บทความ
BMW ส่งมอบ 330e M Sport ให้แก่ธนาคารออมสิน เจาะตลาดฟลีทองค์กร ใครได้อะไรจากดีลนี้ ?

การส่งมอบรถยนต์ BMW 330e M Sport ให้แก่ธนาคารออมสิน ถือเป็นการสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์องค์กรในประเทศไทยHighlight
การส่งมอบรถยนต์ BMW 330e M Sport (บีเอมดับเบิลยู 330 อี เอม สปอร์ท) ให้แก่ ธนาคารออมสิน (GSB) เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 อาจดูเป็นเพียงอีกหนึ่งดีลรถยนต์สำหรับใช้งานองค์กร แต่หากมองให้ลึกกว่าการส่งมอบรถครั้งนี้ กลับสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์องค์กรในประเทศไทยได้เหมือนกัน
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่าง BMW ประเทศไทย, บาร์เซโลนา มอเตอร์ ผู้จำหน่าย BMW อย่างเป็นทางการ และบริษัท พนากิจเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้ให้บริการด้าน Fleet Management กับธนาคารออมสิน โดยรถ BMW 330e M Sport จะถูกนำมาใช้ทดแทนรถฟลีทเดิมที่หมดอายุสัญญา
BMW ระบุว่า การเลือก BMW 330e M Sport ซึ่งเป็นรถยนต์พลัก-อิน ไฮบริด หรือ PHEV มีเป้าหมายเพิ่มเติมในเรื่องการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และลดการปล่อยแกสเรือนกระจก
จุดนี้น่าสนใจ เพราะ PHEV เป็นเทคโนโลยีที่อยู่กึ่งกลางระหว่างรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปกับรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
ในมุมขององค์กร รถประเภทนี้มีข้อได้เปรียบ คือ สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าในการเดินทางประจำวัน ขณะเดียวกันก็ยังมีเครื่องยนต์สันดาปสำหรับการเดินทางระยะไกล ทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานทั้งหมดเหมือนการเปลี่ยนจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปเป็น BEV
สำหรับรถที่ต้องใช้ในภารกิจขององค์กร ความยืดหยุ่นดังกล่าวจึงมีความหมายมากกว่าความแรง หรือความหรูหรา
- สมรรถนะ และความสะดวกสบาย BMW 330e เป็นรถยนต์ในตระกูล 3 Series ซึ่งเหมาะกับการใช้งานในลักษณะรถผู้บริหาร หรือรถสำหรับภารกิจขององค์กร ขณะที่ระบบพลัก-อิน ไฮบริดช่วยเพิ่มทางเลือกในการใช้พลังงานไฟฟ้า
- ลดการพึ่งพาน้ำมัน เมื่อสามารถชาร์จไฟ และใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าในสถานการณ์ที่เหมาะสม การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงก็มีโอกาสลดลง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายด้านการใช้พลังงานทางเลือกที่ออมสินระบุไว้
- บริหารต้นทุนในระยะยาวได้ง่ายขึ้น BMW 330e M Sport มาพร้อมโปรแกรม BMW Service Inclusive (BSI) ระยะเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมการบำรุงรักษาตามมาตรฐานของผู้ผลิต และช่วยลดภาระในการบริหารค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษา
สำหรับรถองค์กร เรื่องต้นทุนระยะยาวถือได้ว่ามีความสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็น ค่าบำรุงรักษา ค่าอะไหล่ ค่าเสื่อมราคา ค่าเชื้อเพลิง และต้นทุนด้านการบริหารจัดการรถตลอดอายุสัญญา
ดังนั้น การเลือก PHEV พร้อมแพคเกจบำรุงรักษา จึงสามารถมองได้ว่าเป็นการบริหาร Total Cost of Ownership (TCO) มากกว่าการซื้อรถเพียงคันเดียว
