บทความ
4WD VS AWD ต่างกันตรงไหน ? เลือกให้เหมาะกับการใช้งาน
รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ในปัจจุบันมีการเรียกระบบขับเคลื่อนของตัวเองแตกต่างกันออกไป เช่น 4WD, AWD, RWD หรือ IWD แต่ในทางเทคนิคแล้ว ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ หลักๆ ที่ใช้กันอยู่ในโลกใบนี้ มีเพียง 2 ระบบเท่านั้น คือ 4WD หรือระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบชั่วคราว (PART TIME) และ AWD หรือระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบตลอดเวลา (FULL TIME) แล้ว 2 ระบบนี้ แตกต่างกันอย่างไร...ไปดู !
4WD ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบชั่วคราว (PART TIME)
ระบบนี้มักอยู่ในรถพิคอัพ หรือรถเอสยูวีที่มีอัตราทดเกียร์ 2 ชุด โดยมักเรียกระบบนี้ว่า ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4WD แบบชั่วคราว เพราะผู้ควบคุมรถสามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ระหว่างขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เมื่อใดก็ได้
ระบบนี้ กำลังจากเครื่องยนต์จะถูกส่งต่อไปที่ล้อคู่หน้า และล้อคู่หลัง โดยหนึ่งในล้อคู่หน้า และหนึ่งในล้อคู่หลังจะหมุนเท่ากันตลอดเวลา ดังนั้น เมื่อล้อใดล้อหนึ่งเกิดอุปสรรค ล้อที่เหลือจะยังคงหมุนเคลื่อนรถไปได้ ระบบนี้จึงเหมาะกับพื้นที่ทุรกันดาร และสมบุกสมบัน
ส่วนข้อเสียก็มีบ้าง หากเราต้องการเลี้ยวยูเทิร์น รถจะเกิดอาการขืน ไม่คล่องตัว เนื่องจากมีล้อใดล้อหนึ่งที่หมุนเท่ากัน เพราะรถที่เลี้ยวได้ดี และคล่องตัว ล้อทุกล้อจะต้องหมุนไม่เท่ากันขณะเลี้ยวเสมอ ดังนั้นหากต้องการเลี้ยวยูเทิร์น ควรต้องปลดระบบขับ 4 ทุกครั้ง ไปเป็นขับ 2 จะดีที่สุด
4WD แบบ PART TIME สามารถแบ่งได้อีก 2 แบบ คือ PART TIME (4L) และ PART TIME (4H)
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ PART TIME LOW (4L) จะมีชุดอัตราทดเฟืองเกียร์เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ชุด เพื่อเพิ่มแรงบิดให้มากขึ้น ในการขึ้นทางชัน หรือปีนป่ายไต่ก้อนหินในทางทุรกันดาร โดยมีความเร็วที่ลดลงจากอัตราทดปกติ ทำให้ควบคุมรถได้ง่าย การเปลี่ยนเกียร์เป็น 4L จะต้องหยุดรถ แล้วใส่เกียร์ N เสียก่อน เพราะเป็นการเปลี่ยนเกียร์ข้ามอัตราทด
ส่วนระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ PART TIME HIGH (4H) สามารถเปลี่ยนจาก 2H เป็น 4H ได้ทันที โดยที่ความเร็วในการเคลื่อนที่รถเหมือนกับระบบขับเคลื่อน 2 ล้อทุกอย่าง เพียงแต่เวลาเลี้ยว รัศมีวงเลี้ยวจะมากกว่า ดังนั้นต้องระมัดระวัง
ข้อดี
- เหมาะกับทางสมบุกสมบัน หรือทุรกันดาร
- เหมาะกับพื้นผิวที่มีแรงเสียดทานน้อย เช่น ทางโคลน ทางทราย หิน ถนนลูกรัง
