Quattroruote ลองของแรง
LAMBORGHINI TEMERARIO พลังไฮบริดสุดร้อนแรง !
สปอร์ทคูเปรุ่นใหม่จาก SANT‘AGATA คันนี้ คือ จุดสิ้นสุดของยุคสมัยของเครื่องยนต์ วี 10 สูบ หลังรับใช้รถสปอร์ทหลายรุ่นอย่างภาคภูมิมาเป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษ โดยถูกแทนที่ด้วยขุมพลังแบบ วี 8 สูบ เทอร์โบคู่แบบไฮบริด ให้กำลังมหาศาลถึง 920 แรงม้า เราได้ทดสอบจริงในสนามเอสโตริล
ชื่อของ LAMBORGHINI TEMERARIO (ลัมโบร์กินี เตเมรารีโอ) มีความหมายพิเศษอยู่ในตัวเอง ประการแรก คือ ความกล้าที่จะอำลาขุมพลังแบบ วี 10 สูบ ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของซูเพอร์คาร์ในยุคก่อนหน้านี้ไปแล้ว หลังใช้งานมากว่า 20 ปี ประการถัดมา ไม่เพียงถูกแทนด้วยเครื่องยนต์ที่มีจำนวนลูกสูบน้อยลงเท่านั้น แต่ยังเป็นขุมพลังแบบพลัก-อิน ไฮบริดอีกด้วย และนั่นคือ จุดเริ่มต้นของเรื่องราวบทใหม่ ลองไปบอกแฟนพันธุ์แท้ให้เชื่อดูสิว่า ต่อจากนี้ การทะยานสู่เส้นสีแดงของรอบเครื่องยนต์ในช่วงแรกจะเป็นการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า รวมถึงยังสามารถแล่นเป็นระยะทางสั้นๆ ด้วยความเงียบสงบ พร้อมแบกน้ำหนักแบทเตอรี ระบบปรับอากาศ และสายไฟสีส้มจำนวนหนึ่งไว้ด้วย การทดสอบครั้งนี้จึงเป็นเสมือนภารกิจของการทำความเข้าใจว่าเหตุใด LAMBORGHINI เลือกเส้นทางนี้
ทายาทของความสปอร์ทระดับตำนาน
มีเส้นเชื่อมโยงบางๆ ระหว่างซูเพอร์คาร์ยุคนี้ (และอาจรวมถึงรุ่นใหม่ในอนาคต) เข้าไว้ด้วยกัน นั่นคือ “พลังงานไฟฟ้า” ไม่ใช่เพียงรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้นที่มีอนาคตต่อไป แต่ยังรวมถึงรถยนต์ที่ยังต้องการคงเครื่องยนต์สันดาปไว้ด้วย ลองดูตัวเลขเบื้องต้น: TEMERARIO มีค่าการปล่อยไอเสียอยู่ที่ 272 กรัม/กม. ลดลงจากรุ่น HURACAN (อูรากัน) ก่อนหน้านี้ซึ่งมีค่าไอเสียที่ 328 กรัม/กม. ลดลงถึง 18 % กับคำถามที่ว่า รถแบบนี้จะช่วยรักษาสภาพแวดล้อมของโลกได้หรือ ? คำตอบ คือ “ไม่” แต่สำหรับผู้ผลิตที่ยอดขายมากกว่า 10,000 คัน/ปี ติดต่อกันหลายปี การขยับเข้าสู่ระบบไฟฟ้า คือ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงเป้าหมายของแผนลดการปล่อยไอเสียลงอีก 80 % ภายในปี 2030 ซึ่งจะเป็นปีที่มีการเผยโฉมรถไฟฟ้าล้วน 2 รุ่น ทั้งครอสส์โอเวอร์ (จากรถต้นแบบ LANZADOR) และเอสยูวีรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในอนาคตอันใกล้
