ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์
ส่งท้ายปี ส.อ.ท. เผย เดือน ตค. ยอดผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.17
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผย เดือนตุลาคม 2568 ผลิตรถยนต์ 135,685 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.17 ผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า 9,393 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1,265.26 ผลิตรถกระบะไฟฟ้า 30 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 100 ขาย 47,032 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.78 ขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) 8,479 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 128.11 ขายรถกระบะไฟฟ้า 38 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 100 ส่งออก 83,064 คัน ลดลงร้อยละ 1.51 ส่งออกรถยนต์นั่งไฟฟ้า 377 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 100 ส่งออกรถกระบะไฟฟ้า 37 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 100
สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนตุลาคม 2568 ดังต่อไปนี้
การผลิต
จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนตุลาคม 2568 มีทั้งสิ้น 135,685 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 5.92 และเพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 14.17
จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,211,486 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 2.84
รถยนต์นั่ง เดือนตุลาคม 2568 ผลิตได้ 55,997 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 17.94 โดยแบ่งเป็น
· รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine มีจำนวน 24,507 คัน ลดลงจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 24.84
· รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle มีจำนวน 9,393 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 1,265.26
· รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 682 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 36.40
· รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 21,415 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 56.47
ยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 มีจำนวน 451,710 คัน เท่ากับร้อยละ 37.29 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 4.74 โดยแบ่งเป็น
· รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine มีจำนวน 208,827 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 30.84
· รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle มีจำนวน 50,576 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 530.15
· รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 16,484 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 225.32
· รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 175,823 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 10.46
รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตันขึ้นไป ในเดือนตุลาคม 2568 ไม่มีการผลิต รวมเดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 ไม่มีการผลิต
รถยนต์บรรทุก เดือนตุลาคม 2568 ผลิตได้ทั้งหมด 79,688 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 11.67 และตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 ผลิตได้ทั้งสิ้น 759,776 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 1.67
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนตุลาคม 2568 ผลิตได้ทั้งหมด 78,386 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 11.16 และตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 ผลิตได้ทั้งสิ้น 751,418 คัน เท่ากับร้อยละ 62.02 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 0.83 โดยแบ่งเป็น
· รถกระบะบรรทุก 117,050 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 2.84
· รถกระบะ Double Cab 479,023 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 4.28
· รถกระบะ Double Cab BEV 255 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 100
· รถกระบะ PPV 155,090 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 13.39
รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน-มากกว่า 10 ตัน เดือนตุลาคม 2568 ผลิตได้ 1,302 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 53.72 รวมเดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 ผลิตได้ 8,358 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 44.09
ผลิตเพื่อส่งออก
เดือนตุลาคม 2568 ผลิตได้ 82,603 คัน เท่ากับร้อยละ 60.88 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 5.86 ส่วนเดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 791,297 คัน เท่ากับร้อยละ 65.32 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากปี 2567 ระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 8.19
รถยนต์นั่ง เดือนตุลาคม 2568 ผลิตเพื่อการส่งออก 20,509 คัน ลดลงจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 24.56 และตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 175,496 คัน เท่ากับร้อยละ 38.85 ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง ลดลงจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 31.66
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนตุลาคม 2568 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 62,094 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 2.54 และตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 615,801 คัน เท่ากับร้อยละ 81.95 ของยอดการผลิตรถกระบะ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 1.77 โดยแบ่งเป็น
· รถกระบะบรรทุก 64,973 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 26.79
· รถกระบะ Double Cab 432,825 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 2.47
· รถกระบะ PPV 118,003 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 7.21
ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ
เดือนตุลาคม 2568 ผลิตได้ 53,082 คัน เท่ากับร้อยละ 39.12 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 70.68 และเดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 ผลิตได้ 420,189 คัน เท่ากับร้อยละ 34.69 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 9.16
รถยนต์นั่ง เดือนตุลาคม 2568 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 35,488 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 74.87 และตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ผลิตได้ 276,214 คัน เท่ากับร้อยละ 61.15 ของยอดการผลิตรถยนต์นั่ง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.06
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนตุลาคม 2568 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 16,292 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 63.57 และตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 ผลิตได้ทั้งสิ้น 135,617 คัน เท่ากับร้อยละ 18.05 ของยอดการผลิตรถกระบะ และลดลงจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 11.13 ซึ่งแบ่งเป็น
· รถกระบะบรรทุก 52,077 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 24.77
· รถกระบะ Double Cab 46,453 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 18.04
· รถกระบะ PPV 37,087 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 38.85
รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตันขึ้นไป ในเดือนตุลาคม 2568 ไม่มีการผลิต รวมเดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 ไม่มีการผลิต
รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน-มากกว่า 10 ตัน เดือนตุลาคม 2568 ผลิตได้ 1,302 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 53.72 รวมเดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 ผลิตได้ 8,358 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 44.09
รถจักรยานยนต์
เดือนตุลาคม 2568 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 209,161 คัน ลดลงจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 28.95 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 150,489 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 0.99 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 58,672 คัน ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 59.64
ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 2,068,635 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 1.89 โดยแยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 1,665,431 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 5.05 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 403,204 คัน ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 9.36
ยอดขาย
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนตุลาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 47,032 คัน ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 2.73 และเพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 24.78
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 31,192 คัน เท่ากับร้อยละ 66.32 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 42.99
· รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 9,504 คัน เท่ากับร้อยละ 20.21 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 17.80
· รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) 8,479 คัน เท่ากับร้อยละ 18.03 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 128.11
· รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 787 คัน เท่ากับร้อยละ 1.67 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 246.70
· รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) 68 คัน เท่ากับร้อยละ 0.14 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 100
· รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) 12,354 คัน เท่ากับร้อยละ 26.27 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 95.85
รถกระบะ มีจำนวน 10,084 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 7.45 รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 38 ในปีที่แล้วไม่มียอดจำหน่าย รถ PPV มีจำนวน 3,450 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 40.76 รถบรรทุก 5-10 ตัน มีจำนวน 1,282 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 0.94 และรถประเภทอื่นๆ มีจำนวน 986 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว 21.75
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 133,706 คัน ลดลงจากเดือนกันยายน 2567 ร้อยละ 0.55 และลดลงจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 4.57
ตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 รถยนต์มียอดขาย 495,001 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 3.92 แยกเป็น
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 319,583 คัน เท่ากับร้อยละ 64.56 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 12.41
· รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 106,791 คัน เท่ากับร้อยละ 21.57 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 9.41
· รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) 89,984 คัน เท่ากับร้อยละ 18.18 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 60.87
· รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 7,436 คัน เท่ากับร้อยละ 1.50 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 295.53
· รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) 648 คัน เท่ากับร้อยละ 0.13 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 100
· รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) 114,724 คัน เท่ากับร้อยละ 23.18 ของยอดขายรถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 18.21
รถกระบะ มีจำนวน 117,272 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 14.68 รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 572 คัน ปีที่แล้วไม่มียอดจำหน่าย รถกระบะ REEV มีจำนวน 13 คัน ปีที่แล้วไม่มียอดจำหน่าย รถ PPV มีจำนวน 34,810 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 18.42 รถบรรทุก 5-10 ตัน มีจำนวน 12,330 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 9.22 และรถประเภทอื่นๆ มีจำนวน 10,421 คัน ลดลงจากเดือนช่วงกันในปีที่แล้ว 10.26
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 1,449,052 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 1.92
การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป
เดือนตุลาคม 2568 ส่งออกได้ 83,064 คัน ลดลงจากเดือนที่แล้วร้อยละ 3.48 และลดลงจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 1.51
ประเภทรถยนต์ส่งออกเดือนตุลาคม 2568 แบ่งเป็น ดังนี้
· รถกระบะ 47,377 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 57.04 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 3.17
· รถกระบะ BEV 37 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.04 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2567 ไม่มีการส่งออก
· รถยนต์นั่ง ICE 16,028 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 19.30 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 26.58
· รถยนต์นั่ง BEV 377 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.45 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2567 ไม่มีการส่งออกรถยนต์นั่ง BEV
· รถยนต์นั่ง PHEV 571 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.69 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2567 ไม่มีการส่งออกรถยนต์นั่ง PHEV
· รถยนต์นั่ง HEV 5,359 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 6.45 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 40.80
· รถ PPV 13,315 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 16.03 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 4.23
มูลค่าการส่งออกรถยนต์ 53,209.85 ล้านบาท ลดลงจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 4.52 แต่เครื่องยนต์ และชิ้นส่วนส่งออกเพิ่มขึ้น ดังนี้
· เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 3,486.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 4.50
· ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 17,659.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 12.37
· อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,463.56 ล้านบาท ลดลงจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 1.26
รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนตุลาคม 2568 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 76,819.27 ล้านบาท ลดลงจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 0.59
รถจักรยานยนต์
เดือนตุลาคม 2568 มีจำนวนส่งออก 89,570 คัน (รวม CBU+CKD) เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 19.09 แต่ลดลงจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 48.84 โดยมีมูลค่า 5,429.85 ล้านบาท ลดลงจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 17.26
· ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 195.06 ล้านบาท ลดลงจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 27.23
· อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 243.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 4.75
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ เดือนตุลาคม 2568 ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ 5,868.82 ล้านบาท ลดลงจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 16.92
เดือนตุลาคม 2568 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 82,688.09 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 1.96
รถยนต์สำเร็จรูป
เดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 772,095 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 9.51 แบ่งเป็น
· รถกระบะ 475,019 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 61.52 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 2.38
· รถกระบะ BEV 242 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.03 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2567 ไม่มีการส่งออก
· รถยนต์นั่ง ICE 134,114 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 17.37 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 36.42
· รถยนต์นั่ง BEV 3,505 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.45 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2567 ไม่มีการส่งออก
· รถยนต์นั่ง PHEV 1,318 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.17 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2567 ไม่มีการส่งออก
· รถยนต์นั่ง HEV 43,642 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 5.65 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 5.58
· รถ PPV 114,255 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 14.80 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 0.09
มูลค่าการส่งออกรถยนต์ 515,763.21 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 12.40 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
· เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 31,775.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 7.39
· ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 164,359.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 1.65
· อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 22,653.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 2.28
รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 734,551.83 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 8.44
รถจักรยานยนต์
เดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 รถจักรยานยนต์ มีจำนวนส่งออก 734,802 คัน (รวม CBU+CKD) ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 5.35 มีมูลค่า 51,243.18 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 2.86
· ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 1,940.24 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 11.12
· อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 2,221.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 30.33
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 55,405.39 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 2.18
เดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 789,957.22 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 8.02
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท BEV เดือนตุลาคม 2568
เดือนตุลาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่ มีจำนวน 12,037 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคมปีที่แล้วร้อยละ 80.98 โดยแบ่งเป็น
· รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 10,172 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 108.02
o รถยนต์นั่ง จำนวน 9,605 คัน
o รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 552 คัน
o รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 13 คัน
o รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 2 คัน
· รถกระบะ รถแวน มีทั้งสิ้น 32 คัน ลดลงจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 20
· รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 1,803 คัน ลดลงจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 5.93
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 1,803 คัน
· รถยนต์สามล้อ มีทั้งสิ้น 4 คัน ลดลงจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 83.33
o รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล จำนวน 2 คัน
o รถยนต์รับจ้างสามล้อ จำนวน 2 คัน
· รถบรรทุกมีทั้งสิ้น 26 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคมปีที่แล้วร้อยละ 188.89
เดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 116,608 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม ตุลาคมปีที่แล้วร้อยละ 41.93 โดยแบ่งเป็น
· รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 96,991 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 63.84
o รถยนต์นั่ง จำนวน 94,180 คัน
o รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 2,612 คัน
o รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 15 คัน
o รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 182 คัน
o รถยนต์บริการให้เช่า จำนวน 2 คัน
· รถกระบะ รถแวน มีทั้งสิ้น 481 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 12.39
· รถยนต์สามล้อ มีทั้งสิ้น 20 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 86.11
o รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล จำนวน 14 คัน
o รถยนต์รับจ้างสามล้อ จำนวน 6 คัน
· รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 18,686 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 14.11
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 18,685 คัน
o รถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 1 คัน
· รถโดยสาร มีทั้งสิ้น 102 คัน ลดลงเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 64.58
· รถบรรทุก มีทั้งสิ้น 328 คัน เพิ่มขึ้นเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 47.75
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท HEV เดือนตุลาคม 2568
เดือนตุลาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่ มีจำนวน 12,080 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคมปีที่แล้วร้อยละ 40.11 โดยแบ่งเป็น
· รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 12,022 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 39.99
o รถยนต์นั่ง จำนวน 11,993 คัน
o รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 3 คัน
o รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 11 คัน
o รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 13 คัน
o รถยนต์บริการให้เช่า จำนวน 2 คัน
· รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 58 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2567 ร้อยละ 9.43
เดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่สะสม มีจำนวน 118,412 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ตุลาคมปีที่แล้วร้อยละ 4.96 โดยแบ่งเป็น
· รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 117,596 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 4.76
o รถยนต์นั่ง จำนวน 117,270 คัน
o รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 30 คัน
o รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 166 คัน
o รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 124 คัน
o รถยนต์บริการให้เช่า จำนวน 6 คัน
· รถจักรยานยนต์มีทั้งสิ้น 816 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ตุลาคม 2567 ร้อยละ 4.96
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 816 คัน
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท PHEV เดือนตุลาคม 2568
เดือนตุลาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่ มีจำนวน 1,439 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคมปีที่แล้วร้อยละ 86.16 โดยแบ่งเป็น
· รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 1,439 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคมปีที่แล้วร้อยละ 86.16
o รถยนต์นั่ง จำนวน 1,439 คัน
เดือนมกราคม-ตุลาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่สะสม มีจำนวน 16,475 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ตุลาคมปีที่แล้วร้อยละ 103.82 โดยแบ่งเป็น
· รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 16,475 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ตุลาคมปีที่แล้วร้อยละ 103.82
o รถยนต์นั่งจำนวน 16,447 คัน
o รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 20 คัน
o รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 8 คัน
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568
ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV มีจำนวนทั้งสิ้น 342,211 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 60.53 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
· รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 255,839 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 72.21
o รถยนต์นั่ง มีจำนวน 248,815 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 70.71
o รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน มีจำนวน 5,149 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 128.74
o รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 226 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 182.50
o รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 267 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 86.71
o รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 5 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 66.67
o รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 1,377 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 313.51
· รถกระบะ และรถแวน มีจำนวน 1,353 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 66.22
· รถยนต์สามล้อ มีจำนวนทั้งสิ้น 1,039 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 1.27
o รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล มีจำนวน 128 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 6.67
o รถยนต์รับจ้างสามล้อ มีจำนวน 911 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 0.55
· รถจักรยานยนต์ มีจำนวนทั้งสิ้น 79,983 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 34.76
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีจำนวน 78,869 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 34.76
o รถจักรยานยนต์สาธารณะ มีจำนวน 114 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 10.24
· อื่นๆ
o รถโดยสาร มีจำนวนทั้งสิ้น 2,857 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 5.62
o รถบรรทุก มีจำนวนทั้งสิ้น 1,140 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 69.39
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568
ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV มีจำนวนทั้งสิ้น 586,163 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 28.72 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
· รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 576,200 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 28.99
o รถยนต์นั่ง มีจำนวน 574,543 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 29.09
o รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารฯ มีจำนวน 515 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 3.62
o รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 240 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 228.77
o รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 341 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 65.53
o รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 11 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 120
o รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 550 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 189.47
· รถกระบะ และรถแวน มีจำนวน 1 คัน เท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2567
· รถจักรยานยนต์ มีจำนวนทั้งสิ้น 9,960 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 6.86
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีจำนวน 9,960 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 6.86
· อื่นๆ
o รถโดยสาร มีจำนวนทั้งสิ้น 2 คัน ซึ่งเท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2567
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568
ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV มีจำนวนทั้งสิ้น 79,486 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 28.38 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
· รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 79,486 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 28.38
o รถยนต์นั่ง มีจำนวน 79,409 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 28.41
o รถยนต์โดยสารรับจ้างไม่เกิน 7 คน จำนวน 1 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 100
o รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 39 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 9.30
o รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 27 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 42.11
o รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 4 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 20
รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 6 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 20
...........................................................................................................................
