สัมภาษณ์พิเศษ(formula)
ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ต้องทรานส์ฟอร์มทุกส่วน เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง
“ฟอร์มูลา” สัมภาษณ์พิเศษ ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์
ฟอร์มูลา : บทบาทของสถาบันยานยนต์ในการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ?
ดร.เกรียงศักดิ์ : สถาบันยานยนต์เป็นหน่วยสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน พร้อมทั้งศึกษา และเสนอแนวทาง นโยบาย แผนกลยุทธ์ และมาตรการในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ ตลอดจนการแก้ไขปัญหาในอุตสาหกรรม ครอบคลุมด้านการผลิต วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีงานด้านมาตรฐาน และการตรวจ/ทดสอบผลิตภัณฑ์ งานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ งานข้อมูล และอื่นๆ โดยส่วนใหญ่จะทำงานร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันไม่ได้แค่อุตสาหกรรมยานยนต์ โดยขณะนี้อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก ICE ไปสู่ EV ทำให้ชิ้นส่วนหายไปจำนวนมาก จากกว่า 10,000 ชิ้น เหลือแค่ 1,000 กว่าชิ้น ทำให้ขณะนี้ได้มีการทรานฟอร์มไปสู่โมบิลิทีอื่น โดยมีการปรับบทบาทให้อุตสาหกรรมยานยนต์ขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่น เช่น อุตสาหกรรมระบบราง รถตรวจการณ์ รถถัง เรือ และดโรน
ฟอร์มูลา : ทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ปี 2569-2570 เป็นอย่างไร ?
ดร.เกรียงศักดิ์ : ภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยหดตัวลงอย่างชัดเจน จากเดิมยอดขายปีละ 8 แสน-1 ล้านคัน ลดลงเหลือแค่ 4-5 แสนคัน แต่หลายฝ่ายคาดว่าปีนี้จะมีทิศทางที่ดีขึ้น รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์จะเริ่มลดน้อยลง และยอดขายของรถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม รัฐมีแนวทางในการส่งเสริมพลังงานใหม่ เช่น ไฮบริด, พลัก-อิน ไฮบริด และคาดว่าปีนี้ การส่งออกรถยนต์จากไทยจะเริ่มดีขึ้น โดยผู้ผลิตจากประเทศจีน จะเริ่มส่งออก
ฟอร์มูลา : ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญมีอะไรบ้าง ?
ดร.เกรียงศักดิ์ : 2 ปีที่ผ่านมา รถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเพิ่มขึ้น และมีการแข่งขันเรื่องราคา แต่เรื่องสำคัญ คือ ตลาดไม่ได้ขยายแต่มีผู้ผลิตรายใหม่เพิ่มขึ้น มีการแข่งขันรุนแรงขึ้น ทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงเรื่องชิ้นส่วน ที่ผู้ผลิตต้องปรับตัวจากรถสันดาปมาเป็นรถไฟฟ้า รวมถึงประเทศไทยยังไม่มีโนว์ฮาวเรื่องแบทเตอรี และมอเตอร์ และการปรับโมเดลของรถ แต่เดิมจะใช้เวลา 3-5 ปี เป็นไมเนอร์เชนจ์ โมเดลเชนจ์ แต่สำหรับผู้ผลิตจีน จะใช้วิธีเพิ่มบแรนด์เลย เรื่องเหล่านี้ทำให้ผู้ผลิตปรับตัวยาก จากการผลิตชิ้นส่วนปริมาณมาก ต้องผลิตน้อยลง ทำให้การเจรจาของผู้ผลิตรถยนต์กับผู้ผลิตชิ้นส่วน ต้องปรับเข้าหากัน ซึ่งหากไม่เปลี่ยนแปลงวิธีคิด ไม่ปรับตัว ก็จะทำให้เกิดปัญหาเรื่องการผลิต
ดังนั้น ผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทย จึงจำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้รวดเร็ว เพื่อความคล่องตัว ผลิตในจำนวนที่แข่งขันได้ และตอบโจทย์ความต้องการของตลาด รวมถึงต้องบริหารจัดการให้ตรงกับสไตล์การสั่งซื้อ จะทำให้ถึงแม้เราจะไม่สามารถเข้าไปอยู่ใน TIER 1 ก็ยังสามารถปรับตัวไปเป็น TIER 2 หรือ 3 ได้ โดยขณะนี้ ภาครัฐก็พยายามส่งเสริม และผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุน เพื่อให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยไม่พบปัญหา ที่เห็นได้ชัดเจน คือ การกำหนดบังคับใช้ชิ้นส่วนในไทยอย่างน้อย 40 % เพื่อตีกรอบให้ค่ายรถใช้ชิ้นส่วนในไทยมากขึ้น
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุด คือ การทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ ที่ขณะนี้อยู่ในช่วงปรับตัว ซึ่งนอกจากที่จะทำให้นักลงทุนเข้ามาผลิตรถยนต์แล้ว จำเป็นจะต้องดึงการวิจัย และพัฒนาของค่ายรถยนต์เหล่านั้นเข้ามาตั้งฐานที่ไทยด้วย เพื่อควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการผลิตชิ้นส่วนต้องมีการทรานส์ฟอร์ม เพราะการผลิตรถยนต์สันดาปก็ยังคงมีอยู่ ผู้ผลิตชิ้นส่วนต้องพัฒนาตัวเองไปสู่การผลิตชิ้นส่วนของยานยนต์ประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้าระบบราง อากาศยาน เพื่อเพิ่มมูลค่า และโอกาสทางธุรกิจ
ฟอร์มูลา : เทคโนโลยี AI และการเชื่อมต่อ จะเปลี่ยนอุตสาหกรรมไทยแค่ไหน ?