หากมองจากฝั่ง BMW ประโยชน์ไม่ได้อยู่ที่ยอดขายรถจำนวนหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่
1. ได้ตลาด Fleet ที่มีมูลค่าต่อเนื่อง ตลาดรถองค์กรมีความแตกต่างจากตลาดลูกค้าทั่วไป เพราะการได้ลูกค้าองค์กรหนึ่งรายอาจนำไปสู่การจัดหารถหลายคัน และที่สำคัญ คือ มีโอกาสเกิดการต่อสัญญา หรือจัดหารถชุดใหม่ในอนาคต
2. ได้ Portfolio สำหรับตลาดองค์กร BMW สามารถนำกรณีดังกล่าวไปสื่อสารกับองค์กรอื่นได้ว่า รถ PHEV สามารถนำมาใช้เป็นรถฟลีทองค์กรได้จริง นี่อาจมีมูลค่าทางการตลาดมากกว่าการขายรถให้ลูกค้ารายบุคคลเพียงหนึ่งราย
3. ตอกย้ำภาพ BMW ไม่ได้ขายเพียงรถหรู แต่ทำให้เห็นภาพของการใช้พลังงานทางเลือก การลดการปล่อยแกสเรือนกระจก และความยั่งยืนของ BMW ชัดเจนขึ้น
สำหรับธนาคารออมสินเองก็ไม่ได้เลือก BMW เพียงเพราะต้องการรถระดับพรีเมียม จากคำกล่าวของผู้บริหารฯ
แต่จุดประสงค์หลัก คือ ต้องการรถเพื่อทดแทนรถฟลีทเดิมที่หมดสัญญา โดยต้องตอบโจทย์ทั้งสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน และลดการปล่อยแกสเรือนกระจกจากการเดินทาง มองว่าสิ่งที่ธนาคารออมสินได้จากดีลนี้ คือ
1. ไม่ต้องเปลี่ยนวิถีการใช้งานรถ เพราะรถแบบ PHEV ลดการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันได้ แต่ยังมีเครื่องยนต์เป็นทางเลือกเมื่อจำเป็น นี่แตกต่างจากการเปลี่ยนไปใช้ BEV ทั้งหมด ซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ ระยะทาง และรูปแบบการเดินทางขององค์กรใหม่
2. ลดภาระการบำรุงรักษา แพคเกจ BSI 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร ช่วยให้ธนาคารสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาได้ง่ายขึ้น ทำให้การจัดทำงบประมาณมีความแน่นอนมากขึ้น
3. ได้ประโยชน์ด้านภาพลักษณ์องค์กร ออมสินเป็นองค์กรขนาดใหญ่ การนำรถ PHEV มาใช้ในภารกิจ สามารถทำหน้าที่เป็น "สัญลักษณ์" ของการนำแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมมาสู่การปฏิบัติจริงได้
ดีล BMW กับออมสินยังสะท้อนทเรนด์ที่น่าสนใจของตลาดรถยนต์ไทย
ในอดีต การจัดหารถองค์กรอาจให้ความสำคัญกับราคาซื้อ ความทนทาน และค่าบำรุงรักษาเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันโจทย์มีความซับซ้อนมากขึ้น
องค์กรต้องคิดถึงต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึง ESG การลดคาร์บอน และภาพลักษณ์ขององค์กร
สำหรับ BMW การที่ประเทศไทยมีฐานการประกอบรถ PHEV และมีเครือข่ายบริการในประเทศ ยิ่งทำให้รถประเภทนี้สามารถนำเสนอเป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าองค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม
BMW ระบุว่าในปี 2568 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มียอดจดทะเบียนรถยนต์ BMW และ MINI (มีนี) รวม 12,247 คัน แบ่งเป็น BMW 10,582 คัน และ MINI 1,665 คัน ขณะที่โรงงานในประเทศไทยยังทำหน้าที่เป็นฐานการประกอบรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ของ BMW ในภูมิภาคอาเซียน
ดังนั้น การขยายตลาด PHEV ไปยังกลุ่มลูกค้าองค์กรจึงมีเหตุผลในเชิงธุรกิจอย่างชัดเจน
ติดตามความเคลื่อนไหวทั้งหมดในวงการ รถยนต์

บทความแนะนำ