Toyota Hilux Travo Overland ตัวเต็มคันเท่...มาแทนที่ Revo Rocco
Toyota Hilux Travo รุ่นแรกที่ Toyota เลือกให้ลองขับ คือ Toyota Hilux Travo Overland ตัวเต็มคันเท่ที่มาแทนที่ Revo Rocco
Overland 4 รุ่นย่อย
Hilux Travo Double Cab Prerunner 2.8 Overland AT
Hilux Travo Double Cab Prerunner 2.8 Overland Plus AT
Hilux Travo Double Cab 4TREX 2.8 Overland AT
Hilux Travo Double Cab 4TREX 2.8 Overland Plus AT ที่ Toyota จัดมาเป็นรถที่ใช้ลองขับ ในรอบนี้
ภายนอก Overland สะท้อนภาพสปอร์ท...ถอดแบบ Rocco
ด้านหน้าดีไซจ์นใหม่แบบ Cyber Sumo แข็งแกร่ง มั่นคง และทรงพลัง ด้านล่างคล้ายกับ Corolla Cross ไฟหน้า LED พร้อม Daytime Running Light เรียวยาวรับกับแนวกระจังหน้าสีดำโฉบเฉียวทันสมัยกว่า Revo และไม่ได้มีการปรับย้ายลงมาอยู่ที่กันชน จึงยังคงให้ระยะส่องสว่างที่ไกล...โดยไม่ไปแยงตาผู้ขับรถที่สวนทางมา
สำหรับ Travo Overland ตัวเต็มคันเท่ที่มาแทนที่ Revo Rocco ด้านหน้าก็เสริมแผ่นกันกระแทกใต้ห้องเครื่อง และเสริมขอบซุ้มล้อทั้ง 4 เหมือนกันทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น รุ่น Prerunner 2.8 Overland ขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง หรือ 4TREX 2.8 Overland ขับเคลื่อน 4 ล้อ รวมทั้งรุ่นย่อย Plus
ด้านหลัง Travo Overland ยังคงทำให้นึกถึง Revo Rocco ด้วยสปอร์ทบาร์สีดำติดเสริมความแกร่งบนท้ายกระบะ แต่ที่ดูแตกต่างออกไป ก็เป็นตัวกระบะท้ายที่มีเส้นสายกับกันชนท้ายที่ต่างกัน และไฟท้าย LED ดีไซจ์ใหม่ ตัวอักษร Toyota และ Travo สีดำ ที่ดูแปลกตา เปลี่ยนจากตัว "E" และ "3" มาเป็น "T" และ "J"
ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว ยางขนาด 265/60 R18 ลงตัวกับความกว้างของตัวรถ แต่ยังไม่ถึงกับเต็มในส่วนที่มีขอบเสริมซุ้มล้อ และยังเหลือๆ เมื่อถึงคราวต้องลุย
ภายใน Overland เรียบง่าย...ทุกฟังค์ชันได้ใช้งาน
ห้องโดยสารของ Travo ดู Advanced และเติมเต็ม Technology ความสะดวกสบาย ตลอดการเดินทาง ทั้งมาตราวัดเรือนไมล์ขนาด 12.3 นิ้ว จอกลางแบบสัมผัส ขนาด 12.3 นิ้ว การออกแบบตกแต่งที่แตกต่าง และทันสมัยกว่า Revo ชัดเจน เรียกว่าก้าวข้ามมาสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว แต่ยังไม่ลืมส่วนจำเป็นอย่าง ที่วางแขนขนาดใหญ่ และที่วางแก้วน้ำบนคอนโซลทั้งซ้าย/ขวา แบบมีฝาปิด
กรอบมาตรวัดที่ปรับตำแหน่งองศาลงจากรุ่น Revo ทำให้ทัศนวิสัยขณะขับขี่ดีขึ้น
แผงคอนโซลหน้าต่ำลง และวางจอกลางแบบลอยไว้ด้านบน ใช้งานได้สะดวก
Toyota ขยายความยาวของที่วางแขนคอนโซลกลาง และปรับความสูงให้บาลานซ์กับที่วางแขนฝั่งประตู
ที่วางแก้วสามารถถอดออกได้ เพิ่มพื้นที่วางของในถาดกลางคอนโซลได้ ตามต้องการ
จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ หรือจอมาตรวัดเรือนไมล์ขนาด 12.3 นิ้ว แบบดิจิทอล ทันสมัย คมชัด
เครื่องเสียงหน้าจอสัมผัส ขนาด 12.3 นิ้ว พร้อม Apple Car Play และ Andriod Auto แบบไร้สาย/ลำโพง 8 ตำแหน่ง พร้อม Wireless Charger
ระบบเบรคมือไฟฟ้า EPB (Electric Parking Brake) พร้อมระบบหน่วงเบรคอัตโนมัติ (Auto Brake Hold)
พวงมาลัยไฟฟ้า แม่นยำ ควบคุมง่าย (ในเกรด Prerunner Overland Plus/ 4IREX Overland & Overland Plus และ Travo-e 4TREX)
ช่วยปรับปรุงการควบคุมรถ ทำให้ : “ขับง่ายขึ้น” และ “ลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ในระยะทางไกล”
การควบคุมพวงมาลัยจะเบาในความเร็วเพื่อความคล่องตัว แต่หนักแน่นมั่นคงเมื่อขับที่ความเร็วสูง
ให้ความรู้สึกควบคุมดียิ่งขึ้น เนื่องจากแรงสั่นสะเทือนจากภายนอก สู่พวงมาลัยน้อยลง ทำให้ขับบนถนนขรุขระได้อย่างปลอดภัย
มาพร้อมกับช่วงล่างใหม่พิเศษ ให้การขับขี่นิ่มนวล และเกาะถนน ดียิ่งขึ้น (แหนบ 4 แผ่นจูนพิเศษ)
เฟรมของรถมีการออกแบบ Cross Member No.1 & No.2 และ Crash brace ใหม่ เพื่อให้รองรับการติดตั้ง EPS
ช่อง Wireless Charger ใช้พื้นที่เล็กๆ (สติคเกอร์สีเหลือง) ในคอนโซลกลาง ด้านหน้าคันเกียร์ อยู่ใต้สวิทช์หมุนควบคุม Mode การขับขี่ แอบไว้ตรงนี้ดูลำบากเล็กน้อย สำหรับการสังเกตุว่าโทรศัพท์มือถือจะชาร์จ หรือไม่ชาร์จ
ที่วางแก้วน้ำขนาดใหญ่ และที่พักแขนช่วยลดความเหนื่อยล้าขณะขับขี่
เบาะนั่งออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ หนัง Softex นุ่ม นั่งสบาย
เครื่องยนต์ Overland.. เลือก GD Super Power 2.8 ได้ 204 แรงม้า
เครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ GD Super Power ขนาด 2.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิด 500 นิวทันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ และติดตั้งระบบ Stop & Start ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อรถจอดนิ่ง เพื่อเพิ่มการประหยัดน้ำมัน
ใช้งานปกติจาก Alive Toyota บางนา ไปบ้านโพธิ์ ประมาณ 70 กม. ตัวบนมาตรวัดบอกตัวเลขอัตราสิ้นเปลื้องเฉลี่ยไว้ 12.0 กม./ลิตร
ส่วนอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในสนามทดสอบภายในศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ หรือ Attric อยู่ที่ 9-10 วินาที ทำได้เร็วกว่า Revo Rocco เสี้ยววินาที
จุดเด่นของ Travo คือ Dynamic Cloud Technology เพิ่มความมั่นใจ
Toyota เพิ่มจุดเชื่อมพื้นตัวถัง เพื่อเสริมความแข็งแรงของห้องโดยสาร ปรับปรุงการทรงตัว และเพิ่มความนุ่มนวลในการขับขี่
ระบบช่วงล่างแบบนุ่ม หนีบ เกาะถนน
ยางรองแท่นเครื่องแบบไฮดรอลิค และยางรองตัวถังแบบ Shear Type ลดแรงสั่นสะเทือนเข้าสู่ห้องโดยสาร