- มีแรงบิดสูง ในความเร็วต่ำ ทำให้สามารถปืนไต่ก้อนหิน หรือเนินชันได้ดี
ข้อเสีย
- รัศมีวงเลี้ยวกว้าง ทำให้ความคล่องตัวในการเลี้ยวลดลง
- ไม่เหมาะกับใช้ในพื้นที่ที่มีแรงเสียดทานมาก เช่น ถนนดำ หรือถนนลาดยาง ถนนคอนกรีท เป็นต้น
AWD ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา (FULL TIME)
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา (FULL TIME) หรือ AWD (ALL WHEELS DRIVE) เป็นระบบขับเคลื่อนที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นขับเคลื่อน 2 ล้อได้เหมือนระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ PART TIME และมีการทำงานแตกต่างจากระบบ 4WD แบบ PART TIME โดยสิ้นเชิง วัตถุประสงค์ในการใช้งานก็ต่างกัน
การทำงานของระบบ AWD กำลังของเครื่องยนต์จะถูกกระจายไปยังล้อทั้ง 4 ล้อ โดยไม่ได้ถูกแบ่งไปยังล้อคู่หน้า และล้อคู่หลัง เท่ากันเสมอไป แต่กำลังของเครื่องยนต์จะแปรผันไปมาระหว่างล้อคู่หน้า และคู่หลัง แม้กระทั่งล้อคู่ซ้าย และล้อคู่ขวา ก็แปรผันไปมาตลอดเวลา โดยขึ้นอยู่กับแรงเสียดทานของล้อใดล้อหนึ่งของล้อคู่หน้า กับล้อคู่หลัง ที่กำลังสัมผัสกับพื้นถนนอยู่ ดังนั้น ระบบ AWD จึงเหมาะกับการใช้งานบนท้องถนนปกติที่คดโค้ง เปียกลื่น เพราะจะเกาะถนนมากกว่าระบบขับเคลื่อน 2 ล้อทั่วๆ ไป นี่คือ ข้อดีของระบบขับเคลื่อนแบบ AWD
กลับกันหากนำรถขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา AWD ไปใช้ในเส้นทางทุรกันดารที่สมบุกสมบัน เมื่อล้อใดล้อหนึ่งเกิดอุปสรรค หรือมีการหมุนฟรีเกิดขึ้น กำลังของเครื่องยนต์จะถูกส่งไปยังล้อที่หมุนฟรีทั้งหมด ทำให้ล้อที่เหลือไม่มีกำลังหมุนพอ ที่จะทำให้รถเคลื่อนที่ผ่านอุปสรรคไปได้ ดังนั้นวัตถุประสงค์ของรถขับเคลื่อน 4 ล้อแบบนี้ เหมาะสำหรับยึดเกาะถนนดำเท่านั้น
แต่สำหรับรถขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ AWD ยุคใหม่ ได้มีการนำจุดด้อยข้างต้น ไปพัฒนาต่อยอด ให้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงรถขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ PART TIME เข้าไปอีกนิด โดยได้นำระบบควบคุมการทรงตัว ที่อาศัยระบบเบรค ABS มาใช้ในการห้ามล้อ เมื่อมีล้อใดล้อหนึ่งเกิดหมุนฟรี สมองกล (ECU) จะสั่งการให้เบรคไปจับล้อนั้น เพื่อให้ล้อหยุดหมุน แล้วระบบจะถ่ายกำลังไปยังล้อที่มีแรงเสียดทาน หรือล้อที่อยู่ติดพื้น เพื่อให้ล้อนี้หมุนเคลื่อนรถไปได้
ข้อดี
- เกาะถนนดี เหมาะกับการใช้งานบนถนนปกติ ที่คดโค้ง และเปียกลื่น
- ไม่มีปัญหาเรื่องวงเลี้ยว เหมือนระบบขับเคลื่อนแบบ PART TIME
ข้อเสีย
- ไม่เหมาะกับสภาพเส้นทางสมบุกสมบัน หรือทุรกันดาร
- ตัวรถมักไม่ค่อยสูง มุมปะทะ มุมจาก ไม่เยอะ เช่น ถนนดำ หรือถนนลาดยาง ถนนคอนกรีท เป็นต้น
อยากลุยหนัก ต้องรู้จักตัวช่วย !
