ประเทศไทยกำลังถูก “ฆาตกรรมอำพราง” โดยฝุ่น PM2.5 ทุกต้นปีประชาชนต้องจำยอมสูดมฤตยูเงียบ ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติ แต่คือความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่สะท้อนความไร้น้ำยาของรัฐบาล
ความน่าสลดใจไม่ใช่เพียงตัวเลขค่าฝุ่นที่พุ่งสูง แต่คือท่าทีของรัฐที่ทำเพียงมาตรการขายผ้าเอาหน้ารอด อย่างการสั่ง WFH (อยากอุทาน WTF !?!)
ขณะที่ต้นตออย่าง “วงจรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” และการเผาป่าในระดับอุตสาหกรรมยังดำเนินต่อไปโดยไม่ถูกแตะต้อง นี่คือ “ภาษีสุขภาพ” ที่ประชาชนต้องจ่ายด้วยอายุขัย เพื่อแลกกับกำไรมหาศาลของบริษัทข้ามชาติที่ไม่เคยต้องรับผิดชอบต่อต้นทุนทางสังคมที่ทิ้งไว้ในปอดของประชาชน
แม้แหล่งกำเนิดหลักจะมาจากการเผาในที่โล่ง แต่เราไม่อาจละเลยมลพิษจาก “ไอเสียยานยนต์” แม้จะมีสัดส่วนน้อยกว่าในภาพรวม แต่ฝุ่นจากเครื่องยนต์ดีเซล และการจราจร คือ “สารพิษเข้มข้น” ที่ป้อนเข้าปากคนเมืองโดยตรง
แน่นอนว่าภาครัฐสอบตกเรื่องการยกระดับมาตรฐานเครื่องยนต์ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การปล่อยให้รถเมล์ควันดำวิ่งคู่ไปกับรถไฟฟ้าสุดหรู คือ ภาพสะท้อนความย้อนแย้งของนโยบายที่ไร้การบูรณาการ
เราต้องยอมรับความจริงว่า ร่าง พรบ. อากาศสะอาด ที่ถูกดึงเช็งมาหลายรัฐบาล คือ หลักฐานของความไม่จริงใจ เมื่ออำนาจรัฐสยบยอมต่ออำนาจเงิน อากาศสะอาดซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานจึงกลายเป็น “สินค้าฟุ่มเฟือย” ที่มีเพียงชนชั้นกลาง และคนรวยเท่านั้นที่เข้าถึงได้ผ่านเครื่องฟอกอากาศราคาแพง ส่วนแรงงานในที่โล่งกลับถูกทอดทิ้งให้เผชิญหน้ากับความตายรายวัน
การที่รัฐบาลอ้าง “มลพิษข้ามพรมแดน” เพื่อบังหน้าความบกพร่องของตน คือ การปัดความรับผิดชอบที่น่าละอาย หากกระทรวงการต่างประเทศไม่กล้าใช้มาตรการทางภาษี หรือข้อตกลงการค้ากดดันกลุ่มทุนสนับสนุนการเผา ลมหายใจของคนไทยก็จะถูกจองจำอยู่ในกรงขังควันพิษนี้ต่อไปอย่างไม่มีสิ้นสุด
ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องเลิก “ปรับตัว” และเริ่ม “สั่งการ” ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลต้องเลิกทำตัวเป็นเพียงโฆษกรายงานค่าฝุ่น แล้วกลับมาเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ เราต้องการการปฏิรูปห่วงโซ่อุปทาน อุตสาหกรรมเกษตร และการรื้อโครงสร้างขนส่งมวลชนอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการจัดอีเวนท์ผักชีโรยหน้า
หากภาครัฐจัดหาอากาศสะอาดให้ไม่ได้ ประชาชนย่อมมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่าเราจะมีรัฐบาลไว้เพื่อสิ่งใด ?
ตอนนี้เราคงได้แต่หวังว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ จะไม่ปล่อยให้ประวัติศาสตร์จารึกว่า ยุคสมัยของท่าน คือ ยุคที่ผู้นำซึ่งมองเห็นจีดีพีสำคัญกว่าสุขภาพของประชาชน

