ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์
ข่าวเด่นสัปดาห์นี้ ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ยังพร้อมเติบโต ยักษ์ใหญ่ Ford ขยายการลงทุนเพิ่ม รวมถึงค่ายรถเตรียมพร้อมรุกตลาดด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมกิจกรรมกระตุ้นตลาดต่อเนื่องHighlight
Ford ขยายการลงทุน ซื้อโรงงาน Suzuki
Ford Motor Company ประเทศไทย ลงนามซื้อโรงงานประกอบรถยนต์เดิมของ Suzuki (ซูซูกิ) ในจังหวัดระยอง ซึ่งตั้งอยู่ติดกับโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (FTM) เพื่อยกระดับฐานการผลิต และสนับสนุนกลยุทธ์การเติบโตในระยะยาวของภูมิภาคอย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน โรงงาน FTM และออโต้ อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (AAT) คือ หัวใจสำคัญของเครือข่ายการผลิตในระดับภูมิภาคของ Ford (ฟอร์ด) โดยเป็นศูนย์กลางการผลิต และส่งออกรถกระบะ Ford Ranger (ฟอร์ด เรนเจอร์) และรถยนต์อเนกประสงค์ Ford Everest (ฟอร์ด เอเวอเรสต์) ไปทั้งในประเทศไทย และตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา Ford ได้ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยด้วยยอดเงินลงทุนสะสมมากกว่า 1.33 แสนล้านบาท (3.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ)
พื้นที่โครงการแห่งใหม่นี้ครอบคลุมอาณาบริเวณกว่า 412.5 ไร่ (66 เฮคตาร์) พร้อมพื้นที่อาคารรวม 65,000 ตรม. โดยโรงงานเดิมก่อสร้างขึ้นในปี 2555 จุดเด่นสำคัญ คือ ทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ติดกับโรงงาน FTM และอยู่ในเขตปลอดอากร ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความคล่องตัวในการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ การขยายฐานการผลิตครั้งนี้จะเสริมความยืดหยุ่นให้ Ford พร้อมรองรับความต้องการรถยนต์ในหลากหลายกลุ่มประเภท (Segment) ทั่วภูมิภาค และยกระดับศักยภาพการผลิตของไทยในระยะยาว
อังเดร คาวาลาโร ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มตลาดนานาชาติ (International Market Group) กล่าวว่า การลงทุนในครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทสำคัญของประเทศไทย ภายในเครือข่ายการผลิตระดับโลกของ Ford ซึ่ง Ford มีความภาคภูมิใจในศักยภาพของทีมงาน และมาตรฐานรถยนต์ระดับโลกที่ผลิตขึ้นจากฐานการผลิตแห่งนี้ ซึ่งการเข้าซื้อโรงงานจะช่วยเสริมขีดความสามารถ และสร้างความยืดหยุ่นในการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งในประเทศ และระดับภูมิภาค ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
รัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ Ford ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ในวาระที่ Ford กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย การเข้าซื้อโรงงานที่มีศักยภาพ และเทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งนี้ คือ หลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของ Ford ที่มีต่อประเทศไทย นอกจากนี้ ยังเป็นการตอกย้ำเจตนารมณ์ของเราในการเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ และเศรษฐกิจไทยในระยะยาว พร้อมยกระดับบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ด้านการผลิต และการส่งออกของ Ford ในภูมิภาคอย่างแท้จริง
Ford เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน และพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ความยั่งยืน ผ่านการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมทั้งใน และนอกเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดย Ford พร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐที่เอื้อต่อการลงทุนระยะยาว และการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีมูลค่า นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะบุคลากรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสอดรับกับเป้าหมายระดับชาติในการส่งเสริมการผลิตในประเทศ ตอกย้ำฐานะของประเทศไทยในฐานะฐานการส่งออกที่สำคัญ และพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยอย่างยั่งยืน
เมื่อการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า Ford จะทำการประเมินแผนการบูรณาการพื้นที่แห่งนี้ให้เข้ากับโครงสร้างการดำเนินงานเดิมอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งวิเคราะห์ศักยภาพเพื่อรองรับแผนการผลิตในอนาคต
.............................................................................................