แม้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ จะสามารถเข้าถึงพื้นที่ทุรกันดารได้มากกว่ารถอื่น แต่รถเปล่าๆ ก็ใช่ว่าจะรอดทุกสภาพพื้นที่ ดังนั้น “สายลุย” ตัวจริงจึงมักเสาะแสวงหาอุปกรณ์เสริมเติมแต่ง เพื่อเป็นตัวช่วยให้สามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่าฟันเฟืองพิเศษ ติดตั้งเพิ่มเติมเข้าไปในชุดเฟืองท้าย เช่น LIMITED SLIP, AIR LOCKER หรือ DIFF LOCK ส่วนแบบอีเลคทรอนิคส์ จะอาศัยเซนเซอร์จากเบรค ABS มาประมวลผล เพื่อเบรคล้อที่กำลังหมุนฟรีอยู่ และถ่ายกำลังไปยังล้อฝั่งตรงข้าม ซึ่งจะอยู่ในรถรุ่นใหม่ๆ
LIMITED SLIP/AIR LOCKER และ DIFF LOCK ตัวช่วยยุคแรก
ตัวช่วยที่สาวกโฟร์วีลดไรฟรู้จักกันดี ในยุคก่อน คือ “LIMITED SLIP” ทำหน้าที่ถ่ายทอดกำลังจากล้อข้างที่หมุนฟรีไปยังล้ออีกด้านหนึ่ง ด้วยการใช้แรงหมุนจากล้อที่ฟรี เมื่อหมุนด้วยความเร็วถึงระดับหนึ่ง ระบบจะลอคล้อที่หมุนฟรีด้วยกลไก เพื่อถ่ายแรงขับเคลื่อนไปในล้อที่กำลังสัมผัสพื้นอยู่ เพื่อให้รถออกจากอุปสรรคได้
LIMITED SLIP ประกอบด้วยชุดคลัทช์ และฟันเฟืองประกอบอยู่ในชุดเฟืองท้าย อุปกรณ์ตัวนี้มีหลายลักษณะ และมีประสิทธิภาพแตกต่างกันไป เมื่อใช้ไปนานๆ อาจยังมีข้อจำกัดเรื่องการทำงานอยู่บ้าง โดยเฉพาะเวลาที่ต้องลุยในเส้นทางโหดๆ ในบางครั้งอาจไม่ยอมทำงาน จึงทำให้อุปกรณ์ต้องมีการพัฒนาตัวช่วยต่อมา นั่นคือ “AIR LOCKER”
AIR LOCKER คือ อุปกรณ์ที่มีหน้าที่ลอคให้ล้อทั้ง 2 ข้างหมุนเท่ากันตลอดเวลา ซึ่งหากเทียบกับ LIMITED SLIP แล้ว มันมีประสิทธิภาพในการทำงานดีกว่าชัดเจน การใช้งานต้องติดตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องลงไปในรถหลายชิ้นหน่อย ตั้งแต่ปั๊มลม, ชุดท่อทางเดินลม รวมถึงอุปกรณ์จับยึดต่างๆ เวลาใช้งานจริง หรือเมื่อลุยหนักๆ ในหลายครั้งก็มักเกิดปัญหาได้ เช่น ท่อหลุด ท่อฉีกขาด หรือปั๊มสร้างแรงดันไม่พอ ฯลฯ หากเราต้องลุยในเส้นทางโหดๆ อย่างโคลนลึกในเส้นทางธรรมชาติ มักจะมีหิน หรือกิ่งไม้ ทิ่มตำจนอาจเกิดความเสียหายต่อ AIR LOCKER ได้
ดังนั้น ในรถยุคใหม่ อุปกรณ์ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นอุปกรณ์สำคัญหลักจากโรงงานที่ขาดไม่ได้ คือ “DIFF LOCK” ที่ใช้ระบบไฟฟ้าเข้ามาควบคุมล้อคู่ใดคู่หนึ่งให้หมุนไปในทางเดียวกัน (ส่วนใหญ่เริ่มต้นที่ล้อคู่หลัง) โดยใช้ “ACTUATOR” เป็นตัวลอค เจ้าตัวนี้เป็นอุปกรณ์ที่เหนี่ยวนำด้วยขดลวดกับแม่เหล็ก ซึ่งถูกติดตั้งอยู่ในชุดเฟืองท้าย การเปลี่ยนไปใช้ระบบไฟฟ้าทำให้การติดตั้งอุปกรณ์ทำได้ง่ายขึ้น ลดชิ้นส่วน และสามารถเลือกใช้อุปกรณ์ที่กันน้ำ กันความชื้น จึงมีความทนทานจนปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
