ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์
Mercedes-Benz ประกาศแผนปี 2569
Mercedes-Benz ประเทศไทย เผยผลการดำเนินงานปี 2568 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ทั้งหมด 8,378 คัน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมีรถแวนรวมกว่า 299 คัน ชูความสำเร็จของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100 % ที่มียอดขายเติบโตขึ้นถึง 110 % ในขณะที่รถยนต์พลัก-อิน ไฮบริดที่นำโดย The New E-Class มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ด้วยสัดส่วนกว่า 37 % และรถยนต์ในกลุ่ม Top-End Luxury มียอดขายเติบโตขึ้น 15 % มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในเซกเมนท์เดียวกัน ด้วยสัดส่วนกว่า 40 % พร้อมเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 โดยประเดิมการเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ (140 Years of Innovation) ตั้งแต่การสร้างรถยนต์คันแรกเมื่อปี 2429 และเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100 % กับโมเดลสำคัญของปีอย่าง “The All-New Electric CLA” ที่เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ช่วงเดือนมีนาคมนี้ และยังมีรถยนต์รุ่นใหม่อีกกว่า 7 รุ่น เตรียมเปิดตัวตลอดทั้งปี 2569
มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา Mercedes-Benz ประเทศไทย ได้มีการปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินธุรกิจในหลายมิติ ทั้งการปรับใช้โมเดลธุรกิจ Retail of the Future รวมถึงการสร้างกลยุทธ์ และกิจกรรมทางการตลาดเพื่อยกระดับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย
โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างชัดเจน อ้างอิงจากการเติบโตของยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100 % และรถยนต์พลัก-อิน ไฮบริดของแบรนด์ โดยในส่วนของรถยนต์ระดับ Top-End Luxury (TEV+) มีการเปิดตัวเพิ่มเติมถึง 4 รุ่น ได้แก่ Mercedes-AMG SL 55, Mercedes-AMG GT 63, Mercedes-AMG G 63 และ G 450 D Edition Stronger than the 1980s ซึ่งสอดคล้องกับทเรนด์การเติบโตในระดับโลกของแบรนด์ Mercedes-AMG และโมเดลระดับตำนานอย่าง G-Class
สำหรับโมเดลธุรกิจ Retail of the Future ที่เริ่มปรับใช้เป็นปีที่ 2 หลังจากการประกาศอย่างเป็นทางการในปี 2567 สะท้อนให้เห็นถึงผลดีต่อลูกค้าชาวไทยในด้านความโปร่งใสของราคาจำหน่ายที่เท่าเทียมกัน และสามารถเข้าถึงคลังสินค้าส่วนกลางที่เชื่อมต่อกันทั่วประเทศ ในด้านของตัวแทนจำหน่าย Mercedes-Benz อย่างเป็นทางการ ก็จะไม่ต้องแบกรับต้นทุนของรถยนต์ และการจัดการคลังสินค้า ทำให้สามารถยกระดับการบริการ และประสบการณ์ของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น โดยในปี 2568 Mercedes-Benz ขึ้นแท่นแบรนด์ที่ได้รับความพึงพอใจจากลูกค้ามากที่สุดในแบรนด์รถยนต์ระดับลักชัวรี จากการสำรวจของ NielsenIQ ด้วยคะแนนถึง 89.1 % โดยโมเดลธุรกิจ Retail of the Future ถือเป็นส่วนสำคัญของแผนการดำเนินงานระยะยาวที่จะเข้ามายกระดับอุตสาหกรรมค้าปลีกระดับลักชัวรีในประเทศไทย
ปัจจุบัน Mercedes-Benz ประเทศไทย มีการเปิดตัว และจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100 % รวมกว่า 8 รุ่น ประกอบไปด้วย EQB 250, EQE Sedan, EQE 350 4Matic SUV, Mercedes-AMG EQE 53, EQS Sedan, EQS 450 4Matic SUV, Mercedes-Maybach EQS 680 SUV, G 580 with EQ Technology และกำลังจะเปิดตัวรุ่นที่ 9 อย่าง The All-New Electric CLA ซึ่งเป็นโมเดลที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากการเผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ และประกาศราคาจำหน่ายในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ในช่วงเดือนมีนาคม