เบาะนั่งออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ หนัง Softex นุ่ม นั่งสบาย
แกนพวงมาลัยขนาดใหญ่ ช่วยให้ควบคุมได้เฉียบคม ตอบสนองดี และลดแรงสั่นสะเทือน
ควบคุมง่าย ขับได้อย่างมั่นใจ ทั้งบนถนนเปียก และทางโค้ง
ขับผ่านแผ่นกระเบื้องฉีดน้ำ พื้นผิวลื่น ระบบควบคุมการทรงตัว (VSC) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TRC) ช่วยให้การควบคุมรถง่ายขึ้น แต่ก็ต้องความเร็วอย่างเหมาะสม

4TREX ฟังค์ชันการใช้งานที่หลากหลาย
Hilux Travo Double Cab 4TREX 2.8 Overland Plus AT มีทั้งระบบ Multi-Terrain Select (MTS) ช่วยปรับการขับขี่ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นผิวที่หลากหลาย ทั้งแบบดิน ทราย โคลน หิน หรือ หิมะ ในรุ่น 4TREX และระบบควบคุมเฟืองท้าย (Auto Limited Slip Differential) ทุกอย่างใช้งานง่าย
Multi-Terrain Select (MTS) คือ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ออฟโรด ที่มีเฉพาะในรุ่น Double Cab 4TREX Overland Plus/Overland และ Travo-e 4TREX ซึ่งจะปรับการทำงานของเครื่องยนต์และการควบคุมเบรคให้เหมาะสมกับภูมิประเทศที่เลือกในขณะนั้น โดยทำงานร่วมกับโหมดขับเคลื่อน 4H หรือ 4L
เป็นระบบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ในสถานการณ์ออฟโรด ทำงานเมื่ออยู่ที่โหมด 41 หรือ 4H เมื่อเลือกโหมดที่ใกล้เคียงกับภูมิประเทศที่กำลังขับ การทำงานของเครื่องยนต์ และการควบคุมเบรค จะถูกปรับให้เหมาะสมที่สุดตามโหมดที่เลือกได้
Auto โหมดนี้ให้ประสิทธิภาพในการขับขี่บนพื้นผิวถนนที่หลากหลาย โดยระบบจะประเมินสภาพพื้นผิวถนนให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องเปลี่ยนโหมดตามสภาพถนน หรือสภาพการขับขี่ด้วยตนเอง
Dirt โหมดนี้เหมาะสำหรับการขับขึ้นบนทางที่ไม่ได้ลาดยางให้สามารถขับได้ด้วยความเร็ว และเสถียรภาพใกล้เคียงกับการขับบนถนนที่ลาดยาง โดยที่ระบบช่วยเพิ่มการสัมผัสระหว่างยางกับพื้นถนนได้อย่างเหมาะสม และรักษาแรงขับเคลื่อนที่เหมาะสมแม้ในขณะลากจูง
Sand โหมดนี้เหมาะสำหรับการขับขี่บนทางทราย โดยที่ระบบจะควบคุมการขับขี่ โดยให้ล้อมีการลื่นไถลในระดับที่เหมาะสม
ใน 4H: ระบบจะป้องกันไม่ให้แรงขับมากเกินไปเพื่อหลีกเลี่ยงการติดหล่ม
ใน 4L : ระบบจะเพิ่มแรงขับให้สูงขึ้นเมื่อรถติดหล่ม หรือมีแรงด้านจากพื้นที่มาก
Mud โหมดนี้เหมาะสำหรับการขับขี่บนทางโคลน โดยระบบจะหมุนล้อเพื่อปั่นโคลนออกจากล้อ ในโหมด 4L เมื่อล้อจมอยู่ในโคลนลึก ระบบจะเพิ่มแรงขับให้สูงขึ้น
Deep Snow โหมดนี้เหมาะสำหรับขับขี่บนทางหิมะ ที่ต้องเดินหน้า และถอยหลังซ้ำๆ เพื่อฝ่าเนินหิมะสูง เมื่อหิมะลึกกลบยาง ระบบจะหมุนล้อเพื่อไถ และปั่นหิมะออกด้านข้าง ในขณะออกตัว ระบบจะใช้แรงขับในระดับกลางเพื่อป้องกันการลื่นไถลของ
Rock โหมดนี้เหมาะสำหรับการขับขี่บนพื้นหินที่ขรุขระ โดยระบบจะลดการลื่นไถลของล้อ แม้จะมีเพียงแค่ 2 ล้อที่สัมผัสพื้น ระบบจะส่งแรงขับไปยังอีก 2 ล้อ และควบคุมความเร็วของรถขณะอยู่บนยอดหิน เพื่อป้องกันไม่ให้ไถลลงหรือเสียการทรงตัว
นอกจากนี้ ยังมีบันไดข้าง พื้นลายรังผึ้ง Hexagonal Grip เพิ่มการยึดเกาะ และ สะดวกในการก้าวขึ้นลง
บันไดข้างกระบะ ใกล้กันชนท้าย ช่วยให้การขึ้นลงสะดวกขึ้น
ระบบช่วยผ่อนแรงฝาท้ายกระบะ เปิด-ปิดง่าย
ระบบความปลอดภัย Overland..ครบ
ระบบ Blind Spot Monitor และ Rear Cross Traffic Alert
Parking Sensor สัญญาณเตือนกะระยะหน้า และหลัง
รุ่น Overland Plus ยังแอบเพิ่มเติมเทคโนโลยีความปลอดภัย Toyota Safety Sense จากรุ่น Overland
All-Speed Dynamic Radar Cruise Control with Curve Speed Reduction and Lane Tracing Assist ระบบควบคุม และปรับลดความเร็วอัตโนมัติพร้อมช่วยลดความเร็วอัตโนมัติก่อนเข้าโค้ง และช่วยควบคุม รถให้อยู่กลางเลน
Pre-Collision System ระบบความปลอดภัยก่อนการชน เพิ่มขอบเขตความหลากหลายของวัตถุที่ตรวจจับได้ และช่วยควบคุมยามฉุกเฉิน
สามารถตรวจจับวัตถุที่ข้าม และเคลื่อนที่เข้ามาได้ ขยายขอบเขตการตรวจจับ จักรยาน มอเตอร์ไซค์ และคน ตรวจจับ และหลีกเลี่ยงการชนที่ทางแยก ช่วยควบคุมพวงมาลัยยามฉุกเฉิน ลดแรงเครื่องยนต์ในช่วงความเร็วต่ำ
Lane Departure Alert ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ พัฒนาการตรวจจับเลน และช่วยให้ควบคุมได้ดีขึ้น เสริมแรงพวงมาลัย เพื่อหลีกเลี่ยงการออกนอกเลน หยุดการทำงานเมื่อ คนขับพยายามหลบ หลีกสิ่งกีดขวาง
Automatic High Beam ระบบควบคุมไฟอัตโนมัติ
ถุงสมเสริมความปลอดภัย SRS 7 ตำแหน่ง
โดยรวม Hilux Travo Double Cab 4TREX 2.8 Overland Plus AT น่าใช้กว่า Revo Rocco ถ้าไม่ติดกับรูปลักษณ์ภายนอก แต่ในส่วนอื่นๆ เชื่อว่าน่าจะตรงใจ ทั้งการตกแต่งภายในห้องโดยสาร และอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และที่สำคัญระบบ Multi-terrain Select (MTS) ใช้งานง่าย ช่วยปรับการขับขี่ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นผิวที่หลากหลาย
ราคา Overland ไม่สูงกว่า Rocco
Hilux Travo Double Cab Prerunner 2.8 Overland AT ราคา 1,102,000 บาท
Hilux Travo Double Cab Prerunner 2.8 Overland Plus AT ราคา 1,176,000 บาท
Hilux Travo Double Cab 4TREX 2.8 Overland AT ราคา 1,292,000 บาท
Hilux Travo Double Cab 4TREX 2.8 Overland Plus AT ราคา 1,366,000 บาท (รุ่นที่ทดลองขับในครั้งนี้)
...........................................................................................................................
