วิถีตลาดรถยนต์
บทสรุป ปี 2568
| เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ | ประจำเดือนธันวาคม 2025/2024 |
|---|---|
| ตลาดโดยรวม | +39.1% |
| รถยนต์นั่ง | +28.7% |
| รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) | +92.5% |
| กระบะ 1 ตัน | +1.2% |
| รถเพื่อการพาณิชย์ | +145.1% |
| เปรียบเทียบยอดจำหน่ายรถยนต์ | ประจำเดือนมกราคม-ธันวาคม 2025/2024 |
|---|---|
| ตลาดโดยรวม | +8.7% |
| รถยนต์นั่ง | +6.7% |
| รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) | +37.3% |
| กระบะ 1 ตัน | -10.4% |
| รถเพื่อการพาณิชย์ | +37.9% |
ก่อนจะถึงบทสรุปของปี 2568 มาว่ากันถึงยอดจองรถใหม่ในงาน MOTOR EXPO 2025 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา มียอดจองรถรวมทั้งสิ้น 81,147 คัน เพิ่มขึ้นจากการจัดงานในปี 2567 ถึง 48.5 % รถยนต์ที่มียอดจองสูงสุด 10 อันดับ ประกอบด้วย อันดับ 1 TOYOTA (โตโยตา) 10,872 คัน อันดับ 2 BYD (บีวายดี) 10,031 คัน อันดับ 3 OMODA & JAECOO (โอโมดา แอนด์ เจคู) 7,266 คัน อันดับ 4 HONDA (ฮอนดา) 6,278 คัน อันดับ 5 GAC (จีเอซี) 5,019 คัน อันดับ 6 GEELY (จีลี) 4,831 คัน อันดับ 7 MG (เอมจี) 4,827 คัน อันดับ 8 GWM (กเรท วอลล์ มอเตอร์) 4,609 คัน อันดับ 9 DEEPAL (ดีพอล) 4,586 คัน และอันดับ 10 MITSUBISHI (มิตซูบิชิ) 2,988 คัน
สำหรับเดือนธันวาคม 2568 เดือนสุดท้ายของปี ยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ในประเทศพุ่งสูงขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2568 อีกทั้งยังเป็นตัวเลขยอดจำหน่ายที่สูงที่สุดในรอบ 33 เดือน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดตัวเลขนี้ ส่วนหนึ่งมาจากยอดจองรถที่เกิดขึ้นในงาน MOTOR EXPO 2025 แล้วยังเกิดขึ้นจากการเร่งจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าของกลุ่มรถนั่ง และรถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) ที่เข้าร่วมโครงการ EV 3.0 ก่อนที่โครงการจะสิ้นสุดลงในเดือนธันวาคม 2568 ตัวเลขยอดจำหน่ายรถใหม่มีจำนวนทั้งสิ้น 75,121 คัน เทียบกับเดือนธันวาคม 2567 พุ่งสูงขึ้นถึง 39.1 % และเมื่อนำไปรวมกับยอดจำหน่ายที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนแรกของปี จะมีจำนวนทั้งสิ้น 622,483 คัน เพิ่มขึ้นจากยอดรวมทั้งปีของปี 2567 ถึง 8.7 % ขณะที่ปี 2569 ตัวเลขยอดจำหน่ายรวมทั้งปี คาดว่าประมาณ 630,000 คัน รถยนต์ที่จำหน่ายได้มากที่สุดในเดือนธันวาคม 2568 ประกอบ อันดับ 1 TOYOTA 24,585 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคมปี 2567 ถึง 3,716 คัน หรือเพิ่มขึ้น 