กลับมาที่ TEMERARIO แม้จะอยู่ห่างเราเพียงไม่กี่เมตรแรก ก็รู้ได้ทันทีว่า จุดเด่นของรถสปอร์ทรุ่นนี้ คือ การทำงานประสานกันอย่างลงตัวระหว่างขุมพลังสันดาป และมอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องยนต์แบบ วี 8 ขนาด 4.0 ลิตร บลอคนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อรีดกำลังรวมทั้งระบบสูงสุด และทำงานได้ยอดเยี่ยมตั้งแต่รอบต่ำ ก่อนจะทะยานไปสู่รอบสูงอย่างเร้าใจ เมื่อผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าถึง 3 ตัว จึงให้กำลังรวมสูงสุดถึง 920 แรงม้า
สมองกลเวอร์ชัน 2.0
แน่นอนว่า น้ำหนักตัวของรถสปอร์ทคันนี้มีสูงมาก และอาจทำให้บางคนมีความลังเลที่จะขับ LAMBORGHINI คันนี้ทะยานไปตามโค้งในสนามที่เร็ว และท้าทายเช่นนี้ ตัวเลขจากโรงงานระบุว่า TEMERARIO มีน้ำหนักตัวแบบไม่รวมของเหลวใดๆ ที่ 1,690 กก. หนักกว่า HURACAN อย่างชัดเจน แต่ก็ให้พละกำลังสูงกว่าในระดับที่ HURACAN ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยอัตราส่วนน้ำหนักต่อแรงม้าเพียง 1.83 กก./แรงม้า ทำให้มันพุ่งทะยานอย่างดุเดือด กวาดรอบเครื่องอย่างหิวกระหายทุกครั้งที่เปลี่ยนเกียร์
คำถามอาจอยู่ที่ “ความคล่องแคล่ว” ของรถมากกว่า เพราะรถสปอร์ทที่มีน้ำหนักเกือบ 2 ตัน ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ บางครั้งผู้ขับอาจรู้สึกว่า หากลดน้ำหนักลงอีกสัก 300-400 กก. ความสนุกเร้าใจคงพุ่งสูงขึ้นไปอีกมากโข แต่เมื่อมองโดยรวมแล้ว ต้องยอมรับว่าช่วงแรกหลังจากออกตัว เมื่อเทียบกับ HURACAN รถสปอร์ทรุ่นใหม่ มีความแตกต่างที่สัมผัสได้ชัดเจน ทั้งในด้านความแม่นยำของพวงมาลัย และการสื่อสารของทุกระบบ ทั้งหมดทำงานประสานกันอย่างยอดเยี่ยมด้วยสมองกลรุ่นใหม่กับระบบ LAMBORGHINI DINAMICA VEICOLO 2.0 ที่คอยควบคุมเซนเซอร์ และหน่วยประมวลผลนับไม่ถ้วนแบบไร้รอยต่อ
สำหรับ HURACAN แหล่งที่มาของความดุดันแทบทั้งหมดมาจากเครื่องยนต์แบบ วี 10 สูบ กับสมรรถนะการขับที่เร้าใจถึงที่สุด แต่สำหรับ TEMERARIO ทุกอย่างดูกลมกล่อมลงตัวกว่าเดิม ทั้งคล่องแคล่ว ทั้งการคาดเดาพฤติกรรมการตอบสนองได้ง่าย เสียงเครื่องยนต์ยังคงเร้าใจ สามารถไต่รอบเครื่องยนต์ที่ไหลลื่นจนแตะระดับ 10,000 รตน. แม้ว่าจะมีเทอร์โบ 2 ลูก แต่คุณแทบลืมไปว่าเครื่องยนต์ยังพ่วงระบบเทอร์โบอยู่ จุดประสงค์ชัดเจนของการพัฒนารูปแบบเครื่องยนต์ดังกล่าว คือ การใช้พลังไฟฟ้าเพื่อยกระดับการทำงานของเครื่องสันดาป สูตรดังกล่าวทำให้การอำลาขุมพลังอันเป็นตำนาน เป็นสิ่งที่พอทำใจรับได้ไม่ยากนัก เพื่อลดผลกระทบของน้ำหนักต่อการขับขี่โดยรวม LAMBORGHINI วางอุปกรณ์ที่มีน้ำหนักมากที่สุดอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำที่สุด เพื่อลดจุดศูนย์ถ่วง และเลือกใช้โครงสร้างตัวถังแบบอลูมิเนียมที่เบา และแข็งแรง
