สัมภาษณ์พิเศษ(formula)
MICHAEL VETTER กรรมการผู้จัดการ PORSCHE ประเทศไทย
แนวทางการดำเนินธุรกิจตั้งอยู่บน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ บแรนด์ และลูกค้า, ผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยี, การบริหารองค์กร และการดำเนินงาน ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ 2035 ของ PORSCHE
“ฟอร์มูลา” สัมภาษณ์พิเศษ MICHAEL VETTER กรรมการผู้จัดการ PORSCHE ประเทศไทย
ฟอร์มูลา : อุตสาหกรรมรถยนต์ปีนี้จะเป็นอย่างไร ?
VETTER : ไตรมาสแรกของปี 2026 อุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงอยู่ท่ามกลางปัจจัยที่ท้าทายหลายด้าน ความต้องการซื้อของผู้บริโภคยังได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ สถานการณ์ทางการเมือง การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากบแรนด์รถยนต์สัญชาติจีน ความระมัดระวังของลูกค้าต่อการยอมรับรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการปรับโครงสร้างภาษียานยนต์ ตลอดจนสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ โดยแม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายเหล่านี้ PORSCHE (โพร์เช) ยังคงรักษาความแข็งแกร่งในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยความโดดเด่นของกลุ่มผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์ด้านความหลากหลายของระบบขับเคลื่อนที่มีความสมดุล รวมถึงความชื่นชอบของลูกค้าในบแรนด์ PORSCHE โดยส่วนแบ่งตลาดของ PORSCHE เพิ่มขึ้นจาก 7 % ในไตรมาสแรกของปี 2025 เป็น 8 % ในไตรมาสแรกของปี 2026
แม้ว่าตลาดจะให้ความสำคัญกับราคามากขึ้น แต่ PORSCHE ยังคงเห็นว่าลูกค้าในกลุ่มพรีเมียมให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ มาตรฐานด้านวิศวกรรมระดับสูง มูลค่าการถือครองในระยะยาว และความมั่นใจในการเป็นเจ้าของรถยนต์ ซึ่งล้วนเป็นจุดแข็งที่ PORSCHE สร้างมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เรายังคงรักษาผลการดำเนินงาน และความภักดีของลูกค้าได้ แม้ในช่วงเวลาที่ตลาดเผชิญความท้าทาย
ฟอร์มูลา : PORSCHE วางนโยบาย และทิศทางไว้อย่างไร ?
VETTER : ทิศทางของ PORSCHE ประเทศไทย ขับเคลื่อนภายใต้วิสัยทัศน์ระยะยาวที่ชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของ PORSCHE ASIA PACIFIC และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดประเทศไทยอย่างเหมาะสม PORSCHE ทำงานร่วมกับตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว
แนวทางการดำเนินธุรกิจตั้งอยู่บน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ บแรนด์ และลูกค้า, ผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยี, การบริหารองค์กร และการดำเนินงาน ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ 2035 ของ PORSCHE
PORSCHE ยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย การยกระดับศักยภาพด้านบริการหลังการขาย และการพัฒนาช่องทางในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อให้ทุกประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับสะท้อนมาตรฐานของ PORSCHE อย่างแท้จริง
ด้านผลิตภัณฑ์ PORSCHE เชื่อว่าทิศทางในอนาคตของรถสปอร์ทจะขับเคลื่อนด้วยระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย แม้ว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ลูกค้าแต่ละคนยังคงมีความต้องการ และความชื่นชอบที่แตกต่างกัน ดังนั้น กลยุทธ์ของเราจึงมุ่งนำเสนอยนตรกรรมที่เหมาะสมสำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ควบคู่ไปกับการรักษา DNA ด้านสมรรถนะ อันเป็นเอกลักษณ์ของ PORSCHE ขณะเดียวกัน ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่คอมมูนิทีของ PORSCHE ในประเทศไทย ผ่านประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ที่พิเศษ และกิจกรรมที่สร้างความผูกพันอย่างมีความหมายกับลูกค้า และสุดท้าย เราให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่ามากกว่าการเติบโตด้านปริมาณ เพื่อให้ PORSCHE ยังคงเป็นบแรนด์ที่มีความเอกซ์คลูซีฟ และเป็นที่ต้องการในระยะยาว
ฟอร์มูลา : ช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมรถยนต์ส่งผลอย่างไรกับ PORSCHE ?
VETTER : อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้า การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทอล และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับบแรนด์รถยนต์ สำหรับ PORSCHE การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้นำมาทั้งความท้าทาย และโอกาสใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา PORSCHE สามารถปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และพร้อมรักษาคุณค่าที่เป็นรากฐานของ PORSCHE ในปัจจุบัน เราไม่ได้มุ่งเน้นเพียงตัวรถยนต์เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายประสบการณ์ของ PORSCHE ที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ของบแรนด์ในทุกช่วงเวลาของการเป็นเจ้าของ ซึ่งรวมถึงกิจกรรม และพโรแกรมต่างๆ เช่น โครงการ PORSCHE DESIGN TOWER BANGKOK, CURVISTAN BANGKOK, PORSCHE EXPERIENCE CENTER ในประเทศสิงคโปร์ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต, พโรแกรม PAINT TO SAMPLE, พโรแกรม EXCLUSIVE MANUFAKTUR, ชุดแต่ง TEQUIPMENT และกิจกรรมต่างๆ สำหรับกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ PORSCHE
การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ายังเปิดโอกาสให้ลูกค้าใหม่ได้สัมผัสประสบการณ์กับ PORSCHE ซึ่งยังคงรักษาสมรรถนะ และอารมณ์การขับขี่ที่เป็นหัวใจสำคัญของบแรนด์มาโดยตลอด โดย CAYENNE ELECTRIC (คาเยนน์ อีเลคทริค) รุ่นใหม่ล่าสุด รวมถึง TAYCAN (ไทย์คาน) และ MACAN (มาคัน) จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน PORSCHE สู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า และร่วมสร้างรากฐานของยนตรกรรมไฟฟ้า 100 % ของ PORSCHE ในระยะยาว
พร้อมกันนี้ PORSCHE เข้าใจดีว่าลูกค้าบางส่วนยังคงมีมุมมองที่หลากหลายต่อการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า PORSCHE ประเทศไทย จึงได้นำเสนอแพคเกจ BATTERY CARE PLAN ซึ่งมอบความคุ้มครองแบทเตอรีสูงสุดนานถึง 15 ปี สำหรับ TAYCAN และ MACAN เพื่อช่วยให้ลูกค้าก้าวสู่การใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจ และอุ่นใจมากยิ่งขึ้น
ฟอร์มูลา : ผลิตภัณฑ์ของ PORSCHE ตอบสนองความต้องการของตลาดมากน้อยเพียงใด ?
