Quattroruote ลองของแรง
CHEVROLET CORVETTE E-RAY สปอร์ทเครื่องวางกลางลำเสริมพลังไฟฟ้า !
เป็นเวลากว่า 70 ปีที่ CHEVROLET CORVETTE (เชฟโรเลต์ คอร์เวทท์) ครองตำแหน่งหนึ่งในรถยนต์คันโปรดของเหล่านักบินอวกาศ และปรากฏโฉมผ่านผลงานในภาพยนตร์ฮอลลีวูดมาแล้วนับไม่ถ้วน จนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่ง “อเมริกันดรีม” อย่างแท้จริง ทว่าในวันนี้ชื่อ E-RAY (อี-เรย์) กำลังนำพามนต์ขลังแห่งตำนานก้าวเข้าสู่โลกแห่งระบบไฮบริด โดยที่ยังคงรักษาอุดมการณ์ความสปอร์ทแบบดั้งเดิมเอาไว้อย่างเหนียวแน่น
ในประวัติศาสตร์โลกยานยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มซูเพอร์คาร์ การวางตำแหน่งขุมพลังถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่มีความชัดเจน และไม่อาจมองข้ามได้ นอกเหนือจากการแสดงออกถึงคุณค่าทางเทคนิคในตัวแล้ว สิ่งนี้ยังช่วยกำหนดนิยามเฉพาะตัวในการทำความเข้าใจบุคลิกรถสปอร์ทแต่ละรุ่น
ยกตัวอย่างเช่น เครื่องยนต์แบบวางที่ท้ายรถ (สำหรับเครื่องยนต์สูบนอน) คือ เอกลักษณ์ของค่าย PORSCHE (โพร์เช) มาตั้งแต่ยุคบุกเบิก ขณะที่เครื่องยนต์วางกลางลำด้านหลัง คือ ตัวตนของค่าย McLAREN (แมคลาเรน) แม้ว่าในอดีต และอนาคตจะมี FERRARI (แฟร์รารี) ที่ใช้ขุมพลังวางด้านหน้า (หรือแม้กระทั่งขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า ดังที่รุ่น LUCE เพิ่งได้พิสูจน์ให้เห็น) แต่ถึงอย่างนั้น รถสปอร์ทค่ายม้าลำพองก็ไม่เคยคิดที่จะล้มล้างแนวคิดของรถสไตล์ BERLINETTA (แบร์ลิเนตตา) 2 ที่นั่ง เพราะสำหรับค่ายรถแห่งนี้ หัวใจหลักของตัวรถสไตล์ดังกล่าวจะต้องมีขุมพลังอยู่ด้านหลังในตำแหน่งกึ่งกลางเสมอ
งานวิทยานิพนธ์อันสมบูรณ์แบบ
เราขอสารภาพตามตรงว่า การเปลี่ยนผ่านแนวคิดการพัฒนารถยนต์ของ CORVETTE ในรุ่น C8 ปี 2020 ซึ่งละทิ้งเอกลักษณ์ฝากระโปรงหน้าทรงยาว และเครื่องยนต์วางหน้าตามแบบฉบับรถ GT เพื่อเข้าสู่โลกอันละเมียดละไมของซูเพอร์คาร์นั้น ไม่เคยทำให้เรารู้สึกคลั่งไคล้ได้เลย แต่ทว่า หากจะมีคุณสมบัติหนึ่งที่ชาวอเมริกันควรค่าแก่การได้รับการยอมรับ นั่นคือ ความสามารถในการเผชิญหน้ากับบรรดาค่ายรถสปอร์ทระดับตำนานโดยปราศจากความเกรงกลัวใดๆ และหากมองในมุมนี้ E-RAY ก็เปรียบเสมือนวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษาดีๆ นี่เอง
เหตุที่เราเปรียบเทียบเช่นนี้ เพราะรถสปอร์ทคันดังกล่าวถูกสร้างขึ้นบนระบบไฮบริดที่ได้รับการออกแบบมาอย่างสมเหตุสมผล เมื่อพิจารณาถึงยุคสมัยที่โลกยานยนต์กำลังดำเนินอยู่ รถสปอร์ทสายพันธุ์ CORVETTE จำเป็นต้องใช้พลังงานจากแบทเตอรี 100 % หรือไม่ ? ด้วยเหตุผลเพื่อช่วยยกระดับแรงบิด และการทรงตัว โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าคอยขับเคลื่อนล้อคู่หน้าเฉพาะในยามที่จำเป็น หรือในสภาวะที่พื้นผิวถนนมีแรงยึดเกาะต่ำ เช่น บนหิมะ