คริสเตียน เชลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวในฐานะผู้นำคนใหม่ของ Mercedes-Benz ประเทศไทย ว่ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสานต่อวิสัยทัศน์ของ มาร์ทิน ชเวงค์ ที่เป็นผู้บุกเบิกโมเดลธุรกิจ Retail of the Future ในประเทศไทย และแนะนำรถยนต์ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ Mercedes-Benz ประเทศไทย จะเดินหน้าตอกย้ำประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ ผ่านการเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ และต่อยอดเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตด้วย The All-New Electric CLA ที่มาพร้อมเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่สุดในปัจจุบัน การันตีด้วยรางวัล Car of the Year 2026 โดยการเปิดตัวในประเทศไทยที่จะถึงนี้ จะมาพร้อมแคมเปญการตลาดที่ผสานทุกมิติของไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้าง CLA Community ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และทำให้แบรนด์สามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าในกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะคนเจเนอเรชันใหม่ ที่มีความต้องการ และไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน
สำหรับกลุ่มลูกค้า Mercedes-Benz ที่เป็นนักสะสม และชื่นชอบรถยนต์คลาสสิค Mercedes-Benz มีแผนที่จะสร้างพื้นที่ศูนย์กลางที่จะให้ผู้คนมารวมตัวกัน และตอกย้ำให้เห็นถึงคุณค่าที่เหนือกาลเวลา และประวัติศาสตร์ของรถยนต์รุ่นต่างๆ ผ่านการเปิดตัว Mercedes-Benz Classic Car Center แห่งแรกในทวีปเอเชีย ซึ่งจะมาเป็นพแลทฟอร์มที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์คลาสสิคของ Mercedes-Benz มาช่วยตรวจสอบรถยนต์คลาสสิคทุกรุ่น และออกใบรับรองอย่างเป็นทางการให้แก่รถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานรถยนต์คลาสสิคระดับโลกของ Mercedes-Benz
พุทธิ ตุลยธัญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปี 2568 ที่ผ่านมา ฝ่ายบริการลูกค้าประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น โดยคว้าอันดับที่ 2 ในการรักษาลูกค้าของ Mercedes-Benz ในระดับภูมิภาค และได้รับคะแนนความพึงพอใจของลูกค้า (5 Star Rater) สูงถึง 4.90 คะแนน โดยมีการเปิดตัวบริการใหม่ อาทิ Mercedes-Benz In-Car Store ในเดือนธันวาคม เพื่อให้ลูกค้าสามารถอัพเกรด หรือต่ออายุแพคเกจ Digital Extras ได้อย่างง่ายดายผ่านหน้าจอรถยนต์รุ่นที่รองรับ* รวมถึงการนำเสนอโปรแกรม Service Select ทางเลือกใหม่สำหรับการบำรุงรักษารถยนต์ที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไป* พร้อมเสริมพอร์ทโฟลิโออะไหล่แท้ Mercedes-Benz ด้วย StarParts ซึ่งเป็นอะไหล่กลุ่มบำรุงรักษาที่คุ้มค่าสำหรับรถยนต์อายุ 5 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะ และการแนะนำระบบ Xentry Workshop เพื่อยกระดับประสบการณ์ดิจิทอลของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น
ส่วนปี 2569 นี้ ฝ่ายบริการลูกค้า Mercedes-Benz มีแผนที่จะเดินหน้าพัฒนาบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองทั้งลูกค้าเก่า และลูกค้าใหม่ อาทิ โปรแกรมบำรุงรักษา MBSP Extra Guarantee Lite ที่ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ครอบคลุมอะไหล่เครื่องยนต์ และเกียร์ ในช่วงอายุรถยนต์ปีที่ 6-10 แบบไม่จำกัดระยะทาง การทำแคมเปญสำหรับโปรแกรม Service Select อย่างต่อเนื่อง และยกระดับบริการ Mobile Service ในรูปแบบใหม่ ที่ไม่เพียงแค่รับ-ส่งรถ แต่ยังสามารถให้บริการพื้นฐานอย่าง Service A/B ได้ถึงบ้านลูกค้า หรือนอกสถานที่
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอพิเศษสำหรับยางรถยนต์ MB Tires และสินค้าจาก MB Collection เช่น Mercedes-Benz Wallbox 3.0 และกล้อง Mercedes-Benz Drive Recorder 360 รวมถึงเตรียมเปิดตัวโปรแกรมการดูแลที่ครอบคลุมเมื่อรถยนต์เกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุ หรืออุทกภัย และการบริการด้านดิจิทอลผ่านระบบ Xentry และ Xentry Vehicle Detector ที่จะผสานเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจสอบรถยนต์ของลูกค้า ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเสริมสร้างมิติการบริการลูกค้าให้ครอบคลุม และเหนือระดับยิ่งขึ้น ด้วยมาตรฐานการบริการของ Mercedes-Benz
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
.............................................................................................
