทนทานของเครื่องยนต์ที่ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสำหรับสนามทางเรียบ ควบคู่กับระบบช่วงล่างที่วิศวกรโรงงาน Ford ได้ร่วมพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนของสนามแข่ง ด้านลวดลายภายนอกของรถแข่งทั้ง 3 คัน ยังได้รับการดีไซจ์นที่แตกต่าง สะท้อนความแรง เร้าใจ (Thrill) รวมทั้งสไตล์การปรับแต่งรถของทีมพัฒนารถ และบุคลิกของนักแข่งทีม FTR ทั้ง 3 คน
นักแข่งรถมืออาชีพในนามทีม Ford Thailand Racing หรือ FTR ฤดูกาลแข่งรายการ Thailand Super Series 2569
แซนดี เคราแก้ว สตูวิค นักแข่งระดับโลกเชื้อสายไทย-นอร์เวย์ ขับรถ Ford Ranger Single Cab หมายเลข 3 ที่พัฒนาโดยทีม YK Motorsports โดย แซนดี กวาดถ้วยรางวัลมาแล้วมากมายในทวีปยุโรป และเอเชีย และในปี 2568 ที่สนามสุดท้ายของการแข่ง Thailand Super Series สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศทั้งในคลาสส์เอ และรางวัลชนะเลิศ Overall ยืน 2 โพเดียมอย่างสมศักดิ์ศรี
เบสท์-ธนพล ชูเจริญผล ลงแข่งด้วยรถ Ford Ranger Single Cab หมายเลข 15 พัฒนาโดยทีมองค์โด้ มอเตอร์สปอร์ท โดยเบสท์-ธนพล เป็นนักแข่งรถแถวหน้าของประเทศ โดดเด่นด้วยดีกรีแชมพ์ในรุ่น Thailand Super Pickup Overall และคลาสส์เอ จากรายการ Thailand Super Series ในปี 2566 และมีชื่อเสียงระดับสากลจากการคว้ารางวัลชนะเลิศในการแข่งขัน Drag รายการใหญ่ในสหรัฐอเมริกาปี 2556
บูม-กันตธีร์ กุศิริ นักแข่งรถระดับโลกชาวไทยผู้มากประสบการณ์ ขับรถ Ford Ranger Single Cab หมายเลข 18 พัฒนาโดยทีม Aurora Design Dynamics เตรียมขับรถกระบะลงสนามแข่งเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ บูม-กันตธีร์เป็นนักแข่งรถที่สร้างชื่อเสียง และคว้าชัยชนะมาแล้วมากมายทั้งในระดับประเทศ และระดับสากล โดยเฉพาะการเป็นแชมพ์รายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับภูมิภาคเอเชีย (TCR Asia Series) เมื่อปี 2560 รวมถึงการโชว์ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมในรายการแข่งขันรถทางเรียบยุโรปอย่าง Formula 3 ในรายการ Euro Formula Open ระหว่างปี 2558-2559 การก้าวมาขับรถกระบะสมรรถนะสูง Ford Ranger จึงถือเป็นบทพิสูจน์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นในการนำเทคนิคการขับขี่ระดับสากลมาปรับใช้
รัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ Ford ประเทศไทย กล่าวว่า Ford รู้สึกตื่นเต้น และยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับนักแข่งรถมืออาชีพระดับโลกอย่าง บูม-กันตธีร์ และเบสท์-ธนพล มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีม FTR ในฤดูกาลแข่ง 2569 การปรับไลน์อัพขยายทีมพัฒนารถ และการต้อนรับสมาชิกใหม่ในครั้งนี้ นับเป็นช่วงเวลาพิเศษที่ Ford ประเทศไทย กำลังเข้าสู่ปีที่ 30
ขณะเดียวกัน ทีม FTR ก็ได้ร่วมลงแข่งในรายการ Thailand Super Series ต่อเนื่องปีที่ 7 ด้วยประสบการณ์ในสนามแข่ง และความเชี่ยวชาญของพันธมิตร Ford มั่นใจว่าการแข่งขันในปีนี้จะมีสีสันและคึกคักมากขึ้น ตอกย้ำ Racing DNA ของทั้งทีมงาน และสมรรถนะของเครื่องยนต์รถกระบะ Ford Ranger ได้อย่างชัดเจน
รถกระบะ Ford Ranger Single Cab ทั้ง 3 คัน ใช้เครื่องยนต์ วี 6 3.0 ลิตร เทอร์โบ ได้รับการยกระดับไปอีกขั้นสำหรับสนามแข่งโดยเฉพาะ อาทิ ระบบระบายอากาศที่พัฒนาให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น การปรับลดน้ำหนักรถ และการกระจายน้ำหนักให้ดีขึ้น, การปรับตั้งค่าระบบกันสะเทือนให้เข้ากับน้ำหนักตัวรถ และเหมาะกับสภาพถนนของสนามแข่ง อีกทั้งยังพัฒนาความทนทานของตัวเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นด้วย
............................................................................................................................
