ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์
ข่าวเด่นสัปดาห์นี้ เริ่มต้นด้วยดี อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ส่อเค้าดีเริ่มเห็นแววเติบโตตั้งแต่ต้นปี โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แถลงยอดผลิตดือนมกราคม 2569 ผลิตรถยนต์ 118,386 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.53 พร้อมสาระข่าวแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยครบถ้วนHighlight
ส.อ.ท. เผยยอดผลิตรถเดือนมกราคม เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.53

การผลิต
ผลิตเพื่อส่งออก
ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ
รถจักรยานยนต์
ยอดขาย
การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป
รถจักรยานยนต์
ข้อมูลจดทะเบียนที่ใช้เชื้อเพลิงต่างๆ เดือนมกราคม 2569 (เฉพาะ รย.1)
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท BEV เดือนมกราคม 2569
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท HEV เดือนมกราคม 2569
ยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงประเภท PHEV เดือนมกราคม 2569
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท BEV ณ วันที่ 31 มกราคม 2569
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท HEV ณ วันที่ 31 มกราคม 2569
ยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมประเภท PHEV ณ วันที่ 31 มกราคม 2569
...........................................................................................................................
MG ผลักดันแบรนด์สู่ Top 3 ภายในทศวรรษที่ 2
บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายรถยนต์ MG (เอมจี) ในประเทศไทย ขยับขึ้นสู่ Top 5 ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ปิดยอดขายปี 2025 ได้ตามเป้ากว่า 27,007 คัน ตั้งเป้าปี 2026 ยอดขาย 30,000 คัน ครองส่วนแบ่งการตลาด 5 % ในไทย ตั้งธงพาแบรนด์ทะยานสู่เป้าหมายใหญ่ Top 3 ตลาดยานยนต์ไทยภายในทศวรรษที่ 2 ควบคู่ไปกับการขยายตลาดส่งออกสู่ยุโรป ตอกย้ำการเป็นยนตรกรรมคุณภาพภายใต้มาตรฐานระดับโลก “Made in Thailand, For the World” ผสานกลยุทธ์ Glocal ดึงเทคโนโลยี และมาตรฐานระดับโลกสู่ผู้บริโภคคนไทย ยกระดับเป็นแบรนด์สู่ “ทางเลือกที่เปี่ยมด้วยคุณค่า” (Value Choice) วางแผนเปิดตัวรถใหม่ และรุ่นปรับโฉมอย่างต่อเนื่อง ประเดิมด้วยรถยนต์ไฟฟ้า 3 รุ่นใหม่ ในงานมอเตอร์โชว์นี้ ขณะเดียวกันเตรียมปล่อยแคมเปญเชิงกลยุทธ์ยกระดับงานบริการทุกมิติมุ่งสร้าง “ความเชื่อมั่น”
ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาด ด้วยพอร์ทโฟลิโอที่สมดุลทุกเทคโนโลยี
ในปี 2025 MG สามารถทำยอดจำหน่ายรวมกว่า 27,007 คัน เติบโตมากกว่า 57 % เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และก้าวขึ้นสู่แบรนด์อันดับ 5 ของตลาดรถยนต์ในประเทศไทย โดยมีสัดส่วนยอดขายทั้งหมดจากรถยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 80 % และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป และไฮบริด 20 % สะท้อนถึงผู้บริโภคที่เปิดใจกับรถยนต์ไฟฟ้า โดย New MG4 Electric (เอมจี 4 อีเลคทริค) ใหม่ มียอดจำหน่ายกว่า 11,000 คัน (46.4 %) ครองอันดับ 1 ยอดจดทะเบียนต่อเนื่อง 4 เดือน ตามด้วย New MG S5 EV (เอมจี เอส 5 อีวี) ใหม่ ยอดขายกว่า 4,920 คัน (19.9 %) คว้ารางวัล Thailand EV of The Year 2025 และ MG IM6 (เอมจี ไอเอม 6) กว่า 1,700 คัน (6.6 %) ซึ่งเป็นยอดขายสูงสุดนอกประเทศจีน ขณะที่กลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป และไฮบริดอย่าง MG5 (เอมจี 5) และ All New MG3 Hybrid+ (เอมจี 3 ไฮบริด พลัส) ใหม่ ยังมีบทบาทสำคัญในการรองรับผู้บริโภคที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า