17.8 % ส่วนแบ่งการตลาด 32.7 % อันดับ 2 HONDA 10,936 คัน เพิ่มขึ้น 1,684 คัน หรือเพิ่มขึ้น 18.2 % ส่วนแบ่งการตลาด 14.6 % อันดับ 3 ISUZU (อีซูซุ) 8,294 คัน เพิ่มขึ้น 141 คัน หรือเพิ่มขึ้น 1.7 % สวนแบ่งการตลาด 11.0 % อันดับ 4 MG 4,503 คัน เพิ่มขึ้น 2,766 คัน หรือเพิ่มขึ้น 159.2 % ส่วนแบ่งการตลาด 6.0 % และอันดับ 5 CHANGAN (ฉางอัน) 3,699 คัน เพิ่มขึ้น 2,572 คัน หรือเพิ่มขึ้น 228.2 % ส่วนแบ่งการตลาด 4.9 %
บทสรุปปี 2568 มีการจำหน่ายรถใหม่รวมทั้งสิ้น 622,483 คัน เพิ่มขึ้น 49,808 คัน หรือเพิ่มขึ้น 8.7 % เมื่อเทียบกับยอดจำหน่ายรวมทั้งปีของปี 2567 รถยนต์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย อันดับ 1 แชมพ์ตลอดกาล TOYOTA จำหน่ายได้รวมทั้งสิ้น 230,038 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ทั้งสิ้น 9,682 คัน หรือเพิ่มขึ้น 4.4 % ส่วนแบ่งการตลาดปี 2568 อยู่ที่ 37.0 % อันดับ 2 HONDA 73,942 คัน ลดลง 2,632 คัน หรือลดลง 3.4 % ส่วนแบ่งการตลาด 11.9% อันดับ 3 ISUZU 73,465 คัน ลดลง 12,117 คัน หรือลดลง 14.2 % ส่วนแบ่งการตลาด 11.8 % อันดับ 4 BYD 39,856 คัน เพิ่มขึ้น 12,835 คัน หรือเพิ่มขึ้น 47.5 % ส่วนแบ่งการตลาด 6.4 % และอันดับ 5 MG 27,007 คัน เพิ่มขึ้น 9,768 คัน หรือเพิ่มขึ้น 56.7 % ส่วนแบ่งการตลาด 4.3 %
ส่วนรถพิคอัพ 1 ตัน เดือนธันวาคม 2568 ปิดยอดขายด้วยตัวเลขยอดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคมปี 2567 เล็กน้อย โดยยอดจำหน่ายรวมทั้งตลาดอยู่ที่ 19,105 คัน เพิ่มขึ้น 220 คัน หรือเพิ่มขึ้น 1.2 % อันดับ 1 TOYOTA จำหน่ายได้ 9,213 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา 1,152 คัน หรือเพิ่มขึ้น 14.3 % ส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 48.2 % อันดับ 2 ISUZU 7,304 คัน ลดลง 23 คัน หรือลดลง 0.3 % ส่วนแบ่งการตลาด 38.2 % อันดับ 3 FORD (ฟอร์ด) 1,729 คัน ลดลง 113 คัน หรือลดลง 6.1 % ส่วนแบ่งการตลาด 9.0 % อันดับ 4 MITSUBISHI 644 คัน ลดลง 540 คัน หรือลดลง 45.6 % ส่วนแบ่งการตลาด 3.4 % และอันดับ 5 NISSAN (นิสสัน) 162 คัน ลดลง 118 คัน หรือลดลง 42.1 % ส่วนแบ่งการตลาด 0.8 %
บทสรุปของปี 2568 สำหรับตลาดรถพิคอัพ 1 ตัน เป็นไปตามที่คาดไว้ คือมีตัวเลขยอดจำหน่ายรวมทั้งปีที่ลดลงจากปีที่ผ่านมาโดยปี 2568 รถพิค อัพ 1 ตัน มียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 179,341 คัน ลดลง 20,828 คัน หรือลดลง 10.4 % เมื่อเทียบกับยอดจำหน่ายปี 2567 แชมพ์ยอดจำหน่ายสูงสุดของปี 2568 เป็นของ TOYOTA จำหน่ายได้รวมทั้งสิ้น 84,754 คัน ลดลงจากปีที่ผ่านมา 6,247 คัน หรือลดลง 