Michelin แนะวิธีเลือกยางเพื่อประหยัดน้ำมัน
เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง Michelin (มิเชอแลง) ผู้นำด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยียางล้อระดับโลก ได้ชี้ให้เห็นว่ายางรถยนต์มีบทบาทสำคัญต่อประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมทั้งแนะแนวทางในการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์สันดาป และเพิ่มระยะทางขับขี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
ทั้งนี้ ยางรถยนต์รุ่นใหม่ส่งผลต่ออัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าที่ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่คาดคิด แนวทางประหยัดพลังงานของ Michelin สะท้อนอยู่ในปรัชญาองค์กร Michelin Total Performance ที่มุ่งพัฒนายางให้มีสมรรถนะสูงทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะ ความปลอดภัย อายุการใช้งาน และประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ลดการสิ้นเปลืองพลังงานด้วยยางที่มีแรงต้านการหมุนของล้อต่ำ
รถยนต์ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 20-30 % ไปเพื่อเอาชนะแรงต้านทานการหมุนของล้อ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนรูปของยางขณะสัมผัสพื้นถนน หากยางมีแรงต้านทานการหมุนสูง เครื่องยนต์จำเป็นต้องทำงานหนักขึ้น และเผาผลาญเชื้อเพลิงมากขึ้นเพื่อให้รถยนต์เคลื่อนที่ ยางแต่ละรุ่นมีอัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแตกต่างกัน โดยฉลากยางของสหภาพยุโรป (EU Tire Label) ได้จัดระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Efficiency Ratings) เอาไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ A (ประสิทธิภาพสูงสุด) ไปจนถึง E (ประสิทธิภาพต่ำสุด) ความแตกต่างระหว่างแต่ละระดับอาจทำให้รถสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นได้ถึง 7.5 % หรือเทียบเท่า 0.5 ลิตร/ระยะทาง 100 กิโลเมตร (อ้างอิงการใช้เชื้อเพลิงเฉลี่ย 7 ลิตร/100 กิโลเมตร)
ยางพรีเมียมรุ่นใหม่ของ Michelin แสดงให้เห็นว่าสามารถผสานคุณสมบัติที่เหนือกว่าในด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ความปลอดภัย และความสบายขณะขับขี่ เข้าด้วยกันได้ในหนึ่งเดียว โดยไม่เพียงช่วยประหยัดเชื้อเพลิง แต่ยังให้สมรรถนะการยึดเกาะที่เป็นเยี่ยม และอายุการใช้งานที่ยาวนานร่วมด้วย ยกตัวอย่างเช่น ยางที่เปิดตัวล่าสุด "Michelin Primacy 5 energy" ได้รับมาตรฐานสูงสุดจากยุโรประดับ AAA โดยได้ A ในด้านการลดเสียงรบกวนจากภายนอก, สมรรถนะการยึดเกาะบนถนนเปียก และแรงต้านทานการหมุน ทั้งยังมีอายุใช้งานยาวนานเหนือกว่า จึงให้ระยะทางวิ่งมากขึ้น ไม่ว่าจะใช้งานกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เชื้อเพลิง หรือรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ยาง "Michelin Pilot Sport 5 energy" ได้รับมาตรฐานระดับ AA สำหรับสมรรถนะการยึดเกาะบนถนนเปียก และประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยไม่เพียงตอบสนองต่อการควบคุมได้อย่างแม่นยำฉับไว และให้ประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือชั้น แต่ยังประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยการลดความถี่ในการเติมน้ำมัน และชาร์จแบทเตอรี