เตรียมตัวอย่างไรให้ซื้อรถในงานคุ้มค่าที่สุด !
ในทุกๆ ปี ค่ายรถก็มักงัดโปรโมชันเด็ดออกมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยพิเศษ ของแถมที่มากกว่าปกติ หรือแคมเปญเฉพาะช่วงงานซึ่งไม่มีในโชว์รูมช่วงเวลาปกติ ความรู้สึกตื่นเต้นของงาน บรรยากาศที่รายล้อมด้วยรถรุ่นใหม่ๆ และคำพูดเร่งเร้าของเซลล์ ก็ยิ่งทำให้หลายคนใจอ่อน และเซ็นจองทันที แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือ โปรโมชันที่เห็นภายในงานอาจดูดี แต่บางรายการอาจมีเงื่อนไขที่ไม่ได้เปิดเผย หรือเป็นโปรโมชันที่โชว์รูมเองก็สามารถให้ได้ เพียงแต่ไม่ได้เน้นโชว์บนป้ายโปรโมชันในงานเท่านั้น
1. คำถามที่ต้องเคลียร์ เงินจองคืนได้หรือไม่
สิ่งแรกที่หลายคนเข้าใจว่าเงินจองสามารถขอคืนได้เสมอ แต่ความจริง คือ แต่ละค่ายมีนโยบายไม่เหมือนกัน บางค่ายไม่คืนเงินจองทุกกรณี บางค่ายคืนได้เฉพาะกรณี เช่น รถล่าช้าเกินกำหนด หรือไม่ได้รับอนุมัติไฟแนนศ์ บางยี่ห้อมีเงื่อนไขแฝง เช่น ต้องหักค่าดำเนินการก่อนคืนเพื่อความชัดเจน ควรให้พนักงานขาย เขียนยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร หรือมีหลักฐานในแชท เช่น “เงินจองคืนได้ คืนไม่ได้ เงื่อนไขการคืน” เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง
2. ราคาพร้อมโปรโมชันต้องละเอียดจริง ไม่ใช่แค่คำพูด
ราคาหน้าป้าย หรือโปรโมชันที่เห็นบนบโรชัวร์ อาจมีเงื่อนไขกำกับอยู่โดยที่ลูกค้าไม่รู้ เช่น
-
ราคาพิเศษเฉพาะลูกค้าที่ดาวน์ขั้นต่ำ
-
ดอกเบี้ยพิเศษที่ต้องทำประกันชั้นหนึ่งกับบริษัทที่กำหนด
-
ของแถมบางรายการได้เฉพาะลูกค้าจองในงานเท่านั้น
ดังนั้น ขอแบบฟอร์ม ใบเสนอราคาเต็ม (Quotation) ที่มีทุกอย่างระบุชัดเจน ทั้งค่างวด ดอกเบี้ย วงเงินดาวน์ ภาษี และค่าใช้จ่ายวันรับรถ เพื่อไม่ให้เกิดเซอร์พไรส์ทีหลัง
3. ของแถมทุกชิ้นต้องระบุเป็นรายการ ไม่ใช่แค่บอกปากเปล่า
ของแถม คือ จุดที่ลูกค้าหลายคนอาจจะ “หลงดีใจ” ในงานแจ้งว่าจะได้รับ แต่กลับไม่ได้จริงในวันรับรถ โดยเฉพาะฟีล์ม, กล้องหน้า หรือชุดแต่งสิ่งที่ต้องระบุให้ชัดเจนในใบจอง หรือในแชท ฟีล์มยี่ห้อ + รุ่น + ความเข้มเคลือบแก้วกี่ชั้นเครื่องชาร์จ (EV) เป็นแบบติดผนังหรือแบบพกพาพรม, กันสาด, กล้องหน้า-หลัง ยี่ห้ออะไรชุดแต่งเป็นของแท้ หรือของศูนย์ ฯลฯ ดังนั้นหลักการง่ายที่สุด คือ ไม่ได้ระบุไว้เท่ากับว่าไม่มีสิทธิ์ได้
4. ระยะเวลารอรถต้องถามให้ชัด
แน่นอนว่าคิวรอรถหลังจากการจองไปแล้วนั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสีที่เลือก, รุ่นย่อย, ลอทการผลิต และความนิยมในตลาดที่อาจจะมีความต้องการที่มาก สิ่งที่ควรถามกับทางผู้ขาย คือ "รถจะได้ประมาณช่วงเดือนอะไร” สีไหนรอเร็วกว่าสีอื่น ถ้ารถล่าช้าเกินกำหนด มีมาตรการชดเชย หรือขอคืนเงินได้หรือไม่ กรณีถ้ามีการยืนยันเป็นข้อความ หรือใบจอง จะช่วยลดปัญหาในอนาคตได้
5. สเปครถที่ได้จริงอาจไม่เหมือนรถโชว์
รถยนต์ใหม่บางค่ายอาจมีการปรับชิ้นส่วน หรือออพชันตามลอทผลิต เช่น รถยนต์จากประเทศจีนลอทนำเข้ากับลอทประกอบไทยอาจต่างกัน รุ่นไมเนอร์เชนจ์บางลอทมีตัดออพชันเงียบ หรือฟีเจอร์บางรายการอาจยังไม่เปิดให้ใช้งานช่วงแรก ควรถามเซลล์ให้แน่ชัดว่า รถที่คุณได้เป็นลอทผลิตเดือนไหน และสเปคตรงกับรถโชว์หรือไม่
6. ค่าใช้จ่ายวันรับรถ หลายคนมองข้ามจนงบบาน
ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายในวันรับรถมีมากกว่าที่คิด ควรขอเซลล์แยกค่าใช้จ่ายเป็นรายการล่วงหน้าเพื่อวางแผนงบประมาณ
-
ค่าจดทะเบียน
-
พรบ.
