ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์
ส.อ.ท. เผยอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ปี 2568 การผลิตยังประสบความสำเร็จ และวาดเป้าหมายปีนี้ เติบโตเพิ่มขึ้น รวมถึงหลายค่ายยังเผยยอดขายที่กำลังมาได้สวย พร้อมแนะนำรถรุ่นใหม่Highlight
ส.อ.ท. เผยปี 2568 ผลิตรถยนต์ได้รวม 1,455,569 คัน
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยปี 2568 ผลิตรถยนต์ได้ 1,455,569 คัน มากกว่าเป้า โดยเฉพาะเดือนธันวาคม 2568 ผลิตรถยนต์ 113,855 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.56 ผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า 10,714 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 794.32 ผลิตรถกระบะไฟฟ้า 234 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 100 ขาย 75,121 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.07 ขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) 19,748 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 273.38
ขายรถกระบะไฟฟ้า 80 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 100 ส่งออก 84,963 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.29 ส่งออกรถยนต์นั่งไฟฟ้า 6,360 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 100 ส่งออกรถกระบะไฟฟ้า 76 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 100
สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนธันวาคม 2568
จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนธันวาคม 2568 มีทั้งสิ้น 113,855 คัน ลดลงจากเดือนพฤศจิกายน 2568 ร้อยละ 12.57 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 8.56 เนื่องจากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อชดเชย
การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าตามมาตรการสนับสนุนฯ ส่งผลให้ผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าได้ถึง 10,714 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 794.32 เพื่อส่งออก และขายในประเทศ และส่งผลให้ผลิตเพื่อส่งออก 86,194 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.26 มีสัดส่วนถึงร้อยละ 75.71 ผลิตเพื่อขายในประเทศแค่ 27,661 คัน ลดลงร้อยละ 26.58 มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 24.29
จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,455,569 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 0.91 แต่มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 1,450,000 คัน โดยมากกว่า 5,569 คัน หรือมากกว่าร้อยละ 0.38
รถยนต์นั่ง เดือนธันวาคม 2568 ผลิตได้ 45,859 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 18.35 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine มีจำนวน 18,210 คัน ลดลงจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 4.79
• รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle มีจำนวน 10,714 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 794.32
• รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 375 คัน ลดลงจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 85.17
• รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 16,560 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 4.18
ยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 มีจำนวน 550,456 คัน เท่ากับร้อยละ 37.82 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 1.43 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง Internal Combustion Engine มีจำนวน 247,929 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 29.15 เพราะมีการยกเลิกผลิตบางรุ่น
• รถยนต์นั่ง Battery Electric Vehicle มีจำนวน 70,914 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 631.98 เพราะต้องเร่งผลิตตามมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า
• รถยนต์นั่ง Plug-in Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 17,296 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 116.71
• รถยนต์นั่ง Hybrid Electric Vehicle มีจำนวน 214,317 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 12.30
รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตันขึ้นไป ในเดือนธันวาคม 2568 ไม่มีการผลิต รวมเดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 ไม่มีการผลิต
รถยนต์บรรทุก เดือนธันวาคม 2568 ผลิตได้ทั้งหมด 67,996 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 2.82 และตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 ผลิตได้ทั้งสิ้น 905,113 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 0.60
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนธันวาคม 2568 ผลิตได้ทั้งหมด 66,475 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 2.01 และตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 ผลิตได้ทั้งสิ้น 893,921 คัน เท่ากับร้อยละ 61.41 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 0.02 โดยแบ่งเป็น
• รถกระบะบรรทุก 140,121 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 1.20
• รถกระบะ Double Cab 571,903 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 3.48
• รถกระบะ Double Cab BEV 555 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 100
• รถกระบะ PPV 181,342 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 13.81
รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน-มากกว่า 10 ตัน เดือนธันวาคม 2568 ผลิตได้ 1,521 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 58.27 รวมเดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 ผลิตได้ 11,192 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 33.57
ผลิตเพื่อส่งออก เดือนธันวาคม 2568 ผลิตได้ 86,194 คัน เท่ากับร้อยละ 75.71 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 28.26 ส่วนเดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 956,230 คัน เท่ากับร้อยละ 65.69 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากปี 2567 ระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 5.24 ยอดผลิตเพื่อส่งออก 956,230 คัน มากกว่าเป้าผลิตเพื่อส่งออกปี 2568 จำนวน 6,230 คัน หรือร้อยละ 0.66 เนื่องจากการเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อส่งออก ซึ่งสามารถนำจำนวนการผลิตดังกล่าวไปนับเป็นการผลิตชดเชยในอัตรา 1.5 เท่าได้
รถยนต์นั่ง เดือนธันวาคม 2568 ผลิตเพื่อการส่งออก 28,399 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 94.37 และตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 228,011 คัน เท่ากับร้อยละ 41.42 ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง ลดลงจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 22.80
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนธันวาคม 2568 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 57,795 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 9.89 และตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 728,219 คัน เท่ากับร้อยละ 81.46 ของยอดการผลิตรถกระบะ เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 2.02 โดยแบ่งเป็น
• รถกระบะบรรทุก 78,773 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 27.98
• รถกระบะ Double Cab 513,292 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 2.27
• รถกระบะ PPV 136,154 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 7.71
ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เดือนธันวาคม 2568 ผลิตได้ 27,661 คัน เท่ากับร้อยละ 24.29 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 26.58 เพราะต้องเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อส่งออก เพื่อให้ได้จำนวนผลิตชดเชยที่ 1.5 เท่า และเดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 ผลิตได้ 499,339 คัน เท่ากับร้อยละ 34.31 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม- ธันวาคม 2567 ร้อยละ 8.59
ผลิตเพื่อขายในประเทศปี 2568 มีจำนวน 499,339 คัน ซึ่งน้อยกว่าเป้าการผลิตเพื่อขายในประเทศที่ตั้งไว้ 500,000 คัน โดยน้อยกว่า 661 คัน หรือร้อยละ 0.13
รถยนต์นั่ง เดือนธันวาคม 2568 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 17,460 คัน ลดลงจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 27.67 และตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ผลิตได้ 322,445 คัน เท่ากับร้อยละ 58.58 ของยอดการผลิตรถยนต์นั่ง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.56
รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนธันวาคม 2568 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 8,680 คัน ลดลงจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 30.98 และตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 ผลิตได้ทั้งสิ้น 165,702 คัน เท่ากับร้อยละ 18.54 ของยอดการผลิตรถกระบะ และลดลงจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 7.90 ซึ่งแบ่งเป็น
• รถกระบะบรรทุก 61,348 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 23.57
• รถกระบะ Double Cab 59,166 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 12.16
• รถกระบะ PPV 45,188 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 39.96
รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตันขึ้นไป ในเดือนธันวาคม 2568 ไม่มีการผลิต รวมเดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 ไม่มีการผลิต
รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน-มากกว่า 10 ตัน เดือนธันวาคม 2568 ผลิตได้ 1,521 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 58.27 รวมเดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 ผลิตได้ 11,192 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 33.57
รถจักรยานยนต์
เดือนธันวาคม 2568 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 208,472 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 2.89 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 161,304 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 4.95 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 47,168 คัน ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 3.57
ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 2,476,747 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.08 โดยแยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 1,972,902 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 4.54 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 503,845 คัน ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 6.55
ยอดขาย
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนธันวาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 75,121 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2568 ร้อยละ 47.17 และเพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 39.07 เป็นเดือนแรกในรอบ 33 เดือนที่มียอดขายรถยนต์ 75,121 คัน สอดคล้องกับยอดจองรถยนต์ 75,246 คันในงานมหกรรมยานยนต์เดือนธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายที่ต้องจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในโครงการ EV 3.0 รถยนต์นั่งจึงเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.4 และรถยนต์ SUV เพิ่มขึ้นร้อยละ 106.3 รถ PPV ยังคงขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.5 เพราะปีนี้มีผู้ผลิตรายใหม่เพิ่มขึ้นมา แต่รถกระบะยังคงมียอดขายทรงตัวที่ระดับต่ำที่ 14,965 คัน เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3.9 จากการเข้มงวดปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจากหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง และเศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงต่ำ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนพฤศจิกายน 2568 ยังคงลดลงร้อยละ 4.24 การใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 55.49 แสดงถึงการจ้างงานยังคงชะลอตัว นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาประเทศไทย 32,974,321 คน ลดลงร้อยละ 7.23 ปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้กำลังซื้ออ่อนแอ
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 51,962 คัน เท่ากับร้อยละ 69.17 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 60.85
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 11,656 คัน เท่ากับร้อยละ 15.52 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 18.91
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) 19,748 คัน เท่ากับร้อยละ 26.29 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 273.38
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 601 คัน เท่ากับร้อยละ 0.80 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 109.41
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) 250 คัน เท่ากับร้อยละ 0.33 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 100
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) 19,707 คัน เท่ากับร้อยละ 26.23 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 59.51
รถกระบะ มีจำนวน 14,883 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 3.28 รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 80 ในปีที่แล้วไม่มียอดจำหน่าย รถกระบะ REEV มีจำนวน 2 คัน ในปีที่แล้วไม่มียอดจำหน่าย รถ PPV มีจำนวน 5,460 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 21.50 รถบรรทุก 5-10 ตัน มีจำนวน 1,556 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 21.28 และรถประเภทอื่นๆ มีจำนวน 1,178 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว 22.70
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 134,364 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2567 ร้อยละ 4.62 และเพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 7.67
ตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 รถยนต์มียอดขาย 621,166 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 8.47 แยกเป็น
รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 404,845 คันเท่ากับร้อยละ 65.18 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 18.39
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) 128,893 คัน เท่ากับร้อยละ 20.75 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 16.87
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) 120,301 คัน เท่ากับร้อยละ 19.37 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ร้อยละ 80.27
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) 8,621 คัน เท่ากับร้อยละ 1.39 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 260.56
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) 971 คัน เท่ากับร้อยละ 0.16 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 100
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) 146,059 คัน เท่ากับร้อยละ 23.51 ของยอดขายรถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีที่แล้วร้อยละ 24
รถกระบะ มีจำนวน 143,072 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 12.41 รถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 726 คัน ปีที่แล้วไม่มียอดจำหน่าย รถกระบะ REEV มีจำนวน 19 คัน ปีที่แล้วไม่มียอดจำหน่าย รถ PPV มีจำนวน 43,916 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 19.20 รถบรรทุก 5-10 ตัน มีจำนวน 15,305 คัน ลดลงจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 4.62 และรถประเภทอื่นๆ มีจำนวน 13,283 คัน ลดลงจากเดือนช่วงกันในปีที่แล้ว 8.29
ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 1,711,846 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 1.70
การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป
เดือนธันวาคม 2568 ส่งออกได้ 84,963 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนที่แล้วร้อยละ 7.97 และเพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 11.29 เป็นอีกเดือนหนึ่งที่ส่งออกมากกว่าเวลาเดียวกันของปีที่แล้วจากการเร่งส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งจะถูกนับเป็นการผลิตชดเชยที่ 1.5 เท่า ตามมาตรการสนับสนุนฯ จึงส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าได้ถึง 6,360 คัน มีส่วนแบ่งร้อยละ 7.49 ของยอดส่งออก ปีที่แล้วยังไม่มีรถยนต์ไฟฟ้าส่งออก รถกระบะไฟฟ้าส่งออก 76 คัน ปีที่แล้วยังไม่มีการผลิตรถกระบะไฟฟ้าในประเทศไทย รถกระบะดีเซลยังคงส่งออกมีส่วนแบ่งมากที่สุดทีร้อยละ 61.85 จำนวน 52,550 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.25
รถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายในส่งออก 10,673 คัน ลดลงร้อยละ 15.06 เพราะมีการเลิกผลิตรถยนต์บางรุ่นเพื่อส่งออก ส่งผลให้ตลาดส่งออกรถยนต์นั่งลดลง เช่น ตลาดเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ ส่วนตลาดรถกระบะเพิ่มขึ้นเช่น ตลาดออสเตรเลีย และโอเชียเนีย ตลาดตะวันออกกลาง ตลาดแอฟริกา ตลาดอเมริกากลาง และอเมริกาใต้
ประเภทรถยนต์ส่งออกเดือนธันวาคม 2568 แบ่งเป็น ดังนี้
• รถกระบะ 52,550 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 61.85 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 5.25
• รถกระบะ BEV 76 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.09 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2567 ไม่มีการส่งออก
• รถยนต์นั่ง ICE 10,673 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 12.56 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2567ร้อยละ 15.06
• รถยนต์นั่ง BEV 6,360 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 7.49 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2567 ไม่มีการส่งออกรถยนต์นั่ง BEV
• รถยนต์นั่ง PHEV 271 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.32 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2567 ไม่มีการส่งออกรถยนต์นั่ง PHEV
• รถยนต์นั่ง HEV 6,669 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 7.85 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 47.84
• รถ PPV 8,364 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 9.84 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 10.43
มูลค่าการส่งออกรถยนต์ 53,679.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 2.41 แต่เครื่องยนต์ และชิ้นส่วนส่งออกลดลง ดังนี้
• เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,665.00 ล้านบาท ลดลงจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 9.87
• ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 14,947.44 ล้านบาท ลดลงจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 0.41
• อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 1,975.55 ล้านบาท ลดลงจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 12.16
รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนธันวาคม 2568 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 73,267.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 0.88