Honda ประกาศราคา Step WGN e:HEV Spada ใหม่
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศราคา และเปิดจำหน่าย Honda Step WGN e:HEV Spada ใหม่ อย่างเป็นทางการ รถครอบครัว 7 ที่นั่งรุ่นยอดนิยม ผลิต และนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น วางจำหน่ายในราคา 1,780,000 บาท หลังจากจัดแสดง และเปิดให้จองสิทธิ์เป็นเจ้าของก่อนใครในงาน Motor Expo 2025 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยมด้วยยอดจองสิทธิ์ล่วงหน้ากว่า 800 สิทธิ์
ตอกย้ำการเป็นรถ SUV สไตล์ Box Shape
ตอบโจทย์ Active Lifestyle ของกลุ่มครอบครัว Multi-Gen ยุคใหม่ ด้วยสมรรถนะการขับขี่ของระบบขับเคลื่อนฟูลล์ไฮบริด e:HEV-The Exciting Hybrid ที่ทั้งแรง และประหยัดน้ำมัน พร้อมด้วยฟังค์ชันเพื่อการใช้งานที่ครบครัน ทั้งหมดนี้สะท้อนความมุ่งมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เติมเต็มไลน์อัพรถยนต์ของ Honda (ฮอนดา) ให้ครอบคลุมทุกเซกเมนท์ เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้นด้วยข้อเสนอพิเศษดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.39 %* ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมฟรี Honda Ultimate Care และรับประกันแบทเตอรีไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมทยอยส่งมอบลูกค้าทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ทุกครอบครัวได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่เต็มไปด้วยความสุข และคุณค่ามากยิ่งขึ้น New Honda Step WGN e:HEV Spada What Brings Us "Happier"…ยิ่งมากคน ยิ่งมากความสุข
โดดเด่นด้วยดีไซจ์นทรงกล่องที่กว้างขวาง
Honda Step WGN e:HEV Spada ใหม่ โดดเด่นด้วยดีไซจ์นทรงกล่องที่กว้างขวาง โปร่งโล่ง พร้อมพื้นที่ภายในที่ออกแบบเพื่อการใช้งานสูงสุด มาพร้อมเบาะนั่ง 3 แถว โดยมีไฮไลท์เบาะนั่งแถว 2 แบบปรับแยกอิสระ พร้อมเบาะรองน่อง Ottoman และเบาะนั่งแถว 3 ปรับพับ 60:40 พร้อมพับแบบแบนราบ ปรับเลื่อน และจัดรูปแบบการจัดที่นั่งได้อย่างหลากหลายตามการใช้งานสูงสุดถึง 15 รูปแบบ ครบครันด้วยฟังค์ชันอำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย รวมทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda Sensing มอบความมั่นใจในทุกการเดินทางสำหรับทุกคนในครอบครัว
ตอกย้ำความเชื่อมั่นด้วยมาตรฐานการผลิต Japanese Quality ผสานด้วยบริการหลังการขายผ่านเครือข่ายโชว์รูม และศูนย์บริการ Honda ที่ได้มาตรฐานกว่า 221 แห่งทั่วประเทศ รองรับการดูแลหลังการขายอย่างทั่วถึง เพื่อมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ Honda ที่อุ่นใจ และไว้วางใจได้ตลอดอายุการใช้งาน
พิเศษ ! รับ Exclusive Deal สำหรับ Honda Step WGN e:HEV Spada ใหม่ เมื่อจองตั้งแต่ 6 กุมภาพันธ์-6 เมษายน 2569 และรับรถภายใน 10 เมษายน 2569
- ดอกเบี้ย 1.39 %* สำหรับเจ้าของรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ Honda และครอบครัว (Honda Loyalty) หรือดอกเบี้ย 1.69 %* สำหรับลูกค้าทั่วไป
- ฟรีประกันภัย 1 ปี
- ฟรี Honda Ultimate Care ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชม. เป็น 5 ปี หรือ 140,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
- รับประกันแบทเตอรีไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง หรือเลือกรับโปรแกรม Double Smile Plus ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อนได้ ตามสไตล์ที่คุณชอบ
- ค่างวดเริ่มต้นเพียงเดือนละ 14,406 บาท หรือเลือกดาวน์ต่ำเพียง 10 %
- ฟรี Honda Ultimate Care ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชม. เป็น 5 ปี หรือ 140,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
- รับประกันแบทเตอรีไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
เพิ่มเติม ! สำหรับลูกค้าที่จองสิทธิ์ล่วงหน้า ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน-31 ธันวาคม 2568 สามารถทำการจองอย่างเป็นทางการได้ตั้งแต่ 6-28 กุมภาพันธ์ 2569 และรับรถภายใน 31 มีนาคม 2569 จะได้รับเพิ่ม
- ฟรี ! บัตรน้ำมันมูลค่า 20,000 บาท
- ฟรี ! กล้องติดรถยนต์หน้า-หลัง อุปกรณ์ตกแต่งแท้ของฮอนด้า มูลค่า 5,940 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 %)
.............................................................................................
