ระเบียงรถใหม่
BMW 7 SERIES มีทั้งรถเบนซิน รถดีเซล รถไฮบริดชนิดต้องเสียบ และรถพลังไฟฟ้า
หายไป 1 เดือน เพราะต้องหลีกทางให้แก่รายงานข่าวงานแสดงรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก คือ มหกรรมยานยนต์ปักกิ่ง กลับมาพบกันอีกครั้งในเดือนที่ 8 ของปีอาชาม้าหน้าเศร้า ด้วยเรื่องราวของรถพลังไฟฟ้าสารพัดสารพัน เป็นรถ 2 สัญชาติ คือ รถเยอรมัน กับรถอิตาลี เป็นผลงานใหม่ของบริษัทรถยนต์ 3 ราย คือ BMW GROUP (บีเอมดับเบิลยู กรุพ) MERCEDES-BENZ AG (เมร์เซเดส-เบนซ์ อาเก) และ FERRARI SPA (แฟร์รารี เอสพีเอ) มีทั้งรถเก๋งซีดาน รถเก๋งแฮทช์แบค และรถสปอร์ทรูปลักษณ์ใหม่
เปิดระเบียงด้วย BMW 7 SERIES (บีเอมดับเบิลยู 7 ซีรีส์) รุ่นใหม่ ซึ่งเปิดตัวผ่านสื่อต่างๆ เมื่อวันพุธที่ 22 เมษายน 2026 และผู้คนมีโอกาสสัมผัสตัวจริงเสียงไม่จริงเป็นครั้งแรกที่งาน AUTO CHINA 2026 (ออโท ไชนา 2026) หรือมหกรรมยานยนต์ปักกิ่ง ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันศุกร์ที่ 24 เมษายน-วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2026
BMW 7 SERIES เป็น FULL-SIZE LUXURY SEDAN (ฟูลล์-ไซซ์ ลักชัวรี ซีดาน) หรือรถเก๋งซีดานระดับหรูขนาดโตเต็มพิกัด และเป็นรถธงของค่าย “ใบพัดเครื่องบินสีฟ้าขาว” รถอนุกรมนี้เริ่มการจำหน่ายเมื่อปี 1977 ในฐานะตัวตายตัวแทนของรถ BMW E3 (บีเอมดับเบิลยู อี 3) และเปลี่ยนรุ่นไปแล้วรวม 6 ครั้ง ในปี 1986, 1994, 2001, 2008, 2015 และ 2022
รถรุ่นที่ 7 ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนเมษายน 2022 และมีขนาดตัวถังยาว 5.391 ม. กว้าง 1.950 ม. และสูง 1.544 ม. เป็นรถรุ่นแรกที่มีรถพลังไฟฟ้าล้วนๆ ให้เลือกใช้ด้วย คือ BMW I7 EDRIVE50 (บีเอมดับเบิลยู ไอ 7 อีดไรฟ 50) BMW I7 XDRIVE60 (บีเอมดับเบิลยู ไอ 7 เอกซ์ดไรฟ 60) และ BMW I7 M70 XDRIVE (บีเอมดับเบิลยู ไอ 7 เอม 70 เอกซ์ดไรฟ)
ส่วนรถรุ่นใหม่ที่นำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังในเดือนนี้ ไม่ใช่รถรุ่นที่ 8 แต่เป็นรถรุ่นที่ 7 ซึ่งเพิ่งผ่านการปรับปรุงแบบ FACELIFT (เฟศลิฟท์) หรือ “ยกหน้า” เป็นครั้งแรก เป็นการปรับปรุงช่วงกึ่งกลางอายุ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับ ทั้งด้านสไตล์ และเทคโนโลยี มีกำหนดเริ่มการผลิต และจำหน่ายในเดือนกรกฎาคม 2026 โดยใช้โรงงานที่เมือง DINGOLFING (ดิงโกลฟิง) ในภาคใต้ของเยอรมนี เป็นฐานการผลิต
ตัวถังซึ่งยาวขึ้นเพียง 0.4 ซม. และสูงขึ้นเพียง 0.6 ซม. คือ ยาว 5.395 ม. กว้าง 1.950 ม. สูง 1.550 ม. และมีช่วงฐานล้อยาว 3.215 ม. เป็นผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในหลายจุด ในลักษณะอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า MONOLITHIC (โมโนลิธิค) คือ เน้นความใหญ่ จนทำให้รถรุ่นใหม่นี้มีหน้าตาที่ดูแตกต่างอย่างเห็นได้ไม่ยากจากรถก่อนการปรับปรุง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ กระจังหน้ารูปไตคู่ขนาดโตที่ออกแบบใหม่ทั้งหมด ที่สมกับเป็นรถหรูขนาดใหญ่ และเป็นรถธงก็คือ มีสีตัวถังให้เลือกมากกว่า 500 สี กับมีกระทะล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว จนถึง 22 นิ้ว
ภายในห้องโดยสารก็มีการเปลี่ยนแปลงหลายรายการ เช่น เพิ่มจอสำหรับผู้โดยสารที่นั่งข้างผู้ขับ ติดตั้งระบบเสียง BOWERS & WILKINS (โบเวอร์ส์ & วิลคินส์) ซึ่งมีลำโพงถึง 36 ตัว เพิ่มคุณภาพของวัสดุหุ้มที่ใช้ มีการตกแต่งต่างๆ ให้เลือกได้ตามความต้องการประมาณ 700 แบบ ปรับปรุงคุณภาพของประตูอัตโนมัติให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น ฯลฯ