Suzuki เปิดแผนปี 2569 แนะนำรถยนต์ใหม่ 3 รุ่น
บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจประจำปี 2569 แสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพตลาดยานยนต์ไทย เดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ 3 รุ่น ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี พร้อมยกระดับมาตรฐานงานบริการหลังการขาย เปิดช่องทางลูกค้าสั่งซื้ออะไหล่ออนไลน์จากคลังอะไหล่สำรอง พร้อมเร่งขยายเครือข่ายเพื่อครอบคลุมการบริการลูกค้า Suzuki ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
ทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า 2569 Suzuki ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจอย่างรอบด้าน ทั้งการแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง และการรักษาคุณภาพงานบริการที่เป็นจุดแข็งสำคัญ เพื่อให้แบรนด์ Suzuki เป็นที่ยอมรับ และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าชาวไทยต่อไปอย่างมั่นคงในอนาคต พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย
เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 3 รุ่น
2 ไตรมาสแรกของปี 2569 นี้ Suzuki มีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่จำนวน 3 รุ่น ประเภท B-SUV (BEV), Crossover SUV และ Mini-SUV ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การนำเข้ารถยนต์ Global Model เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ตามที่ได้ประกาศไว้เมื่อปี 2567 โดยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ดังกล่าว จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ทั้งการใช้งานที่เน้นความคล่องตัวในเมือง และความอเนกประสงค์สำหรับการเดินทางไกล พร้อมยังคงเน้นความคุ้มค่าคุ้มราคาเป็นสำคัญ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในปีนี้ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค และกระตุ้นความต้องการในตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดย Suzuki ได้เตรียมความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะการยกระดับศักยภาพบุคลากรของผู้จำหน่าย เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมาตรฐานการให้บริการที่เป็นเลิศ รองรับการดูแลผลิตภัณฑ์ และลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
นอกเหนือจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ความสำคัญของงานบริการหลังการขายที่จะเป็นกุญแจสำคัญในปี 2569 เราจะยกระดับ และพัฒนาในแต่ละส่วนงานบริการเพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่น และลดความกังวลให้แก่ลูกค้าในระยะยาว
1. โปรแกรมฟรีเชคระยะยาวนานถึง 7 ปี
Suzuki เดินหน้า โปรแกรมฟรีเชคระยะนานถึง 7 ปี สำหรับผู้ใช้รถยนต์ Suzuki Fronx และ Suzuki Swift เพื่อส่งเสริมความอุ่นใจในการใช้งานระยะยาว ช่วยให้ลูกค้าสามารถดูแลบำรุงรักษารถยนต์ได้ต่อเนื่องตามระยะที่กำหนด ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และคลายความกังวลในระยะยาวแล้ว ยังเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในด้านสมรรถนะ และความพร้อมใช้งานของรถยนต์ Suzuki ให้คงประสิทธิภาพสูงสุดอยู่เสมอ
2. ขยายการรับประกันคุณภาพงานซ่อม และอะไหล่ เป็นระยะเวลา 1 ปี หรือ 20,000 กม.
Suzuki ยกระดับความคุ้มครองเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าหลังเข้ารับบริการ ด้วยการขยายการรับประกันคุณภาพงานซ่อม และอะไหล่ จากระยะเวลาเดิม 3 เดือน หรือ 5,000 กม. เป็นระยะเวลา 1 ปี หรือ 20,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดถึงก่อน) เพื่อยืนยันถึงมาตรฐานการซ่อม และคุณภาพของอะไหล่แท้ Suzuki ที่ผลิตตามมาตรฐานเดียวกับโรงงานประกอบรถยนต์ มั่นใจได้ในความทนทาน และความปลอดภัยสูงสุด
3. ชูความเป็นมาตรฐาน และยกระดับงานบริการที่เหนือความคาดหมายด้วยระบบ S-Solution
Suzuki ได้พัฒนาแนวทางการให้บริการ S-Solution เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าอย่างรอบด้าน โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวก และความมั่นใจในทุกขั้นตอนของการเข้ารับบริการ ระบบ S-Solution จะช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลงานบริการ งานซ่อมบำรุงที่จะมาพร้อมภาพถ่ายประกอบงานซ่อม สามารถตรวจสอบรายละเอียดงานซ่อมได้อย่างชัดเจน เข้าใจง่าย และติดตามความคืบหน้าได้อย่างสะดวกผ่านช่องทาง Suzuki Application และ Line Official Account ส่งผลให้กระบวนการบริการมีความรวดเร็ว โปร่งใส และเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น