ด้วยนวัตกรรมยางรุ่นล่าสุดของ Michelin โดยเฉพาะยาง Michelin Primacy 5 energy และยาง Michelin Pilot Sport 5 energy ซึ่งฉลากยางของสหภาพยุโรปจัดอันดับให้อยู่ในระดับ A ด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ผู้ขับขี่สามารถลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้สูงสุดถึง 6 % (ราว 0.3 ลิตร/ระยะทาง 100 กิโลเมตร) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ยางทั้ง 2 รุ่นดังกล่าวยังช่วยเพิ่มระยะทางการขับขี่ได้มากถึง 10 % เมื่อเทียบกับยางระดับ C นอกจากนี้ ในการทดสอบอิสระซึ่งจัดทำโดย DEKRA ยังพบว่ายาง Michelin Primacy 5 energy ซึ่งได้รับรางวัล “ยางแห่งปี” (Tire of the Year) ในงานแสดงเทคโนโลยียางรถยนต์ Tire Technology Expo ประจำปี 2569 ณ เมืองฮันโนเฟร์ ประเทศเยอรมนี ให้ประสิทธิภาพด้านระยะทางวิ่งสูงสุดเหนือกว่ายางคู่แข่งชั้นนำในกลุ่มประเภทเดียวกันได้ถึง 40 %
เคล็ดลับการขับขี่แบบประหยัดเชื้อเพลิง
แม้การเลือกยางจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ยังมีวิธีอื่นที่ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน ได้แก่
- รักษาระดับความดันลมยางให้เหมาะสม : หากลมยางต่ำกว่าค่ามาตรฐานเพียง 0.5 บาร์ จะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงควรตรวจสอบระดับแรงดันลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้งขณะที่ยางเย็นตัว
- ขับรถด้วยความเร็วปานกลาง : การรักษาความเร็วสม่ำเสมอที่ประมาณ 80-90 กม./ชม. ซึ่งเป็นช่วงความเร็วที่เครื่องยนต์เผาไหม้เชื้อเพลิงได้คุ้มค่ามากที่สุด สามารถลดการใช้เชื้อเพลิงได้มากถึง 25 %
- ขับอย่างนุ่มนวล : ประหยัดเชื้อเพลิงได้โดยหลีกเลี่ยงการเหยียบคันเร่งแบบกระชาก, เปลี่ยนเกียร์ให้สัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์ และชะลอรถล่วงหน้าเมื่อเห็นสัญญาณไฟจราจร
- ลดน้ำหนักบรรทุกที่ไม่จำเป็น : นำสัมภาระที่ไม่จำเป็นออกจากรถเพื่อลดภาระเครื่องยนต์ เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 25 กก. จะทำให้ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงลดลงราว 1 % โดยมีผลกระทบมากขึ้นในรถยนต์ขนาดเล็ก
Michelin ขอเชิญชวนผู้ขับขี่ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฟันฝ่าวิกฤตพลังงานที่กำลังดำเนินอยู่ ด้วยการเลือกใช้ยางที่เหมาะสม ดูแลรักษายางอย่างถูกวิธี และขับขี่อย่างชาญฉลาด ซึ่งไม่เพียงช่วยให้ผู้ขับขี่ประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง โดยยังคงความปลอดภัย และความเพลิดเพลินในการขับขี่เอาไว้ได้ แต่ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจเพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตราคา และภาวะขาดแคลนพลังงานไปได้ด้วยดี
............................................................................................................................