ด้านระบบขับ และขุมพลังขับเคลื่อนต่างๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียด และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในหลายๆ จุด เช่น การเพิ่มขนาดของแบทเตอรี และเปลี่ยนชนิดของมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งส่งผลให้รถพลังไฟฟ้าล้วนๆ ทุกโมเดลมีระยะเดินทางเพิ่มขึ้น การปรับปรุงสมรรถนะของเครื่องยนต์ซึ่งส่งผลให้รถ PLUG-IN HYBRID (พลัก-อิน ไฮบริด) หรือไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟทุกโมเดลมีกำลังรวมสูงขึ้น การติดตั้งอุปกรณ์ช่วยขับ ENTRY-2-EXIT (เอนทรี-ทู-เอกซิท) เมื่อวิ่งบนทางด่วน และ ADDRESS-2-ADDRESS (แอดเดรสส์-ทู-แอดเดรสส์) เมื่อวิ่งในเขตเมือง ฯลฯ
ในระยะแรก รถที่ขายในยุโรปจะมีให้เลือกรวม 7 โมเดล เป็นรถติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปภายใน พร้อมระบบ MILD HYBRID (ไมล์ด์ ไฮบริด) หรือไฮบริดแบบอ่อน 2 โมเดล คือ BMW 740 XDRIVE (บีเอมดับเบิลยู 740 เอกซ์ดไรฟ) กับ BMW 740D XDRIVE (บีเอมดับเบิลยู 740 ดี เอกซ์ดไรฟ) เป็นรถ PLUG-IN HYBRID หรือไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ 2 โมเดล คือ BMW 750E XDRIVE (บีเอมดับเบิลยู 750 อี เอกซ์ดไรฟ) กับ BMW M760E XDRIVE (บีเอมดับเบิลยู เอม 760 อี เอกซ์ดไรฟ) และเป็นรถพลังไฟฟ้าล้วนๆ 3 โมเดล คือ BMW I7 50 XDRIVE (บีเอมดับเบิลยู ไอ 7 50 เอกซ์ดไรฟ) BMW I7 60 XDRIVE (บีเอมดับเบิลยู ไอ 7 60 เอกซ์ดไรฟ) BMW I7 M70 XDRIVE (บีเอมดับเบิลยู ไอ 7 เอม 70 เอกซ์ดไรฟ) ทุกโมเดลเป็นรถขับเคลื่อนทุกล้อ ติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ STEPTRONIC (สเตพทรอนิค) ยกเว้นรถพลังไฟฟ้าซึ่งใช้เกียร์ 1 จังหวะ ในจำนวนนี้ บางโมเดลเริ่มจำหน่ายเดือนกรกฎาคม 2026 และบางโมเดลเริ่มจำหน่ายเดือนพฤศจิกายน 2026
BMW 740 XDRIVE ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง 6 สูบเรียง 2,998 ซีซี 294 กิโลวัตต์/400 แรงม้า พร้อมระบบ MILD HYBRID 48 โวลท์ 13 กิโลวัตต์/18 แรงม้า (กำลังรวมสูงสุด 294 กิโลวัตต์/400 แรงม้า) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 5.1 วินาที ความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม.
BMW 740D XDRIVE ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดตรง 6 สูบเรียง 2,993 ซีซี 210 กิโลวัตต์/286 แรงม้า พร้อมระบบ MILD HYBRID 48 โวลท์ 13 กิโลวัตต์/18 แรงม้า (กำลังรวมสูงสุด 230 กิโลวัตต์/286 แรงม้า) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 5.7 วินาที ความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม.
BMW 750E XDRIVE ติดตั้งระบบขับ PLUG-IN HYBRID ซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซิน 6 สูบเรียง 2,998 ซีซี 230 กิโลวัตต์/313 แรงม้า ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า 145 กิโลวัตต์/197 แรงม้า และแบทเตอรี LITHIUM-ION (ลิเธียม-ไอออน) ขนาด 347.5 โวลท์ 22.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง (กำลังรวมสูงสุด 360 กิโลวัตต์/489 แรงม้า) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 4.8 วินาที ความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม. กรณีชาร์จไฟเต็ม และวัดตามมาตรฐาน WLTP จะวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ได้ไกล 70-82 กม. และทำความเร็วสูงสุด 140 กม./ชม.