-
ประกันชั้น 1 ปีแรก
-
แพคเกจบำรุงรักษา
-
ค่าติดตั้ง Wall Charger (สำหรับผู้ซื้อรถยนต์ประเภท EV, PHEV)
-
ค่าปรับแต่งชุดอุปกรณ์รถเพิ่มเติม (หากเลือกของแถมนอกแพคเกจ)
7. สำหรับ EV และ Hybrid ศึกษาระยะประกันแบทเตอรีเป็นพิเศษ
หนึ่งในต้นทุนที่ใหญ่ที่สุด คือ “แบทเตอรี” สิ่งที่ควรดู คือ รับประกันแบทเตอรีกี่ปี หรือกี่กิโลเมตร เงื่อนไขที่ทำให้ประกันแบทเตอรีหลุด ค่าบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า/ระบบ Hybrid ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ค่าติดตั้ง และสเปค Wall Charger รวมถึงค่าอัพเกรดระบบไฟบ้าน เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับผู้ซื้อ EV มือใหม่ ยิ่งช่วงกระแสรถยนต์ที่กำลังเตรียมทยอยปล่อยสตอครถไฟฟ้ายิ่งต้องสังเกตเป็นพิเศษ
8. เตรียมงบประมาณ ไฟแนนศ์สำหรับคนที่ต้องการผ่อน
ไฟแนนศ์เป็นอีกส่วนที่ต้องเชคละเอียด เพราะดอกเบี้ยที่เห็นในโพสเตอร์มักมีเงื่อนไขแอบแฝง เช่น ต้องทำประกันกับบริษัทที่กำหนด เลือกดาวน์ตามขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนด ผูกสัญญากับธนาคารที่ค่ายรถร่วมโปรโมชัน ข้อแนะนำ คือ ต้องดูยอดค่างวดต่อเดือนด้วยว่าเหมาะกับความสามารถการผ่อนของตนเอง
9. ตรวจรายละเอียดเอกสาร ชื่อ-นามสกุลต้องตรงทุกตัว
ก่อนจะลงลายเซน ตรวจสอบเอกสารให้ละเอียด ทั้งชื่อ-นามสกุล รุ่นรถ สี และอุปกรณ์ทุกชิ้น ความผิดเพียงตัวเดียวอาจทำให้เอกสารต้องแก้ใหม่ และทำให้การรับรถล่าช้า ความละเอียดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
10. อย่ารีบตัดสินใจถ้าไม่ได้ไปดูคันจริงในงาน
อีกคำถามที่หลายคนมักตามหาอยู่เสมอ คือ “ควรจองในงาน หรือรอไปจองที่โชว์รูมทีหลังจะดีกว่า ?” ดูเหมือนเป็นคำถามง่ายๆ แต่ความจริงเต็มไปด้วยปัจจัยที่ต้องพิจารณา ทั้งเรื่องโปรโมชัน ของแถม ความรีบเร่งของเซลล์ ระยะเวลารอรถ ไปจนถึงความสะดวกในการติดต่อ สิ่งสำคัญ คือ อย่าเพิ่งรีบเชื่อ ให้ใช้เวลาเชคข้อมูล และเปรียบเทียบทุกอย่าง ที่สำคัญ คือ การไปสัมผัสรถคันจริงให้ละเอียด เพราะการจองรถ คือ สัญญาผูกพันทางการเงินที่ยาวนาน หากคุณเป็นคนที่ชอบความคุ้มค่าพร้อมบรรยากาศตื่นเต้นในงาน และได้เตรียมคำถามสำคัญไว้เรียบร้อย การจองในงานย่อมตอบโจทย์อย่างแน่นอน และอาจจะเพิ่มโอกาสการต่อรองได้มากขึ้นอีกด้วย
...........................................................................................................................
NIO รถไฟฟ้าระดับพรีเมียม เตรียมจำหน่ายในไทยโดยกลุ่มธนบุรี
กลุ่มธนบุรี ขยายธุรกิจยานยนต์ในประเทศไทย พร้อมความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระดับโลกทั้ง Mercedes-Benz (เมร์เซเดส-เบนซ์) และ Geely (จีลี) พร้อมต่อยอดธุรกิจด้วย NIO (นีโอ)
กลุ่มธนบุรี ประกาศเดินหน้าแผนงานธุรกิจยานยนต์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำความเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระดับโลกกับ Mercedes-Benz และ Geely อย่างมั่นคง พร้อมต่อยอดธุรกิจด้วยการเพิ่ม NIO เข้าสู่กลุ่มธุรกิจยานยนต์ของกลุ่ม เพื่อสร้างระบบนิเวศยานยนต์ที่ครบวงจร และตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าในทุกเซกเมนท์อย่างแท้จริง สำหรับธุรกิจ Mercedes-Benz กลุ่มธนบุรียังคงขยาย และต่อยอดแผนงานผ่าน บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด หนึ่งในโรงงานประกอบรถยนต์ Mercedes-Benz ที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งด้านคุณภาพ กระบวนการผลิต และเทคโนโลยีที่ทันสมัยตามมาตรฐาน Mercedes-Benz AG ประเทศเยอรมนี อีกทั้ง บริษัท ธนบุรี เอ็นเนอร์ยี่ สตอเรจ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจด้านยานยนต์ไฟฟ้าด้วยความเชี่ยวชาญในการประกอบรถยนต์ และการผลิตแบทเตอรีแรงดันสูงสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์พลัก-อิน ไฮบริด และบริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด ตำนานผู้นำเข้า และจำหน่าย Mercedes-Benz แห่งแรกของประเทศไทย ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 8 ทศวรรษ ยังคงเดินหน้ามอบประสบการณ์การบริการระดับพรีเมียม ผ่านโชว์รูม และศูนย์บริการมาตรฐานครบวงจรของ Mercedes-Benz มากถึง 4 สาขา ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และได้มาตรฐานสูงสุด
สำหรับ บริษัท ธนบุรีนอยสเติร์น จำกัด ผู้นำเข้า และผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ Geely อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ที่ยังคงความมุ่งมั่นในการขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย และศูนย์บริการทั่วประเทศจากเดิม 15 แห่ง เป็น 40 แห่งภายในปี 2568 และเพิ่มเป็น 65 แห่งภายในปี 2569 เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และยกระดับประสบการณ์ลูกค้าอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมกันนี้ ยังเตรียมเปิดตัว Geely EX2 ซิทีคาร์พลังงานไฟฟ้า 100 % สำหรับคนรุ่นใหม่ ที่งาน "มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42"
โดย Geely EX2 ถือเป็นสมาร์ทซิทีคาร์ที่ผสานกันอย่างลงตัวระหว่างเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกับดีไซจ์นที่เรียบง่าย แต่สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าได้อย่างลงตัว ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนทุกวันธรรมดา…ให้พิเศษมากกว่าเดิม”
กลุ่มธนบุรี ยังคงให้ความสำคัญในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงขั้นตอนการทดสอบคุณภาพ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์ทุกคันที่ผลิตขึ้นภายใต้ กลุ่มธนบุรี จะพร้อมส่งมอบให้แก่ลูกค้าด้วยคุณภาพ และความปลอดภัยสูงสุด ควบคู่ไปกับการยกระดับการบริการหลังการขายด้วยทีมงานมืออาชีพที่พร้อมดูแลรถยนต์ของลูกค้า ทั้งแบรนด์ Mercedes-Benz และ Geely อย่างครบวงจรด้วยมาตรฐานระดับสากล
พร้อมกันนี้ กลุ่มธนบุรี ยังได้ต่อยอดธุรกิจด้วยการเซ็นสัญญาร่วมเป็นพันธมิตรกับ NIO แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทยยุคใหม่ พร้อมด้วยแบรนด์ในเครืออย่าง ONVO (ออนโว) และ Firefly (ไฟร์ฟลาย) ที่ช่วยเสริมความหลากหลาย และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่กลุ่มธุรกิจยานยนต์ของ กลุ่มธนบุรี
ด้วยวิสัยทัศน์ของ กลุ่มธนบุรี ที่มุ่งมั่นเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยในทุกมิติ เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิต การจำหน่าย ตลอดจนการบริการหลังการขาย กลุ่มธนบุรี จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนามาตรฐานใหม่ทั้งในด้านคุณภาพ และนวัตกรรมเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ระดับพรีเมียมในประเทศไทยอย่างยั่งยืน
...........................................................................................................................