4. ระบบการจัดการชิ้นส่วนอะไหล่สำรอง เพื่อความรวดเร็วในการให้บริการ Suzuki มีการบริหารจัดการคลังสำรองอะไหล่ไว้ในระบบ
ครอบคลุมรถยนต์ทุกรุ่น เพื่อรองรับความต้องการของศูนย์บริการทั่วประเทศได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนารูปแบบช่องทางการจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่เพิ่มเติม เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้ออะไหล่แท้ผ่านระบบช่องทางออนไลน์ ที่จะพร้อมให้บริการได้ในเดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป เพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงอะไหล่แท้ของ Suzuki ของลูกค้าได้ทุกที่ ทุกเวลา ระบบดังกล่าวจะถูกออกแบบให้ลูกค้าสามารถค้นหา และสั่งซื้ออะไหล่แท้ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมั่นใจในคุณภาพ โดยมีการเชื่อมโยงกับผู้จำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อให้การจัดส่งและบริการหลังการขายเป็นไปตามมาตรฐานของ Suzuki
นอกจากนี้ Suzuki ยังมีแผนเดินหน้าขยายเครือข่ายการให้บริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเพิ่มความสะดวก และความรวดเร็วในการเข้ารับบริการของลูกค้าในแต่ละภูมิภาค พร้อมยกระดับการเข้าถึงบริการมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ทั้งนี้ Suzuki จะให้ความสำคัญกับการขยายศูนย์บริการในพื้นที่ที่มีความต้องการใช้งานสูง รวมถึงพื้นที่ที่ยังไม่มีโชว์รูมรถยนต์ Suzuki โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้เปิดศูนย์บริการ 2S เพิ่มจำนวน 4 แห่ง และในปี 2569 ตั้งเป้าขยายเพิ่มอีกจำนวน 5 แห่ง เพื่อให้สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างทั่วถึง และเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงบริการในทำเลสำคัญทั่วประเทศ
ศูนย์บริการ 2S ให้บริการงานซ่อมบำรุง และบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะ โดยช่างผู้ชำนาญการที่ผ่านการอบรมจากบริษัทฯ พร้อมเครื่องมือมาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย และคุณภาพในการใช้งานของลูกค้า โดยครอบคลุมการให้บริการตั้งแต่การตรวจเชค และเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ระบบเบรค ผ้าเบรค และน้ำมันเบรค การเปลี่ยนไส้กรองอากาศ และไส้กรองแอร์ ตรวจเชคระบบช่วงล่าง และยางรถยนต์ ไปจนถึงระบบไฟ แบทเตอรี และการเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน
ศูนย์บริการ 2S ยังจำหน่าย และติดตั้ง อะไหล่แท้ Suzuki ซึ่งผลิตตามมาตรฐานเดียวกับชิ้นส่วนที่ใช้ในสายการผลิตจากโรงงาน ผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัย และประสิทธิภาพ มีความทนทานสูง พร้อมระบบสำรอง และกระจายอะไหล่ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการอย่างรวดเร็ว
ศูนย์บริการ 2S จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมศักยภาพงานบริการของ Suzuki เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น โดย Suzuki ให้การสนับสนุนผู้จำหน่ายอย่างรอบด้าน ทั้งในเรื่องของการฝึกอบรมบุคลากร ระบบเทคโนโลยี และการสื่อสารภาพลักษณ์องค์กรในทิศทางเดียวกันทั่วประเทศ อาทิ ป้ายสัญลักษณ์ Suzuki การออกแบบศูนย์บริการ และอุปกรณ์ตกแต่งภายใน เพื่อให้ศูนย์บริการ 2S สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน Suzuki มีศูนย์บริการระดับมาตรฐาน 3S (Sales, Service & Spare Parts) จำนวน 85 แห่งครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และมีแผนที่จะขยาย และพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการเหล่านี้ควบคู่ไปกับการขยายเครือข่ายศูนย์บริการ รวมถึงการยกระดับศูนย์ซ่อมสี และตัวถังให้มีความพร้อมสูงสุด ทั้งในเรื่องของด้านการบริหารจัดการ การจัดฝึกกอบรมบุคลากรเพื่อพัฒนาศักยภาพการขายรถยนต์ Suzuki โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแบบรอบด้านสำหรับที่ปรึกษาการขาย รวมถึงการฝึกอบรมทักษะของบุคลากรที่ปรึกษางานบริการ และการฝึกอบรมทักษะของช่างเทคนิค เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าในระยะยาว และพร้อมรองรับลูกค้ารถยนต์ Suzuki ในอนาคตอีกด้วย