BMW 760E XDRIVE ติดตั้งระบบขับ PLUG-IN HYBRID ซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซิน 6 สูบเรียง 2,998 ซีซี 313 กิโลวัตต์/426 แรงม้า ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า 145 กิโลวัตต์/197 แรงม้า และแบทเตอรี LITHIUM-ION ขนาด 347.5 โวลท์ 22.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง (กำลังรวมสูงสุด 450 กิโลวัตต์/612 แรงม้า) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 4.2 วินาที ความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม. กรณีชาร์จไฟเต็ม และวัดตามมาตรฐาน WLTP จะวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ได้ไกล 69-80 กม. และทำความเร็วสูงสุด 140 กม./ชม.
BMW I7 50 XDRIVE ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด คือ ขนาด 190 กิโลวัตต์/258 แรงม้า ขับล้อคู่หน้า ขนาด 230 กิโลวัตต์/313 แรงม้า ขับล้อคู่หลัง (กำลังรวมสูงสุด 335 กิโลวัตต์/455 แรงม้า) และใช้แบทเตอรี LITHIUM-ION ขนาด 400 โวลท์ 112.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 5.5 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 210 กม./ชม. กรณีชาร์จไฟเต็ม และวัดตามมาตรฐาน WLTP จะมีระยะเดินทาง 591-728 กม. และมีอัตราสิ้นเปลืองพลังไฟฟ้าเฉลี่ย 18.1-21.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กม. หรือ 4.59-5.52 กม./กิโลวัตต์ชั่วโมง
BMW I7 60 XDRIVE ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด คือ ขนาด 190 กิโลวัตต์/258 แรงม้า ขับล้อคู่หน้า ขนาด 230 กิโลวัตต์/313 แรงม้า ขับล้อคู่หลัง (กำลังรวมสูงสุด 400 กิโลวัตต์/544 แรงม้า) และใช้แบทเตอรี LITHIUM-ION ขนาด 400 โวลท์ 112.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 4.8 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 240 กม./ชม. กรณีชาร์จไฟเต็ม และวัดตามมาตรฐาน WLTP จะมีระยะเดินทาง 581-727 กม. และมีอัตราสิ้นเปลืองพลังไฟฟ้าเฉลี่ย 18.2-21.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กม. หรือ 4.57-5.49 กม./กิโลวัตต์ชั่วโมง
ส่วนโมเดลหัวกะทิ BMW I7 M70 XDRIVE ก็ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด คือ ขนาด 190 กิโลวัตต์/258 แรงม้า ขับล้อคู่หน้า ขนาด 360 กิโลวัตต์/489 แรงม้า ขับล้อคู่หลัง (กำลังรวมสูงสุด 500 กิโลวัตต์/680 แรงม้า) และใช้แบทเตอรี LITHIUM-ION ขนาด 400 โวลท์ 112.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาแค่ 3.8 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 250 กม./กม. กรณีชาร์จไฟเต็ม และวัดตามมาตรฐาน WLTP จะมีระยะเดินทาง 566-686 กม. และมีอัตราสิ้นเปลืองพลังไฟฟ้าเฉลี่ย 19.7-22.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กม. หรือ 4.37-5.08 กม./กิโลวัตต์ชั่วโมง
ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 19 ของเยอรมนี โมเดลพื้นฐาน BMW 740 XDRIVE เริ่มต้นที่ 117,900 ยูโร (ประมาณ 4.48 ล้านบาทไทย เมื่อคิดว่า เงินฝรั่ง 1 ยูโร แลกได้ด้วยเงินไทย 38 บาทถ้วน) ส่วนโมเดลหัวกะทิ BMW I7 M70 XDRIVE เริ่มต้นที่ 182,400 ยูโร (ประมาณ 6.93 ล้านบาทไทย)
BMW 7 SERIES
- รถเก๋งซีดานระดับหรูขนาดใหญ่ 4 ประตู 5 ที่นั่ง ขับเคลื่อนทุกล้อ
- มิติตัวถัง 5.395x1.950x1.550 ม. สัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำสุด 0.24
- รถเบนซิน/ดีเซลพร้อมไฮบริดแบบอ่อน-รถไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊ก-รถพลังไฟฟ้าล้วนๆ
- กำลังสูงสุด 230 กิโลวัตต์/313 แรงม้า-500 กิโลวัตต์/680 แรงม้า
- ราคารวมภาษีในเยอรมนี เริ่มต้นที่ 117,900 ยูโร (ประมาณ 4.48 ล้านบาทไทย)