รถจักรยานยนต์
เดือนธันวาคม 2568 มีจำนวนส่งออก 77,842 คัน (รวม CBU+CKD) ลดลงจากเดือนพฤศจิกายน 2568 ร้อยละ 3.37 และลดลงจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 4.11 โดยมีมูลค่า 5,192.12 ล้านบาท ลดลงจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 3.16
• ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 171.03 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 37.86
• อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 178.98 ล้านบาท ลดลงจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 1.45
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ เดือนธันวาคม 2568 ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ 5,542.13 ล้านบาท ลดลงจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 2.21
เดือนธันวาคม 2568 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 78,809.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 0.65
รถยนต์สำเร็จรูป
เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 935,750 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 8.19 แบ่งเป็น
• รถกระบะ 571,804 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 61.11 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 2.02
• รถกระบะ BEV 363 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.04 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2567 ไม่มีการส่งออก
• รถยนต์นั่ง ICE 159,851 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 17.08 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 36.11
• รถยนต์นั่ง BEV 12,695 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 1.36 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2567 ไม่มีการส่งออก
• รถยนต์นั่ง PHEV 1,678 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.18 ของการส่งออกทั้งหมด ในปี 2567 ไม่มีการส่งออก
• รถยนต์นั่ง HEV 55,091 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 5.89 ของการส่งออกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 11.43
• รถ PPV 134,268 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 14.35 ของการส่งออกทั้งหมด ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 1.14
มูลค่าการส่งออกรถยนต์ 621,662.18 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 11.08 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
• เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 37,147.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 4.84
• ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 194,798.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 1.83
• อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 26,842.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 0.67
รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 880,450.84 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 7.57
รถจักรยานยนต์
เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 รถจักรยานยนต์ มีจำนวนส่งออก 893,198 คัน (รวม CBU+CKD) ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 4.85 มีมูลค่า 61,596.20 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 3.71
• ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 2,332.90 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 7.53
• อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 2,649.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 34.28
รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 66,578.81 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 2.75
เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 947,029.65 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 7.25
ปี 2569 เป้าผลิตรถยนต์ 1,500,000 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.05
สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประมาณการการผลิตรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ของสมาชิกกลุ่มฯ ในปี 2569 โดยแยกเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ ดังนี้
รถยนต์
ประมาณการการผลิตรถยนต์ในปี 2569 ประมาณ 1,500,000 คัน มากกว่าปี 2568 ซึ่งมีจำนวน 1,455,569 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.05 โดยแบ่งเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกประมาณ 950,000 คัน เท่ากับร้อยละ 63.33 ของยอดการผลิตทั้งหมด และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศประมาณ 550,000 คัน เท่ากับร้อยละ 36.67 ของยอดการผลิตทั้งหมด
ผลิตเพื่อการส่งออก จำนวน 950,000 คัน ปีที่แล้วที่ผลิตได้ 956,230 คัน ลดลงร้อยละ 0.65
ปัจจัยบวก
- ศาลสูงสหรัฐอเมริกาตัดสินว่าภาษีศุลกากรประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขัดรัฐธรรมนูญ
- ธนาคารกลางสหรัฐลดอัตราดอกเบี้ยลง
- OPEC ลดราคาน้ำมันดิบลง
- บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยส่งออกรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นเพราะรอคำวินิจฉัยของศาลสูงของสหรัฐอเมริกาเรื่องภาษีศุลกากรของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ภาวะเศรษฐกิจการค้าโลกจึงยังไม่ชัดเจน
ปัจจัยลบ
- มาตรการการเข้มงวดการปล่อยคาร์บอนของประเทศคู่ค้า
- มาตรการ Euro 6 และมาตรการ ADAS
- รถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกจากประเทศจีนเข้ามาแข่งขันในประเทศคู่ค้าความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งชายแดนประเทศไทย
- ความแปรปรวนสภาพอากาศ
- สงครามการค้า การขาดแคลนชิ้นส่วนจากความเข้มงวดส่งออกแร่หายาก
ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ จำนวน 550,000 คัน ปีที่แล้วที่ผลิตได้ 499,339 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.15
ปัจจัยบวก
- มีการเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่ตามระบอบประชาธิปไตย มีการลงทุนจากต่างประเทศโดยตรง (FDI) มากขึ้นจากผู้ได้รับการอนุมัตส่งเสริมการลงทุนกว่าหนึ่งล้านล้านบาท
- รัฐบาลใหม่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงฮันนีมูน ลดภาระค่าครองชีพประชาชนลง เพิ่มอำนาจซื้อประชาชน
- ธนาคารแห่งประเทศไทยลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง
- การขัดแย้งชายแดนกัมพูชาสงบลง เปิดชายแดนค้าขายได้
ปัจจัยลบ
- การตั้งรัฐบาลช้า การใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ไม่ทันใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
- การส่งออกชะลอตัวลงจากภาษีนำเข้าสินค้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
- เงินบาทแข็งค่ากระทบรายได้ผู้ส่งออกโดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้าเกษตร การท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น
- สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน
- อัตราการเกิดอยู่ในอัตราต่ำ จำนวนประชากรลดลง ส่งผลให้รายได้ที่เกี่ยวกับเด็กลดลง เช่น โรงเรียนอนุบาล และประถมศึกษา อาหาร ฯลฯ
- ความขัดแย้งระหว่างชายแดน
- ข่าวมิจฉาชีพในชายแดนไทยอาจส่งผลให้การท่องเที่ยวจากต่างประเทศลดลงเพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย
- สถาบันการเงินยังคงระมัดระวังในการให้สินเชื่อจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงมากกว่าร้อยละ 80 ของGDP ส่งผลกระทบต่อการขายรถยนต์
- ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมยังคงลดลง การใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60 % ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการจ้างงาน คนงานมีรายได้ลดลง อำนาจซื้อลดลง เศรษฐกิจเติบโตในอัตราต่ำ
รถจักรยานยนต์
ประมาณการการผลิตรถจักรยานยนต์ในปี 2569 ประมาณ 2,000,000 คัน มากกว่าปี 2568 ซึ่งมีจำนวน 1,972,902 คัน เพิ่มขึ้นร้อย 1.37 โดยแบ่งเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกประมาณ 400,000 คัน เท่ากับร้อยละ 20 ของยอดการผลิตทั้งหมด และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศประมาณ 1,600,000 คัน เท่ากับร้อยละ 80 ของยอดการผลิตทั้งหมด
• ผลิตเพื่อการส่งออก จำนวน 400,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 2.73
• ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ จำนวน 1,600,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ร้อยละ 1.04
ข้อมูลจดทะเบียนที่ใช้เชื้อเพลิงต่างๆ เดือนธันวาคม 2568 (เฉพาะ รย.1)
เดือนธันวาคม 2568 มียานยนต์ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ จำนวน 38,791 คัน
• ประเภทไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 14,194 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 36.59
• ประเภทน้ำมันเบนซิน มีจำนวน 7,338 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 18.92
• ประเภทน้ำมันดีเซล มีจำนวน 8,053 มีสัดส่วนร้อยละ 20.76
• ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้า (HEV) มีจำนวน 8,248 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 21.16
• ประเภทน้ำมันผสมไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มีจำนวน 869 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 2.24
• ประเภทอื่นๆ มีจำนวน 89 คัน มีสัดส่วนร้อยละ 0.23
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท BEV เดือนธันวาคม 2568
เดือนธันวาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่ มีจำนวน 18,478 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคมปีที่แล้วร้อยละ 158.58