VETTER : หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของ PORSCHE คือ การนำเสนอรถยนต์ที่ผสานสมรรถนะ นวัตกรรม ความสะดวกในการใช้งานในชีวิตประจำวัน และความเร้าใจในการขับขี่ไว้ได้อย่างลงตัว โดยเมื่อความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ของเราจึงมุ่งตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งที่สะท้อนความเป็น PORSCHE อย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ PORSCHE จึงยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาป ระบบขับเคลื่อนไฮบริด และรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน แทนที่จะมองว่าเทคโนโลยีหนึ่งจะเข้ามาแทนที่อีกเทคโนโลยีหนึ่ง เพราะเราเชื่อว่าระบบขับเคลื่อนแต่ละรูปแบบล้วนมีบทบาทสำคัญในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยยังคงมอบสมรรถนะ และอารมณ์การขับขี่ในแบบที่ลูกค้าคาดหวังจาก PORSCHE
ปัจจุบัน PORSCHE นำเสนอรถยนต์ทั้งหมด 6 รุ่น ครอบคลุมทั้งรถสปอร์ท รถสปอร์ทซีดาน และรถสปอร์ทเอสยูวี โดยประเทศไทย กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าล้วนประกอบด้วย TAYCAN, MACAN ELECTRIC และ CAYENNE ELECTRIC ที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุด ส่วนกลุ่มรถยนต์พลัก-อิน ไฮบริด ประกอบด้วย PANAMERA 4 E-HYBRID (พานาเมรา 4 อี-ไฮบริด) และ CAYENNE S E-HYBRID COUPE (คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป) ซึ่งได้กลายเป็นหนึ่งในรุ่นสำคัญที่ขับเคลื่อนธุรกิจของ PORSCHE และมีส่วนช่วยให้ PORSCHE ครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์พลัก-อิน ไฮบริด ระดับพรีเมียมในประเทศไทยประมาณ 67 % ในไตรมาสแรกของปี 2026 ขณะที่รถสปอร์ทระดับไอคอนอย่าง 911 และ 718 ยังคงสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่ารถยนต์จะใช้ระบบขับเคลื่อนรูปแบบใด PORSCHE ทุกคันยังคงได้รับการพัฒนาบนหลักการเดียวกัน คือ สมรรถนะ ความแม่นยำ และอารมณ์การขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์ของ PORSCHE
ฟอร์มูลา : แผนการลงทุนขยายธุรกิจของ PORSCHE ในปัจจุบัน และอนาคต ?
VETTER : PORSCHE ประเทศไทย เติบโตอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการขยายตัวของฐานลูกค้า และหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของเรา คือ การเพิ่มการเข้าถึง และยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าผ่านเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ปัจจุบัน ทำงานร่วมกับตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 3 ราย ได้แก่ AAS AUTO SERVICE, STUTTGART AUTOMOTIVE และ SIME DARBY MOTORS โดยมีโชว์รูม และศูนย์บริการ PORSCHE รวมทั้งสิ้น 6 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งล่าสุด เปิดตัว PORSCHE NOW BANGKOK โชว์รูมรูปแบบพอพอัพแห่งแรกของ PORSCHE ในประเทศไทย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น โดยในอนาคต PORSCHE NOW BANGKOK จะพัฒนาไปสู่ PORSCHE CENTRE KANLAPAPHRUEK ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการภายในสิ้นปีนี้ และนอกเหนือจากการพัฒนาเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย ยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ในทุกมิติ ทั้งด้านบริการหลังการขาย ความพร้อมในการรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้า และการสร้างความผูกพันกับชุมชนผู้ใช้รถยนต์ PORSCHE
ฟอร์มูลา : คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการสนับสนุนของภาครัฐ ?
VETTER : ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังก้าวสู่ยุคของพลังงานไฟฟ้า และรูปแบบการเดินทางยุคใหม่ นโยบายภาครัฐถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ทั้งในด้านการส่งเสริมการใช้งาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุน PORSCHE สนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม ควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเลือกระบบขับเคลื่อนที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเองได้อย่างอิสระ PORSCHE เชื่อว่าระบบขับเคลื่อนแต่ละรูปแบบจะยังคงมีบทบาทควบคู่กันไปอีกระยะหนึ่ง และนโยบายที่สมดุลจะช่วยสนับสนุนทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรม และการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และเมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ที่เติบโตอย่างแข็งแรง ไม่ได้เพียงส่งผลดีต่อผู้ผลิตรถยนต์เท่านั้น แต่ยังส่งผลเชิงบวกต่อผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้จำหน่าย ผู้ให้บริการ และระบบเศรษฐกิจโดยรวมอีกด้วย