Lotus ฉลอง 77 ปี แนะนำรุ่นพิเศษ
Lotus Car ประเทศไทย จัดงานฉลอง Lotus 77th Anniversary เพื่อสะท้อนความสำเร็จ และประวัติศาสตร์ของแบรนด์ในฐานะรถแข่งจากสนามสู่ถนน จนมาเป็นรถสปอร์ท และรถสปอร์ทไฟฟ้าในปัจจุบัน ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมากในประเทศไทย โดยเฉพาะ Lotus Eletre (โลทัส เอเลตเรอ) ตามด้วย Lotus Emeya (โลทัส เอมียา) ที่เป็นตัวชูโรงของแบรนด์ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของ Lotus Car ประเทศไทย ในปัจจุบัน จึงได้ออกแบบสร้างสรรค์รถยนต์ Eletre มาในคอนเซพท์ Lotus 77th Victory ฉลอง Lotus ครบรอบ 77 ปี เพื่อเป็นตัวแทนของรถสปอร์ทไฟฟ้า Hyper-SUV ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และถือโอกาสในการจัดแสดงรถยนต์ดีไซจ์นพิเศษ
Edward Soh-Regional General Manager, Wearnes Automotive Singapore กล่าวว่า Lotus Eletre เป็นรถที่ได้รับผลตอบรับที่ดีที่สุดในตลาดประเทศไทย เนื่องจากรถ Lotus มีนวัตกรรมที่ทันสมัย และฟังค์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์พฤติกรรมคนไทยเป็นอย่างดี อีกทั้ง Lotus Car ประเทศไทย เป็นผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายรถยนต์ Lotus มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (APAC) ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ Lotus Car ประเทศไทย ที่จะยึดมั่นในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการจัดจำหน่ายรถยนต์ และศูนย์บริการหลังการขาย พร้อมยกระดับคุณภาพบริการอย่างครบวงจร โดยเฉพาะด้านบริการหลังการขาย Aftersales Service มีช่างผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการอบรมจาก Lotus Cars ประเทศอังกฤษ และผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล เพื่อมุ่งหวังสร้างรากฐานในอนาคต
สำหรับปี 2026 Lotus Car ประเทศไทย ตั้งใจจะพัฒนา และเติบโตอย่างมั่นคง ทั้งพันธมิตรทางธุรกิจในปัจจุบัน และอนาคต เพื่อรองรับการขยายฐานลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น สุดท้ายนี้ในส่วนของผลิตภัณฑ์ใหม่คาดว่าจะมาในอนาคตอันใกล้นี้ สำหรับงานครบรอบ Lotus 77 ปีในครั้งนี้ จึงถือโอกาสเฉลิมฉลองเพื่อเป็นการสะท้อนถึงความสำเร็จของแบรนด์ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน และมุ่งหน้าสู่ทิศทางของแบรนด์ในอนาคต
Eletre 600 GT SE ในคอนเซพท์ Lotus 77th Victory
Lotus Car ประเทศไทย ร่วมออกแบบกับดีไซจ์เนอร์คนไทยผู้หลงใหลในรถยนต์ Lotus และเป็นหนึ่งใน End-User ผู้ใช้รถ Lotus อย่างแท้จริง ภัทรกร ตั้งจิตการุญ CEO and Design Director จากแบรนด์ ADAM ให้เกียรติมาร่วมออกแบบผลงานชิ้นเอกนี้ในคอนเซพท์ Lotus 77th Victory เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง Lotus ครบรอบ 77 ปี การออกแบบเส้นสายอันโดดเด่นที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่งในตำนานรุ่น Lotus Eleven (หมายเลข 11) ซึ่งเป็นรถแข่งที่สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก และเป็นรุ่นสำคัญที่ทำให้ทุกคนรู้จักแบรนด์ Lotus จึงเป็นที่มาของการออกแบบลวดลายที่ได้ถ่ายทอด DNA จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการส่งต่อเอกลักษณ์ที่ยังคงอยู่ในรถสปอร์ทไฟฟ้าปัจจุบัน โดดเด่นด้วยดีไซจ์นของเส้นสายตรงกลางที่ให้ลุคสปอร์ทแต่เรียบหรู และเลือกใช้สีเขียว British Racing Green ถือเป็นสัญลักษณ์ของความเร็วแบบ British Heritage และเป็นสีแบรนด์ Lotus ในอดีต แต่เลือกเฉดที่มีประกายของเมทัลลิคที่สะท้อนถึงความโมเดิร์น และลักชัวรีของ Lotus ในปัจจุบันพร้อมด้วยเส้นสายที่เน้นเรื่อง Aerodynamic รอบคัน สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในการออกแบบรถเพื่อการขับขี่อย่างแท้จริง ตามสโลแกนที่ว่า “For The Drivers” ที่ให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่เป็นหลัก อันเป็นจุดยึดมั่นของรถยนต์โลตัสมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี1948 ซึ่งเป็นปีก่อตั้งของแบรนด์ที่ได้มีการบ่งบอกไว้ที่เสา B ของตัวรถทุกรุ่นในปัจจุบัน เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติประวัติศาสตร์ของแบรนด์ และผู้ก่อตั้งแบรนด์ Anthony Colin Bruce Chapman หรือที่ทราบกันในตัวย่อ ACBC ซึ่งเป็นโลโก Lotus ในทุกวันนี้
ภวริสา อนันตวราศิลป์ Marketing Manager, Lotus Cars Thailand ได้กล่าวเสริมว่า สำหรับงานครบรอบ 77 ปีครั้งนี้ ในมุมมองการตลาดที่เราได้ร่วมออกแบบกับดีไซจ์เนอร์ที่เป็นลูกค้าคนสำคัญของ Lotus Car ประเทศไทย ผู้ที่รักในแบรนด์ Lotus อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเจ้าของทั้ง Lotus Eletre และ Esprits มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบ Lotus 77th Anniversary ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเฉลิมฉลองแล้ว เราอยากจะสะท้อนแนวความคิดจากลูกค้า เพราะเราเชื่อว่าการให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) และให้ลูกค้าได้รู้สึกมีส่วนร่วมกับแบรนด์เป็นการสะท้อนแพสชันและความชื่นชอบที่มีต่อแบรนด์ และอีกหนึ่งความตั้งใจ อยากให้ทุกคนได้ยลโฉม Lotus 77th Victory ได้อย่างทั่วถึง
ทีมการตลาดจะนำรถ Lotus Eletre ที่ได้ออกแบบครั้งนี้ออกเดินทางไปสถานที่ที่สำคัญ 7 แห่งทั่วกรุงเทพฯ เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัส และเข้าถึงเอกลักษณ์อันโดดเด่น เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 77 ปีร่วมกับทุกๆ คน ทั้งนี้ Lotus Car ประเทศไทย พร้อมดูแลชาว Lotus Car ทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรุ่นคลาสสิค และรุ่นปัจจุบัน ด้วยศูนย์บริการหลังการขายที่ได้รับรองมาตรฐานจาก Lotus Cars Global และ Lotus Car ประเทศไทย ได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการอบรมช่างเทคนิคที่รวมนานาประเทศจาก Asia Pacific และ Middle East เพื่อยกระดับศูนย์บริการหลังการขาย เพื่อดูแลทุกขั้นตอนทั้งการซ่อม และอะไหล่แท้จากโรงงาน จึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับคุณภาพบริการตามมาตรฐานสากล
Lotus Eletre ดีไซจ์นพิเศษในโอกาสครบรอบ 77 ปี พร้อมให้เป็นเจ้าของรถยนต์ Eletre 600 GT SE ราคาเริ่มต้นเพียง 5,690,000 ล้านบาท มอบข้อเสนอพิเศษส่งท้ายปี Half A Million รวมมูลค่ากว่าครึ่งล้าน*
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
...........................................................................................................................