การผสมผสานอย่างชาญฉลาด
โครงสร้างตัวถังแบบใหม่ของ TEMERARIO ถือเป็นนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความแข็งแรงควบคู่กับความเบาของตัวถัง ส่วนประกอบแบบหล่อขึ้นรูปแรงดันสูงทำจากโลหะผสมความแข็งแรงสูง หลายชิ้นผลิตด้วยเทคโนโลยีขึ้นรูปด้วยแรงดันน้ำ รวมถึงชิ้นส่วนที่มีความกลวง และบาง แต่ยังแข็งแรง ผลิตด้วยแม่พิมพ์ที่ซับซ้อน น้ำหนักเบา ส่งผลให้ตัวถังแข็งแรงขึ้น 20 % เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม ปัจจัยสำคัญอีกอย่าง คือ การวางแบทเตอรีไว้ในอุโมงค์กลาง ช่วยกระจายน้ำหนักไว้ตรงกลางรถ และเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่โครงสร้าง ส่งผลโดยตรงต่อความฉับไว และความแม่นยำเมื่อเปลี่ยนทิศทาง
เคล็ดลับที่ซ่อนอยู่ด้านหน้า
แม้จะมีกำลังน้อยกว่ารุ่นพี่อย่าง REVUELTO (เรบูเอลโต) เล็กน้อย แต่ TEMERARIO มีขนาดกะทัดรัด มีน้ำหนักเบากว่า และใช้ระบบควบคุมเพลาหน้าไฟฟ้าสำหรับการขับเคลื่อนที่ซับซ้อนกว่าเช่นกัน มอเตอร์ไฟฟ้าที่ล้อคู่หน้าไม่เพียงทำหน้าที่ให้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แต่ยังเพิ่มความฉับไวอย่างเห็นได้ชัด การกระจายแรงบิดทำให้รถเข้าโค้งมุมแคบได้ว่องไวขึ้น และมีความนิ่ง มั่นคงขึ้นเมื่อใช้ความเร็วสูง เพราะระบบจัดสรรการส่งกำลังไปแต่ละล้ออย่างชาญฉลาด ต่างจากระบบดั้งเดิมที่ใช้ระบบเบรคช่วยเสริมเสถียรภาพ ขณะที่รถสปอร์ทรุ่นใหม่นี้ใช้ระบบเบรคเฉพาะเมื่อจำเป็นจริงๆ ทำให้การขับลื่นไหลเป็นธรรมชาติมากขึ้น ช่วงที่ระบบเบรคทำงาน มอเตอร์ไฟฟ้าด้านหลัง และเพลาขับด้านหน้าจะช่วยหน่วงรถ ลดภาระเบรคคาร์บอนเซรามิค และชาร์จแบทเตอรีไปพร้อมกัน หากทั้งหมดฟังดูสลับซับซ้อน นั่นเพราะสิ่งดังกล่าว คือ การทำงานที่ซับซ้อนอย่างแท้จริง แต่สิ่งที่น่าประหลาด คือ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างแนบเนียนจนผู้ขับแทบไม่รู้ตัวระหว่างขับ