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 14,511 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 171.13
o รถยนต์นั่ง จำนวน 14,194 คัน
o รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 307 คัน
o รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 2 คัน
o รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 8 คัน
• รถกระบะ รถแวน มีทั้งสิ้น 106 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 202.86
• รถจักรยานยนต์มีทั้งสิ้น 3,813 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 131.37
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 3,813 คัน
• รถยนต์สามล้อ มีทั้งสิ้น 3 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 50
o รถยนต์รับจ้างสามล้อ จำนวน 3 คัน
• รถโดยสาร มีทั้งสิ้น 4 คัน ลดลงจากเดือนธันวาคมปีที่แล้วร้อยละ 94.94
• รถบรรทุก มีทั้งสิ้น 41 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคมปีที่แล้วร้อยละ 36.67
เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 147,522 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคมปีที่แล้วร้อยละ 52.74
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 122,123 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 74.70
o รถยนต์นั่ง จำนวน 118,725 คัน
o รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 3,186 คัน
o รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 18 คัน
o รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 192 คัน
o รถยนต์บริการให้เช่า จำนวน 2 คัน
• รถกระบะ รถแวน มีทั้งสิ้น 662 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 9.60
• รถยนต์สามล้อ มีทั้งสิ้น 25 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 82.99
o รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล จำนวน 17 คัน
o รถยนต์รับจ้างสามล้อ จำนวน 8 คัน
• รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 24,163 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 3.81
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 24,162 คัน
o รถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 1 คัน
• รถโดยสาร มีทั้งสิ้น 133 คัน ลดลงเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 64.53
• รถบรรทุก มีทั้งสิ้น 416 คัน ลดลงเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 3.93
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท HEV เดือนธันวาคม 2568
เดือนธันวาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 8,264 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคมปีที่แล้วร้อยละ 38.06
• รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 8,264 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ร้อยละ 39.19
o รถยนต์นั่ง จำนวน 8,248 คัน
o รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 1 คัน
o รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 3 คัน
o รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 12 คัน
เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 137,588 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคมปีที่แล้วร้อยละ 8.15
• รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 136,706 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 7.94
o รถยนต์นั่ง จำนวน 136,355 คัน
o รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 33 คัน
o รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 176 คัน
o รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 136 คัน
o รถยนต์บริการให้เช่า จำนวน 6 คัน
• รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 882 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 ร้อยละ 55.28
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 882 คัน
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท PHEV เดือนธันวาคม 2568
เดือนธันวาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 869 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคมปีที่แล้วร้อยละ 66.79 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 869 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคมปีที่แล้วร้อยละ 66.79
o รถยนต์นั่ง จำนวน 869 คัน
เดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่สะสม มีจำนวน 18,416 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคมปีที่แล้วร้อยละ 96.48 โดยแบ่งเป็น
• รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 18,416 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-ธันวาคมปีที่แล้วร้อยละ 96.48
o รถยนต์นั่ง จำนวน 18,388 คัน
o รถยนต์บริการธุรกิจ จำนวน 20 คัน
o รถยนต์บริการทัศนาจร จำนวน 8 คัน
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV มีจำนวนทั้งสิ้น 372,662 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 63.83 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 280,731 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 76.27
o รถยนต์นั่ง มีจำนวน 272,828 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 74.71
o รถยนต์โดยสารไม่เกิน 7 คน มีจำนวน 5,730 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 131.05
o รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 236 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 202.56
o รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 287 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 83.97
o รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 5 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 66.67
o รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 1,645 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 325.06
• รถกระบะ และรถแวน มีจำนวน 1,540 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 77.22
• รถยนต์สามล้อ มีจำนวนทั้งสิ้น 1,042 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 2.46
o รถยนต์สามล้อส่วนบุคคล มีจำนวน 130 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 15.04
o รถยนต์รับจ้างสามล้อ มีจำนวน 912 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 0.88
• รถจักรยานยนต์ มีจำนวนทั้งสิ้น 85,223 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 36.07
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีจำนวน 85,094 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 36.13
o รถจักรยานยนต์สาธารณะ มีจำนวน 129 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 4.88
• อื่นๆ
o รถโดยสาร มีจำนวนทั้งสิ้น 2,886 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 3.40
o รถบรรทุก มีจำนวนทั้งสิ้น 1,240 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 38.39
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV มีจำนวนทั้งสิ้น 604,997 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 28.85 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
• รถยนต์นั่ง และรถยนต์ประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 594,982 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 29.29
o รถยนต์นั่ง มีจำนวน 593,250 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 29.20
o รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารฯ มีจำนวน 512 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 2.81
o รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 251 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 248.61
o รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 354 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 63.89
o รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 11 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 120
o รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 604 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 169.64
• รถกระบะ และรถแวน มีจำนวน 1 คัน เท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2567
• รถจักรยานยนต์ มีจำนวนทั้งสิ้น 10,012 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 6.94
o รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีจำนวน 10,012 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 6.94
• อื่นๆ
o รถโดยสาร มีจำนวนทั้งสิ้น 2 คัน ซึ่งเท่ากับช่วงเวลาเดียวกันปี 2567
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV มีจำนวนทั้งสิ้น 81,367 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 28.78 โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้
• รถยนต์นั่ง และรถประเภทต่างๆ มีทั้งสิ้น 81,367 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 28.78
o รถยนต์นั่ง มีจำนวน 81,286 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 28.79
o รถยนต์โดยสารรับจ้างไม่เกิน 7 คน มีจำนวน 1 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 100
o รถยนต์บริการธุรกิจ มีจำนวน 39 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 9.30
o รถยนต์บริการทัศนาจร มีจำนวน 27 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 50
o รถยนต์บริการให้เช่า มีจำนวน 4 คัน ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 20
o รถยนต์รับจ้างผ่านระบบอีเลคทรอนิคส์ มีจำนวน 10 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 ร้อยละ 100
.............................................................................................