Sharge จับมือ Grab ทุ่ม 400 ล้าน เปิดสถานีชาร์จ
ชาร์จ แมเนจเม้นท์ฯ (Sharge) ผนึกกำลัง Grab ส่งเสริม และผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มคนขับรถรับจ้างสาธารณะ ทุ่มงบกว่า 400 ล้านบาท สร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า Grab EV รองรับการให้บริการกับกลุ่มคนขับ Grab โดยเฉพาะ 40 แห่งทั่วไทยภายในปี 2570 ชูจุดเด่นชาร์จไวใน 20 นาที ด้วยราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 6 บาท/หน่วย หวังอำนวยความสะดวก และช่วยลดต้นทุนให้คนขับ ลุยนำร่อง 3 สถานีแรกที่บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และพัทยา
พีระภัทร ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด เผยว่า การลงทุนสร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าร่วมกับพันธมิตรเต็มรูปแบบครั้งแรกของ Sharge ภายใต้ชื่อ "สถานีชาร์จ Grab EV" ครั้งนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมทุ่มงบประมาณกว่า 400 ล้านบาท เพื่อพัฒนาสถานีสำหรับคนขับรถ Grab ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 40 แห่งภายในปี 2570 ครอบคลุมทั้งเมืองเศรษฐกิจหลัก และเมืองท่องเที่ยวทั่วไทย ให้พร้อมรองรับการเติบโตของคนขับรถรับจ้างที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า
พร้อมทั้งสร้าง Ecosystem ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ในอนาคต โดยในเฟสแรกจะพัฒนาสถานีชาร์จนำร่องในเขตกรุงเทพฯ และชลบุรี ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีคนขับ Grab ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้ากว่า 60 % เริ่มต้นจาก 3 ทำเลศักยภาพสูง ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และเมืองพัทยา เพื่อรองรับความต้องการในโซนที่มีปริมาณการใช้งานหนาแน่น
ปาริฉัตร ศรีวิลัย รองผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารคนขับ Grab ประเทศไทย กล่าวว่า Grab ประเทศไทย ได้บุกเบิก และดำเนินโครงการ Grab EV เพื่อส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มคนขับที่ให้บริการการเดินทาง และเดลิเวอรีเป็นรายแรกมาตั้งแต่ปี 2563 ทำให้ปัจจุบัน Grab กลายเป็นพแลทฟอร์มเรียกรถที่มีคนขับให้บริการเรียกรถผ่านแอพพลิเคชัน และ Food Delivery ด้วยรถ EV มากที่สุดนับหมื่นคันทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดข้อจำกัดของการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ยังมีสถานีไม่ครอบคลุมในหลายพื้นที่ Grab จึงได้ผนึกความร่วมมือกับ Sharge ในการสร้างสถานีชาร์จ Grab EV สำหรับคนขับ Grab โดยเฉพาะ เพื่อช่วยแก้ปัญหาด้านจำนวนสถานี และระยะเวลาชาร์จ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าจะทำให้คนขับมีความมั่นใจในการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น
จุดเด่นของสถานีชาร์จ Grab EV
- คนขับ Grab รับสิทธิ์ชาร์จในราคาพิเศษ 6 บาท/หน่วย (kWh) (จากราคาปกติที่ 6.4-7.6 บาท/หน่วย)
- สถานีชาร์จ Grab EV แต่ละสถานีจะสามารถรองรับการชาร์จพร้อมกันได้สูงสุด 12 คัน/รอบ และมากกว่า 700 คัน/วัน ครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้า 4 ล้อ ทุกรุ่น ทุกแบรนด์
- สถานีชาร์จ Grab EV มาพร้อมกับเทคโนโลยี Fast Charge ชาร์จเต็มไวใน 20 นาที เพื่อให้คนขับบริหารเวลาการรับงานได้ดียิ่งขึ้น
.............................................................................................