อีกหนึ่งบทพิสูจน์สมรรถนะอันดุดัน คือ ความสึกของยาง BRIDGESTONE POTENZA RACE (บริดจ์สโตน โพเทนซา เรศ) ที่ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับรถรุ่นนี้โดยเฉพาะ ซึ่งประสิทธิภาพโดยรวมลดลงไม่ถึง 1 วินาที หลังวิ่งในสนามกว่า 30 รอบ ถือว่าน่าทึ่งสำหรับรถสปอร์ทที่แรง และมีน้ำหนักมากขนาดนี้ จากการเร่งความเร็วแตะระดับ 310 กม./ชม. บนทางตรงยาว ไปจนถึงการพลิ้วไหวของ TEMERARIO ระหว่างโค้ง 9 ถึง 12 ซึ่งเป็นส่วนที่คดเคี้ยวที่สุดของสนาม รวมถึงความนิ่งมั่นใจได้บนโค้งที่มีชื่อว่า AYRTON SENNA ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย และคาดเดาได้ ความง่ายในการควบคุม คือ ความประทับใจแรกที่เราได้รับทันทีที่ถอดหมวกกันนอคออกหลังเสร็จสิ้นการทดสอบ
การทดสอบครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า LAMBORGHINI TEMERARIO ต้องการก้าวเข้าสู่แนวทางใหม่ของ “โลกแห่งความเร็ว” ผ่านเทคโนโลยีที่ละเอียดลออกว่าองค์ประกอบทั้งหมดใน HURACAN และแม้จะเป็นวัฏจักรของทุกการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคสมัยใหม่ แต่การได้เห็นพัฒนาการที่ก้าวหน้าเช่นนี้ ยังเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นเสมอ
ห้องโดยสารมีความลงตัวมากกว่าของ HURACAN อย่างชัดเจน (พื้นที่เหนือศีรษะเพิ่มขึ้น 34 มม. และระยะชาวงขาเพิ่มขึ้น 46 มม.) รวมถึงมีพื้นที่เก็บสัมภาระทั้งด้านหน้า และด้านหลังเบาะที่มีความจุมากขึ้น ช่วยให้การใช้งานในชีวิตประจำวันมีความหลากหลายมากกว่าเดิม
1. มาตรวัดดิจิทอลปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ ขนาด 12.3 นิ้ว
2. แผงปุ่มควบคุมระบบช่วยขับเหลือการขับขี่ ไฟเลี้ยว และระบบไฟส่องสว่าง
3. ปุ่มใช้งานระบบสั่งงานด้วยเสียง และที่ปัดน้ำฝน
4. หน้าจอระบบความบันเทิงขนาด 8.4 นิ้ว
5. แท่นชาร์จมือถือไร้สาย และช่องต่อ USB-C
6. ปุ่มไฟฉุกเฉิน และช่องสำหรับเก็บกุญแจ
7. ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ และชุดควบคุมโหมดเกียร์
ปุ่มใช้งานที่ปลายนิ้วสัมผัส
แป้นแพดเดิล ชิฟท์เปลี่ยนเกียร์ขนาดใหญ่อย่างพอเหมาะ ส่วนก้านพวงมาลัยฝั่งซ้ายติดตั้งปุ่มหมุน2 ชุด สำหรับเลือกโหมดการขับ การเปิด-ปิดระบบ LAUNCH CONTROL และสวิทช์ยกความสูงล้อคู่หน้า
ขณะที่ฝั่งขวาจะเป็นชุดควบคุมการขับขี่แบบไฟฟ้า และฟังค์ชันต่างๆ ของระบบไฮบริด ส่วนมุมขวาบนเป็นสวิทช์สตาร์ตเครื่องยนต์ และการใช้งานโหมดเกียร์
น้ำหนักเบากว่าเดิม
