บทความ
5 รุ่นคงกระพัน ตำนาน BOXY SUV ที่ยังมีชีวิต !
ในโลกนี้มี BOXY SUV 5 รุ่นที่ได้รับการยกย่องเป็นสัญลักษณ์ของรถสายลุยทรงกล่อง และเป็นตำนานที่มีชีวิต เพราะยังผลิตโมเดลใหม่ๆ ออกมาเอาใจแฟนๆ อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
SUZUKI JIMNY
1970
จุดเริ่มต้นของ SUZUKI JIMNY (ซูซูกิ จิมนี) พัฒนาจากโครงสร้างของรถรุ่น HOPE STAR ON360 (โฮพ สตาร์ โอเอน 360) ภายใต้แนวคิดรถยนต์ขนาดเล็ก ราคาประหยัด จนกลายเป็นรถสายลุยคันจิ๋วรูปทรงสี่เหลี่ยม เปิดตัวครั้งแรกในรหัส LJ10 ใช้เครื่องยนต์ 359 ซีซี 2 จังหวะ ให้กำลัง 25 แรงม้า
1981
เปิดตัวเจเนอเรชันที่ 2 รหัส SJ410 ออกแบบแชสซีส์ใหม่ทั้งหมด เพื่อช่วยให้การขับขี่นุ่มนวล ควบคุมง่ายยิ่งขึ้น ปรับปรุงระบบช่วงล่างด้านหลัง และปรับโฉมห้องโดยสารใหม่ทั้งหมด พร้อมกับการพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 1,000 ซีซี 45 แรงม้า
1998
เจเนอเรชันที่ 3 รหัส JB23 ปรับลุคให้มีความทันสมัย หรูหรา นั่งสบายขึ้น อัพเกรดระบบช่วงล่างมาใช้คอยล์สปริง จับคู่กับชอคอับที่มีระยะยุบยาวขึ้น ช่วยให้การเดินทางมีความนุ่มนวลสบายในทุกสภาพถนน โชว์ตัวครั้งแรกในงาน TOKYO MOTOR SHOW 1997 ก่อนจะเริ่มวางจำหน่ายจริงในปี 1998
2018
เจเนอเรชันล่าสุด เปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นในปี 2018 ส่วนบ้านเราเปิดตัวในปีถัดมา ดีไซจ์นรอบคันทันสมัยสะดุดตา แต่ยังคงรักษา DNA ตัวเก๋าไซซ์มีนีไว้อย่างลงตัว ขุมพลังถูกยกระดับมาใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร จนกลายเป็นหนึ่งในรถที่สร้างกระแสรอซื้อข้ามปีทั่วโลก
JEEP WRANGLER
1940
JEEP (จีพ) ยอดรถสายลุยพันธุ์แท้ ถือกำเนิดขึ้นในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 เนื่องจากกองทัพสหรัฐฯ ที่ต้องการพาหนะลาดตระเวนขนาดเล็ก น้ำหนักเบา แต่ทรหด และไปได้ทุกที่ โดย WILLYS-OVERLAND (วิลลีส์-โอเวอร์แลนด์) ได้ส่งมอบรถต้นแบบ “QUAD” (ควอด) (ตั้งชื่อตามระบบขับเคลื่อน 4x4) ให้แก่กองทัพสหรัฐฯ แต่สิ่งที่น่าทึ่ง คือ ใช้เวลาในการออกแบบเพียง 75 วันเท่านั้น และมีรถต้นแบบรุ่นนี้ถูกผลิตขึ้นมาเพียงแค่ 2 คันในโลก
1987
JEEP WRANGLER (จีพ แรงเลอร์) คันแรกเริ่มต้นในปี 1987 กับรุ่น YJ ที่ก้าวเข้ามาแทนรุ่น CJ (CIVILIAN JEEP) ที่โลดแล่นมาอย่างยาวนาน ถูกพัฒนาให้มีความทันสมัยมากขึ้น เอกลักษณ์ไฟหน้าทรงเหลี่ยมซึ่งแตกต่างจาก CJ ยุคเก่า เป็นการสร้าง WRANGLER ให้กลายเป็นรถลุยขนาดเบาที่สามารถใช้งานได้หลากหลาย และนับจากนั้นเป็นต้นมา ชื่อของ WRANGLER ได้ถูกจารึก และทำตลาดอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
1997
JEEP WRANGLER TJ เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่นำพา JEEP ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ทิ้งไฟหน้าทรงเหลี่ยมจากรุ่น YJ แล้วหวนไปใช้ไฟหน้าทรงกลมอันเป็น DNA ดั้งเดิม ควบคู่ไปกับการอัพเกรดขีดความสามารถการลุย และความนุ่มนวลในการขับขี่ไปอีกขั้น ทำให้รุ่น TJ คว้ารางวัล “4x4 OF THE YEAR”