ELECTRONIC DIFFERENTIAL LOCK ระบบลอคเฟืองยุคใหม่
ระบบลอคเฟืองด้วยอีเลคทรอนิคส์ หรือ ELECTRONIC DIFFERENTIAL LOCK เป็นระบบที่ช่วยให้ล้อทั้ง 2 ข้างหมุนไปในทิศทางเดียวกัน แต่ระบบนี้จะอาศัยระบบช่วยรักษาเสถียรภาพของรถ โดยทำงานควบคู่กับระบบเบรค ABS ซึ่งสามารถสั่งจ่ายแรงดันเบรคในแต่ละล้อ ให้มีแรงกดจานเบรค แตกต่างกันตามความเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ได้ ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ เช่น ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีขณะออกตัว ระบบรักษาสมดุลแรงเบรค ขณะใช้เบรคในทางโค้ง ระบบเสริมแรงเบรค ฯลฯ
ระบบที่กล่าวถึงมาทั้งหมดใช้เซนเซอร์ชุดเดียวกัน แต่นำผลที่ได้มาวิเคราะห์แล้วสั่งการทำงานแตกต่างกันไป ตามแต่อาการของตัวรถที่เกิดขึ้นเวลานั้นๆ เพื่อช่วยให้ตัวรถกลับมาอยู่ในการควบคุม ในเมื่อการทำงานของระบบต่างๆ ที่กล่าวมาจะเป็นการควบคุมระบบเบรคเป็นหลัก ดังนั้น ระบบ ELECTRONIC DIFFERENTIAL LOCK ก็ใช้หลักการควบคุมที่ระบบเบรคเช่นเดียวกัน ลักษณะจะคล้ายๆ กับการทำงานของระบบทแรคชันคอนทโรล คือ จับล้อที่เริ่มหมุนฟรี โดยเป็นการจับปล่อยๆ ด้วยความถี่ระดับหนึ่ง แต่ระบบนี้จะสั่งให้เบรคจับตัวแน่น และนานกว่า เพื่อให้มีแรงบิดส่งไปด้านตรงข้าม
ปกติเราจะเห็นระบบ ELECTRONIC DIFFERENTIAL LOCK ในรถเอสยูวีหรูๆ วันนี้เราได้เห็นในกลุ่มของรถพิคอัพ หรือรถเอสยูวีในหลายๆ รุ่นที่ได้นำระบบนี้มาใช้ แน่นอนว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อรถรุ่นนี้ไปใช้อาจจะไม่ได้เอาไปลุยจริงจังมาก แต่ก็อาจจะมีลูกค้ากลุ่มเล็กๆ ที่รู้สึกเสียดาย เพราะการทำงานแบบเดิมนั้นมันลุยได้ถึงใจกว่าเยอะ
โหมดลุยจากโรงงาน ในรถ 4WD ยุคใหม่
รถขับเคลื่อน 4 ล้อยุคใหม่ที่ออกจากโรงงาน มักมีโหมดการขับขี่ในสภาพพื้นผิวต่างๆ ให้เลือกใช้ โดยแต่ละโหมดทางวิศวกรจะมีการปรับแต่งเครื่องยนต์ ปรับแต่งเกียร์ รวมถึงปรับแต่งการตอบสนองพวงมาลัย และคันเร่งไฟฟ้า ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นผิวที่แตกต่างกันไป โดยแต่ละโหมดใช้งานอย่างไร...ไปดู
HDC (ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน)
ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน หรือ HILL DESCENT CONTROL (HDC) เป็นระบบความปลอดภัยที่มีในรถใหม่เกือบทุกรุ่น การทำงานจะอาศัยระบบช่วยรักษาเสถียรภาพของรถ โดยจะทำงานร่วมกับระบบเบรค ABS ที่สามารถสั่งจ่ายแรงดันน้ำมันเบรคในแต่ละล้อได้ ทำให้ระบบเบรคเข้ามาช่วยหน่วงความเร็วอัตโนมัติ เมื่อขับรถลงเขา หรือเนินชัน ผู้ขับขี่ไม่ต้องเหยียบเบรคเองตลอดเวลา ระบบจะควบคุมเบรค และเกียร์ให้รถไหลลงช้าๆ เพื่อความมั่นคง และปลอดภัย
SAND MODE (โหมดทางทราย)
เป็นโหมดที่ระบบจะปรับคันเร่งให้ตอบสนองไวขึ้น เพื่อให้มีการส่งกำลังอย่างต่อเนื่อง มีการควบคุมเกียร์ให้มีการลากรอบเครื่องยนต์ในเกียร์ต่ำให้นานกว่าปกติ เพื่อป้องกันรอบตก รวมถึงลดการทำงานของระบบป้องกันล้อหมุนฟรี เพื่อยอมให้ล้อหมุนฟรีได้มากขึ้น ช่วยให้รถลอยตัว และตะกุยผ่านผิวทรายได้
MUD MODE (โหมดโคลน)
เป็นโหมดที่จะช่วยปรับการขับเคลื่อนให้ผ่านทางโคลน ทางลึก หรือพื้นผิวลื่นไถลได้ง่ายขึ้น โดยระบบจะเข้ามาจัดการแรงขับเคลื่อนแต่ละล้อ เพื่อส่งกำลังไปที่ล้อที่แรงเกาะถนนมาก เพื่อป้องกันล้อหมุนฟรี ในขณะเดียวกัน ระบบจะเข้ามาควบคุมความเร็วรอบล้อ เพื่อให้ล้อหมุนได้เร็วขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย เพื่อสลัดโคลนออกจากดอกยาง และยังรักษาสมดุลให้ตัวรถเดินต่อไปได้ในทางร่องลึก หรือทางโคลนที่นิ่มได้ง่ายขึ้น
SLIPPERY MODE (โหมดทางลื่น)
โหมดนี้ระบบจะเข้ามาควบคุมการขับขี่ในรถยนต์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในผิวถนนที่เปียกลื่น หรือมีคราบน้ำมัน โดยระบบจะปรับการทำงานของเครื่องยนต์ และเกียร์ให้ต่ำลง เพื่อควบคุมไม่ให้ล้อหมุนฟรีขณะเหยียบคันเร่ง อีกทั้งยังควบคุมระบบเบรค ABS ให้ทำงานไว และแม่นยำขึ้น รวมถึงการกระจายแรงขับเคลื่อน ให้เกาะถนนยิ่งขึ้นด้วย
TOW/HAUL MODE (โหมดลากจูง)
โหมดนี้ระบบจะปรับการทำงานของเกียร์ และเครื่องยนต์ เพื่อหน่วงเวลาเปลี่ยนเกียร์ให้รอบเครื่องยนต์สูงขึ้น ทำให้สามารถเรียกกำลัง และแรงบิดได้ในรอบสูงขณะลากจูงของหนัก หรือบรรทุกของที่มีน้ำหนักมาก โดยระบบจะเพิ่มแรงดันในระบบส่งกำลัง เพื่อลดการลื่นไถลของคลัทช์ ระบบจะเปลี่ยนรอบเกียร์ให้สูงขึ้น เพื่อป้องกันเกียร์เปลี่ยนขึ้น-ลงบ่อย และช่วยเบรคด้วยเครื่องยนต์เวลาลงเขา เพื่อความปลอดภัย
ADAS ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง
ADAS ย่อมาจากคำว่า ADVANCED DRIVER ASSISTANCE SYSTEMS เป็นระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง ถือเป็นเทคโนโลยีอัจฉริยะในรถยนต์ที่ใช้กล้องเรดาร์ และเซนเซอร์คอยตรวจจับสิ่งรอบตัว เพื่อส่งเสียงเตือน หรือช่วยควบคุมเบรค และควบคุมรถอัตโนมัติ เพื่อลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ โดยมีฟังค์ชันหลักดังนี้