“ในปี 2568 ตลาดรถยนต์รวมมียอดขายอยู่ที่จำนวน 622,395 คัน เติบโตขึ้นจากปี 2567 ประมาณ 8.68 % ซึ่งมีแนวโน้มทรงตัวจากการแข่งขันราคาที่รุนแรง ส่วนในปี 2569 นี้ เราต้องจับตาดูการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่จะส่งผลต่อราคา และทิศทางของผู้บริโภคที่เริ่มมองหารถยนต์ที่ปล่อย CO2 ต่ำมากขึ้น”
Suzuki ยังคงมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานงานบริการหลังการขาย และความโปร่งใสในทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าเสมอมา โดยเราเชื่อว่าการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพรุ่นใหม่ ผสานกับการขยายศูนย์บริการที่ครอบคลุมเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย และรวดเร็ว จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และครองใจผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ Suzuki พร้อมยึดมั่นในแนวทาง "Suzuki Cause We Care-เหนือกว่าความใส่ใจ คือ ความเข้าใจทุกความต้องการ เพื่อพัฒนาบริการ และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง มุ่งหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน และพัฒนาสังคมไทย พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้า และชุมชนในทุกช่วงเวลาตลอดไป
.............................................................................................
Chery ประกาศราคา Tiggo8 CSH เริ่ม 899,000 บาท
Chery ประเทศไทย ประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ “Chery Tiggo8 CSH” รถยนต์ SUV พรีเมียม 7 ที่นั่งสำหรับครอบครัวยุคใหม่ โดยมอบราคาพิเศษเพื่อขอบคุณลูกค้าทุกการจอง กับราคาเริ่มต้นเพียง 899,000 บาทพร้อมส่งมอบรถได้ทันที
จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ Chery ประเทศไทย กล่าวว่า Chery ประเทศไทย เดินหน้าพัฒนารถยนต์ภายใต้แนวคิดหลัก 4 ประการในการดำเนินธุรกิจ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการเป็นแบรนด์อันดับ 1 ที่ทุกครอบครัวไว้วางใจ เราจึงออกแบบ Chery Tiggo8 CSH ให้มีความคุ้มค่า ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสมรรถนะ เทคโนโลยี ความปลอดภัย และความสะดวกสบาย พร้อมงานบริการหลังการขายที่ครบวงจร เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในทุกการขับขี่ ประกาศราคาขายอย่างเป็นทางการ เริ่มต้นเพียง 899,000 บาท โดยราคานี้เป็นราคาพิเศษเพื่อขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความสนใจ และรอคอยการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ ซึ่งราคาอาจจะมีการปรับเปลี่ยนในอนาคต อันเนื่องมาจากปัจจัยด้านโครงสร้างภาษี เชิญชวนลูกค้าที่สนใจรีบตัดสินใจ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ และราคาพิเศษ
Chery Tiggo8 CSH เป็นรถยนต์พลัก-อิน ไฮบริด SUV 7 ที่นั่ง มอบประสบการณ์การขับขี่ระดับพรีเมียม ทั้งความสะดวกสบาย และความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารทุกที่นั่ง ให้ทุกการเดินทางของครอบครัวเต็มไปด้วยความสุข พร้อมขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเฉพาะของ Chery CSH (Chery Super Hybrid) แบบ Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) ที่ทรงพลัง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ทั้งการขับขี่สะดวกสบาย และไลฟ์สไตล์ครอบครัวยุคใหม่
รถรุ่นนี้มาพร้อม ห้องโดยสารกว้างขวาง เบาะนั่ง 3 แถว รองรับผู้โดยสารสูงสุด 7 ที่นั่ง และติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ ฟีเจอร์อำนวยความสะดวกครบครัน รวมถึงระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย มิติตัวถังของ Chery Tiggo8 CSH กว้าง 1,860 มม., ยาว 4,725 มม., สูง 1,705 มม. หน้าจอแสดงข้อมูลผู้ขับขี่ขนาด 10.25 นิ้ว พร้อม Head-up Display บนกระจกหน้า คอนโซลกลางติดตั้งจอทัชสกรีน 15.6 นิ้ว พร้อมแท่นชาร์จไร้สาย 50 วัตต์ ชาร์จสมาร์ทโฟนจาก 20-80 % ภายใน 40 นาที
สมรรถนะเหนือระดับด้วยเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 143 แรงม้า แรงบิด 215 นิวทันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง 358 แรงม้า แรงบิด 520 นิวทันเมตร รวมกำลังสูงสุด 501 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 735 นิวทันเมตร สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 6.8 วินาที ขับขี่ด้วยโหมดไฟฟ้า 100 % ได้ระยะทางสูงสุด 95 กม. และมีระยะทางขับรวมสูงสุด 1,200 กม.