ไทยฮอนด้าฯ แนะนำ New Honda Giorno+ 7 สีใหม่
ไทยฮอนด้า แนะนำ New Honda Giorno+ 7 เฉดสีใหม่ ภายใต้คอนเซพท์ “New High Style Setter อัพสไตล์ใหม่ นำสไตล์ล้ำ” เติมมิติใหม่ด้วยดีไซจ์น และคู่สีที่พัฒนาให้โดดเด่น ผสานสมรรถนะและฟังค์ชันการใช้งานครบครัน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่อย่างลงตัว พร้อมทั้งยังได้ "เจฟ ซาเตอร์" สานต่อบทบาทการถ่ายทอดตัวตนของ New Honda Giorno+ ที่มีทั้งความเท่ และความพรีเมียม สะท้อนภาพลักษณ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างเต็มพิกัด
New Honda Giorno+ 7 สีใหม่
รุ่น ABS 4 สี ได้แก่ สีเทา-น้ำตาล, สีเหลือง-น้ำตาล, สีดำ-น้ำตาล และสีขาว-น้ำตาล วางจำหน่ายในราคาแนะนำ 68,700 บาท
รุ่น CBS 3 สี ได้แก่ สีฟ้า-ดำ, สีเขียว-ดำ และสีเทา-ดำ วางจำหน่ายในราคาแนะนำ 63,700 บาท
New Honda Giorno+ เพิ่มความเท่ และความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ด้วยกรอบไฟหน้าสีดำ ตัดกับโลโก Honda อย่างลงตัว ในส่วนของเบาะนั่งเป็นสีน้ำตาล (ในรุ่น ABS) ที่ช่วยเติมความพรีเมียม ผสานกับตัวถัง และมือจับหลังที่เติมสีสันให้โดดเด่นเช่นเดียวกับสีตัวรถ อีกทั้ง Emblem "Giorno+" สีรมดำช่วยเสริมความเรียบเท่ และมีสไตล์ไปอีกขั้น และไฟ LED Light ใต้ช่องเก็บของที่มาพร้อมความจุ 30 ลิตร ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน
สมรรถนะ เครื่องยนต์ ESP+ ขนาด 125 ซีซี
New Honda Giorno+ ตอบโจทย์การใช้งานในเมือง ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ ESP+ ขนาด 125 ซีซี ระบบหัวฉีด PGM-FI 4 จังหวะ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้การขับขี่ที่นุ่มนวล คล่องตัว ประหยัดน้ำมันสูงสุด 52.6 กม./ลิตร เสริมความมั่นใจด้วยโครงสร้างตัวรถ และระบบช่วงล่างที่แข็งแรง พร้อมระบบเบรคให้เลือกทั้ง Combi Brake System (CBS) และ Anti-Lock Braking System (ABS) เพื่อความปลอดภัยในทุกการเดินทาง รองรับการใช้งานทั้งในเมือง และการเดินทางระยะไกล
.............................................................................................
