การซื้อขายรถใหม่ป้ายแดง ภายในประเทศปี 2568 ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อย โดยตัวเลขยอดจำหน่ายรวมของปี 2568 อยู่ที่ 622,483 คัน เป็นตัวเลขยอดจำหน่ายที่เพิ่มมากขึ้นจากปี 2567 อยู่ 8.7 % สำหรับปี 2569 มีการคาดการณ์ว่าตัวเลขยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ รวมทั้งปีน่าจะอยู่ที่ระดับ 620,000-630,000 คัน ซึ่งก็อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับตัวเลขยอดจำหน่ายที่ทำได้ในปี 2568 คาดกันว่าตัวเลขนี้ มีความเป็นได้มากพอสมควร ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และที่สำคัญ คือ การรุกตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นของรถจากประเทศจีน ที่ทำให้เกิดการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบที่อาจทำให้ตัวเลขยอดจำหน่ายรถใหม่คลาดเคลื่อนไปจากเป้าหมายก็ยังมีอยู่ อาทิ ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อยานยนต์ของรถกระบะ, หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ ซึ่งหากความขัดแย้งนี้นำไปสู่การใช้กำลังทางทหาร ย่อมส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง และพื้นที่ใกล้เคียงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นต้น
เดือนมกราคม 2569 บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่าตัวเลขยอดจำหน่ายรถใหม่ในประเทศเดือนมกราคม เพิ่มขึ้นกว่า 50 % เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2568 ซึ่งเป็นผลมาจากการเร่งส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เข้าร่วมในโครงการ EV 3.0 ที่สิ้นสุดในช่วงปลายปี 2568 ขณะที่เริ่มมีการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าชดเชยในสัดส่วนนำเข้า 1 คัน ผลิตในประเทศชดเชย 2 คัน ตามโครงการ EV 3.5 ที่ส่งผลให้รถยนต์ในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามียอดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เช่น รถกิจกรรมกลางแจ้ง อย่างไรก็ตาม ตลาดรถยนต์ที่ยังมีตัวเลขยอดจำหน่ายรวมไม่กระเตื้องขึ้น ยังคงเป็นตลาดรถกระบะที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
ทั้งนี้ในปี 2569 โลกของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ ได้เข้าสู่โครงการ EV 3.5 อย่างเต็มตัว เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืน ก้าวผ่านโครงการ EV 3.0 ที่มุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นยอดจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเช่นในช่วงเวลาที่ผ่านมา สาระสำคัญของโครงการ EV 3.5 ที่จะไปสิ้นสุดโครงการในปี 2570 นี้ โดยย่อๆ คือ ความต้องการในการผลักดันให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาค โดยยังคงให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ซื้อ และผู้ผลิตในรูปแบบที่มีความสมดุลมากขึ้น ทั้งในด้านของการกระตุ้นยอดจำหน่าย และการให้ความสนับสนุนผู้ผลิตในการเร่งสร้างฐานการผลิตรถนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด
ความแตกต่างจากโครงการ EV 3.0 อยู่ที่ประเภทรถ BEV ที่มีราคาจำหน่ายไม่เกิน 2 ล้านบาท และแบทเตอรีมีความจุต่ำกว่า 50 กิโลวัตต์ชั่วโมง จะได้รับเงินอุดหนุน 20,000-50,000 บาท ความจุ 50 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป เงินอุดหนุน 50,000-100,000 บาท สำหรับรถกระบะพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทย ราคาจำหน่ายไม่เกิน 2 ล้านบาท มีขนาดความจุแบทเตอรี 50 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป จะได้รับเงินอุดหนุน 50,000-100,000 บาท ลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 2 % สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีราคาจำหน่ายไม่เกิน 7 ล้านบาท ในส่วนของการผลิต หากมีการนำเข้ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบสำเร็จรูปทั้งคัน หรือ CBU 1 คัน ต้องมีการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศชดเชย 2 คัน และจะเพิ่มเป็นผลิตชดเชย 3 คัน ในปี 2570
ทั้งนี้จากการที่อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศได้เข้าสู่โครงการ EV 3.5 แล้ว สิ่งหนึ่งที่ตามมานอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ที่รัฐบาลมอบให้แล้วสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์พลังงานไฟฟ้าไว้ใช้งาน นั่นคือ การตัดสินใจซื้อที่ง่ายขึ้นจากราคาจำหน่ายที่สอดคล้องกับงบประมาณที่ตั้งไว้ และคลายความกังวลในเรื่องการบริการหลังการขาย