ระบบ Plug-in Hybrid CSH ติดตั้งแบทเตอรีลิเธียม ไอออน ฟอสเฟต (LFP) รองรับการชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) 10-100 % ภายใน 8.5 ชม. และชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง (DC) 30-80 % ภายใน 20 นาที พร้อมระบบ Vehicle-to-Load (V2L) จ่ายไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์อื่นๆ สูงสุด 3.3 กิโลวัตต์
Chery Tiggo8 CSH มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ Aura Green, Crystal Black, Emerald Gray และ Ivory White และวางจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่ Chery Tiggo8 CSH PHEV 2WD Esteem ราคา 899,000 บาท และ Chery Tiggo8 CSH PHEV 4WD Elite ราคา 999,000 บาท
นอกเหนือจากยนตรกรรมคุณภาพสูง Chery ประเทศไทย ยังมุ่งมั่นมอบงานบริการหลังการขาย ทั้งการรับประกันคุณภาพ ศูนย์บริการ และอะไหล่ที่พร้อมให้บริการลูกค้า รวมถึงเครือข่ายโชว์รูม และผู้จำหน่ายกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าอุ่นใจในทุกการขับขี่
.............................................................................................
MG เปิดศูนย์วิจัยและการเรียนรู้ด้านยานยนต์พลังงานใหม่
บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายรถยนต์ MG (เอมจี) ในประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเปิดอาคาร แกเบรียล แมรี ศูนย์วิจัยและการเรียนรู้ด้านยานยนต์พลังงานใหม่ (Gabriel Mary Research and Learning Center for New Energy Vehicle Technology) พื้นที่การเรียนรู้ ฝึกอบรม และวิจัยพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ชั้นนำแห่งใหม่ ที่มุ่งเน้นการเสริมทักษะด้านยานยนต์พลังงานทางเลือกยุคใหม่บนประสบการณ์จริง เพื่อร่วมผลักดันนักศึกษา และบุคลากรไปสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีศักยภาพสูงเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
ต๋า เซินเซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด กล่าวว่า MG มุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิดการวางรากฐานจากระดับสากล สู่การดำเนินงานที่ตอบโจทย์ในระดับท้องถิ่น หรือนโยบาย Glocal ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยียานยนต์ชั้นนำระดับโลก นำมาสู่การสร้างแผนการดำเนินงานในประเทศไทยอย่างจริงจัง เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่น และไว้วางใจในระยะยาว
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุคใหม่นี้ คือ "การสร้างรถ ควบคู่ไปกับการสร้างคน" เนื่องจากเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะในปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ยานยนต์พลังงานใหม่จึงไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็น "เทคโนโลยีอัจฉริยะเคลื่อนที่" (Mobile Intelligent Terminal) ที่มอบประสบการณ์การเดินทางในรูปแบบใหม่ให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ดังนั้น การพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เชิงลึกด้านยานยนต์พลังงานใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม จึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ MG ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยสามารถก้าวสู่เวทีอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกได้อย่างมั่นคงในอนาคต