2007
JEEP WRANGLER JK 2 ประตู โฉมใหม่ ไฟหน้าทรงกลมอันเป็นเอกลักษณ์ กระจังหน้า 7 ช่องระดับตำนาน ประตูถอดได้พร้อมบานพับเปลือย นอกจากนี้ ยังมีรุ่นตัวถัง 4 ประตู (UNLIMITED) เพื่อขยายฐานลูกค้าไปทั่วโลก
2019
JEEP WRANGLER JL เป็นโมเดลที่ยกระดับตระกูล WRANGLER เข้าสู่ยุคสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ เน้นการผสมผสานความแข็งแกร่งระดับดิบโหด เข้ากับเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกยุคใหม่ มีการนำวัสดุอลูมิเนียมน้ำหนักเบา มาใช้กับประตู, ฝากระโปรง และประตูท้าย ทำให้ตัวรถโดยรวมมีน้ำหนักเบาลงกว่ารุ่นก่อนหน้า
2021
รถยนต์ PLUG-IN HYBRID (PHEV) รุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของตระกูล WRANGLER ที่ผสานความประหยัด รักษ์โลก และแรงบิดมหาศาลเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว กับ JEEP WRANGLER 4XE ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้กำลังสูงสุด 375 แรงม้า การันตีด้วยรางวัลระดับโลก GREEN SUV OF THE YEAR 2021
2027
JEEP WRANGLER LAREDO เตรียมหวนคืนสู่ไลน์อัพอย่างเป็นทางการในฐานะรุ่นพิเศษสำหรับปี 2027 โดยนำชื่อ LAREDO (ลาเรโด) ที่เคยได้รับความนิยมในช่วงทศวรรษ 1980 กลับมาใช้อีกครั้ง พร้อมถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากเมืองลาเรโด รัฐเทกซัส และวัฒนธรรมของภูมิภาคอเมริกันตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านการตกแต่งที่เน้นกลิ่นอายทะเลทราย และสไตล์คาวบอย ซึ่งหนึ่งจุดเด่นที่แฟน JEEP รุ่นเก่าน่าจะชื่นชอบ คือ การกลับมาของหลังคาผ้าใบสีแทน ซึ่งเคยเป็นเอกลักษณ์ของ WRANGLER ในอดีต
TOYOTA LAND CRUISER
1951
จุดกำเนิดของตำนานรถทรงทหารขับเคลื่อน 4 ล้อ TOYOTA JEEP BJ (โตโยตา จีพ บีเจ) พัฒนาขึ้นครั้งแรกในปี 1951 เพื่อใช้ในกองกำลังสำรองตำรวจแห่งชาติ หรือกองกำลังป้องกันตัวเองภาคพื้นดินของญี่ปุ่น มีพื้นฐานจาก JEEP แต่หลังจากเริ่มผลิตขายจริง บริษัท WILLYS-OVERLAND (เจ้าของเครื่องหมายการค้า JEEP จากฝั่งสหรัฐอเมริกา) ได้ส่งหนังสือเตือนเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ชื่อ “JEEP” ทำให้ในปี 1954 TOYOTA ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อรถรุ่นนี้เป็น “LAND CRUISER” (แลนด์ ครูเซอร์)
1955
TOYOTA LAND CRUISER 20 SERIES ถูกออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานมากขึ้น ตัวถังมีความโค้งมน เพิ่มความสบายในห้องโดยสาร และถือเป็นรุ่นสำคัญที่บุกเบิกการส่งออก LAND CRUISER ไปยังอเมริกาเหนือ จุดเด่น คือ มีความหลากหลายของฐานล้อเพื่อตอบสนองการใช้งานที่หลากหลาย
1960
