บทความ
Mild Hybrid ไฮบริดจิ๋ว มาตรฐานใหม่ลดมลพิษ

เทคโนโลยีมาตรฐานใหม่สำหรับเครื่องยนต์ ไร้รอยต่อช่วงออกตัว ประโยชน์เพื่อเน้นการปล่อย CO2 ให้ลดลงHighlight
หากพูดถึงเทคโนโลยีรถยนต์ในปัจจุบัน ปี 2026 หลายคนอาจคุ้นเคยกับ Hybrid (HEV) หรือ Plug-in Hybrid (PHEV) ไปแล้ว แต่ยังมีอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เป็นตัวเชื่อมสำคัญระหว่างรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) กับรถยนต์ไฟฟ้า นั่นคือ Mild Hybrid (MHEV)
Mild Hybrid (MHEV) คือ ระบบที่นำมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็กมาช่วยเสริมการทำงานของเครื่องยนต์สันดาป โดยที่มอเตอร์นี้ "ไม่สามารถ" ขับเคลื่อนล้อด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ ต่างจาก Full Hybrid ที่วิ่งโหมด EV ได้
หัวใจหลักของระบบนี้ คือ การเปลี่ยนจากไดชาร์จแบบเดิม เป็นอุปกรณ์ที่เรียกว่า Integrated Starter Generator (ISG) หรือ Belt-driven Starter Generator (BSG) ซึ่งทำงานร่วมกับแบทเตอรีที่มีแรงดันไฟฟ้าสูงกว่าปกติ มักจะเป็นระบบ 48V
ระบบ Mild Hybrid เปรียบเสมือน "ผู้ช่วยส่วนตัว" ของเครื่องยนต์ โดยมีหน้าที่หลักๆ ดังนี้
Auto Start-Stop ที่นุ่มนวล : เมื่อเหยียบเบรคจนรถหยุดนิ่ง เครื่องยนต์จะดับลง แต่เมื่อปล่อยเบรค มอเตอร์ ISG จะกระชากเครื่องยนต์ให้ติดกลับมาอย่างรวดเร็ว และสั่นสะเทือนน้อยกว่าไดสตาร์ทแบบเดิมมาก
Torque Assist : ระบบช่วยออกตัวในจังหวะที่รถเริ่มเคลื่อนที่ หรือเร่งแซง มอเตอร์จะจ่ายแรงบิดเสริมเข้าไป ช่วยลดภาระของเครื่องยนต์ในช่วงที่กินน้ำมันที่สุด
Regenerative Braking : เมื่อเราถอนคันเร่ง หรือเบรค มอเตอร์จะเปลี่ยนพลังงานจลน์เป็นไฟฟ้ากลับไปเก็บไว้ในแบทเตอรี 48V
Coasting Mode : ในรถบางรุ่น ขณะขับด้วยความเร็วคงที่ เครื่องยนต์สามารถหยุดทำงานชั่วคราวได้ โดยที่ระบบไฟฟ้าในรถยังทำงานปกติจากไฟในแบทเตอรีไฮบริด
สำหรับบ้านเราระบบ Mild Hybrid มีมาตรการสนับสนุน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นั่ง และรถยนต์โดยสารขนาดที่นั่งไม่เกิน 10 คน แบบ HEV และ MHEV ซึ่งผลิตในประเทศ
รถยนต์มีแรงดันไฟฟ้าในการขับเคลื่อนต่ำกว่า 60V กำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราคงที่ โดยมีอัตรา และเงื่อนไขการลงทุน จะเริ่มใช้โครงสร้างภาษีใหม่ ตั้งแต่ พศ. 2569-2575 มีรายละเอียดดังนี้
1. ต้องมีการปล่อยแกสคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สูงสุดไม่เกิน 120 g/km
2. ต้องมีการลงทุนในประเทศ โดยผู้ผลิตรถยนต์ และบริษัทในเครือ ไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท ระหว่างปี 2567-2569 และไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท ระหว่างปี 2567-2571
3. ต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิต หรือประกอบในประเทศ โดยต้องใช้แบทเตอรีที่ผลิตในประเทศตั้งแต่ปี 2569 และต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญ ที่เป็นลักษณะการทำงานเสริมแรงขับเคลื่อน เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป
4. ต้องติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ ADAS อย่างน้อย 4 จาก 6 ระบบ เช่นเดียวกับเงื่อนไขของ HEV
ในระบบไฟฟ้า Mild Hybrid ทำหน้าที่ช่วยเสริมมากกว่าทดแทน จึงช่วยลดการปล่อยไอเสียได้จำกัด เมื่อเทียบกับรถ Hybrid หรือรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และมอเตอร์ไม่มีกำลังพอที่จะหมุนล้อด้วยตัวเอง ดังนั้น ความประหยัดอาจไม่ได้ต่างจากเดิมอย่างชัดเจน
"มาตรฐานเกณฑ์การปล่อยไอเสีย EURO" เนื่องจากทั่วโลกเข้มงวดเรื่องการปล่อยแกส CO2 มากขึ้น การปรับปรุงเครื่องยนต์เพียวๆ ทำได้ยาก และแพง การเติมระบบ Mild Hybrid เข้าไปจึงเป็นวิธีที่คุ้มค่าที่สุดในการทำให้รถผ่านมาตรฐานไอเสียโดยไม่ต้องรื้อการออกแบบเครื่องยนต์ใหม่ทั้งหมด