ต๋า เซิน เซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จของ MG ไม่ได้วัดจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนจากความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคชาวไทยมีต่อแบรนด์อย่างต่อเนื่อง โดยกลยุทธ์ Glocal จะเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร และแบรนด์นับจากนี้ ด้วยการผสานเทคโนโลยีระดับโลก (Global) เข้ากับความเข้าใจตลาดเมืองไทย (Local) เพื่อสร้างคุณค่าที่จับต้องได้จริง และเติบโตอย่างยั่งยืน
เป้าหมายของ MG คือ การก้าวสู่การเป็นแบรนด์ Top of Mind ของคนไทย ซึ่งต้องอาศัยการวางแผน และก้าวนำอยู่เสมอ ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะในราคาที่สมเหตุสมผล ควบคู่ไปกับการบริการที่มีการยกระดับอย่างต่อเนื่องโดยมีแผนงานพัฒนาโชว์รูม และศูนย์บริการสู่การเป็น “User Relationship Operation Center” หรือ “ศูนย์กลางการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า” ไปจนถึงการดูแลลูกค้าตลอดวงจรการเป็นเจ้าของรถ
MG ถือเป็นแบรนด์แรกที่บุกเบิกในการวางรากฐานระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจรในประเทศไทย ตั้งแต่การพัฒนาเครือข่ายสถานีชาร์จอย่างต่อเนื่อง การยกระดับมาตรฐานการรับประกันแบทเตอรี และระบบขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน (EV Lifetime Warranty) ซึ่ง MG เป็นผู้บุกเบิกได้พลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างชัดเจน ทั้งยังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อรถของคนไทย การรับประกันนี้ตอบโจทย์ความกังวลของผู้บริโภคเรื่อง “ต้นทุนการเป็นเจ้าของรถ” โดยเปลี่ยนความไม่สบายใจให้เป็นความเชื่อมั่นที่จับต้องได้จริง โดย MG จะทำให้การรับประกันนี้กลายเป็นมาตรฐานที่ต้องมีสำหรับรถ EV ของ MG ทุกรุ่นที่จะเปิดตัวต่อจากนี้ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมด้านศูนย์บริการ และบุคลากร เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด EV ในระยะยาว พร้อมระบบบริหารจัดการอะไหล่ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจในการดูแลลูกค้าอย่างแท้จริง ตอกย้ำถึงความตั้งใจจริงของ MG กับคำมั่น “อยู่ในไทย เพื่อไทย” (In Thailand, For Thailand)
และจากนี้เป็นต้นไป MG จะให้ความสำคัญกับการเติบโตเชิงคุณภาพ (High-Quality Growth) โดยมุ่งเน้นคุณภาพผลิตภัณฑ์ มาตรฐานการผลิต ความปลอดภัย เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง และความพึงพอใจของลูกค้า มากกว่าการแข่งขันด้านราคาในระยะสั้น พร้อมยกระดับภาพลักษณ์สู่การเป็นแบรนด์ที่เป็น “ทางเลือกที่เปี่ยมด้วยคุณค่า” (Value Choice) ในใจผู้บริโภค นอกจากการจัดการภายในประเทศที่ครอบคลุมทั้งเรื่องผลิตภัณฑ์ และการบริการแล้ว MG ยังมีเป้าหมายในการขยายความยิ่งใหญ่สู่ตลาดสากล ด้วยการเตรียมส่งออกรถยนต์ MG ที่ผลิตจากประเทศไทย ไปจัดจำหน่ายในประเทศต่างๆ ในยุโรป ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของมาตรฐานคุณภาพระดับสากล และพิสูจน์ศักยภาพฐานการผลิตของไทย ตอกย้ำความภาคภูมิใจของ MG กับการนำเสนอ “Made in Thailand, For the World” สู่สายตาประชาคมโลก”
ปักธงภารกิจทะยานสู่ Top 3 กับเป้าหมายการเติบโต และวิสัยทัศน์ระยะยาวของ MG