ก่อนซื้อ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ควรเชคอะไรบ้าง
ปีที่ผ่านมา ความสนใจรถมอเตอร์ไซค์ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากยอดขายรวมทั้งประเทศที่ 1,735,000 คัน เติบโต 2 % จากปีก่อนหน้า ขณะเดียวกัน “กรุงศรี ออโต้” ได้เห็นทเรนด์ผู้ใช้รถจำนวนมากเริ่มหันมามองหา “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” มากขึ้น จากจุดเด่นด้านเทคโนโลยี ความทันสมัย รวมถึงการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองของเหล่าไบเคอร์
อย่างไรก็ตาม “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” ยังคงเป็นเรื่องใหม่สำหรับใครหลายคน กรุงศรี ออโต้ เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ขอแนะนำ 5 แนวทางการเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อให้ทุกคนได้ครอบครองรถที่ “ใช่” ตรงใจทุกรูปแบบการใช้งาน
- เชครูปแบบการใช้งาน
ผู้ใช้รถควรเริ่มจากการประเมินรูปแบบการเดินทางของตนเองเป็นหลัก เพราะหากเน้นใช้งานในเมือง ขี่ไปทำงาน หรือทำธุระ ด้วยระยะทางเฉลี่ยราว 20-50 กม./วัน
การซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่วิ่งได้ประมาณ 60-70 กม./การชาร์จก็ถือว่าเพียงพอ ในขณะที่ถ้าเป็นกลุ่มไรเดอร์ หรือผู้ใช้งานเชิงพาณิชย์ที่ต้องขับขี่ต่อเนื่องตลอดวัน ควรมองหารุ่นที่สามารถขับขี่ได้อย่างน้อย 120-150 กม./การชาร์จ หรือรองรับระบบสลับแบทเตอรีเพื่อลดเวลาหยุดชาร์จระหว่างวัน แต่หากเป็นคนชอบท่องเที่ยว หรือเดินทางไกลเป็นครั้งคราว ควรเลือกมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มีแบทเตอรีความจุสูง รองรับการเดินทางระยะ 150 กม. ขึ้นไป พร้อมระบบชาร์จเร็ว เพื่อให้สามารถขี่ได้อย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทาง
- เชคระบบชาร์จที่เหมาะสม
ก่อนเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผู้ใช้รถควรพิจารณาว่าตัวรถรองรับระบบชาร์จแบบไหน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม และไลฟ์สไตล์ของตนเอง เช่น ผู้ที่มีปลั๊กไฟที่บ้าน หรือสามารถชาร์จข้ามคืนได้ มักเหมาะกับรถที่รองรับการชาร์จแบบปกติ (AC Charging) ขณะที่ผู้ที่อาศัยในคอนโด หรือไม่มีปลั๊กส่วนตัว อาจมองหารุ่นที่สามารถถอดแบทเตอรีออกมาชาร์จได้ ส่วนการใช้งานที่อาจต้องการการชาร์จระหว่างวัน อาจเลือกรุ่นที่รองรับการชาร์จเร็ว (DC Fast Charging) เพื่อช่วยลดระยะเวลารอชาร์จ
- เชคบริการหลังการขาย
บริการหลังการขายถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า โดยผู้ใช้รถควรตรวจสอบความพร้อมของแต่ละแบรนด์ในด้านนี้ ทั้งในเรื่องจำนวน และความครอบคลุมของศูนย์บริการ ระยะเวลาการซ่อม รวมถึงความพร้อมของอะไหล่สำรอง เนื่องจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามีระบบไฟฟ้า และแบทเตอรีเป็นหัวใจสำคัญ หากเกิดปัญหา และต้องรออะไหล่นาน อาจส่งผลต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้ ผู้ใช้รถยังควรเชคช่องทางการติดต่อ และขั้นตอนการเคลมให้ชัดเจน เช่น การแจ้งซ่อมผ่านแอพพลิเคชัน หรือ Call Center และระยะเวลาการรับประกัน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเกิดปัญหาจะสามารถเข้ารับบริการได้ง่าย ไม่มีสะดุด
- เชคความคุ้มครองประกันภัยให้ครอบคลุม
ศึกษารายละเอียดความคุ้มครองประกันภัย ก่อนตัดสินใจซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ตั้งแต่ภาคบังคับ (ประกันภัย พรบ.) จนถึงภาคสมัครใจ อย่าง "ประกันภัยสูญเสียทางการเงินสำหรับเช่าซื้อประเภทรถจักรยานยนต์" หรือ "ประกันรถจักรยานยนต์สูญหาย” ที่จะช่วยคุ้มครองทั้งกรณีการเกิดโจรกรรม เช่น ลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และกรณีรถเสียหายจากอุบัติเหตุโดยสิ้นเชิงได้ ช่วยให้ผู้ใช้รถอุ่นใจ และลดภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
- เชคสินเชื่อก่อนซื้อ
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า คือ การวางแผนด้านสินเชื่อให้เหมาะกับงบประมาณ และความสะดวกของแต่ละคน ผู้ซื้อควรพิจารณาอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อนชำระ และเงื่อนไขต่างๆ เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการเงินในระยะยาว ในยุคดิจิทอล การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสามารถทำได้สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น ผู้ใช้แอพพลิเคชัน Go by Krungsri Auto สามารถขอสินเชื่อดิจิทอลได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมรู้ผลการอนุมัติเงินไวใน 30 นาที
.............................................................................................