PTG โชว์ผลดำเนินงานไตรมาสแรก เติบโตมากกว่า 80 %
บมจ. พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ธุรกิจ Non-Oil เติบโตต่อเนื่อง รับแรงหนุนจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยที่รายได้ และกำไรขั้นต้นเติบโตมากกว่า 80 % YoY จากการขยายสาขาแตะจำนวน 2,308 สาขา และการเพิ่มขึ้นของยอดขายจากสาขาเดิมผ่านสมาชิกบัตร PT Max Card และ PT Max Card Plus รวมถึงการพัฒนาแบรนด์ในเชิงคุณภาพ ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางเติบโต 5.2 % YoY หนุนอัตรากำไรขั้นต้นเติบโต 6.1 % YoY ตอกย้ำปี 2569 คงเป้ารายได้ธุรกิจ Non-Oil เติบโต 30-40 % YoY และรักษาสัดส่วนกำไรขั้นต้นธุรกิจ Non-Oil อยู่ที่ระดับ 40-45 % ผ่านการบริหารพอร์ทธุรกิจ การควบคุมต้นทุน และค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
พิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569) มีผลขาดทุนสุทธิ 174 ล้านบาท เทียบ YoY ที่มีกำไรสุทธิ 186 ล้านบาท หรือขาดทุน 194 % YoY ขณะที่ผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้เป็นเจ้าของบริษัทใหญเท่ากับ 205 ล้านบาท เทียบ YoY ที่มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ 190 ล้านบาท พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน 208.1 % YoY และ 165.3 % QoQ สาเหตุหลักมาจากธุรกิจ Oil ที่มีกำไรขั้นต้นลดลง 15.9 % YoY และ 19.2 % QoQ เป็น 2,267 ล้านบาท จากความไม่สอดคล้องในเชิงเวลาระหว่างต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาตลาดโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันในประเทศ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นต่อลิตรลดลง 20.1 % YoY และ 20.3 % QoQ ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางเติบโต 5.2 % YoY และ 1.5 % QoQ สู่ระดับ 1,753 ล้านลิตร จากความต้องการใช้น้ำมันที่เร่งตัวขึ้นกว่าปกติในช่วงเดือนมีนาคม ขณะที่สัดส่วนอัตรากำไรขั้นต้นเติบโต 6.1 % YoY
ส่วนรายได้จากการขาย และการให้บริการในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 56,832 ล้านบาท ลดลง 1.0 % YoY แต่เพิ่มขึ้น 0.2 % QoQ มีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขาย และการให้บริการธุรกิจ Oil มีจำนวน 50,312 ล้านบาท ลดลง 3.4 % YoY เป็นผลจากราคาค้าปลีกน้ำมันเฉลี่ยหน้าสถานีบริการที่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม รายได้ธุรกิจ Oil ฟื้นตัวได้ 0.3 % QoQ จากปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางที่เพิ่มขึ้น 1.5 % QoQ
ทั้งนี้ ผลจากต้นทุนคงที่ที่สูงขึ้นตามการขยายสาขา ประกอบกับแรงกดดันต่อกำไรดำเนินงานจากความผันผวนของธุรกิจ Oil ส่งผลให้กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ลดลง 15.0 % YoY และ 35.3 % QoQ เป็น 1,281 ล้านบาท
"ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 สะท้อนแรงกดดันจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม ที่เศรษฐกิจเริ่มเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ และราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ กระทบต่อต้นทุนพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในหลายภาคส่วน ขณะที่ภาคธุรกิจ และกำลังซื้อภายในประเทศยังฟื้นตัวได้อย่างจำกัดภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน"
สำหรับธุรกิจ Non-Oil
ยังคงเติบโตแข็งแกร่ง โดยมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 50.6 % YoY และ 5.7 % QoQ สู่ระดับ 2,001 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากธุรกิจอาหาร และเครื่องดื่มอย่างกาแฟพันธุ์ไทย ที่มีการเติบโตของรายได้ และกำไรขั้นต้นมากกว่า 80 % YoY จากการขยายสาขา และการเพิ่มขึ้นของยอดขายจากสาขาเดิม (Same-Store-Sales Growth: SSSG) ส่งผลให้สัดส่วนกำไรขั้นต้นจาก Non-Oil ขยับขึ้นสู่ระดับ 46.9 % ของกำไรขั้นต้นรวม สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่ต่อเนื่องของบริษัทฯ สู่พอร์ทธุรกิจที่มีความสมดุล และยืดหยุ่นต่อความผันผวนของตลาดพลังงานมากยิ่งขึ้น