สำหรับปี 2026 MG ได้กำหนดเป้าหมายทางธุรกิจไว้อย่างชัดเจน โดยตั้งเป้ายอดจำหน่ายรวมที่ 30,000 คัน พร้อมมุ่งครองส่วนแบ่งการตลาด 5 % ซึ่ง ณ ปัจจุบัน MG สามารถก้าวขึ้นมาอยู่ในกลุ่ม Top 5 ของตลาดรถยนต์ในประเทศไทยได้สำเร็จ ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาแบรนด์ และผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการวางระบบการดำเนินงานที่ครอบคลุม เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว พร้อมขับเคลื่อนสู่หมุดหมายสำคัญ ผลักดันแบรนด์สู่ Top 3 ภายในทศวรรษที่ 2
ซู๋ว์ หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แม้ปี 2026 จะยังเป็นปีที่ท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ด้วยทิศทางที่ชัดเจน และการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง MG จะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน โดย MG ได้กำหนดกรอบกลยุทธ์หลัก 4 ด้าน เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน
1. การยกระดับแบรนด์ในระยะยาว
MG มุ่งเน้นการส่งมอบมาตรฐานที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมทั้งด้านผลิตภัณฑ์ การบริการ และประสบการณ์ของผู้บริโภคในทุกมิติ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นในระยะยาว พร้อมเน้นย้ำจุดยืนของแบรนด์ และยนตรกรรมที่เป็น “ทางเลือกที่เปี่ยมด้วยคุณค่า” (Value Choice) ซึ่งสะท้อนความเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจ และจับต้องได้จริงสำหรับผู้บริโภคชาวไทย
2. การพัฒนาพอร์ทโฟลิโอผลิตภัณฑ์แบบครอบคลุมทุกเทคโนโลยี ภายใต้กลยุทธ์ Dual Track
ภายใต้กลยุทธ์ “Dual Track” MG เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งกลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กันอย่างชัดเจน พร้อมเปิดตัวรถใหม่อย่างต่อเนื่องในแต่ละไตรมาส เพื่อสร้างความสดใหม่ให้แก่ตลาด พร้อมรักษาความต่อเนื่องของไลน์อัพสินค้า และทำให้ผลิตภัณฑ์ของ MG ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคครอบคลุมในทุกเซกเมนท์ รวมถึงการนำ “เทคโนโลยีอัจฉริยะ” มาเป็นแกนหลักในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความแตกต่าง และยกระดับมาตรฐานตลาดรถยนต์ไทย ในปี 2026 MG มีแผนขยายพอร์ทโฟลิโอรถยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่งานมอเตอร์โชว์ ด้วยการเปิดตัว MG IM5 ในกลุ่มพรีเมียมอีวี พร้อมด้วย New MG Maxus 9 MCE (เอมจี แมกซัส 9 เอมซีอี) ใหม่ ในกลุ่ม e-MPV และ New MG4 Electric Minorchange (เอมจี 4 อีเลคทริค ไมเนอร์เชนจ์) ใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ไลน์อัพยอดนิยมของแบรนด์
ภายในไตรมาสที่ 2 มีแผนเปิดตัวรถ EV ในกลุ่ม B-Segment สำหรับตลาดหลัก พร้อมพัฒนาปรับปรุงรุ่นปัจจุบันให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวไทยมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน MG จะเดินหน้าเทคโนโลยี Hybrid+ อย่างต่อเนื่อง และเตรียมเปิดตัวรถไฮบริดรุ่นใหม่ภายในปีนี้ เพื่อสนับสนุนลูกค้าในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า นอกจากนี้ ในปี 2027 MG มีแผนเปิดตัวรถใหม่รวม 5 รุ่น โดยย้ำจุดยืนชัดเจนว่า ไม่ได้มุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนรุ่นเพียงอย่างเดียว แต่จะเปิดตัว “รถที่ใช่ ในเซกเมนท์ที่ใช่ และในเวลาที่เหมาะสม”
3. กลยุทธ์ Glocal นำแนวคิดที่สำเร็จมาประยุกต์ใช้ในไทย
MG พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Glocal อย่างเต็มขั้น ด้วยการผสานมาตรฐาน และความสำเร็จระดับโลกเข้ากับความเข้าใจตลาดไทยอย่างลึกซึ้ง ไม่เพียงในด้านการผลิตเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงแนวทางการตลาด และการขาย โดยประยุกต์แนวคิด และโมเดลที่ประสบความสำเร็จในระดับสากลมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เช่น การนำแนวคิด Live Commerce มาใช้กับแบรนด์รถยนต์ เพื่อเพิ่มช่องทางการขาย ขยายฐานลูกค้า และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้บริโภคไทยในยุคดิจิทอล
4. มุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพอย่างยั่งยืน
MG มุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพในทุกมิติ ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งของการดำเนินงาน ยกระดับมาตรฐานการบริการ และพัฒนาศักยภาพผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และความมั่นใจในระยะยาวให้แก่ลูกค้า และพันธมิตร ในปีนี้ MG ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับประสบการณ์ และความผูกพันกับลูกค้า โดยเพิ่มความถี่ของกิจกรรม CRM และจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ทั้งกิจกรรมขนาดเล็กแนวไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างความใกล้ชิด และคอมมูนิทีของผู้ใช้รถยนต์ MG รวมถึงกิจกรรมให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้การใช้งานรถอย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมเตรียมจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ เช่น EV Rally เพื่อรวมกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า MG และขยายการเข้าถึงลูกค้าไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะในกรุงเทพฯ
ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกจนตลอดการใช้งาน
ขณะเดียวกัน MG ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และบริการหลังการขายอย่างเป็นระบบ ผ่านการขยายเครือข่ายศูนย์บริการโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 130 แห่งทั่วประเทศ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้า การบริหารจัดการอะไหล่อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการนำดิจิทอลพแลทฟอร์มมาช่วยดูแลลูกค้าแบบครบวงจร ตั้งแต่การนัดหมาย การติดตามสถานะการซ่อม ไปจนถึงการรับฟังเสียงลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพึงพอใจ และความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว
พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นอกจากในด้านผลิตภัณฑ์แล้ว ปีนี้ MG จะยกระดับคุณภาพการบริการอย่างเข้มข้น และจริงจัง โดยจะมีความเคลื่อนไหวสำคัญของ MG ที่มุ่งสร้างอีกหนึ่งจุดเปลี่ยน นั่นคือ การสร้างความพึงพอใจด้วยการยกระดับประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า ด้วยแคมเปญเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับการบริการที่เข้มข้นขึ้น มุ่งหวังให้ทุกคนที่เข้ามาใช้บริการกับ MG ได้รับนอกเหนือจากความสะดวกสบาย แต่คือ รอยยิ้ม และความพึงพอใจในทุกจุด ตั้งแต่ก่อนการเป็นเจ้าของรถ ไปจนถึงการใช้งานในระยะยาว โดยแผนงานนี้ครอบคลุมทั้งด้านการขาย การบริการ และบริการหลังการขาย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงของการเป็นลูกค้า MG
พร้อมกันนี้ ยังมีการพัฒนาศักยภาพผู้จำหน่าย ทีมขาย และทีมบริการอย่างรอบด้าน และการนำเทคโนโลยีมาใช้ตอบสนองบริการหลังการขาย ซึ่งเราได้เตรียมระบบ e-Workshop เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลกับผู้จำหน่ายสำหรับติดตามงานบริการแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดขั้นตอนการตรวจสอบ รองรับการเก็บข้อมูลในระยะยาว และให้การบริการที่สมบูรณ์แบบ โดยจะเริ่มใช้งานกับผู้จำหน่ายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และจะขยายสู่ศูนย์บริการทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงการทำการนัดหมายเข้าศูนย์บริการ และแจ้งสถานะการบริการแบบเรียลไทม์ผ่านระบบ Line OA เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า โดยมีแผนเริ่มใช้งานในช่วงกลางปีนี้เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าแบบ End-to-End
