การเปลี่ยนผ่านจากรถบรรทุกเครื่องยนต์สันดาปภายในสู่รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้ากำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก แต่หนึ่งในความท้าทายสำคัญยังคงเป็นข้อจำกัดด้านระยะทางการวิ่งต่อการชาร์จ 1 ครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มรถบรรทุกหนักที่ต้องเดินทางระยะไกล บรรทุกน้ำหนักมาก และไม่สามารถหยุดชาร์จได้บ่อยครั้งเหมือนรถยนต์นั่งทั่วไป
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว MAHLE ได้พัฒนาระบบ RANGE EXTENDER สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้า ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน และลดข้อจำกัดด้านระยะทาง โดยยังคงใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นแหล่งขับเคลื่อนหลัก ขณะที่มีชุดผลิตกระแสไฟฟ้าติดตั้งเพิ่มเติมเพื่อป้อนพลังงานให้ระบบเมื่อระดับแบทเตอรีลดลง
โดย MAHLE ระบุว่า ระบบสามารถเพิ่มระยะทางได้อีกราว 400 กม. จากระยะวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนประมาณ 400 กม. ส่งผลให้รถบรรทุกมีระยะทางใช้งานรวมประมาณ 800 กม. ก่อนต้องเติมพลังงาน หรือชาร์จใหม่ ช่วยให้การวางแผนเส้นทางขนส่งระยะไกลมีความคล่องตัวมากขึ้น
ในด้านสมรรถนะ ระบบ RANGE EXTENDER สามารถผลิตกำลังไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องที่ 110 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 150 แรงม้า และให้กำลังสูงสุดได้ถึง 130 กิโลวัตต์ หรือ 177 แรงม้า เพียงพอต่อการรักษาระดับพลังงานของระบบขับเคลื่อนแม้ต้องเผชิญเส้นทางลาดชัน หรือการบรรทุกเต็มพิกัด ซึ่งเป็นเงื่อนไขการใช้งานที่พบได้บ่อยในภาคการขนส่งเชิงพาณิชย์
MAHLE ยังออกแบบระบบให้มีขนาดกะทัดรัด สามารถติดตั้งในตำแหน่งเดียวกับพื้นที่แบทเตอรีของรถบรรทุกไฟฟ้าทั่วไป ภายในประกอบด้วย เครื่องยนต์สันดาป เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแรงดันสูง อินเวอร์เตอร์ และระบบจัดการความร้อนแบบครบชุด ช่วยให้ผู้ผลิตรถสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพแลทฟอร์มที่มีอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องพัฒนาตัวรถขึ้นใหม่ทั้งหมด
อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญ คือ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแรงดันสูงที่มีความหนาแน่นกำลังมากกว่า 7 กิโลวัตต์/กิโลกรัม โดยอาศัยระบบหล่อเย็นด้วยน้ำมัน ช่วยให้ได้กำลังสูงในขณะที่ลดน้ำหนัก และความซับซ้อนของระบบ นอกจากนี้ MAHLE ยังพัฒนาชิ้นส่วนสำคัญหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นเซลล์พลังงานแบทเตอรี ระบบวาล์ว และชุดเพลาลูกเบี้ยว ส่งผลให้ประสิทธิภาพรวมของระบบสูงถึงประมาณ 40 % ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง และลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว
ด้านการจัดการความร้อน ระบบได้รับการออกแบบให้รองรับการระบายความร้อนกำลังสูง โดยสามารถจัดการความร้อนได้ 48 กิโลวัตต์ในวงจรอุณหภูมิสูง และ 15 กิโลวัตต์ในวงจรอุณหภูมิต่ำ ช่วยรักษาอุณหภูมิการทำงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมแม้ใช้งานหนักต่อเนื่อง พร้อมติดตั้งปั๊มน้ำหล่อเย็นไฟฟ้า และระบบควบคุมแบบบูรณาการ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ และความทนทานในการใช้งาน
ในด้านความคุ้มค่า MAHLE ระบุว่า ระบบดังกล่าวสามารถลดการปล่อยไอเสียจากการใช้งานจริงได้มากกว่า 80 % เมื่อเทียบกับระบบขับเคลื่อนแบบดั้งเดิม อีกทั้งยังช่วยลดภาระน้ำหนักที่เพลาหลังได้ประมาณ 400 กก. ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญสำหรับรถบรรทุกที่ต้องบริหารน้ำหนักบรรทุกให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับการบำรุงรักษา ระบบถูกออกแบบให้มีระยะเวลาการเข้ารับบริการนานสูงสุดถึง 2 ปี ช่วยลดเวลาหยุดใช้งานของรถ และลดต้นทุนแฝงของผู้ประกอบการขนส่ง นอกจากนี้ ยังมาพร้อมพัดลมระบายความร้อนรุ่นใหม่ที่ช่วยลดระดับเสียงได้ประมาณ 4 เดซิเบล หรือราว 60 % ลดมลภาวะทางเสียง และเพิ่มความสบายระหว่างการใช้งาน
สรุป
ระบบ RANGE EXTENDER ของ MAHLE ไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่เพิ่มระยะทางการวิ่งให้แก่รถบรรทุกไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังช่วยตอบโจทย์ด้านต้นทุนการดำเนินงาน น้ำหนักบรรทุก การบำรุงรักษา และความยืดหยุ่นในการวางแผนเส้นทางขนส่งได้อย่างครบวงจร หากเทคโนโลยีนี้ได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลาย ก็อาจกลายเป็นสะพานเชื่อมสำคัญระหว่างรถบรรทุกเครื่องยนต์สันดาปในปัจจุบัน และรถบรรทุกไฟฟ้าล้วนในอนาคต
บทความแนะนำ