แน่นอนว่าผู้ขับสามารถเปิดใช้งานโหมด STEALTH (ซึ่งเป็นชื่อที่เหมาะสม และมีเสน่ห์อย่างยิ่ง) เพื่อทะยานออกไปด้วยความเงียบเชียบอย่างไร้เสียงรบกวนจากเครื่องยนต์ วี 8 สูบ ได้เป็นระยะทางไม่กี่กิโลเมตร และทำความเร็วได้สูงสุดประมาณ 70 กม./ชม. แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักของการนำระบบไฮบริดมาใช้กับรถสปอร์ทประเภทนี้ เพราะหัวใจสำคัญส่วนใหญ่ยังคงเป็นหน้าที่ของขุมพลังขนาด 6.2 ลิตร แบบ วี 8 สูบ (หรือที่เหล่าผู้คลั่งไคล้เรียกว่า SMALL BLOCK) เครื่องยนต์แบบไร้ระบบอัดอากาศ กำลังสูงสุด 495 แรงม้า ซึ่งไม่ได้ตอบสนองด้วยแรงกระชากจนเกินไป แต่เปี่ยมด้วยพละกำลังที่ถูกส่งออกมาอย่างต่อเนื่องตลอดทุกช่วงความเร็ว เสริมด้วยสิ่งที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ ซุ่มเสียงที่ไม่นุ่มนวลจนเกินไป (แต่ก็ไม่ได้รุนแรงถึงราวกับกำปั้นปะทะเข้าที่หน้า) ผสานกับการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็ว ทว่าไม่ถึงกับฉับไวราวสายฟ้าฟาดจากระบบเกียร์คลัทช์คู่ 8 จังหวะ ในตอนแรกคุณอาจจะรู้สึกอยากให้รอบเครื่องยนต์ลากไปได้ไกลกว่านี้ เพราะรอบเครื่องยนต์สูงสุดที่ 6,500 รตน. ดูจะน้อยไปเมื่อคุณมีไลน์ในสนามแข่งให้ท้าทายสมรรถนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าเครื่องยนต์ วี 8 สูบ ที่กำลังสำแดงสมรรถนะอยู่ด้านหลังคุณ คือ เครื่องยนต์ไร้ระบบอัดอากาศระดับคลาสสิค ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน คุณจะเริ่มตระหนักได้ว่า การเข้ามาเสริมของระบบไฟฟ้าทำให้ CORVETTE คันนี้กำลังทะยานไปข้างหน้าอย่างดุดัน และเพียงชั่วพริบตาเดียว คุณก็ทำความเร็วขึ้นไปแตะระดับความเร็วสูงได้โดยปราศจากความพยายามใดๆ ที่ฝืนธรรมชาติเลย
สู่อีกระดับของจุดสูงสุด
เมื่อเปรียบเทียบกับอดีต ในยุคที่ความเชื่อมั่นเดิมๆ อย่างระบบช่วงล่างแบบคานแข็ง ยังคงถูกใช้งานกับรถสปอร์ทหลายรุ่น วันนี้เทคโนโลยีได้ก้าวข้ามไปสู่ระดับที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง และนั่นทำให้ E-RAY ไม่ยึดติดต่อภาพจำเดิมๆ อันแสนน่าเบื่อที่ว่า ซูเพอร์คาร์สัญชาติอเมริกันมีดีแค่พละกำลังจากเครื่องยนต์ แต่ขาดความประณีต
คงไม่มีประโยชน์ที่จะไปพยายามฝืนกฎทางฟิสิกส์ เพราะถึงแม้ระบบเบรค BREMBO พร้อมจานคาร์บอนเซรามิคจะดูราวกับมีความสามารถในการหยุดการหมุนของทุกสิ่งในโลกได้ แต่ด้วยน้ำหนักตัวถึง 1,900 กก. ในสภาวะพร้อมขับขี่ ถือเป็นตัวเลขที่ไม่อาจมองข้าม และเป็นที่แน่ชัดว่าเมื่อถูกผลักดันไปจนถึงขีดจำกัด CORVETTE คันนี้ย่อมไม่มีความเฉียบคมที่รวดเร็วเท่ากับ FERRARI 296 GTB และไม่สามารถอวดอ้างความคล่องตัวที่พลิ้วไหวจากโค้งสู่โค้งได้เหมือนกับ McLAREN (รุ่นใดก็ได้ที่คุณต้องการเปรียบเทียบ)