สำหรับ อาคาร Gabriel Mary Research and Learning Center for New Energy Vehicle Technology เป็นอาคาร 2 ชั้น ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ บนพื้นที่กว่า 1,800 ตรม. ซึ่งจะถูกใช้เป็นอาคารศึกษาสำหรับนักศึกษา และบุคลากรของคณะวิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี (Vincent Mary School of Engineering: VMES)
รวมถึงใช้สำหรับจัดฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าให้แก่ผู้จำหน่าย สื่อมวลชน และบุคคลทั่วไปที่สนใจ โดยพื้นที่ของอาคารแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 โซน ได้แก่ โซนจัดแสดงยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ใช้สำหรับการฝึกสอนทักษะทางด้านการขาย การตลาด การบริหารจัดการอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่
โซนการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยียานยนต์พลังงานไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นระบบส่งกำลัง แบทเตอรีแรงดันสูง (HV) ระบบไฟฟ้าแรงต่ำ ระบบระบายความร้อน ระบบการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งจะมีทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นให้เกิดทักษะ ความรู้ และประสบการณ์การทำงานบนสถานการณ์จริง ควบคู่ไปกับการมีความรู้ด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ทัดเทียมระดับโลก
นอกจากนี้ ยังมีอาคารจัดเก็บแบทเตอรีขนาด 72 ตรม. ซึ่งใช้จัดเก็บแบทเตอรียานยนต์ไฟฟ้าเพื่อประกอบการศึกษา โดยทาง MG ได้ให้การสนับสนุนอุปกรณ์ และเครื่องมือที่ใช้ประกอบการเรียนการสอน รวมถึงการส่งบุคลากรของ MG ร่วมฝึกอบรม และพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับเทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ อีกทั้งศูนย์วิจัยฯ แห่งนี้ ยังสามารถให้บริการเชคระยะสำหรับลูกค้า MG โดยนัดหมายผ่านแอพพลิเคชัน Line ชื่อบัญชี MG Maxus Motor (https://lin.ee/fvMVcit) ได้ด้วย
.............................................................................................
ปตท. ประกาศเลิกขายน้ำมัน E85
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR แจ้งไปยังผู้บริหารสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ทั่วประเทศ เรื่องการยุติการจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันแกสโซฮอล E85 จากคลังน้ำมันทุกคลัง หลังพิจารณาความต้องการของผลิตภัณฑ์น้ำมันในตลาดพบว่า ความต้องการน้ำมันแกสโซฮอล E85 ลดลงต่อเนื่อง จากการที่ภาครัฐฯ ใช้กลไกของกองทุนน้ำมัน จากเดิมที่กองทุนชดเชยเป็นกองทุนเรียกเก็บ ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันแกสโซฮอล E85 สูงกว่าแกสโซฮอล E20
เลิกขายน้ำมัน E85 เริ่ม 1 กุมภาพันธ์ 2569
ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป (วันที่ 31 มกราคม 2569 จะจำหน่ายน้ำมันแกสโซฮอล E85 ที่คลังน้ำมันเป็นวันสุดท้าย) แต่หลังจาก 1 กุมภาพันธ์ 2569 สถานีบริการน้ำมัน PTT Station ยังคงจำหน่ายผลิตภัณฑ์แกสโซฮอล E85 ได้ต่อเนื่องจนกว่าน้ำมันในถังใต้ดินจะหมด และไม่สามารถสูบจ่ายได้อีก
OR แนะใช้น้ำมัน Super Power มาแทน
สำหรับผลิตภัณฑ์ทดแทนน้ำมันแกสโซฮอล E85 ทาง OR ขอความร่วมมือสถานีบริการน้ำมัน PTT Station พิจารณาตามความเหมาะสมไปจำหน่ายผลิตภัณฑ์กลุ่มพรีเมียมอย่าง "Super Power" แทน
.............................................................................................