BMW ครองแชมพ์ตลาดรถพรีเมียม ปีที่ 6
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์พรีเมียมของไทย ครองอันดับหนึ่งในเซกเมนท์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 แม้ว่าจะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยส่วนแบ่งการตลาดรวมที่เพิ่มขึ้นเป็น 47 % จากยอดจดทะเบียนรถยนต์ BMW (บีเอมดับเบิลยู) และ MINI (มีนี) รวม 12,247 คัน
เรเน แกร์ฮาร์ด ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า การรักษาตำแหน่งอันดับ 1 ในตลาดรถยนต์พรีเมียมได้ถึง 6 ปีติดต่อกัน นับเป็นเกียรติยศ และเครื่องพิสูจน์ถึงความไว้วางใจที่ลูกค้าในประเทศไทยมอบให้แก่แบรนด์ของเรา รวมถึงความแข็งแกร่งของพันธมิตรทางธุรกิจทั่วประเทศ ถึงแม้ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่อง แต่เรายังคงยึดมั่นในการส่งมอบยนตรกรรมคุณภาพ และประสบการณ์ที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นบนท้องถนน หรือในทุกๆ บริการของเรา นอกจากนี้ ผลงานของเราในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า BEV ยังช่วยยืนยันอีกครั้งถึงความสำเร็จของเราในการร่วมกำหนดทิศทางแห่งอนาคตของวงการยานยนต์ และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้สร้างสรรค์ และยกระดับประสบการณ์แห่งอนาคตให้ลูกค้าทุกคนได้สัมผัสไปด้วยกัน
ผลการดำเนินงานที่มั่นคง และการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ MINI
ในปี 2568 BMW ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์พรีเมียมด้วยส่วนแบ่งการตลาด 40.5 % โดยมียอดส่งมอบอยู่ที่ 10,582 คัน ส่วนในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม BMW ทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมอด้วยยอด ส่งมอบ 1,261 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 24.2 %
ทางด้าน MINI สามารถสานต่อแนวโน้มการเติบโตจากปีก่อนหน้าได้อย่างยอดเยี่ยม ปิดฉากปี 2568 ด้วยยอดส่งมอบที่เพิ่มขึ้น 15 % มาอยู่ที่ 1,665 คัน ขณะที่ไลน์อัพรุ่นพลังงานไฟฟ้า All-Electric MINI Family ตอบโจทย์การขับขี่ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ยอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าของ MINI พุ่งสูงขึ้นถึง 372 % เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็นจำนวน 1,104 คัน MINI จึงสามารถครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมได้ถึง 21.2 % ตามหลัง BMW มาในอันดับที่ 3 เมื่อรวมยอดส่งมอบของทั้ง 2 แบรนด์เข้าด้วยกันแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มีส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมสูงถึง 45.4 % ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายแห่งความสำเร็จของบริษัทในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
สำหรับ BMW Motorrad (บีเอมดับเบิลยู มอเตอร์ราด) ยังคงรักษาตำแหน่งในตลาดบิกไบค์ระดับพรีเมียมด้วยยอดจดทะเบียนรวม 1,033 คัน ในปี 2568 เพิ่มขึ้นประมาณ 2 % เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในกลุ่มรถมอเตอร์ไซค์ขนาดเกิน 500 ซีซี BMW Motorrad ทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมียอดจดทะเบียน 848 คัน และเติบโต 10 % เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ปีแห่งความสำเร็จของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
นอกจากการมุ่งเน้นการส่งมอบยานยนต์แล้ว บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงทุ่มเทให้แก่การสร้างความพึงพอใจ และความไว้วางใจ จากการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า BMW ในด้านประสบการณ์การขาย และบริการตลอดปี 2568 แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่มั่นคง โดยมีคะแนน Net Promoter Score (NPS) สำหรับการขายอยู่ที่ 95 (คงที่จากปี 2567) และ 94 สำหรับบริการ (เพิ่มขึ้น 1 จุดจากปี 2567) ความรู้สึกเชิงบวกเหล่านี้ยังสะท้อนในผลการสำรวจของนิตยสาร BrandAge ซึ่งจัดอันดับให้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เป็นอันดับ 1 ของ Thailand’s Most Admired Company ในหมวดยานยนต์เป็นปีที่ 8 ติดต่อกันด้วยคะแนนสูงสุดในด้านนวัตกรรม ประสิทธิภาพ และบริการ
“ด้วยรากฐานที่มั่นคงจากปี 2568 เราพร้อมเดินหน้าต่อไปในปีนี้อย่างเต็มพิกัด เริ่มจากการเปิดตัว BMW I5 EDrive40 M Sport รุ่นประกอบในประเทศ นอกจากความคุ้มค่า และครบครันที่เหนือกว่าเดิมแล้ว I5 รุ่นใหม่นี้ยังสามารถขับขี่ได้ระยะทางไกลกว่าที่เคย ทั้งยังสดใหม่ด้วยชุดแต่งที่ปรับเปลี่ยนมาในรุ่นประกอบในประเทศ ส่วนแฟนๆ MINI จะได้สัมผัสสีสัน และความตื่นเต้นตลอดปี จากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นพิเศษที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างเต็มเปี่ยม ด้วยราคา 3,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และแพคเกจ BSI Standard)”
บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย มุ่งขับเคลื่อนนวัตกรรม และความเชื่อมั่นท่ามกลางสภาพตลาดที่ท้าทาย
แม้ปี 2568 จะเป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายสำหรับตลาดรถยนต์ไทย แต่บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ยังคงดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงด้วยยอดลูกค้าใหม่ที่เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า ทั้งนี้กลยุทธ์ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมดิจิทอล และการยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหัวใจหลัก ช่วยขับเคลื่อนให้บริษัทชนะใจฐานลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นผลให้ลูกค้าใหม่ของ BMW MINI และ BMW Motorrad ราวหนึ่งในสองคนเลือกใช้บริการทางการเงินของบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส นอกจากนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องยังมีการเติบโตที่น่าประทับใจ โดยในปี 2568 อัตราการเข้าถึงบริการประกันภัยเพิ่มขึ้นเป็น 60 % ในขณะที่สินเชื่อลูกค้าองค์กรขยับขึ้นมาแตะระดับ 50 % ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าในบริการ และข้อเสนอที่ครบวงจรของของบริษัท