ดังนั้น มากกว่าการเป็นอาวุธสังหารที่คมกริบบนสนามแข่ง CORVETTE พลังงานไฟฟ้าคันแรกนี้ได้ยืนยันตัวตนในฐานะ HYPER-FAST GT ที่มอบมิติการขับขี่อันสมบูรณ์แบบ และไหลลื่น ในสถานที่ที่คุณสามารถวาดลวดลายการขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด โดยไม่จำเป็นต้องฝืนใช้ความพยายามจนเกินพอดี
รถสปอร์ทคันนี้ลงตัวกับเส้นทางแบบโค้งต่อเนื่องที่กว้างพอให้คุณได้ดื่มด่ำกับทุกสิ่งที่เครื่องยนต์ วี 8 สูบ ต้องการสื่อสาร (และพละกำลังที่สามารถปลดปล่อยลงสู่พื้นถนนได้) รถคันนี้อาจจะไม่ถูกใจคุณนักหากคุณเป็นพวกที่หลงใหลในความเบา และความคล่องตัวเหนือสิ่งอื่นใด แต่ถ้าพูดถึงเรื่องอารมณ์ความรู้สึกที่หนักแน่น ความแม่นยำ และบุคลิกเฉพาะตัวแล้วละก็ รถคันนี้แทบไม่เกรงกลัวที่จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณบรรจงถอดหลังคาส่วนกลางออก เพื่อเปิดรับทัศนียภาพของท้องฟ้า (ให้อารมณ์คล้ายกับรุ่นเปิดประทุน) โดยที่ไม่ต้องเผชิญกับอาการลมหมุนย้อนเข้ามาในห้องโดยสารมากจนเกินไป
ในส่วนของการออกแบบตามสรีรศาสตร์ ถือเป็นประเด็นที่ค่อนข้างซับซ้อน นอกเหนือจากความจริงที่ว่าหากคุณมีความสูงเกิน 180 ซม. คุณอาจจะต้องปรับเปลี่ยนตำแหน่งการขับขี่ไปจากที่คุ้นเคยเล็กน้อย แผงคอนโซลกลางขนาดมหึมาที่ทำหน้าที่แบ่งห้องโดยสารออกเป็น 2 ฝั่ง ยังเป็นที่ตั้งของปุ่มกดแบบดั้งเดิม (สำหรับระบบปรับอากาศ) เรียงรายเป็นแถว ซึ่งปุ่มทั้งหมดมีลักษณะเหมือนกันจนยากที่จะแยกแยะด้วยสายตาในขณะขับขี่ ขณะที่พื้นที่เก็บสัมภาระกลับทำคะแนนได้ดีกว่า เราไม่สามารถพบซูเพอร์คาร์รุ่นอื่นที่ให้ที่เก็บของถึง 2 ตำแหน่ง (ด้านท้ายรถรวมกับฝากระโปรงหน้า) ซึ่งมีปริมาตรความจุรวมกันถึงประมาณ 355 ลิตรเช่นนี้ แน่นอนว่าควรจะเลือกใช้กระเป๋าแบบนิ่มเพื่อให้ใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
แผนการที่ประสบความสำเร็จ
ในหน้าประวัติศาสตร์กว่า 73 ปีของ CORVETTE ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของเครื่องยนต์ วี 8 สูบ กับแรงบิดมหาศาล ความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับเหล่ามนุษย์อวกาศแห่ง NASA และการปรากฏโฉมในโลกภาพยนตร์ฮอลลีวูด เรายังจำ CORVETTE C4 สีขาว-แดงที่ขับโดยตัวละครชื่อ SBERLA ในซีรีส์ดังอย่าง A-TEAM ได้ราวกับสิ่งเหล่านี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน และนี่ถือเป็นครั้งแรกที่สายพันธุ์ CORVETTE ได้สร้างภาพลักษณ์ของตัวเองใหม่ ด้วยความสมเหตุสมผล และชาญฉลาด (นั่นคือ การเปิดรับระบบแบทเตอรี และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยไม่ไปแตะต้องมรดกตกทอดของเครื่องยนต์สันดาป) การมาถึงของรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบยังคงไม่เกิดขึ้นตอนนี้ (หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลย เมื่อพิจารณาจากความเชื่องช้าในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าตามที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน) และเพื่อรักษาไว้ซึ่งความภาคภูมิใจอันสูงสุดในยนตรกรรม ที่แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปนานเท่าไร แต่รถสปอร์ทคันนี้ยังพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นเครื่องจักรที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แม้ว่า CORVETTE E-RAY จะไม่ได้มีราคาที่เข้าถึงง่ายเหมือนกับ CORVETTE รุ่นก่อนหน้านี้อีกต่อไป โดยมีค่าตัวเริ่มต้นที่ 174,900 ยูโร (ไม่รวมออพชันเสริม) แต่นั่นก็ถือว่าสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีที่อัดแน่นอยู่ภายใน และยกระดับให้รถสปอร์ทรุ่นนี้ก้าวขึ้นไปยืนอยู่ในระดับแถวหน้าของเหล่าซูเพอร์คาร์อย่างเต็มภาคภูมิ อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับในอดีตที่ผ่านมา หากพิจารณาในภาพรวม ราคาในระดับดังกล่าวยังคงมีคู่แข่งในตลาดมากมายเป็นทางเลือก ผู้ที่ต้องการครอบครองรถสปอร์ทสัญชาติอเมริกันคันนี้อาจต้องพิจารณาให้ดี
วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์รอบคัน
E-RAY คันที่ปรากฏในภาพนี้ ได้รับการตกแต่งรายละเอียดต่างๆ ด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ในความเป็นจริงแล้วมีทั้งส่วนที่เป็นวัสดุจริง และงานตกแต่ง เริ่มตั้งแต่แผงหลังคา (ราคา 1,850 ยูโร) สปอยเลอร์หลัง และสเกิร์ทหน้า (ราคา 4,500 ยูโร) ไปจนถึงชุดล้อแมก รายการหลังสุดนี้ต้องเพิ่มเงินถึง 10,900 ยูโร ในขณะที่คาลิเพอร์เบรคสีเหลือง (ประทับตรา BREMBO) ใช้งบเพียงแค่ 600 ยูโรก็ได้ติดตั้งแล้ว
หากคุณยังต้องการเครื่องยนต์ วี 8 สูบ ยังมีทางเลือกเสมอ
เมื่อพิจารณาว่าเครื่องยนต์ วี 8 สูบ แบบไร้ระบบอัดอากาศ คือ สิ่งที่หลายคนยังให้การยอมรับเสมอมา ค่าย CHEVROLET จึงเลือกที่จะใช้ประโยชน์จากทางเลือกพลังงานไฟฟ้า เพื่อสร้างระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ ON-DEMAND โดยปราศจากการส่งกำลังจากเพลากลางแบบดั้งเดิม แต่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าติดตั้งไว้ที่เพลาคู่หน้าแทน ซึ่งรับพลังงานจากแบทเตอรีขนาด 1.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง (โดยถูกจัดวางอย่างชาญฉลาดไว้ในอุโมงค์กลางคอนโซล) และจะทำการชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าไปเองในขณะถอนคันเร่ง หรือปล่อยไหล