- ACC (ADAPTIVE CRUISE CONTROL) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ช่วยปรับความเร็ว และรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า
- FCW (FORWARD COLLISION WARNING) ระบบเตือนการชนด้านหน้า และช่วยเบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ เมื่อเจอสิ่งกีดขวาง
- LDW/LKA (LANE DEPARTURE/KEEPING ASSIST)ระบบเตือน และช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน ไม่ให้เบี่ยงออกนอกช่องทางโดยไม่ตั้งใจ
- BSM/BSD (BLIND SPOT MONITORING) ระบบเตือนมุมอับสายตา ที่กระจกมองข้างเวลาจะเปลี่ยนเลน
- RCTA (REAR CROSS-TRAFFIC ALERT) ระบบเตือนเมื่อมีรถวิ่งผ่านด้านหลังตอนกำลังถอยรถ
สมาคมวิศวกรรมยานยนต์ได้แบ่งระดับความสามารถของระบบ ADAS ไว้ 6 ระดับ
- ระดับ 0-1 : เป็นแค่ระบบแจ้งเตือน หรือช่วยควบคุมแค่ความเร็ว หรือพวงมาลัยอย่างใดอย่างหนึ่ง
- ระดับ 2 : ควบคุมทั้งความเร็ว และพวงมาลัยพร้อมกันได้ แต่คนขับต้องจับตาดู และจับพวงมาลัยตลอดเวลา (รถในปัจจุบันเป็น LEVEL 2 กันเยอะ)
- ระดับ 3-5 : ขยับไปสู่รถยนต์ไร้คนขับ ที่ระบบจะควบคุมการขับขี่แทนมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นขับเองได้ทั้งหมด
เปิดความลับ “ตัวถังรถลุย” ทำไมไปได้มากกว่า !
นอกจากระบบขับสี่แล้ว ลักษณะเฉพาะของตัวถังรถ หรือ BODY CHARACTERISTIC คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ สามารถปืนป่าย ไต่เนิน ลงน้ำ ได้มากกว่ารถยนต์ทั่วๆ ไป โดยมีหัวใจหลักอยู่ที่ความลับ 3 จุด คือ มุมปะทะ (APPROACH ANGLE), มุมจาก (DEPARTURE ANGLE) และความสูงใต้ท้องรถ (GROUND CLEARANCE)
มุมจาก (DEPARTURE ANGLE)
มุมนี้วัดลักษณะเดียวกับมุมปะทะ (APPROACH ANGLE) แต่จะวัดที่หน้ายางด้านหลังของแนวล้อหลังขึ้นไปหากันชนหลัง หรือส่วนที่ยื่นไปข้างหลังมากที่สุดว่ามีมุมกี่องศากับพื้นถนน ในทำนองเดียวกัน รถที่ตัวถังมีมุมจากในองศามากๆ เช่น 40 องศาขึ้นไป จะได้เปรียบรถที่มีมุมจากในองศาที่น้อย เนื่องจากรถที่มุมจากสูง เวลาขับลงทางลาดชันมากๆ โอกาสที่ด้านท้ายของรถจะเกยกับอุปสรรคจะมีน้อยกว่ารถที่องศามุมจากต่ำ
มุมปะทะ (APPROACH ANGLE)
วัดจากแนวของหน้ายางที่ล้อหน้า เลยขึ้นไปหากันชนหน้า หรือส่วนที่ยื่นออกไปข้างหน้ามากที่สุดให้เป็นเส้นตรง เส้นนี้จะทำมุมกับพื้นถนน ได้กี่องศาก็ตาม เราเรียกว่า “มุมปะทะ”