จริยา คูนลินทิพย์ ประธานกรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย กล่าวว่า ด้วยความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ในการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า BMW และ MINI เราทำคะแนนด้านความพึงพอใจของลูกค้า (Net Promoter Score) ได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 79 คะแนน ในปีที่ผ่านมา เรายังคงยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหัวใจหลักในการดำเนินงานของเรา เพื่อช่วยให้การเป็นเจ้าของรถยนต์ BMW MINI และ BMW Motorrad ทั้งราบรื่น และสะดวกสบายยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการมอบบริการที่ยอดเยี่ยม ผ่านทางเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ สำหรับปี 2569 นี้ เราจะเดินหน้านำนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI เข้ามาช่วยให้กระบวนการเช่าซื้อ และบริการทางการเงินต่างๆ ยิ่งรวดเร็ว ชาญฉลาด และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ระบบงานด้านดิจิทอลของบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ยังคงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในปี 2568 โดยการอนุมัติสินเชื่อของลูกค้าราว 12 % สามารถทำได้โดยอัตโนมัติในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ส่วนเทคโนโลยีลายเซ็นดิจิทอลที่มีความปลอดภัยสูงก็ยิ่งมีการใช้งานแพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยสัญญาราว 90 % ในปีที่ผ่านมาผ่านการลงนามรับรองในรูปแบบนี้ จึงช่วยเสริมทั้งความรวดเร็ว และความน่าเชื่อถือให้ลูกค้ายิ่งมั่นใจ
BMW และ MINI Freedom Choice: เร่งการเติบโต และสร้างความอุ่นใจให้ลูกค้ารถยนต์ไฟฟ้า BEV
บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ยังประสบความสำเร็จอย่างสูงกับโปรแกรม Freedom Choice โดยจำนวนสัญญา Freedom Choice ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่าเท่าตัว หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่สูงถึง 211 % ทั้งยังมีสัดส่วนในยอดธุรกิจใหม่โดยรวมเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว อยู่ที่ 14 % ทั้งนี้ ลูกค้าที่เลือกเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV เป็นส่วนสำคัญเบื้องหลังการเติบโตของโปรแกรม Freedom Choice สำหรับทั้ง BMW และ MINI โดยลูกค้ากลุ่มดังกล่าวนับเป็นอัตราส่วน 57 % ของสัญญาเช่าซื้อแบบ Freedom Choice ทั้งหมด
BMW และ MINI Freedom Choice ถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย พร้อมมอบความอุ่นใจให้แก่ลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ BEV ด้วยข้อเสนอที่ยืดหยุ่น และการการันตีมูลค่ารถในอนาคต (Guaranteed Future Value) เพื่อให้สามารถก้าวเข้าสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างไร้กังวล
.............................................................................................
Motor Expo 2026 เผยแนวคิด
“IMC สื่อสากล” เผยแนวคิด “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” เพื่อมอบความสุขสมหวังให้แก่บรรดาคนรักยานยนต์ทุกประเภท ทุกรุ่น ทุกแบรนด์อย่างครบครัน
ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด และประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” เผยว่า แนวคิดของการจัดงานปีนี้ ต้องการสื่อถึงงาน “มหกรรมยานยนต์” ที่รวบรวมรถยนต์ทุกประเภท และทุกระดับราคา เพื่อให้ผู้บริโภคได้ชม และเลือกซื้อตามความต้องการ นอกจากนี้ ยังมียานยนต์ประเภทอื่นที่ได้รับความนิยมสูง ทั้งจักรยานยนต์ และเรือ
พื้นที่งานทุกตารางนิ้ว เต็มไปด้วยรถยนต์ประเภทต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นซีดาน, สปอร์ท, เอสยูวี, ครอสส์โอเวอร์ เอสยูวี, เอมพีวี, พิคอัพ ฯลฯ แต่ละประเภทล้วนเป็นรุ่นล่าสุดในตลาด ยิ่งกว่านั้น รถเหล่านี้ยังมีความหลากหลายในด้านต่างๆ อาทิ ระบบขุมกำลัง แบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน เชื้อเพลิงเบนซิน และดีเซล, แบบไฮบริด, พลัก-อิน ไฮบริด และแบบไฟฟ้า 100 % ระบบขับเคลื่อน แบบ 2 ล้อ และ 4 ล้อ ระบบอำนวยความสะดวก ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ถึงระดับช่วยขับอัตโนมัติ ขณะที่ราคาจำหน่าย เริ่มตั้งแต่หลักแสนต้น จนถึงหลักหลายล้านบาท ส่วนจักรยานยนต์ ก็มีให้เลือกทุกรูปแบบ ทุกขนาดเครื่องยนต์ และทุกระดับราคา เช่นเดียวกัน
นี่คือจุดเด่นของงาน “มหกรรมยานยนต์” และด้วยความมุ่งมั่นที่จะมอบความสุขสมหวังให้แก่บรรดาคนรักยานยนต์ ที่ต้องการสัมผัสรถยนต์ และจักรยานยนต์ทุกรุ่นทุกแบรนด์อย่างครบครัน เราจึงกำหนดแนวคิดของงานปีนี้ว่า “โน่น นี่ นั่น สารพันยานยนต์-Here, There and Every Car”
งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” จะจัดขึ้น ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคม 2569 ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ motorexpo.co.th และทุกสื่อในเครือ “IMC สื่อสากล”
.............................................................................................