Nexzter BRIC Superbike 2025 ปิดฉากยิ่งใหญ่
ศึกซูเพอร์ไบค์มาตรฐานโลก Nexzter BRIC Superbike 2025 ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยเกมการลุ้นแชมพ์สุดมันส์ทุกรุ่นในเรซสุดท้าย โดย "มิกซ์" ธนัช ละอองปลิว นักบิดดาวรุ่งจาก Idemitsu Honda Team Christmas เข้าเส้นชัยส่งท้ายปี ขณะ “แสตมป์" อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ จาก EEST NJT Racing Team ผงาดแชมพ์ประจำปีรุ่นใหญ่ ด้าน นธีธาร ทองโคตร จาก Yamaha TNP PTT Lubricants คว้าชัย Super Stock พร้อมครองแชมพ์ประจำปี ส่วน ต่อศักดิ์ นวลสาย จาก Yamaha TNP PTT Lubricants ครองบัลลังก์ Super Sport 600 ซีซี
รุ่นใหญ่ที่สุดของประเทศไทยอย่าง Superbike 1,000 ซีซี ยังคงเข้มข้นเหมือนเดิม แม้ “แสตมป์" อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ นักบิดจอมเก๋าจาก EEST NJT Racing Team จะคว้าแชมพ์ประเทศไทยไปครองได้สำเร็จ หลังซิวชัยชนะในเรศที่ 1 ไปครองแล้วก็ตาม
ในเรศที่ 2 นักบิดดาวรุ่งอย่าง "มิกซ์" ธนัช ละอองปลิว จาก Idemitsu Honda Team Christmas ทะยานออกนำตั้งแต่ต้นเรศ ก่อนจะบิดคว้าชัยชนะไปครองด้วยเวลา 19 นาที 25.887 วินาที เหนือ อภิวัฒน์ อันดับ 2 อยู่ 2.239 วินาที ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ มาร์วิน ฟริตซ์ นักบิด Endurance แชมพ์โลกชาวเยอรมันจาก Butler Garage Racing Team ตามหลัง 13.430 วินาที ขณะที่ “เบนซ์ เรซิง” อริย์ธัช วรโรจน์เจริญเดช จาก Repsol R-Series Team พลาดล้มต้องออกจากการแข่งขันในช่วงต้นเรศ
ส่วนในรุ่น Super Stock 1,000 ซีซี เป็นการดวลกันอย่างสนุกของ Candidate ลุ้นแชมพ์ประจำปีทั้ง 2 คน อย่าง นธีธาร ทองโคตร จาก Yamaha TNP PTT Lubricants และตะวัน ตั้งจิตเจริญกุล จาก TK Honda Idemitsu สิทธิผล ดิเรก ทีม โดยทั้งคู่ต่อสู้กันตั้งแต่ต้นเรศจนครบ 12 รอบสนาม
ผลปรากฏว่า นธีธาร แซงขึ้นนำ และคว้าชัยชนะไปครองด้วยเวลา 20 นาที 11.597 วินาที เฉือน ตะวัน อันดับ 2 เพียง 0.401 วินาที ขณะที่อันดับ 3 ตกเป็นของ ณัฐวุฒิ คำหอม จาก Bike‘s Story PTT Lubricants Yamaha Racing Team ตามหลัง 1.784 วินาที โดยแชมพ์ประจำปีในรุ่นนี้ตกเป็นของ นธีธาร ที่โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมตลอดทั้งฤดูกาล เก็บไปได้มากถึง 116 คะแนน
ด้าน “โอม” ภวัต จิตต์สว่างดี พระเอกวัยรุ่นชื่อดัง ที่ลงแข่งขัน ภายใต้สังกัด Yamaha TNP PTT Lubricants ที่เพิ่งคว้าโพเดียมแรกในชีวิตจากเรศแรกในรุ่น Super Stock 1,000 (ST3) มีลุ้นคว้าชัยชนะเต็มตัว หลังเริ่มเกมได้ดี เกิดพลาดล้มในช่วงต้นเรศ แต่ยังใจสู้ลุกขึ้นมาบิดจนจบเรศ ส่วนผู้ชนะในรุ่นนี้ ได้แก่ ประวุฒิ สุขสากล
ขณะที่เกมในรุ่น Super Sport 600 ซีซี เรศสุดท้ายเป็นการไล่บดกันอย่างสุดมันส์ของ 3 นักบิดในกลุ่มหน้า ก่อนที่ "ข้าวกล้อง" จักรีภัทร พฤฒิสาร จาก Idemitsu Honda Team Christmas จะปลดลอคคว้าชัยชนะให้ตัวเองได้สำเร็จด้วยเวลา 20 นาที 23.628 วินาที เฉือน ต่อศักดิ์ นวลสาย จาก Yamaha TNP PTT Lubricants อันดับ 2 เพียง 0.512 วินาที ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ "ไฮเปค" กฤษฎา ธนโชติ ดาวรุ่งจาก EEST NJT PTT Lubricants Racing Team ตามหลัง 1.412 วินาที โดยแชมพ์ประจำปีตกเป็นของต่อศักดิ์ มีทั้งสิ้น 106 คะแนน
เกมในรุ่น Super Sport 250 ซีซี ชิงชัยกัน 10 รอบสนาม ชัยชนะเรศสุดท้ายตกเป็นของ “เอิร์ธ" ธุรกิจ บัวผา นักบิดดาวรุ่งจาก Hispeed Racing Team ที่ออกตัวได้ดีก่อนบิดนำม้วนเดียวจบด้วยเวลา 19 นาที 2.994 วินาที โดยมี ชนะชัย บุญงาม จาก Gigabike Racing Special Parts CY Motorsport Hispeed สุรินทร์ ทีม เป็นอันดับ 2 ตามหลัง 0.765 วินาที ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ “เชลล์” ศักดิ์ชัย คงดวงดี จาก IRC DID Smartsport สนองไซเคิลเรศ ตามหลัง 2.200 วินาที โดยแชมพ์ประจำปีในรุ่นนี้้เป็นของธุรกิจ บัวผา ซึ่งเก็บ 90 แต้มเท่ากันกับ “เติ้ล” พีระพงษ์ หลุยบุญเป็ง จาก สปีด800 แต่มีผลงาน “เฮดทูเฮด” ที่เหนือกว่า
สำหรับรุ่น Super Sport 400 ซีซี ชัยชนะเปลี่ยนมืออีกครั้ง โดย หนี่ เถียน นักบิดชาวจีนจาก ศักดิ์สิริ Racing Team บุรีรัมย์ เข้าป้ายเป็นคันแรกด้วยเวลา 13 นาที 15.357 วินาที เฉือน จื่อ จ้าว ทีมเมทชาวจีนเพียง 0.048 วินาทีเท่านั้น ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ ทัสมาย คาเรียปปา นักบิดอินเดียจาก Nexzter Liqui Moly Yamaha Moritech AVRP Racing ตามหลัง 0.354 วินาที โดยแชมพ์ประจำปีในรุ่นนี้ ได้แก่ ทัสมาย ซึ่งเก็บไปทั้งสิ้น 77 คะแนน
นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกของ Nexzter BRIC Superbike Championship ที่บรรจุการแข่งขัน Endurance 2 ชม. รุ่น Super Stock 1,000 ซีซี Endurance เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสุดสัปดาห์ โดยมีนักแข่ง-ทีมแข่งทั้งไทย และต่างชาติ ตอบรับเข้าร่วมมากมาย
ผลปรากฏว่าชัยชนะตกเป็นของ รถแข่ง หมายเลข 11 จาก Idemitsu Honda Team Christmas จากผลงานของ 3 นักบิดอย่าง ตะวัน ตั้งจิตเจริญกุล, ภัทรพงศ์ วัชรอยู่ และธนาธิป เลิศธนากร เข้าป้ายเป็นคันแรกหลังผ่าน 2 ชม. เต็ม โดยมีรถแข่งหมายเลข 12 ซึ่งขับโดย พุฒินัฐ สินทรัพย์, พฤฒิพงศ์ ทรัพย์เจริญ และจักรกฤษณ์ ศุขศรีไพศาล จากทีมเดียวกัน ตามเข้าป้ายเป็นอันดับ 2 ตามหลัง 1 นาที 31.413 วินาทีส่วนอันดับ 3 เป็นของนักบิดรัสเซียอย่าง โทมัส ลอทาร์ด, อเลกซานเดอร์ คลีเยฟ และเซอร์เก โปรโครอฟ ในรถแข่งหมายเลข 47 จาก TC Racing ตามหลัง 1 นาที 48.692 วินาที
ทั้งนี้ สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิท ฝ่ายจัดการแข่งขัน Nexzter BRIC Superbike Championship 2025 ประกาศอย่างเป็นทางการ เดินหน้าสร้างสรรค์ความมันส์ต่อไปในฤดูกาลหน้า โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนานักแข่งไทย และทีมแข่งไทยเพื่อก้าวสู่ระดับสากลอย่างต่อเนื่อง







































