รถขับเคลื่อน 4 ล้อที่ดี ต้องมีมุมปะทะที่สูงกว่า 38 องศาขึ้นไป เพราะเราต้องนำรถเข้าไปยังพื้นที่ที่สมบุกสมบัน และทุรกันดาร มุมปะทะของรถที่มีองศามากๆ จะสามารถปีนป่ายได้มากกว่ารถยนต์ที่มีองศามุมปะทะน้อย เพราะกันชนหน้า หรืออุปกรณ์อื่นจะไม่โดนอุปสรรค
ความสูงใต้ท้องรถ (GROUND CLEARANCE)
การวัดความสูงใต้ท้องรถ จะวัดจากพื้นถนนไปจนถึงจุดที่ต่ำสุดของตัวรถ นั่นคือบริเวณใต้ท้องรถ เพราะการนำรถผ่านอุปสรรคที่ทุรกันดาร เช่น ขอนไม้ ก้อนหิน เราอาจพบเจอได้ตลอดเวลาเมื่ออยู่ในอุปสรรค ดังนั้น การที่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ มีความสูงใต้ท้องมากๆ โดยทั่วไปอยู่ที่ราวๆ 290 มิลลิเมตร จะได้เปรียบรถที่มีความสูงใต้ท้องน้อย เพราะโอกาสกระแทกกับอุปสรรคมีน้อยกว่า
ตัวถังรถ 4WD (PART TIME)
รถ 4WD หรือรถขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ PART TIME เป็นรถที่วิศวกรผู้ออกแบบให้ความสำคัญกับเรื่อง “ลักษณะเฉพาะของตัวถังรถ” หรือ BODY CHARACTERISTIC เป็นอันดับแรกๆ ของการพัฒนารถ เพราะจุดประสงค์หลักของรถประเภทนี้ คือ ต้องลุย หรือผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้มากกว่ารถที่มีระบบขับเคลื่อน 2 ล้อทั่วไป
ดังนั้น รถประเภทนี้จึงมีตัวถังที่สูงกว่ารถปกติ มี “มุมปะทะ” สูง และมี “มุมจาก” ในองศาที่มาก รวมถึง “มีความสูงใต้ท้องรถ” ที่มากกว่ารถปกติทั่วไป ทำให้สามารถปืนป่ายได้ดี เข้าไปในสภาพพื้นที่ทุรกันดารได้มากกว่า
ตัวถังรถ AWD (FULL TIME)
อย่างที่รู้กันว่า รถขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา หรือ AWD มักเป็นรถที่มีประสิทธิภาพการเกาะถนนที่ดีกว่ารถขับเคลื่อน 2 ล้อทั่วไปบนถนนดำ หรือถนนลาดยาง ดังนั้น “ลักษณะเฉพาะของตัวถังรถ” หรือ BODY CHARACTERISTIC จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับสมรรถนะการลุย เท่ากับรถขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ 4WD แต่มักมีการใส่อุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมเข้าไป เช่น โป่งล้อ ราวหลังคา หรือชิ้นส่วนอื่นๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าตัวรถมีความบึกบึน แข็งแรง มากกว่ารถปกติทั่วไป
ดังนั้น รถขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา แบบ AWD จึงมี “มุมปะทะ” ไม่สูงมาก มี “มุมจาก” พอประมาณ รวมถึง “มีความสูงใต้ท้องรถ” ที่ไม่ได้มากกว่ารถประเภทเดียวกันสักเท่าไร จึงไม่ค่อยเหมาะที่จะนำไปลุยหนักๆ ในสภาพพื้นผิวทุรกันดารเหมือนรถขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ 4WD เพราะจุดประสงค์ในการออกแบบของรถแตกต่างกัน




