นอกจากงานบริการแล้ว MG ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการอะไหล่ด้วยระบบสั่งด่วนภายใน 24 ชม. ซึ่งปัจจุบันมีอัตราจ่ายอะไหล่ครั้งแรกสูงถึง 99.38 % ช่วยลดเวลารถค้างซ่อม และสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ MG ยังจะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาชั้นนำ อาทิ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ด้วยการจัดตั้งศูนย์วิจัยยานยนต์ และการเรียนรู้ยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร ในการร่วมกันสร้าง และพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่วงการยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่อง MG เชื่อว่าความสำเร็จของแบรนด์ในระยะยาว จะเกิดจากมาตรฐานที่สม่ำเสมอทั่วประเทศ ทั้งสินค้า บริการ และระบบสนับสนุนต่างๆ เพื่อให้ MG เติบโตไปพร้อมกับลูกค้า และอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างมั่นคง และยั่งยืน”
---------------------------------------------------------------------------------------------------------
MGC-Asia ปี 2568 เติบโตโดดเด่น
บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-Asia เผยผลการดำเนินงานปี 2568 เติบโตโดดเด่น ทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจในระบบนิเวศ Mobility Ecosystem เชื่อมโยงตั้งแต่การจำหน่ายยานยนต์พรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจการเงิน ประกันภัย บริการหลังการขาย และรถเช่า ช่วยสร้างรายได้ประจำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทมีฐานกำไรที่แข็งแรง และเสถียรภาพสูง ทั้งยอดขายยานยนต์พรีเมียม การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า รายได้ประจำจากบริการ (Recurring Income) การฟื้นตัวของธุรกิจการเงิน และประกันภัย ส่งผลให้อัตรากำไร และกระแสเงินสดของกลุ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ยึดหลักการมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยปีนี้เป็นการเริ่มบันทึกหน้าใหม่ เพื่อก้าวเข้าสู่การดำเนินธุรกิจยุคอนาคต
ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ปคอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา เป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีของ MGC-Asia จากการที่เราเติบโตมาอย่างมั่นคง ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา และทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ ซึ่งเป็นผลจากระบบนิเวศ Mobility Ecosystem ด้วยโครงสร้างแบรนด์พอร์ทโฟลิโอ ที่ได้ถูกจัดวางอย่างดี เพื่อเกื้อหนุนธุรกิจร่วมกัน พร้อมสร้างกลยุทธ์ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าที่นำโดยเทคโนโลยี (Technology-led Differentiation) และมาตรฐานการบริการแบบครบวงจรครอบคลุมในทุกมิติ สร้างโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงส่งเสริมให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับพันธมิตรของเราทุกๆ ราย อีกทั้งกระแสรถยนต์ไฟฟ้ายังได้รับความนิยม ส่งผลให้บริษัทมีกำไรต่อเนื่อง รวมถึงความไว้วางใจจากลูกค้ามากกว่า 700,000 รายพร้อมพันธมิตรทางธุรกิจที่ช่วยขับเคลื่อนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ อันส่งผลให้ธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และยั่งยืน