Honda ยกอนาคตเปิดไฮไลท์ The M.O.V.E. by Honda
Honda (ฮอนดา) นำไฮไลต์นวัตกรรมใหม่ จัดแสดง ที่ “The M.O.V.E. by Honda” นำโดยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด New Honda CUV e: พร้อมด้วยรถยนต์ต้นแบบ Super EV (Concept) และ Honda Prelude (Prototype) นำมาจัดแสดง ณ EM Glass ชั้น G ศูนย์การค้า Emsphere
โมเดลเพื่อจัดแสดงภายในศูนย์ฯ สะท้อนการต่อยอดนวัตกรรมล้ำสมัย ภายใต้แนวคิดหลัก "Sense the Synergy" ที่มุ่งให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางแห่งอนาคต ผ่านทั้ง 5 ประสาทสัมผัสในโซนมัลทิเซนซอรี ซึ่งผสานกับนวัตกรรมล้ำสมัยเข้ากับอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างกลมกลืน
โซน Future Ride
รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของ Honda กับ New Honda CUV e:
สำหรับ New Honda CUV e: มาพร้อมแบทเตอรีแบบสลับได้ Honda Mobile Power Pack e: จำนวน 2 ลูก ที่รองรับการขับขี่ได้ไกลกว่า 70 กม./การชาร์จ พร้อมเปลี่ยนแบทได้รวดเร็วใน 1 นาที ขับขี่ได้หลากหลายโหมด ทั้ง Econ, Normal และ Sport เสริมด้วยระบบ Reverse Assist ช่วยถอยหลังในพื้นที่แคบ และระบบเบรค CBS เพิ่มความมั่นใจ มาพร้อมหน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว (รุ่น Standard) หรือ 7 นิ้ว (รุ่น Connectivity) ที่รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Honda RoadSync Duo เพื่อนำทาง รับสาย ฟังเพลง และค้นหาสถานีแบทเตอรีใกล้ตัว ทั้งยังโดดเด่นด้วยดีไซจ์นล้ำสมัย ไฟหน้า-ท้าย LED ครบครันทั้งดีไซจ์น สมรรถนะ และเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตคนเมืองยุคดิจิทอลอย่างแท้จริง
โซน Future Drive
พบกับ 2 โมเดลสุดล้ำที่ยกมาให้สัมผัสครั้งแรกในไทย ! นำโดย Honda Prelude (Prototype) สปอร์ทคูเปในตำนานที่หวนกลับมาอีกครั้ง และ Super EV (Concept) รถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบขนาดเล็ก
Honda Prelude (Prototype) สปอร์ทคูเประดับตำนานของ Honda ที่เคยสร้างชื่อจากดีไซจ์นล้ำยุค และเทคโนโลยีล้ำสมัย กลับมาอีกครั้งในเจเนอเรชันที่ 6 พร้อมบทบาทใหม่ในฐานะ “สัญลักษณ์แห่งอนาคต” ที่หลอมรวมกลิ่นอายแห่งความทรงจำทางอารมณ์ เข้ากับวิสัยทัศน์ของ Honda ในการขับเคลื่อนสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว โดยก่อนหน้านี้ Prelude (Prototype) ได้เผยโฉมในอีเวนท์ทั่วโลกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นงาน Goodwood Festival of Speed 2025 ที่ประเทศอังกฤษ และงาน GIIAS 2025 (Gaikindo Indonesia Auto Show) ที่อินโดนีเซีย ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อต้นเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา
โดย Honda Prelude เจเนอเรชันที่ 6 มาพร้อมระบบฟูลล์ไฮบริด e:HEV ที่ได้รับการพัฒนาให้ล้ำสมัยยิ่งขึ้น เพื่อให้รถรุ่นนี้เปรียบเสมือน "บทนำ (Prelude)" ในการปูทางสู่การพัฒนารถสปอร์ทของ Honda ในยุคแห่งการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในอนาคต โดดเด่นด้วยดีไซจ์นสปอร์ทคูเป 2 ประตู ตัวถังเตี้ย และเฉียบคม เส้นสายเรียบเนียนแต่แฝงความโดดเด่น มาพร้อมมือจับประตูแบบฝังเรียบ และหลังคาที่ดูคลีนด้วยเทคโนโลยี Laser Blazing ที่ช่วยลดรอยต่อระหว่างหลังคา และตัวถัง กระจังหน้ามีนีมอลด้วยเส้นสายแนวนอน เสริมด้วยเส้นสายด้านข้างที่ให้ภาพลักษณ์เฉียบคม เปี่ยมพลัง พร้อมด้วยอีกหนึ่งไฮไลท์ คือ เทคโนโลยีใหม่ S+ Shift ในระบบ e:HEV ที่สามารถจำลองการเปลี่ยนเกียร์ได้ถึง 8 จังหวะผ่านแป้นแพดเดิลหลังพวงมาลัย มอบการตอบสนองที่ฉับไว และการขับขี่แบบสปอร์ทอย่างแท้จริง พร้อมด้วยระบบ Active Sound Control ที่ช่วยเพิ่มอารมณ์ความเร้าใจในการขับขี่ สะท้อนถึงความตั้งใจของ Honda ในการส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานให้แก่ผู้หลงใหลในรถสปอร์ท
Honda Super EV (Concept) รถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบขนาดเล็กในกลุ่ม A เซกเมนท์ เผยโฉมครั้งแรกในโลก พร้อมทดสอบวิ่งจริงที่งาน Goodwood Festival of Speed 2025 ณ ประเทศอังกฤษ ตามด้วยการจัดแสดงที่งาน GIIAS 2025 ที่อินโดนีเซีย โดยรถรุ่นนี้ ออกแบบเพื่อสะท้อนความสนุกในการขับขี่ตามแบบฉบับ Honda ด้วยตัวถังกะทัดรัด น้ำหนักเบา แต่ห้องโดยสารกว้างขวางตามปรัชญา “Man Maximum, Machine Minimum” มอบประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว ฉับไว และเปี่ยมด้วยความสนุก
อีกหนึ่งไฮไลท์ คือ โซน Simulator Game ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้เพลิดเพลินไปกับเกมจำลองการขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำ สัมผัสประสบการณ์หลังแฮนด์บนต้นแบบ EV ที่ถูกออกแบบภายใต้คอนเซพท์เหนือระดับ อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต พร้อมระบบอินเตอร์แอคทีฟที่ถ่ายทอดความรู้สึกนักบิดได้สมจริงราวกับอยู่บนท้องถนนจริง ที่จำลองประสบการณ์ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต
พร้อมกันนี้ ยังมีการจัดแสดงโซนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโซนทางเข้าที่ถ่ายทอดปรัชญามนุษย์เป็นศูนย์กลาง "Dream Sphere" ที่นำเสนอประวัติศาสตร์ และจิตวิญญาณแห่งความท้าทายของ Honda ผ่านการแสดงผล 360 องศา "Future Mobility" ที่พาผู้ชมสัมผัสโลกการเดินทางไร้รอยต่อผ่านระบบนิเวศใหม่ และ "Future Drive" ที่ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในการสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่โลกแห่งการเดินทาง ก่อนจะปิดท้ายด้วย The M.O.V.E Cafe ที่ผสมผสานการเดินทางเข้ากับประสบการณ์ครบทั้ง 5 ประสาทสัมผัสได้อย่างสมบูรณ์แบบ
.............................................................................................