MotoGP สนามประเทศไทย เปิดตัวของที่ระลึก Rider Stand 2026
ฝ่ายจัดการแข่งขันศึกจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมพ์โลก “MotoGP สนามประเทศไทย” เปิดตัวของที่ระลึกลิขสิทธิ์แท้ Rider Stand “Marquez-Quartararo” คอลเลคชันปี 2026 อย่างเป็นทางการ การแข่งขันภายใต้ชื่อรายการ “PT Grand Prix of Thailand 2026” ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2569 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิท จ. บุรีรัมย์ โดยงานออกแบบชูอัตลักษณ์เฉพาะตัวของสองซูเพอร์สตาร์ ผสานกับแนวคิดการหลอมรวมภาพจำแลนด์มาร์คสถาปัตยกรรมไทยหลายยุค ถ่ายทอดสู่ไอเทมสุดเอกซ์คลูซีฟสำหรับกองเชียร์นักบิด สวยงาม น่าสะสม และเปี่ยมด้วยกลิ่นอายความเป็นไทย ที่แฟน MotoGP ทั่วโลกต้องห้ามพลาด
เปิดตัวไอเทมที่แฟนความเร็วต้องมี (Must Have Item) สำหรับผู้ที่จองบัตรอัฒจันทร์นักบิด (Rider Stand) ซึ่งในปีนี้ชูความโดดเด่นของ 2 ซูเพอร์สตาร์
1. Marquez Stand สำหรับแฟน “มาร์ค มาร์เกซ” แชมพ์โลกหลายสมัย เจ้าของหมายเลข 93 พร้อมของที่ระลึกลิขสิทธิ์แท้ หมวก และธงเชียร์ดีไซจ์นพิเศษ ถ่ายทอดตัวตนของสุดยอดนักบิดผู้เป็นไอคอนของ MotoGP
งานออกแบบปีนี้หยิบโทนสีแดง-ดำที่สะท้อนตัวตนของแชมพ์โลกผู้ไม่เคยยอมแพ้ เจ้าของหมายเลข 93 มาผสานกับการ “รวมภาพจำแลนด์มาร์คสถาปัตยกรรมไทยหลายยุค” ทั้งภาพปราสาทเมืองต่ำ เทวสถานที่สวยงามตระการตา อายุกว่าพันปีของ จ. บุรีรัมย์, วัดอรุณราชวราราม วัดสำคัญในกรุงเทพฯ งามสง่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา, ยักษ์ผู้พิทักษ์ และลวดลาย “ดอกประจำยาม” 4 กลีบ ซึ่งมักประดับอยู่ตามทิศทั้ง 4 เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งการคุ้มครอง ปกป้อง และพลังอำนาจตามความเชื่อไทย เพื่อถ่ายทอดลายเส้นแบบไทยดั้งเดิมอันทรงคุณค่า สู่ของที่ระลึกบนสังเวียนความเร็วระดับโลกอย่างงดงามลงตัว
2. Quartararo Stand สำหรับกองเชียร์ “ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร” แชมพ์โลกชาวฝรั่งเศส หมายเลข 20 ขวัญใจแฟน Yamaha ทั่วโลก มาพร้อมหมวก และธงเชียร์โทนสีน้ำเงินเข้ม สื่อถึงความเร็ว ความเฉียบคม และจิตวิญญาณนักสู้เจ้าของฉายา “El Diablo” (ปีศาจ)
การออกแบบอยู่ในโทนสีน้ำเงินเข้มแบบ Yamaha Factory Racing ตัดด้วยหมายเลข 20 สีแดงเด่นชัด สื่อถึงความเฉียบคม ความเร็ว และความนิ่งแม่นยำในทุกจังหวะการขับขี่ ดีไซจ์นเรียบ เท่ แต่ทรงพลัง สะท้อนคาแรคเตอร์ของ “El Diablo” นักบิดผู้ผสานความเยือกเย็นกับความดุดันบนทแรคได้อย่างลงตัว กลายเป็นของที่ระลึกที่ไม่ใช่แค่สวยงาม น่าสะสมเท่านั้น แต่เล่าเรื่องราว และตัวตนของซูเพอร์สตาร์แห่ง MotoGP ผ่านงานออกแบบได้อย่างชัดเจนในทุกมุมมอง
แฟนความเร็ว สามารถจับจองที่นั่งในอัฒจันทร์นักบิดที่ชื่นชอบ ในราคาบัตรเพียง 3,000 บาท ใช้ร่วมกับส่วนลด 25 % เหลือ 2,250 บาท หรือใช้ร่วมกับส่วนลด 20 % เหลือ 2,400 บาท พร้อมรับของที่ระลึกลิขสิทธิ์แท้ คุ้มค่าทั้งประสบการณ์ และของสะสมจากหน้าประวัติศาสตร์ MotoGP สนามเปิดฤดูกาล 2026
ซื้อบัตร Rider Stand วันนี้ รับสิทธิ์เข้าชมการทดสอบ Pre-Season Test ฟรี และสามารถรับชมการแข่งขัน Main Race ได้ทั้ง 3 วัน จำหน่ายบัตรที่ Counter Service All Ticket ในร้าน 7-11 ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ทางเวบไซท์ allticket





