นับเป็นเป็นครั้งแรกที่ LAMBORGHINI มีตัวเลือกแพคเกจเพิ่มเติม ALLEGGERITA สำหรับผู้ที่หลงใหลการขับแบบเน้นสมรรถนะในสนามแข่งโดยเฉพาะ น้ำหนักตัวรถลดลงกว่า 25 กก. เสริมด้วยล้อแมกวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ และท่อไอเสียไทเทเนียม ตัวรถยังได้รับการปรับปรุงด้านอากาศพลศาสตร์ในหลายส่วน โดยมีแรงกดเพิ่มขึ้นถึง 67 % มากกว่ารุ่น HURACAN ถึง 158% ส่วนประกอบที่ทำจากวัสดุขึ้นรูปน้ำหนักเบาได้แก่ ช่องจัดเรียงอากาศด้านหน้า แผงใต้ท้องรถ สเกิร์ทข้าง ฝากระโปรงหลัง และสปอยเลอร์ เมื่อสังเกตจากด้านข้างจะเห็นขุมพลังแบบ วี 8 เทอร์โบคู่ ขนาด 4.0 ลิตร มองเห็นได้อย่างโดดเด่นจากภายนอก
ห้องโดยสารถูกออกแบบให้รองรับผู้โดยสารที่มีความสูงค่อนมากได้อีกด้วย ต่างจากรุ่นเดิมอย่าง HURACAN ที่การรองรับสรีระยังไม่ดีเท่าที่ควร
ข้อมูลทางเทคนิค เหนือกว่าพลัก-อิน ไฮบริดทั่วไป
LAMBORGHINI เรียกระบบพลัก-อิน ไฮบริด (PHEV) ของตัวเองว่า HPEV (หรือ HIGH PERFORMANCE ELECTRIFIED VEHICLE) และเหตุผลก็ชัดเจนมาก จากองค์ประกอบ คือ เครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบคู่ แบบ วี 8 สูบ ขนาด 4.0 ลิตร รหัส L411 กำลังสูงสุด 800 แรงม้าที่ 9,750 รตน. เมื่อผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 3 ชุด ตัวเลขกำลังสูงสุดขึ้นไปถึง 920 แรงม้า
เครื่องยนต์สันดาปบลอคนี้ถูกออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น หนึ่งในจุดเด่น คือ เพลาข้อเหวี่ยงแบบ 180 องศา เป็นรูปแบบที่คู่แข่งอย่าง FERRARI ใช้กันมายาวนาน ให้เสียงเฉพาะตัว และช่วยเรื่องพลศาสตร์ของไหลภายในเครื่องยนต์มีประสิทธิภาพดีขึ้นด้วย ทางผู้ผลิตมีเป้าหมายให้เครื่องยนต์สามารถทำรอบสูงได้ จึงเลือกใช้ก้านสูบไทเทเนียมเพื่อลดน้ำหนัก รวมถึงวาล์วแบบพิเศษ เคลือบด้วยสาร DLC (DIAMOND-LIKE CARBON) เพื่อเพิ่มความทนทานเมื่อเครื่องยนต์ไต่ขึ้นสู่รอบเครื่องยนต์ประมาณ 10,000 รตน.
มอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 3 ชุด แต่ละชุดให้กำลัง 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า ทำหน้าที่แตกต่างกัน โดย 2 ชุดทำหน้าที่ขับเคลื่อนเพลาคู่หน้า ส่วนตัวที่ 3 ติดตั้งในตำแหน่งระหว่างเครื่องยนต์ วี 8 สูบ และชุดเกียร์ เพื่อให้การตอบสนองฉับไวตั้งแต่รอบต่ำ ขจัดอาการรอรอบแทบหมดสิ้น เพื่อการจัดการอุณหภูมิ และระบายความร้อนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ฝาสูบเลือกใช้วัสดุอลูมิเนียมเกรดสูง แบบเดียวกับที่ใช้ในเครื่องยนต์ของรถแข่ง
รอบเครื่องยนต์จัดจ้าน
ด้านบน คือ ภาพรายละเอียดของระบบวาล์วที่ใช้กระเดื่องกดแบบพิเศษ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้เครื่องยนต์สามารถทำรอบได้สูงมาก มีความทนทานต่อการหมุนได้ถึง 11,000 รตน.