แบรนด์พอร์ทโฟลิโอ จัดวางอย่างลงตัว เกื้อหนุนธุรกิจร่วมกัน
การเติบโตของ MGC-Asia เป็นผลจากการวางกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจภายใต้ Mobility Ecosystem และการจัดโครงสร้างแบรนด์พอร์ทโฟลิโออย่างลงตัว อาทิ BMW (บีเอมดับเบิลยู) ซึ่งกำลังก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีใหม่ ผ่านพแลทฟอร์ม "Neue Klasse" ภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่ แบทเตอรีเจเนอเรชัน 6 ประสิทธิภาพสูง ประสบการณ์ดิจิทอลยุคใหม่ และแนวคิดความยั่งยืน ขณะเดียวกัน MINI (มีนี) กำลังก้าวเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ความสำเร็จในการทำตลาดรถยนต์พรีเมียมของกลุ่มบริษัท โดยเฉพาะ BMW I7 (ไอ 7) สะท้อนความเชี่ยวชาญในการบริหารผลิตภัณฑ์ระดับลักชัวรี ซึ่งเป็นฐานสำคัญต่อการเติบโตในระยะกลาง และระยะยาว รวมถึงรถยนต์ Honda (ฮอนดา) ที่เพิ่งเปิดตัวรุ่น Step WGN (สเตพ แวกอน) รถยนต์อเนกประสงค์ยอดนิยมโฉมใหม่
กลยุทธ์ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ที่นำโดยเทคโนโลยีใหม่
รถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท มุ่งเน้นการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีนระดับพรีเมียม คือ Xpeng (เสี่ยวเผิง) และ Zeekr (ซีเคอร์) โดยใช้แนวทาง Technology-led Differentiation เน้นคุณค่าจากคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ และสมาร์ทเทคโนโลยี แทนการแข่งขันด้านราคา ซึ่งทั้ง 2 แบรนด์ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคในประเทศไทย พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ อีกทั้งมีแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น ที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานอย่าง Honda ที่เปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้ารุ่น e:N1 (อี:เอน 1) ที่มาพร้อมเทคโนโลยี และประสิทธิภาพครบครัน
บริการมาตรฐาน และครบวงจร ครอบคลุมทุกมิติ
กลุ่มธุรกิจบริการหลังการขาย ยังคงสร้างรายได้ และกำไรอย่างต่อเนื่อง ด้วยเครือข่ายศูนย์บริการ BMW, MINI และ Honda รวมถึง MMS ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรมาตรฐานสากล 19 สาขาทั่วประเทศ ช่วยสร้างฐานกำไรที่มั่นคงในระยะยาว
ธุรกิจรถเช่า Sixt Thailand เติบโตต่อเนื่อง โดยบริษัทเป็นผู้บุกเบิกบริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมรายแรกในประเทศไทย และปี 2568 บริษัทเพิ่มรถ Xpeng และ Zeekr ทั้งรูปแบบเช่าระยะยาว และระยะสั้น เปิดโอกาสให้ลูกค้าทดลองใช้เทคโนโลยี EV ก่อนตัดสินใจซื้อ สร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจรถเช่า และธุรกิจจำหน่ายอย่างชัดเจน พร้อมบริหารอายุสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาผลตอบแทนระยะยาว
ธุรกิจการเงิน และประกันภัยกลับเข้าสู่รอบเติบโต หลังผ่านวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยพอร์ทสินเชื่อ Alpha X ที่เน้นกลุ่ม High Net Worth ผ่าน Wealth Lending และธุรกิจประกันภัย Howden Maxi มีรายได้ค่าธรรมเนียมประกันภัยเติบโตต่อเนื่อง ครอบคลุมใบอนุญาตนายหน้าประกันภัยนิติบุคคล ครบทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ ประกันวินาศภัยประกันภัยต่อ และประกันชีวิต นำเสนอทางเลือกที่มีความหลากหลาย และสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ครอบครอง