Xpeng ประกาศทิศทางปี 2569
Xpeng ประเทศไทย ผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้า Xpeng (เสี่ยวเผิง) ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-Asia จัดงาน "Xpeng Partner Conference 2026" สรุปภาพรวมผลการดำเนินงานปีที่ผ่านมา และประกาศทิศทาง-กลยุทธ์ ปี 2569 ภายใต้แนวคิด "The Next Bold Move" มุ่งเน้นการขยายการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และยั่งยืนผ่านการยกระดับมาตรฐานเครือข่ายผู้จำหน่าย ทั้งด้านการขาย การตลาด ประสบการณ์ลูกค้า และบริการหลังการขาย
อภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Xpeng ประเทศไทย กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา นับเป็นอีก 1 ปีที่ Xpeng ประเทศไทย เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งด้านยอดขาย และการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายที่มีคุณภาพ สำหรับปีนี้ บริษัทฯ วางเป้าหมายในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในทุกมิติ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว พร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด สำหรับลูกค้า
ทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจในปี 2569 เตรียมเดินหน้าเต็มสูบตามแผนเชิงกลยุทธ์
- ขยายเครือข่ายโชว์รูม และศูนย์บริการครบวงจร จากปัจจุบัน 15 เป็นมากกว่า 22 สาขาทั่วประเทศ ภายในปีนี้ รองรับฐานลูกค้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
- ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าผ่านมาตรฐานใหม่ด้านบริการ
- พัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อรองรับเทคโนโลยีอัจฉริยะ
- ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับตลาด EV ในอนาคต
พร้อมกันนี้ Xpeng ประเทศไทย ยังได้แบ่งปันแนวทางปฏิบัติร่วมกับพันธมิตรผู้จำหน่าย เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านบริการ คุณภาพโชว์รูม และประสบการณ์ลูกค้าให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศและสอดคล้องกับภาพลักษณ์ระดับสากลของแบรนด์ โดยภายในงานได้จัดพิธีมอบรางวัลให้แก่ผู้จำหน่ายที่มีผลงานโดดเด่นด้านต่างๆ ได้แก่ ประสิทธิภาพยอดขาย, การตลาด และการสร้างแบรนด์, ความพึงพอใจของลูกค้า และมาตรฐานโชว์รูม และศูนย์บริการ เพื่อชื่นชม และสนับสนุนพันธมิตร ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของ Xpeng ในประเทศไทย รวมถึงเป็นแรงจูงใจในการยกระดับคุณภาพ และประสิทธิภาพของเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง
Xpeng Partner Conference 2026 นับเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนถึงความร่วมมืออย่างแข็งแกร่ง ระหว่างบริษัทฯ และเครือข่ายผู้จำหน่าย พร้อมตอกย้ำพันธกิจของ Xpeng ประเทศไทย ในการขับเคลื่อนธุรกิจ สู่การเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และการส่งมอบประสบการณ์ยานยนต์ไฟฟ้าเหนือระดับ ให้แก่ผู้บริโภคในประเทศไทย
.............................................................................................
ไทยฮอนด้าฯ เปิดตัว New Honda NT1100
Honda Big Bike เปิดตัว New Honda NT1100 รถจักรยานยนต์สปอร์ททัวริงระดับพรีเมียม ที่ถ่ายทอดนิยามใหม่ของการเดินทางทางไกล ภายใต้แนวคิด “The New Touring Era” ผสานเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับสูงเข้ากับสมรรถนะการขับขี่อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมเทคโนโลยี Dual Clutch Transmission (DCT) เจเนอเรชันใหม่ ที่เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างลื่นไหลโดยไม่เสียแรงบิด เสริมด้วยดีไซจ์นตัวรถ และท่านั่งสปอร์ทที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัว ร่วมด้วยการยกระดับภาพลักษณ์ด้วยเฉดสีใหม่ล่าสุด สีเทา "Iridium Gray Metallic" ที่สะท้อนความพรีเมียมอย่างเหนือระดับ
New Honda NT1100 ยกระดับภาพลักษณ์ความพรีเมียมไปอีกขั้น ด้วยเฉดสีใหม่ล่าสุด Iridium Gray Metallic โทนสีเทาเมทัลลิคที่สะท้อนความเรียบหรู สุขุม และทันสมัย ถ่ายทอดตัวตนของรถจักรยานยนต์สปอร์ททัวริงระดับพรีเมียมได้อย่างชัดเจน พร้อมแนวคิด Premium Tourer Design ที่เน้นเส้นสายเฉียบคม เสริมด้วยการออกแบบชุดแฟริงใหม่ ช่วยลดการปะทะของลม และการออกแบบท่านั่งที่คำนึงถึงหลัก Aerodynamics เพื่อเพิ่มเสถียรภาพ และความสบายตลอดการเดินทางไกลให้ผู้ขับขี่
ด้านสมรรถนะ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1,084 ซีซี แบบ 2 สูบเรียง ให้พละกำลังต่อเนื่อง ตอบสนองการเดินทางระยะไกลได้อย่างมั่นใจ มาพร้อม New Generation of Dual Clutch Transmission (DCT) เทคโนโลยีเจเนอเรชันใหม่ ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบคลัทช์คู่ 6 จังหวะ ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ราบรื่นแม้ใช้ความเร็วต่ำ รองรับการใช้งานที่หลากหลายด้วยโหมด D Mode สำหรับการขับขี่ปกติ และโหมด S สปอร์ทที่เร้าใจยิ่งขึ้น พร้อมให้เลือกใช้งานทั้งแบบ Auto และ Manual ผ่านสวิทช์ที่แฮนเดิลบาร์ เพิ่มอิสระในการควบคุมตามสไตล์ผู้ขับขี่
พร้อมฟังค์ชันที่ช่วยเพิ่มความสบายในการขับขี่ New Heated Grips แบบปรับระดับความอุ่นได้ รองรับการขับขี่ในอุณหภูมิต่ำ ช่วยให้สบายมือแม้เจออากาศเย็น เติมเต็มความมั่นใจในทุกสภาพอากาศ รวมถึง Adjustable Wind Deflectors บังลมหน้าที่สามารถปรับระดับสูง-ต่ำได้ง่ายขึ้นผ่านมือข้างเดียว ร่วมด้วยบังลมเสริมด้านข้าง ช่วยลดแรงลม และความเหนื่อยล้าจากการโต้ลมขณะขับขี่ ช่วยให้เดินทางระยะไกลอย่างมีประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญ คือ ระบบไฟส่องสว่าง New LED Headlight ไฟหน้า LED เต็มระบบ พร้อม Daytime Running Light (DRL) ที่ผสานเข้ากับไฟเลี้ยวอย่างลงตัว เพิ่มทัศนวิสัย และความโดดเด่นบนท้องถนน เสริมด้วย New Fender บังโคลนหน้าดีไซจ์นใหม่ ที่ยาวขึ้นอีก 150 มม. ช่วยป้องกันสิ่งสกปรกได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มความพร้อมในการเดินทางบนหลากหลายเส้นทาง
New Honda NT1100 พร้อมวางจำหน่ายที่ Honda BigWing ทุกสาขา มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีใหม่ล่าสุด สีเทา "Iridium Gray Metallic" และสีน้ำตาล-ดำ ‘"Mat Warm Ash Metallic" ในราคา 533,000 บาท
#รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า #HondaMotorcycle #ThaiHonda #ไทยฮอนด้า #HowWeMoveYou



























