เรื่องน่ารู้
Skill Driving Experience ขับเป็น...ขับปลอดภัย กับ สื่อสากล พร้อมลุยต่อเนื่องในปีนี้ !

นอกจากนี้ ทางผู้จัดยังคำนึงถึงสุขอนามัยเป็นอย่างดี ตามหลักปฏิบัติของสถานการณ์ COVID-19 ผู้ร่วมการฝึกสอนทุกคนจะมีการตรวจ ATK (ส่วนผู้เข้าเรียนจะตรวจ ATK ที่บริเวณทางเข้างาน เมื่อผลตรวจไม่ติดเชื้อ จึงจะเข้ามายังบริเวณส่วนการฝึกสอนได้) มีการใส่หน้ากากผ้าตลอดเวลา ทั้งผู้เข้าฝึกอบรม และผู้ทำการฝึกสอน จัดเตรียมเจลแอลกอฮอลสำหรับล้างมือ นอกจากนี้ ยังปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอน แยกเป็นกลุ่มย่อย (กลุ่มละ 9 คน) แบ่งการสอนตามช่วงเวลา เพื่อลดความแออัด โดยนักเรียน 1 คน จะขึ้นนั่งบนรถ 1 คัน มั่นใจได้เรื่องสุขอนามัยที่ทางผู้จัดงานให้ความเอาใจใส่เสมอมา
เริ่มต้นกับการอบรมภาคทฤษฎีที่มีความจำเป็นสำหรับผู้ใช้รถทุกคน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของระบบขับเคลื่อน ล้วนมีผลต่อการตอบสนองขณะขับขี่ ถัดมา คือ ขั้นตอนการปรับตำแหน่งเบาะนั่งให้เหมาะสมกับการขับขี่ รวมถึงวิธีการจับพวงมาลัยในตำแหน่งที่ถูกต้อง และการหักเลี้ยวพวงมาลัยเพื่อการควบคุมรถให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุอย่างได้ผล
สถานี Oversteering
รถที่ใช้ฝึกอบรม (ขับเคลื่อนล้อหลัง): BMW 530e M Sport
การฝึกอบรมสถานี Oversteering จำลองสถานการณ์รถยนต์เกิดอาการ “ท้ายปัด” หรือหมุนในทางโค้ง จากการสูญเสียการยึดเกาะถนนของล้อคู่หลังขณะเข้าโค้ง การแก้ไขสถานการณ์ต้องอาศัยการหักเลี้ยวไปในทิศทางตรงกันข้าม (Counter Steering) ที่ทันท่วงที ผนวกกับการชะลอความเร็วโดยการยกคันเร่ง ทันที่รถออกอาการท้ายปัดบนพื้นผิวเปียกน้ำของสถานีนี้ ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมจะได้สัมผัสการหมุนของตัวรถด้วยตนเอง รวมถึงการฝึกจับอาการท้ายปัด และแก้ไขอย่างทันท่วงที
สถานี Emergency Lane Changing และ Elk Test
รถที่ใช้ฝึกอบรม (ขับเคลื่อนล้อหน้า): Mercedes-Benz A200 AMG Dynamic, GLA 200 AMG Dynamic และ GLB 200 Progressive
Emergency Lane Changing คือ การฝึกวิธีการหลบหลีกสิ่งกีดขวางข้างหน้าในระยะกระชั้นชิดด้วยการหักเลี้ยวอย่างรวดเร็ว ดังนี้แล้ว ตำแหน่งเบาะนั่งที่เหมาะสม ตลอดจนการจับพวงมาลัยที่ถูกต้อง มีความจำเป็นมาก แม้ช่องว่างของการหักเลี้ยวรถจะค่อนข้างแคบ แต่ผู้ฝึกอบรมสามารถแล่นผ่านไปได้ แม้ใช้ความเร็วค่อนข้างมาก (40-60 กม./ชม.) เป็นอีกหนึ่งทักษะการขับขี่ที่มีประโยชน์ไม่น้อย ต่อด้วย Elk Test หรือการหลบหลีกสิ่งกีดขวางบนถนนในระยะกระชั้นชิด (เช่น สัตว์ใหญ่ หรือ วัตถุขนาดใหญ่) เป็นการหักเลี้ยว 2 ครั้งต่อเนื่องกัน สลับซ้าย/ขวา จำลองสถานการณ์การหลบสิ่งกีดขวาง และหักเลี้ยวกลับมายังเลนเดิมสำหรับถนนที่เป็นเลนสวนทาง การควบคุมพวงมาลัย และสายตาที่มองไปยังจุดปลอดภัยแต่ละตำแหน่ง ช่วยให้ผู้ขับหลบสิ่งกีดขวางได้ทันท่วงที และหักเลี้ยวต่อเนื่องได้อย่างมั่นคง
สถานี Emergency Braking และ Underteering
รถที่ใช้ฝึกอบรม (ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา) : Subaru XV 2.0i-S (2 คัน) และ Subaru Outback 2.5i-T EyeSight
หนึ่งในวิธีลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ คือ การเบรคอย่างทันท่วงที หรือ Emergency Braking นั่นคือ การกดแป้นเบรคอย่างรวดเร็ว และหนักแน่นจนกระทั่งระบบ ABS ทำงาน นอกจากนี้ ผู้ฝึกอบรมจะได้ทำการเบรคที่ความเร็วแตกต่างกัน เพื่อรับรู้ระยะเบรคที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงความสำคัญของ Reaction Time ของผู้ขับจากการพบเจอสิ่งกีดขวาง และทำการกดแป้นเบรคลงไป แม้เป็นเวลาเพียงเสี้ยววินาที แต่ก็ใช้ระยะทางหลายเมตรแล้ว การมีสติขณะขับรถเป็นสิ่งที่ควรตระหนักให้ดี ต่อกันด้วย Understeering หรือ ที่คุ้นเคยกับคำว่าอาการ “แหกโค้ง” ตัวรถจะหักเลี้ยวน้อยกว่าที่ต้องการ จากการใช้ความเร็วสูงเกินระดับที่ล้อคู่หน้าจะยึดเกาะถนนได้ ตามปกติความเคยชินของผู้ขับบางคนจะพยายามหักเลี้ยวมากขึ้น แต่ความจริงแล้ว อาการ Understeering จะยิ่งเกิดมากขึ้นแทน การแก้ไข คือ รีบลดความเร็วลงมาด้วยการยกคันเร่ง หรือทำการเบรคเบาๆ (ป้องกันรถไม่ให้เกิดอาการสะบัดในโค้ง) จนกระทั่งล้อคู่หน้ามีการยึดเกาะถนนอีกครั้ง สามารถควบคุมทิศทางได้ตามต้องการ อาการของตัวรถลักษณะนี้มักเจอได้บ่อยกว่ารูปแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า ล้อหลัง หรือ 4 ล้อก็ตาม
ขอขอบคุณผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ดังต่อไปนี้
ติดตามตารางอบรมในปี 2565 ได้ที่ Facebook: Skill Driving Experience ขับเป็น...ขับปลอดภัย กับ สื่อสากล www.facebook.com/SkillDriving หรือ www.skilldriving.imc.co.th
รายละเอียดของคอร์สที่ฝึกสอนในเดือนถัดไป ดูได้ที่นี่ https://skilldriving.imc.co.th/course/ 
บทความแนะนำ

