เดือนมกราคมที่ผ่านมา ตัวเลขยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ในประเทศเรียกว่าเพิ่มขึ้นมากกว่าเดือนมกราคม 2568 อย่างเป็นที่น่าพึงพอใจ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเร่งส่งมอบรถยนต์ที่ถูกจับจองไว้ในช่วงการจัดงาน MOTOR EXPO 2025 และการเร่งส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการ EV 3.0 ที่ปิดโครงการไปในช่วงปลายปี 2568
มาถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตัวเลขยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ในประเทศกลับไปปิดตัวอยู่ในแดนลบเสียแล้ว โดยบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่าตัวเลขยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ในประเทศรวมทุกตลาดปรับตัวลดลงประมาณ 2.2 % เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งตลาดรถยนต์ที่ยังอยู่ในกระแสความนิยมอย่างต่อเนื่องนอกจากรถยนต์นั่งแล้ว ก็เป็นรถกิจกรรมกลางแจ้ง หรือรถเอสยูวีนั่นเอง
ขณะที่รถพิคอัพตัวเลขยอดจำหน่ายยังไม่กระเตื้องขึ้น ส่วนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าดูจะตกลงไปบ้างในเดือนนี้ สำหรับรถยนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดยังคงเป็นรถยนต์รุ่นต่างๆ ภายใต้ชื่อบแรนด์ TOYOTA (โตโยตา) เหมือนเดิม ส่วนสาเหตุที่ทำให้ตัวเลขยอดจำหน่ายรถยนต์เดือนกุมภาพันธ์นี้ปรับตัวลดลง ส่วนหนึ่งมาจากการชะลอการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากเดือนมีนาคม เป็นช่วงเวลาของการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ที่ในงานดังกล่าวจะมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ แล้วเรื่องของพโรโมชันพิเศษก็เป็นเรื่องที่ค่ายรถยนต์ต่างๆ จำเป็นต้องมี ขณะที่ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อยานยนต์ของสถาบันการเงินต่างๆ ยังคงระดับความเข้มงวดอยู่เช่นเดิม ทั้งนี้ คาดกันว่าตัวเลขยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ในประเทศจะยังอยู่ในระดับทรงๆ ตัว ไม่แตกต่างไปจากเดือนกุมภาพันธ์นี้เท่าใดนัก ก่อนที่จะไปปรับตัวเพิ่มมากขึ้นในเดือนเมษายน อันเป็นผลพวงมาจากการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์นั่นเอง
สำหรับในแวดวงธุรกิจยานยนต์ในช่วงเวลานี้ หนีไม่พ้นแนวคิดในการออกมาตรการใหม่ของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ลดมลพิษ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสีเขียว มาตรการรถยนต์เก่าแลกซื้อรถยนต์ใหม่ ที่ยังไม่ตกผลึกแนวความคิดอย่างผ่องแท้แน่นอน คาดว่าทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถสรุปรายละเอียดเบื้องต้นนำเสนอให้แก่ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่มีอำนาจอนุมัติสั่งการได้ในช่วงประมาณกลางเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้
ในเบื้องต้น มาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ 2569 มีรายละเอียดส่วนหนึ่งว่า มีเป้าหมายเพื่อลดมลพิษ PM2.5 ที่เกิดจากการใช้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในที่มีอายุการใช้งานมากพอสมควรแล้ว และเพื่อกระตุ้นรถยนต์ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับรถยนต์ใหม่ที่เข้าร่วมโครงการนี้จะเป็นเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้า, รถยนต์แบบไฮบริด และพลัก-อิน ไฮบริด ที่มีการผลิตในประเทศเท่านั้น โดยค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินอุดหนุนจากทางรัฐ เพื่อให้นำไปเป็นส่วนลดราคาจำหน่ายโดยตรง สำหรับผู้ใช้รถที่จะนำรถเข้าร่วมโครงการจะจำกัดไว้ที่ 10,000 ถึง 20,000 คัน ใครตัดสินใจก่อนได้สิทธิ์ก่อน ในส่วนของรถยนต์เก่าที่รับแลกเข้ามานั้น จะมีการศึกษาโมเดลจากต่างประเทศ โดยอาจจะส่งออกไปยังประเทศที่ต้องการ เพื่อการบริหารซากรถเก่าอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป
อย่างไรก็ตาม แนวคิดในการนำรถยนต์เก่ามาแลกรถยนต์ใหม่ ไม่ใช่เพิ่งมีความคิดในรัฐบาลชุดใหม่นี้ แต่เคยเกิดขึ้นครั้งแรกในรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปี 2563 เป็นแนวคิดที่ต้องการกระตุ้นการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยเป็นการนำรถยนต์เก่าที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปมาแลก โดยมีข้อเสนอพิเศษเป็นส่วนลดภาษี 100,000 บาท และมีคูปองส่วนลดให้ แต่แนวคิดนี้ไม่สำเร็จออกมาเป็นรูปธรรม มีการเปลี่ยนไปใช้มาตรการ EV 3.0 แทน
ต่อมาในรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร แนวคิดรถเก่าแลกรถใหม่ถูกปัดฝุ่นนำมาพิจารณาใหม่ในปี 2568 แนวคิดใหม่เน้นเพื่อกระตุ้นยอดจำหน่ายรถกระบะ พร้อมทั้งเพิ่มเงื่อนไขให้บรรษัทประกันสินเชื่อขนาดย่อมช่วยค้ำประกันสินเชื่อ แต่แนวคิดนี้ก็ถูกเก็บเข้าลิ้นชักไปอีกครั้ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล มาถึงยุคของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล แนวคิดรถเก่าแลกรถใหม่ถูกนำมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยได้ข้อสรุปเบื้องต้นในรายละเอียดของโครงการอย่างที่กล่าวถึงเบื้องต้นนั่นเอง ส่วนความชัดเจนมากที่สุดในเรื่องของงบประมาณที่ใช้, รถยนต์เก่าที่สามารถนำมาเข้าร่วม, ระยะเวลาของโครงการ ฯลฯ กลางเดือนพฤษภาคมนี้คงมีคำตอบที่ถูกต้องชัดเจนมากที่สุด