หากต้องการ ระบบนี้จะช่วยให้ E-RAY สามารถเคลื่อนที่โดยที่ลูกสูบหยุดนิ่งเป็นระยะทางสั้นๆ (ด้วยความเร็วสูงสุดประมาณ 70 กม./ชม.) แต่เหนือสิ่งอื่นใด ระบบดังกล่าวช่วยให้ตัวรถมีความสมดุลมากยิ่งขึ้น โดยการส่งแรงบิดมหาศาลไปยังล้อคู่หน้าทันทีที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับสภาพถนนที่เปียกลื่น หรือมีหิมะปกคลุม
ระบบช่วงล่างเป็นแบบปีกนกคู่ ทำงานร่วมกับชอคอับควบคุมด้วยไฟฟ้า และยังมีออพชันเสริมเป็นล้อแมกแบบคาร์บอนไฟเบอร์ที่ช่วยลดน้ำหนักลงได้ถึง 18.5 กก. ถือเป็นการลดน้ำหนักที่สำคัญอย่างมาก เพราะเป็นการลดภาระของน้ำหนักใต้สปริงอย่างได้ผล โดยทาง CHEVROLET ระบุว่า การติดตั้งล้อชุดนี้จะช่วยลดเวลาต่อรอบในสนามแข่งลงได้ถึงประมาณ 1.5 วินาทีเลยทีเดียว
เครื่องยนต์ขนาด 6.2 ลิตร วี 8 สูบ ติดตั้งในตำแหน่งวางกลางลำด้านหลัง ทำหน้าที่ส่งพละกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์คลัทช์คู่ 8 จังหวะ
มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 120 กิโลวัตต์/160 แรงม้า ได้รับพลังงานจากแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน ความจุ 1.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ติดตั้งอยู่ภายในอุโมงค์กลางคอนโซล (ดังที่ปรากฏในรูปด้านข้างนี้ ในส่วนที่เป็นสีดำ)
รุ่น E-RAY COUPE
ข้อมูลจากผู้ผลิต
เครื่องยนต์
- วางตรงกลางลำ ตามยาว
- เบนซิน วี 8 สูบ (ทำมุม 90 องศา)
- ความจุ 6,162 ซีซี
- กำลังสูงสุด 369 กิโลวัตต์/495 แรงม้า ที่ 6,450 รตน.
- แรงบิดสูงสุด 637 นิวทันเมตร/65.0 กก.ม. ที่ 5,150 รตน.
ระบบไฮบริด
- ส่งกำลังแบบคู่ขนาน
- กำลังสูงสุด 120 กิโลวัตต์/160 แรงม้า
- แรงบิดสูงสุด 195 นิวทันเมตร/19.9 กก.ม.
กำลังสูงสุดทั้งระบบ
- 481 กิโลวัตต์/655 แรงม้า
ระบบส่งกำลัง
- ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา
- เกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 8 จังหวะ
สมรรถนะ
- กำลังสูงสุด 291 กม./ชม.
- 0-100 กม./ชม. ใน 2.9 วินาที
- อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 9.6 กม./ลิตร
- อัตราการปล่อยไอเสียเฉลี่ย 238 กรัม/กม.
มิติตัวถัง และน้ำหนัก
- ระยะฐานล้อ 2,720 มม.
- ความยาว 4,690 มม. กว้าง 2,030 มม. สูง 1,230 มม.
- น้ำหนักโดยรวม 1,907 กก.
ราคา
- 174,900 ยูโร (ประมาณ 6,578,000 บาท ไม่รวมภาษีนำเข้า)