ดร.เกรียงศักดิ์ : เทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ต้องตื่นตัว ปัจจุบัน ผู้ผลิตในไทยยังมีความรู้ ความสามารถเรื่องนี้ไม่มากนัก การพัฒนาซอฟท์แวร์ต่างๆ ในไทยยังไม่เริ่มพัฒนา ส่วนใหญ่ผู้ผลิตจะนำมาเอง ดังนั้น สิ่งเหล่านี้จึงจำเป็นที่จะต้องสร้าง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้ผลิตไทย โดยสถาบันยานยนต์ได้ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม พัฒนาเรื่อง SOFTWARE DEFINED VEHICLE หรือ SDV เนื่องจากรถยนต์ยุคใหม่จะต้องขับเคลื่อนด้วยซอฟท์แวร์ ดังนั้น เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการ จึงจำเป็นที่จะต้องเตรียมตัวเรื่องเหล่านี้
ในเชิงการพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งระบบ เราเน้นเรื่องการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ ตามระบบ NQI (NATIONAL QUALITY INFRASTRUCTURE) หรือโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของไทยมีคุณภาพมาตรฐาน ปลอดภัย และพร้อมแข่งขันในระดับสากล
การตรวจสอบ และการรับรอง ประเทศไทยยังมีระดับหนึ่ง แต่เราจะนำหลายตัวอย่างจาก ยุโรป จีน ญี่ปุ่น มาพัฒนาระบบการตรวจสอบ และรับรอง ดูแลผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศให้ส่งออกผลิตภัณฑ์ได้อย่างมั่นใจ
ฟอร์มูลา : การเข้ามาของบแรนด์จีน ส่งผลต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยอย่างไร ?
ดร.เกรียงศักดิ์ : มีการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ เพราะไม่ได้เข้ามาแค่รถยนต์ แต่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ ทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ต้องมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้บริโภคต้องเรียนรู้ฟังค์ชันใหม่มากขึ้น นอกจากนี้ ทุกอย่างต้องเปลี่ยนตามไปด้วย ตัวแทนจำหน่าย การบริการหลังการขาย อู่ซ่อมรถไม่เหมือนเดิม จะว่าไปแล้ว คือ เปลี่ยนทั้งอีโคซิสเตมส์ รวมถึงการจราจร ที่หากมีฟังค์ชันเทคโนโลยีใหม่ การจราจรไทยก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย
ฟอร์มูลา : สถาบันยานยนต์มีแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทยอย่างไร ?
ดร.เกรียงศักดิ์ : ที่ผ่านมา สถาบันยานยนต์มีการสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย เป็นโครงการทดลองกับผู้ผลิตรถยนต์จีน 6 ราย รวบรวมนำเสนอผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยว่ามีอะไรบ้าง จัดให้มีการเจรจาธุรกิจกัน นับว่าได้ผลพอสมควร ดังนั้น หากมีโอกาสก็จะทำโครงการต่อ เพราะที่ผ่านมาผู้ผลิตชิ้นส่วนเริ่มมีการปรับตัวมากขึ้น เข้าใจผู้ผลิตจากจีนมากขึ้น อนาคตอาจจะมีการปรับตัวเข้าหากัน และใช้ชิ้นส่วนของไทยมากขึ้น อีกทั้งรัฐบาลก็มีการกำหนดเรื่องชิ้นส่วนในประเทศ เรื่องการผลิตเพื่อการส่งออก จึงคาดว่าในอนาคต ผู้ผลิตจีนต้องหาชิ้นส่วนในไทยเพิ่มขึ้น หากไทยมีการปรับตัว
นอกจากนี้ สถาบันยานยนต์ได้ให้ผู้ประกอบการชิ้นส่วนปรับเปลี่ยนนำชิ้นส่วนมาใช้กับยานยนต์ประเภทอื่น เช่น รถไฟฟ้าระบบราง และอากาศยาน เป็นต้น
ฟอร์มูลา : เป้าหมายสำคัญของสถาบันยานยนต์ในอีก 3-5 ปี คืออะไร ?
ดร.เกรียงศักดิ์ : เราต้องทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์เข้มแข็ง รวมไปถึงโมบิลิทีช่วยผู้ประกอบการ ทำให้การเปลี่ยนผ่านของโนว์ฮาวอุตสาหกรรมไทยยั่งยืน รวมถึงการทรานส์ฟอร์มสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ขณะเดียวกัน บทบาทของสถาบันต้องเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เพื่อจะดูแลผู้บริโภค
สิ่งสำคัญ คือ พยายามผลักดันให้เกิดการวิจัย และพัฒนาในไทย เน้นนโยบายดึงดูดการลงทุนเรื่องวิจัย และพัฒนามากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทยมากขึ้น
ฟอร์มูลา : ในอนาคตประเทศไทยยังมีโอกาสเป็น DETROIT OF ASIA หรือไม่ ?
ดร.เกรียงศักดิ์ : ผมมองว่า ประเทศไทยยังเป็นฮับผลิตรถยนต์ที่สำคัญ เพราะมีผู้ผลิตเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีผู้ผลิตจีนลงทุนแล้ว 8 โรงงาน และคาดว่าจะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงให้เกิดการทรานส์ฟอร์ม จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้ามีผู้ประกอบการมาลงทุน และทำให้ผู้ผลิตคนไทยเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้น สร้างโอกาสให้ประเทศไทยเข้าถึงระบบซอฟท์แวร์อีเลคทรอนิคส์ ตรงที่ขาดก็พัฒนาเพิ่มเติม เตรียมความพร้อม และสถาบันยานยนต์ก็ต้องเตรียมรับมือ โดยมีการเตรียมบุคลากรที่มีความพร้อมเรื่องการเปลี่ยนแปลง