ขณะที่ MGC-Mobilife พแลทฟอร์มลอยัลทีโปรแกรมสำหรับลูกค้าในเครือ พร้อมมอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับ กับของรางวัลพิเศษหลากหลายประเภท ที่ลูกค้าสามารถนำคะแนนสะสมจากการซื้อยานยนต์ หรือใช้บริการบริษัทในเครือฯ มาแลกรับสิทธิพิเศษด้านต่างๆ อาทิ สุขภาพ, การท่องเที่ยว และอื่นๆ
พัฒนาเพื่อยกระดับ
MGC-Asia มีเครือข่ายโชว์รูม และศูนย์บริการรวม 20 แบรนด์ในประเทศไทย และอยู่ระหว่างขยายเพิ่มตามภูมิภาค บริษัทมีเครือข่าย Sixt ใน สปป.ลาว 2 สาขา และมาเลเซีย 8 สาขา รวมทั้งหมด 130 สาขา พื้นที่ใช้สอยกว่า 290,000 ตรม. พร้อมเครือข่ายบริการหลังการขาย 44 สาขาทั่วประเทศ 331 ช่องซ่อม และช่างเทคนิคที่ผ่านมาตรฐานจากบริษัทผู้ผลิต 324 ท่าน รวมจำนวนช่างที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า ดำเนินงานผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Alliance) กับพันธมิตรธุรกิจ ซึ่งช่วยขยายการดำเนินงานได้อย่างลงตัว
บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานในองค์กรให้สูงขึ้นในทุกระดับตำแหน่ง ผ่านการฝึกอบรมเชิงช่าง และ Soft Skills รวมถึง AI ให้เหมาะสมกับการทำงานในปัจจุบัน เสมือนเป็นการติดอาวุธทางความคิด เพื่อให้พร้อมต่อการเติบโตในหน้าที่การงาน และล่าสุด Millennium Auto Group คว้ารางวัล Sustainable Awards 2025 สาขา "Outstanding Contribution to CO2 Reduction" จาก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนด้วยการลดการปล่อยคาร์บอน ผ่านการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ลดค่าไฟได้ 35 % ปรับไฟเป็นแอลอีดี ลดการใช้ไฟฟ้า 5.4 % ใช้ระบบดิจิทอลลดกระดาษ และปลูกป่า 10 ต้น/รถ 1 คันที่ส่งมอบ
MGC-Asia ผ่านการประเมิน SET ESG Ratings ประจำปี 2568 เป็นปีแรก ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม โดยเป็น 1 ใน 265 บริษัทจดทะเบียนที่ได้รับการประกาศผลการประเมินจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) สะท้อนถึงศักยภาพ และความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างสมดุลอย่างดีเยี่ยมในทุกมิติ ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
...........................................................................................................................
Changan Thailand เปิดกลยุทธ์ปี 2026 ดัน “Nevo” รุกตลาด
Changan Automobile จัดงาน Changan Thailand 2026 Press Conference and New Brand Launch ประกาศกลยุทธ์ และทิศทางการดำเนินธุรกิจของ Changan Automobile พร้อมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ Changan Nevo (ฉางอัน นีโว) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “The Smart Mobility Home” นำเสนอประสบการณ์การเดินทางอัจฉริยะสำหรับครอบครัวยุคใหม่ นอกจากนี้ Changan ยังได้ประกาศแผนธุรกิจประจำปี 2026 ตั้งเป้าหมายก้าวสู่ Top 3 แบรนด์รถยนต์จีนชั้นนำในประเทศไทย ตั้งเป้ายอดขายรวมทั้งปี 30,000 คัน ผ่านกลยุทธ์ “Double Strategy” เน้นเพิ่มยอดขายเป็น 2 เท่า ควบคู่กับการขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย เพิ่มจำนวนโชว์รูม และศูนย์บริการมากขึ้น เติมเต็มพื้นที่เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