TOYOTA LAND CRUISER 40 SERIES ตำนานรถกล่องไฟกลมสุดเก๋า ที่ใช้ในการบุกป่าฝ่าดง ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในทุกความต้องการ ด้วยโครงสร้างแชสซีส์ที่แข็งแกร่ง และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
1984
TOYOTA LAND CRUISER 70 SERIES เปิดตัวครั้งแรก ชูจุดเด่นเรื่องความเรียบง่าย ทนทาน และซ่อมบำรุงง่าย จนได้รับขนานนามว่าเป็น “สายถึกพันธุ์แท้” โดยแบ่งการออกแบบเป็น 2 ตระกูล คือ รุ่น HEAVY DUTY เน้นการบรรทุกของ และรุ่น LIGHT DUTY เน้นการโดยสารที่ขยายด้านท้ายให้ยาวขึ้น
1990
TOYOTA ได้นำแชสซีส์ของ LAND CRUISER 70 SERIES สายลุยหนัก มาปรับโฉมใหม่ให้ขับง่าย นุ่มนวล และประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น เจาะตลาดรถครอบครัวยุคใหม่ที่อยากได้รถลุยแต่ยังต้องการความสบาย จนกลายเป็นการแจ้งเกิดชื่อ “PRADO” (ปราโด) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า TOYOTA LAND CRUISER 70 SERIES PRADO
2014
เป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์ของ TOYOTA LAND CRUISER 70 SERIES ในโอกาสฉลองครบรอบ 30 ปี ซึ่ง TOYOTA ได้นำรถสายลุยระดับตำนานกลับมาวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ตัวรถโดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์ “30th ANNIVERSARY” ที่บริเวณบังโคลนหน้า ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4.0 ลิตร V6 228 แรงม้า กลายเป็นรถคลาสสิคทรงคุณค่าที่สายสะสมทั่วโลกต้องการ
2024
TOYOTA LAND CRUISER 250 ทายาทผู้รับไม้ต่อจากตระกูล PRADO ปฏิวัติโฉมใหม่หมดจดด้วยดีไซจ์นรถทรงกล่องสุดเก๋า ผสานความหรูหราเข้ากับสมรรถนะการลุยแบบทันสมัย ไฟหน้ามีให้เลือกทั้งทรงกลมคลาสสิค และทรงสี่เหลี่ยม เป็นครั้งแรกที่ติดตั้งระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) ช่วยให้ควบคุมพวงมาลัยได้ง่ายขึ้น และระบบช่วยประคองรถให้อยู่ในเลน (LANE TRACING ASSIST) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบความปลอดภัยขั้นสูง
2025
LAND CRUISER FJ น้องเล็กสายลุยขนาดกะทัดรัด เปิดตัวครั้งแรกในงาน JAPAN MOBILITY SHOW 2025 ก่อนวางจำหน่ายจริงในปี 2026 โดยเป็นไลน์อัพหลักรุ่นใหม่ ในตระกูล LAND CRUISER ที่มาในสไตล์รถทรงกล่อง เน้นความคล่องตัว ราคาสัมผัสง่าย และถือว่าเป็นรถขวัญใจแฟนๆ ชาวไทย
MERCEDES-BENZ G-CLASS
1970
จุดกำเนิด G-CLASS (จี-คลาสส์) เริ่มต้นขึ้นในปี 1970 เมื่อพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี (SHAH OF IRAN) ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ MERCEDES-BENZ (เมร์เซเดส-เบนซ์) ได้เสนอไอเดียว่า กองทัพต้องการรถที่ทรงพลัง ทนทาน และไปได้ทุกที่ ทำให้ MERCEDES-BENZ เริ่มพัฒนารถที่ชื่อว่า “GELÄNDEWAGEN” (เกอเลนเดอวาเกน) หรือ G-WAGON (จี-แวกอน)
1979
การเปิดตัวครั้งแรกของ MERCEDES-BENZ G-CLASS รหัสตัวถัง W 460 ซึ่งประกอบขึ้นด้วยมือทั้งคันอย่างประณีต ณ โรงงานเมือง GRAZ (กราซ) ประเทศออสเตรีย ตัวรถสร้างขึ้นบนแชสซีส์ที่แข็งแกร่ง จับคู่กับระบบช่วงล่างคานแข็ง คอยล์สปริงทั้งหน้า-หลัง พร้อมลุยทุกอุปสรรค ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย
1983
เวทีแจ้งเกิดระดับตำนานของ MERCEDES-BENZ 280 GE รถสายลุยขุมพลัง 220 แรงม้า ที่สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าชัยในศึก PARIS-DAKAR RALLY 1983 ได้สำเร็จ จากนักขับ JACKY ICKX (แจคกี อิคซ์) และ CLAUDE BRASSEUR (คลูด บรัสเซอร์) กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ DNA สายลุยพันธุ์แกร่งของ G-CLASS โดยตัวรถถูกรีดน้ำหนักด้วยชิ้นส่วนอลูมิเนียม และปรับแต่งแอโรไดนามิคใหม่
1989
ฉลองครบรอบ 10 ปีของ G-CLASS ด้วยการเปิดตัวรหัส 463 ซึ่งเป็นการปฏิวัติวงการรถกล่องสายลุยให้มีความหรูหรา และปรับช่วงล่างให้นุ่มนวล นั่งสบายยิ่งขึ้น พร้อมกับเปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (FULL-TIME) โดยเปิดตัวพร้อมกัน 3 รูปแบบตัวถัง คือ รถเปิดหลังคา (CABRIOLET), แวกอนฐานล้อสั้น (SHORT STATION WAGON) และแวกอนฐานล้อยาว (LONG STATION WAGON)
1993
ในงาน GENEVA MOTOR SHOW ปี 1993 MERCEDES-BENZ ได้เผยโฉมรุ่นเรือธงอย่าง 500 GE V8 ยกระดับสมรรถนะ G-CLASS ไปอีกขั้นด้วยเครื่องยนต์ V8 240 แรงม้า วางจำหน่ายเฉพาะตัวถังแวกอนฐานล้อยาว ตกแต่งภายในอย่างพิถีพิถันด้วยเบาะหนังแท้ และลายไม้วอลนัท มอบความสบายระดับพรีเมียมควบคู่กับสมรรถนะสายลุยอย่างลงตัว และด้วยการผลิตแบบจำกัดจำนวนเพียง 446 คันทั่วโลก ทำให้ 500 GE กลายเป็นหนึ่งในรถแรร์ไอเทมระดับตำนาน
1999
G 55 AMG เกิดจากการร่วมมือกันของ G-CLASS และ AMG เพื่อฉลองวาระครบรอบ 20 ปี ของ G-CLASS จนเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานรถสมรรถนะสูงระดับอุลทราลักชัวรี ก่อนจะถูกอัพเกรดความโหดในปี 2004 ด้วยเครื่องยนต์ซูเพอร์ชาร์เจอร์ พละกำลัง 476 แรงม้า กดสปีดจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 5.6 วินาที
2013
G 63 AMG 6x6 สายหรูทรงหรู 6 ล้อ มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 6x6 ตัวรถถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสยบทุกสภาพแวดล้อมที่หฤโหด จนได้รับการยกย่องให้เป็นยนตรกรรมระดับมาสเตอร์พีศสำหรับผู้ที่แสวงหาการผจญภัยไร้พรมแดน
2017
MERCEDES-MAYBACH G 650 LANDAULET (เมร์เซเดส-มายบัค จี 650 ลันเดาเลท) เปิดตัวครั้งแรกในงาน GENEVA MOTOR SHOW 2017 เป็นรถสายลุยที่หลอมรวมเข้ากับความหรูหรา หลังคาผ้าใบเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า และตกแต่งห้องโดยสารระดับเฟิร์สต์คลาสส์ แถมยังเป็นรถสายลุยคันแรกจากตระกูล MAYBACH ที่ใส่ขุมพลัง V12 อันทรงพลัง
2024
เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยการผสานรถระดับตำนานเข้ากับเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเต็มรูปแบบ MERCEDES-BENZ G 580 ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าอิสระ 4 ตัวแยกควบคุมแต่ละล้ออย่างแม่นยำ ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ LOW RANGE พร้อมฟังค์ชันล้ำสมัยอย่าง G-STEERING ที่ช่วยบีบรัศมีวงเลี้ยวบนพื้นผิวลื่นให้แคบลง เผยโฉมคันจริงเป็นครั้งแรกที่งาน AUTO CHINA 2024
MITSUBISHI PAJERO
1982
MITSUBISHI PAJERO (มิตซูบิชิ ปาเจโร) รุ่นแรก เปิดตัวในปี 1982 เป็นการปฏิวัติวงการยานยนต์ในสไตล์รถกล่องสายลุย เข้ากับความนุ่มนวล ควบคุมง่าย และขับสบายระดับรถยนต์นั่ง ตามมาด้วยวิศวกรรมสุดล้ำอย่างระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ ทำให้ PAJERO กลายเป็นหนึ่งในรถระดับตำนานที่ครองใจ สายลุยทั่วโลก
1991
มาถึงเจเนอเรชันที่ 2 นี่คือโฉมที่หลายคนหลงรักที่สุด และเป็นยุคที่ PAJERO ดังเป็นพลุแตก โดย MITSUBISHI MOTORS ได้ปรับปรุงรถให้กว้างขึ้น และจุดศูนย์ถ่วงต่ำลง เพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการทรงตัว ผสานความแกร่งเข้ากับความทันสมัยกับระบบ SUPER SELECT 4WD ซึ่งเป็นนวัตกรรมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่นำเอาข้อดีของระบบ PART-TIME และ FULL-TIME มารวมเข้าด้วยกัน จุดเด่นของระบบนี้ คือ การสลับโหมดระหว่าง 2WD และ 4WD ได้อย่างไร้รอยต่อ ช่วยให้ผู้ขับปรับตัวเข้ากับสภาพถนนที่หลากหลาย
1999
PAJERO เจเนอเรชันที่ 3 เป็นการปฏิวัติโครงสร้าง และเทคโนโลยีการขับขี่ครั้งยิ่งใหญ่ เปลี่ยนจากโครงสร้างแบบเดิม มาใช้ตัวถังแบบ MONOCOQUE CHASSIS พร้อมเฟรมในตัว เพิ่มความทนทานสำหรับทางทุรกันดาร ควบคู่กับความนุ่มนวล และเสถียรภาพบนทางเรียบ ระบบขับเคลื่อนพัฒนาเป็น SUPER SELECT 4WD-II ควบคุมด้วยระบบอีเลคทรอนิคส์ที่สามารถกระจายแรงบิดได้สมดุล
2006

2021
หลังจากการเดินทางอันยาวนาน MITSUBISHI ได้ประกาศเลิกผลิต PAJERO อย่างเป็นทางการ โดย MITSUBISHI MOTORS ปิดโรงงาน PAJERO MANUFACTURING CO., LTD. ที่เมืองซาคาโฮงิ จังหวัดกิฟุ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสายการผลิตหลักของ PAJERO และยุติการผลิต PAJERO FULL-SIZE ลงในช่วงกลางปี 2021 พร้อมกับส่งท้ายด้วยรุ่น PAJERO FINAL EDITION (จำกัดจำนวนแต่ละตลาด เช่น ญี่ปุ่น 700 คัน และออสเตรเลีย 800 คัน) เพื่อเป็นการอำลา และขอบคุณแฟนๆ ทั่วโลก
2026
ถึงเวลาปลุกตำนาน PAJERO โดย MITSUBISHI MOTORS ประกาศเตรียมเปิดตัว ALL-NEW PAJERO เจเนอเรชันที่ 5 เป็นครั้งแรกของโลก ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ นี่ไม่ใช่แค่การปลุกชื่อรุ่นเก่ากลับมาขายใหม่ แต่คือการนำ “ตำนาน” ที่เคยสร้างชื่อ มาเขียนบทใหม่อีกครั้ง คาดว่าจะมาพร้อมโครงสร้างแชสซีส์แบบ LADDER FRAME ที่แข็งแกร่ง และทนทานเป็นพิเศษ รวมถึงเทคโนโลยีขับเคลื่อน 4 ล้อ SUPER-ALL WHEEL CONTROL (S-AWC) เอกลักษณ์เฉพาะของ MITSUBISHI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม


