เติมความหวานคนรัก กับรถคู่ใจ รับวาเลนไทน์ 2569
เทศกาลแห่งความรัก วันวาเลนไทน์ 2569 ใครกำลังหาโมเมนท์พิเศษ สร้างความประทับใจให้กับคนรัก แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะใช้วิธีไหนดี วันนี้เรามีไอเดียเซอร์พไรส์หวานๆ กับรถคู่ใจมาฝาก
ซื้อตุ๊กตาไว้ในรถ
เป็นของขวัญยอดฮิท แต่รับรองว่าได้ผล ลองเอาตุ๊กตาน่ารักๆ หรือตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ มาไว้ในรถคู่ใจของเรา แล้วลองเซอร์พไรส์มอบให้คนรักแบบไม่ให้รู้ตัว พร้อมแนบกระดาษโนทข้อความหวานๆ สักประโยค รับรองว่าสร้างความประทับใจให้คนรักได้อย่างแน่นอน
ขับรถเที่ยว
วาเลนไทน์ ปีนี้ ตรงกับวันเสาร์ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นวันหยุดที่จะได้ไปใช้เวลาด้วยกัน 2 คนตามสถานที่สวยๆ หรือต่างจังหวัด โดยระหว่างทางเปิดเพลงเพราะๆ เพื่อบอกความรู้สึก สร้างความประทับใจบนรถของเราให้เคลิบเคลิ้มไปตลอดทาง หากมีจังหวะดีๆ ก็เอ่ยคำหวานให้ลึกซึ้ง กินใจ เติมความโรแมนติคให้แก่คนรักของเรา
เซอร์พไรส์ของขวัญ
ลองเติมความหวานขึ้นอีกขั้น ด้วยการเซอร์พไรส์คนรัก จากของขวัญที่เราเก็บไว้ในช่องเก็บของต่างๆ ในรถ ไม่ว่าจะเป็นชอคโกแลท หรือการ์ดบอกรัก แล้วขอให้คนรักหยิบของให้จากช่องเก็บของนั้น หรือจะจัดดอกไม้ช่อใหญ่ให้เต็มหลังรถ รับรองว่างานนี้โดนใจแน่นอน
ของขวัญทำเอง
เพิ่มกิมมิคให้โมเมนท์วันพิเศษ ลองลงมือประดิษฐ์ของขวัญแฮนด์เมดเก๋ๆ ที่สามารถเอาไว้ในรถได้ ไม่ว่าจะเป็นผ้าพันคอ ที่วางแก้วน้ำ ตุ๊กตาแต่งรถตัวเล็กๆ หมอนสักใบ เพราะทุกอย่างล้วนแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในความรักของเรา
แชร์รูปคู่รัก กับรถคู่ใจ
อย่าลืมถ่ายภาพของเราสองคนท่ามกลางบรรยากาศดีๆ ไปกับรถคันโปรดของเรา หรือลองเปิดท้ายรถนั่งสวีทแล้วตั้งกล้องถ่ายรูป ก็จะได้ความน่ารักไปอีกแบบ แล้วอัพลงโซเชียลเติมความหวานรับวาเลนไทน์ 2569
Your love makes me feel more alive than ever. Happy Valentine’s Day!
ความรักของเธอ ทำให้ฉันรู้สึกมีชีวิตชีวามากกว่าที่เป็น สุขสันต์วันวาเลนไทน์ !
Happy Valentine‘s Day to the most special person in my life. You are my love, my heart and my joy.
สุขสันต์วันวาเลนไทน์ แด่คนพิเศษในชีวิตของฉัน เธอคือความรัก คือหัวใจ คือความสุขของฉัน
Valentine’s Day and every day, I love you.
ไม่ว่าจะวันวาเลนไทน์ หรือทุกๆ วัน ฉันก็รักคุณ




