6.9 % ถือครองส่วนแบ่งการตลาดไว้ 47.3 % อันดับ 2 ISUZU 63,291 คัน ลดลง 11,303 คัน หรือลดลง 15.2 % ส่วนแบ่งการตลาด 35.3 % อันดับ 3 FORD 18,270 คัน ลดลง 2,595 คัน หรือลดลง 12.4 % ส่วนแบ่งการตลาด 10.2 % อันดับ 4 MITSUBISHI 9,696 คัน เพิ่มขึ้น 561 คัน เพิ่มขึ้น 6.1 % ส่วนแบ่งการตลาด 5.4 % และอันดับ 5 NISSAN 1,915 คัน ลดลง 1,049 คัน หรือลดลง 35.4 % ส่วนแบ่งการตลาด 1.1 %
รถกิจกรรมกลางแจ้ง หรือรถเอสยูวี ตลาดที่มีเจริญเติบโตมากที่สุด เดือนธันวาคม 2568 รถกลุ่มนี้มียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 21,791 คัน เทียบกับเดือนธันวาคม 2567 มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 10,471 คัน เพิ่มขึ้น 92.5 % รถ SUV ที่จำหน่ายมากที่สุด 5 อันดับ ประกอบด้วย อันดับ 1 TOYOTA 5,460 คัน เพิ่มขึ้น 1,040 คัน หรือเพิ่มขึ้น 23.5 % ส่วนแบ่งการตลาด 25.1 % อันดับ 2 HONDA 4,965 คัน เพิ่มขึ้น 1,139 คัน เท่ากับเพิ่มขึ้น 29.8 % ส่วนแบ่งการตลาด 22.8 % อันดับ 3 CHANGAN 3,321 คัน เพิ่มขึ้นถึง 2,519 คัน เพิ่มขึ้น 314.1 % ส่วนแบ่งการตลาด 15.2 % อันดับ 4 MG 1,916 คัน เพิ่มขึ้น 1,579 คัน เพิ่มขึ้น 468.5 % ส่วนแบ่งการตลาด 8.8 % อันดับ 5 GWM 1,595 คัน เพิ่มขึ้น 1,208 คัน เพิ่มขึ้น 312.1 % ส่วนแบ่งการตลาด 7.3 %
สรุปปี 2568 รถเอสยูวีมียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 158,854 คัน เทียบกับปี 2567 มียอดจำหน่ายโตขึ้น 43,165 คัน เพิ่มขึ้นถึง 37.3 % แชมพ์เป็นของ TOYOTA จำหน่ายได้ทั้งสิ้น 51,190 คัน เพิ่มขึ้น 250 คัน หรือเพิ่มขึ้น 0.5 % เมื่อเทียบกับปี 2567 ส่วนแบ่งการตลาดได้ไป 32.2 % อันดับ 2 HONDA 31,650 คัน เพิ่มขึ้น 1,671 คัน เพิ่มขึ้น 5.6 % ส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 19.9 % อันดับ 3 BYD 21,236 คัน เพิ่มขึ้น 13,374 คัน หรือเพิ่มขึ้น 170.1 % ส่วนแบ่งการตลาด 13.4 % อันดับ 4 GWM 11,493 คัน เพิ่มขึ้น 7,838 คัน หรือเพิ่มขึ้น 214.4 % ส่วนแบ่งการตลาด 7.2 % และอันดับ 5 CHANGAN 11,246 คัน เพิ่มขึ้น 4,359 คัน หรือเพิ่มขึ้น 63.3 % ส่วนแบ่งการตลาด 7.1 %
สำหรับรถยนต์เพื่อการพาณิชย์อื่นๆ เดือนธันวาคม 2568 ยอดจำหน่ายรวม 7,558 คัน เพิ่มขึ้น 4,474 คัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 145.1 % เมื่อเทียบกับธันวาคม 2567 ยอดจำหน่ายรวมทั้งปี 2568 อยู่ที่ 45,052 คัน เพิ่มขึ้นถึง 12,383 คัน หรือเพิ่มขึ้น 37.9 % เดือนธันวาคม 2568 มีการจดทะเบียนรถพิคอัพ 1 ตัน และรถ SUV ทั้งสิ้น 26,391 คัน เพิ่มขึ้น 53.4 % เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2567