ส่วนรายได้จากการขาย และการให้บริการธุรกิจ Non-Oil ในไตรมาส 1/2569 มีจำนวน 6,520 ล้านบาท เติบโต 22.1 % YoY แต่ลดลงเล็กน้อย 0.9 % QoQ ซึ่งมาจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย โดยมีรายได้จากการขาย และการให้บริการอยู่ที่ 1,766 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84.1 % YoY และ 8.8 % QoQ ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนาแบรนด์ในเชิงคุณภาพ โดยจำนวนสาขากาแฟพันธุ์ไทย ณ สิ้นไตรมาส มีจำนวนสาขาอยู่ที่ 2,308 สาขา เพิ่มขึ้น 56.4 % YoY หรือคิดเป็น 832 สาขา เทียบเท่ากับอัตราการขยายสาขามากกว่า 2 สาขา/วัน และเพิ่มขึ้น 7.3 % QoQ หรือ 157 สาขา
ธุรกิจแกส LPG
มีรายได้ 2,683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3 % YoY และ 1.3 % QoQ ได้รับแรงสนับสนุนหลักจากปริมาณการจำหน่ายแกส LPG ที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเติบโต 2.9 % YoY และ 1.5 % QoQ เป็น 109 ล้านกิโลกรัม โดยเฉพาะกลุ่มแกส LPG ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น 10.7 % YoY และ 2.0 % QoQ เป็น 26 ล้านกิโลกรัม ตามจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี กำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil คิดเป็นสัดส่วน 46.9 % ของกำไรขั้นต้นรวม โดยแบ่งเป็น กำไรขั้นต้นจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย 22.5 % ธุรกิจแกส LPG 9.5 % และธุรกิจอื่นๆ อีก 14.9 % อาทิ ธุรกิจน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ Max Mart ธุรกิจศูนย์บริการซ่อมแซม และบำรุงรักษารถยนต์ Autobacs ธุรกิจร้านอาหาร Subway และธุรกิจน้ำมันเครื่อง Maxnitron เป็นต้น
ปี 2569 บริษัทฯ ยังคงเป้ารายได้ธุรกิจ Non-Oil เติบโต 30-40 % YoY และรักษาสัดส่วนกำไรขั้นต้นธุรกิจ Non-Oil ให้อยู่ที่ระดับ 40-45 % ผ่านการบริหารพอร์ทธุรกิจ การควบคุมต้นทุน และค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ส่วนธุรกิจ Oil ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสร้างกระแสเงินสด และเสถียรภาพให้แก่กลุ่มบริษัท แม้ในช่วงไตรมาส 1/2569 ธุรกิจพลังงานจะเผชิญกับความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานในประเทศ และสภาวะการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน โดยบริษัทฯ ยังคงเป้าหมายปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางในปี 2569 ตามเป้าที่ระดับ 3-5 % YoY แม้อยู่ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจ และตลาดพลังงานที่ยังมีความผันผวน
บริษัทฯ ยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้โครงสร้างกลยุทธ์ "Powering Thai Lives: Everywhere · Everyday · Everyone" อย่างต่อเนื่อง ผ่านการเชื่อมโยงธุรกิจ Oil และ Non-Oil ภายใต้ฐานสมสชิก PT Max Card กว่า 25 ล้านราย เพื่อเพิ่มความถี่การใช้บริการ และมูลค่าต่อลูกค้าภายในระบบนิเวศ Max World พร้อมมุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงดำเนินต่อไป
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกมิติของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเดินทาง อาหาร และเครื่องดื่ม ไปจนถึงบริการด้านยานยนต์ และพลังงานสะอาด ภายใต้วิสัยทัศน์ "อยู่ดี มีสุข" ที่สะท้อนความตั้งใจของบริษัทฯ ในการเป็นส่วนหนึ่งของทุกช่วงเวลาในชีวิตของผู้บริโภคอย่างยั่งยืน






