ระบบ E-AXLE
มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนจำนวน 2 ชุด ทำให้รถคันนี้สามารถขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อได้ แต่แทนที่จะใช้การส่งกำลังไปยังเพลาขับแต่ละตำแหน่ง ระบบแบบใหม่ใช้วิธีการส่งกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าไปยังล้อคู่หน้าโดยตรง สามารถแปรผันได้อย่างฉับไว ช่วยให้ตัวรถมีความคล่องแคล่วยิ่งขึ้น
แบทเตอรี
TEMERARIO ติดตั้งแบทเตอรีแบบลิเธียม-ไอออน ความจุ 3.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง เช่นเดียวกับรุ่นพี่อย่าง REVUELTO ติดตั้งบริเวณซุ้มอุโมงค์เกียร์ ทำหน้าที่จ่ายกระแสไฟฟ้าสู่มอเตอร์ขับเคลื่อน และสามารถชาร์จกระแสไฟฟ้าจากภายนอกได้ด้วย (ใช้เวลาในการชาร์จเต็มประมาณ 30 นาที) หรือชาร์จกระแสไฟฟ้าจากระบบเบรค นอกจากนี้ยังรับกระแสไฟฟ้าจากเครื่องแบบ วี 8 สูบได้อีกด้วย
ขุมพลังสูบ วี
ชุดเทอร์โบขนาดใหญ่ถึง 2 ชุด ถูกติดตั้งบริเวณตรงกลางของชุดลูกสูบแบบ วี ทำมุม 90 องศา ช่วยให้การระบายความร้อนทำได้ดีขึ้น และการทำงานของชุดเทอร์โบมีความฉับไวขึ้น มอเตอร์ไฟฟ้าถูกติดตั้งเข้ากับส่วนท้ายของชุดเพลาส่งกำลัง ช่วยลดอากาศรอรอบของเครื่องยนต์อย่างได้ผล
ระบบเกียร์
เพื่อให้พื้นที่ส่วนท้ายของตัวรถมีมากพอสำหรับการติดตั้งชุดแบทเตอรี ระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทชู่คู่ 8 จังหวะถูกเปลี่ยนตำแหน่งจากปกติ โดยอยู่บริเวณด้านหลังของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ยังใช้วิธีลดขนาดโดยรวม และลดน้ำหนักของชุดเกียร์ ผู้ผลิตลดตำแหน่งของระบบเกียร์ลง เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับติดตั้งระบบเกียร์ทั้ง 8 จังหวะ
ซุ่มเสียงอันแสนไพเราะจาก TEMERARIO มาจากเครื่องยนต์แบบ วี 8 สูบ ส่งเสียงกังวานออกมาตั้งแต่ช่วง 10,000 รตน.
ข้อมูลจำเพาะ ข้อมูลของรถทดสอบจากผู้ผลิต
เครื่องยนต์
- วางด้านหลังตามยาว
- เบนซิน เทอร์โบคู่ แบบ วี 8 สูบ (ทำมุม 90 องศา)
- ความจุ 3,995 ซีซี
- กำลังสูงสุด 588 กิโลวัตต์/800 แรงม้า ที่ 9,750 รตน.
- แรงบิดสูงสุด 730 นิวทันเมตร/74.4 กก.ม. ที่ 4,000-7,000 รตน.
ระบบไฮบริด
- การส่งกำลังแบบคู่ขนาน
- กำลังสูงสุด 330 กิโลวัตต์/449 แรงม้า
- แรงบิดสูงสุด ไม่ระบุ
กำลังสูงสุดทั้งระบบ
- 676 กิโลวัตต์/920 แรงม้า
แบทเตอรี
- แบบลิเธียม-ไอออน 3.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง
ระบบส่งกำลัง
- ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา
- เกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 8 จังหวะ
สมรรถนะ
- ความเร็วสูงสุด 343 กม./ชม.
- อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 2.7 วินาที
- อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 8.9 กม./ลิตร
- อัตราการปล่อยไอเสียเฉลี่ย 272 กรัม/กม.
มิติตัวถัง และน้ำหนัก
- ระยะฐานล้อ 2,660 มม.
- ความยาว 4,700 มม. กว้าง 1,990 มม. สูง 1,200 มม.
- น้ำหนักโดยรวม 1,690 มม.
ราคา
- 315,250 ยูโร (ประมาณ 11,783,000 บาท ไม่รวมภาษีนำเข้า)



