ก่อนที่จะเข้าสู่ปัญหานี้ ผมอยากให้เราได้รู้จักความสำคัญ และความสามารถอันน่าทึ่ง ของอวัยวะที่ใช้ในการรับเสียงของมนุษย์เราก่อน ซึ่งก็คือหูของพวกเรานั่นเองครับ หน้าที่ของหู มี 2 อย่างครับ อย่างแรก คือ รับเสียง ในรูปของคลื่นความดันของอากาศ และอย่างที่ 2 ช่วยรักษาสมดุลของร่างกายของเรา
ลองจินตนาการว่า ถ้าเราเสียหลักขณะที่กำลังเดิน เช่น สะดุดสิ่งกีดขวางที่พื้นในเวลากลางคืน ที่ปราศจากแสงไฟ หรือถูกใครผลักอย่างแรงจากด้านหลัง ถ้าไม่มีอวัยวะที่ว่านี้ ในหูส่วนในของเรา กว่าจะรู้ตัวว่ากำลังล้มไปด้านหน้า ใบหน้าเราก็คงจะกระแทกพื้นแล้ว แต่ระบบรักษาสมดุลนี้ สามารถส่งสัญญาณไปบอกสมองได้เกือบจะทันที เพื่อให้สมองสั่งการ ให้กล้ามเนื้อขารีบออกแรงให้ขาข้างหนึ่งของเรา ก้าวไปยันพื้นไว้ได้ทันเวลา สำหรับปัญหาของเรา ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่นี้ ผมจึงขอกล่าวถึงเฉพาะหน้าที่แรก คือ ส่วนที่เกี่ยวกับการรับเสียงเท่านั้นนะครับ
“หู” เป็นหนึ่งในอวัยวะสำคัญยิ่งของร่างกายมนุษย์ ทำหน้าที่แปลงคลื่นความดันของอากาศ ที่ก่อกำเนิดมาจาก “ต้นทางของเสียง” ซึ่งก็คือการสั่นสะเทือนของวัตถุ และ “กระแทก” มวลของอากาศ เป็นจังหวะ เกิดเป็นคลื่นความดันกระจายออกไป และส่วนหนึ่งเดินทางมาเข้าสู่รูหูของพวกเรา คลื่นความดันส่วนที่มากระทบใบหูของเรานั้น ไม่ได้สูญเปล่านะครับ มันจะถูกเบี่ยงเบนทิศทาง โดยสันกระดูกอ่อนของใบหู ที่หลายคนสงสัย แต่หาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมมันจึงมีรูปทรงแปลกประหลาด ไม่ถึงขั้นสวย แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดแต่อย่างใด สันที่หยิกงอนี้ ช่วยส่งคลื่นความดัน ผสมกับคลื่นแนวตรง เข้าไปในรูหูของเราด้วย ทั้งรูปทรงของคลื่น และจังหวะเวลามาถึงหูส่วนในที่ต่างกัน ช่วยให้สมองของเรา ที่รับสัญญาณของเสียงในรูปของกระแสไฟฟ้า สามารถประเมินตำแหน่งต้นกำเนิดของเสียงได้ ซึ่งมนุษย์เราต้องการความสามารถนี้มากครับ ในการเอาชีวิตรอดจากภัยอันตรายทั้งหลาย ไม่ว่าจะในอดีตนับล้านปี หรือในสังคมยุคปัจจุบันนี้
ผมขอข้ามการบรรยายการทำงานของหูส่วนใน เพราะไม่มีเนื้อที่พอ และเชื่อว่าผู้อ่านส่วนใหญ่ จะได้เรียนรู้กันมาแล้ว ในโรงเรียนระดับชั้นมัธยม ใครที่เข้าใจหลักการทำงานของกลไกทั่วไป จะรู้ได้ทันทีจากการได้เห็นภาพเสมือนครับ ว่าธรรมชาติได้รังสรรค์สิ่งมหัศจรรย์ให้แก่มนุษย์เรา เพื่อเป็นอวัยวะในการรับเสียง ตั้งแต่เยื่อแก้วหู (EARDRUM) ของหูชั้นนอก ผ่านกระดูกค้อน (MALLEUS) กระดูกทั่ง (INCUS) และกระดูกโกลน (STAPES) ของหูชั้นกลาง ไปสู่อวัยวะรูปก้นหอย (COCHLEA) ของหูชั้นใน ที่ภายในบรรจุของเหลว และมีเซลล์ขน (HAIR CELLS) ที่สามารถแปลงการโบกสะบัด ให้เป็นกระแสไฟฟ้า และส่งผ่านเส้นประสาท ไปสู่สมองของเรา ให้รับรู้ว่าเป็น “เสียง” ลองจินตนาการดูครับ ว่าระบบการรับเสียงนี้ มันละเอียดอ่อนระดับไหน ที่สามารถให้เราแยกแยะเสียงจากเครื่องดนตรีมากมาย ของทั้งวงดุริยางค์ หรือที่เรียกทับศัพท์กันว่า “วงออร์เคสตรา” ที่กำลังบรรเลง ได้อย่างแม่นยำ และชัดเจน และยังแยกแยะตำแหน่งของเครื่องดนตรี (ในการแสดงจริง)ได้อีกด้วย
ไม่มีอุปกรณ์ละเอียดอ่อนยิ่งยวดใดในโลกนี้ ที่สามารถทนต่อการถูกใช้งานอย่างผิดจุดประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่กำเนิดขึ้นโดยธรรมชาติทางชีววิทยา หรือจะเป็นสิ่งที่มนุษย์เราประดิษฐ์ขึ้นก็ตาม มันจะไม่สามารถทนต่อ “ทารุณกรรม” ในรูปของความรุนแรงขณะถูกใช้งาน โดยมนุษย์สันดานหยาบกระด้างได้เลยครับ ก่อนที่จะรู้จัก “ผู้ร้าย” ที่ละเมิดกฎหมาย และทำลายอวัยวะสุดประเสริฐของพวกเรา เสมือนพวกเรามีชีวิตอยู่กันในเมืองเถื่อน เราต้องมารู้จักระดับความดังของเสียง ที่ให้ความสุนทรีย์แก่เรา และระดับที่จะทำลายความสามารถในการได้ยินของเรา ให้เสื่อมลงไปอย่างถาวร ตลอดชั่วชีวิตนี้
มาดูตารางระดับ “ความดัง” ของเสียง ตั้งแต่ให้ความผ่อนคลาย ไปจนถึงความเครียด และไปสู่ระดับที่ทำให้พวกเรา กลายเป็นคนพิการได้เลยครับ
สาเหตุที่ผมนำเรื่องเสียงมาเสนอในตอนนี้ ก็เพราะมลภาวะทางเสียง เป็นสิ่งอันตรายที่พวกเราคนไทย รู้จัก และมีความเข้าใจกันน้อยมากครับ เมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา มลภาวะจากฝุ่น ก็เป็นเรื่องที่คนไทยเรา รู้จักกันน้อยมาก โดยเฉพาะอันตรายจากฝุ่นจิ๋วขนาดเฉลี่ย 2.5 ใน 1,000 ส่วน ของ 1 มิลลิเมตร แต่ได้กลับกลายเป็นสิ่งที่พวกเรารู้จักกันดีแล้วในยุคนี้ เหลือเพียงอันตรายจากความดังของเสียง ที่แทบจะไม่มีใครกลัว เพราะรัฐขาดการให้ความสำคัญ และให้ความรู้แก่ประชาชนครับ
มลภาวะทางเสียง ที่ผู้ก่อกำเนิด และผู้รับผลกระทบ เป็นคนคนเดียวกัน เช่น การตีเหล็ก การทุบหิน การสกัดคอนกรีท ฯลฯ นั้น เจ้าตัวสามารถหลีกเลี่ยงได้ และผู้อื่นก็ไม่ต่างกัน เพราะต้นกำเนิดเสียง ไม่มีการเปลี่ยนตำแหน่ง แต่มีแยกประเภทครับ ที่เราไม่สามารถเลี่ยง หรือแม้แต่จะหลบหลีกให้พ้นมัน ก็ยังยาก เพราะมันพุ่งเข้ามาหาเราแบบประชิดตัว และอย่างรวดเร็วเสียด้วย มันคือบรรดาสามล้อเครื่องยุคนี้ ที่ถูกดัดแปลงจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม เช่น เมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา ในที่นี้ผมขอเอ่ยถึงเฉพาะเรื่องเสียงรบกวน ที่รถอุบาทว์พวกนี้มันทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์อยู่ทุกวี่ทุกวัน ด้วยเสียงจากท่อไอเสียของเครื่องยนต์ ที่ใช้หม้อพักไอเสียเทียม เพราะภายในมันไม่มีอะไรอยู่เลย ที่จะช่วยลดระดับเสียง เป็นเพียงท่อที่เพิ่มขนาดขึ้น เพียงเพื่อตบตา ให้เราหลงเชื่อ ว่ามันคือหม้อพักไอเสียครับ จึงไม่ต้องแปลกใจเลย ที่มนุษย์พวกนี้มันสนุกสนาน ในการบิดคันเร่ง จนปลายท่อไอเสียแผดเสียง ระดับ 130 DB และทำลายประสาทการรับฟัง ของประชาชนคนเดินถนน ให้เสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ ผมขออนุญาตเชิญท่านอธิบดีกรมการขนส่งทางบก มาพิสูจน์ความเลวร้ายด้วยตนเอง อย่าเพิ่งเชื่อผมครับ เวลาที่ดีที่สุด คือช่วง 18 ถึง 21 นาฬิกา ของทุกวัน ถ้าเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ก็ยิ่งดี ตำแหน่งที่ท่านจะได้ยินเสียงท่อไอเสีย ของสามล้อเครื่องจากนรกพวกนี้ คือ ย่านท่องเที่ยวของถนนสุขุมวิท ขอแนะนำให้ท่านชวนผู้ใต้บังคับบัญชา มาร่วมรับความรู้สึกนี้ และช่วยเป็นสักขีพยานไปด้วย ว่าสิ่งที่ผมเล่ามานี้ มิได้เกินเลยไปจากความเป็นจริง ขอแนะนำให้ท่านเริ่มเดินในทิศเข้าเมือง บนทางเท้าฝั่งขวาของถนนสุขุมวิท เริ่มตั้งแต่สามแยกนานา ผ่านสี่แยกที่ตัดถนนวิทยุ ผ่านหน้าห้างฯ CENTRAL EMBASSY และห้าง CENTRAL สาขาชิดลม เรื่อยมาจนผ่านสี่แยกราชประสงค์ และไปสิ้นสุดที่สี่แยกปทุมวันครับ ผมรับรองว่าท่านจะได้รับรู้ความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเพียงพอ และท่านจะได้เห็นมารยาทอันต่ำช้าของคนขับสามล้อเครื่องพวกนี้ เป็นของแถมด้วย แต่เรื่องนี้อยู่ในความรับผิดชอบของท่านผู้บัญชาการตำรวจจราจรครับ พวกมันจะขับกันเสมือนว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองเถื่อน ที่ไม่มีกฎจราจรใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าเป็นช่วงกลางคืน พวกมันก็จะแซงออกไปใช้ลู่ของรถที่จะแล่นสวนทางมา จนรถเหล่านั้นต้องหยุดรอประจันหน้ากับมัน และบรรดารถเก๋งที่ทนดูความชั่ว และหน้าด้านของพวกมันไม่ไหว ก็จะต้องช่วยกันขยับรถเพื่อให้มันแทรกกลับเข้ามาอยู่ในลู่เดิมได้
ผมหวังว่าท่าน และผู้ใต้บังคับบัญชา จะใช้กฎหมายที่มีอยู่ครบถ้วน จัดการกับ “มารสังคม” พวกนี้ เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนผู้ใช้ทางเท้า (และผู้ที่ขี่รถจักรยานยนต์ด้วย) ให้พ้นจากภัยร้ายนี้ด้วยนะครับ
บทความแนะนำ