เติ้ง จื้อเทา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซาท์อีส เอเชีย จำกัด กรรมการผู้จัดการ และประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ คอมโพเนนท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในปี 2025 ที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญของ Changan Automobile ในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ “Vast Ocean Plan หรือการขยายธุรกิจสู่ระดับโลก” โดยบริษัทฯ ได้ปักหมุดประเทศไทยเป็น Strategic Location สำหรับ Changan ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะยกระดับบทบาทของ Changan บนเวทีโลก โดยหนึ่งในก้าวสำคัญของ Changan ในประเทศไทย คือ การเปิดโรงงาน Changan Automobile จังหวัดระยอง อย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2025 ปักหมุดเป็นฐานการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่แห่งแรกนอกประเทศจีน และศูนย์กลางการผลิตสำหรับตลาดอาเซียน และตลาดรถพวงมาลัยขวาทั่วโลก นับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันกลยุทธ์ “Vast Ocean Plan” ของบริษัท และภายในปีเดียวกันเดือนธันวาคม โรงงานแห่งนี้สามารถส่งออกรถยนต์ลอทแรกไปยังยุโรปได้สำเร็จ สะท้อนถึงศักยภาพของโรงงานในไทย อีกทั้งตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตระดับโลก ภายใต้แนวคิด “Made in Thailand, Sold Globally”
ยิ่งไปกว่านั้น Changan Automobile ประเทศจีน ยังได้ประกาศ Milestone ใหม่ ฉลองการผลิตรถยนต์ทะลุ 30 ล้านคัน ทำให้ Changan ก้าวขึ้นสู่ Top 10 ผู้ผลิตรถยนต์ของโลกในฐานะแบรนด์รถยนต์จีนที่สามารถสร้างสถิติยอดการผลิต และยอดขายสะสมมากกว่า 30 ล้านคันได้เร็วที่สุด”
คริส วู ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดประจำประเทศไทย และรองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2025 Changan Thailand มียอดขายรวมทั้งหมด 14,065 คัน เติบโต 80.9 % เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และอยู่ในอันดับ 4 ของแบรนด์รถยนต์จีนในประเทศไทย หลังก้าวเข้าลงทุนในประเทศไทยได้เพียง 2 ปี สะท้อนความแข็งแกร่งในการวางรากฐานการเข้าสู่ตลาดประเทศไทย อีกทั้งตัวผลิตภัณฑ์ และช่วงราคามีความเหมาะสมกับตลาดไทย ทำให้ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้บริโภค นอกจากนี้ เรายังดำเนินกลยุทธ์การสร้างคอมมูนิทีของผู้ใช้รถ Changan ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้ชาวไทยกลุ่มแรกที่ให้การยอมรับ และเชื่อมั่นในแบรนด์ Changan มีส่วนช่วยผลักดันการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ให้แก่บริษัทฯ อีกด้วย
ปี 2025 ถือเป็นปีแห่งการวางรากฐานที่มั่นคง สำหรับปี 2026 คือ ปีแห่งการยกระดับโครงสร้างสู่การเติบโต มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพ มากกว่าปริมาณ
บริษัทได้วาง 4 กลยุทธ์หลักที่จะขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย ดังนี้ ได้แก่
1) Dual-Brand Synergy : การเสริมพลังของ 2 แบรนด์หลัก Deepal (ดีพอล) และ Nevo ที่ไม่ใช่การแข่งขันกันเอง
Deepal-แบรนด์สำหรับคนรุ่นใหม่
โดดเด่นด้วยดีไซจ์นทันสมัย โฉบเฉี่ยว พร้อมมอบประสบการณ์เทคโนโลยีอัจฉริยะที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ด้านเทคโนโลยี
Nevo-แบรนด์สำหรับกลุ่มครอบครัวยุคใหม่
ออกแบบเพื่อครอบครัวยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “The Smart Mobility Home” มุ่งเน้นความสะดวกสบาย ความน่าเชื่อถือปลอดภัย และคุ้มค่า เพื่อตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวที่ใช้รถยนต์พลังงานใหม่ (NEV)
ทั้ง 2 แบรนด์จะครอบคลุมช่วงราคาตั้งแต่ 400,000-1,400,000 บาท สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจน แทนการแข่งขันกันเอง
2) Building a Sustainable Product Matrix : กลยุทธ์สร้างพอร์ทผลิตภัณฑ์ที่เติบโตอย่างยั่งยืน โดยโฟคัสที่ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ Lumin (ลูมิน)-รุ่นที่เป็นประตูสู่การเข้าถึงลูกค้าใหม่ ด้วยภาพลักษณ์รถไฟฟ้าสำหรับการเดินทางในเมือง, Deepal S05-ผลิตภัณฑ์หลักที่ช่วยสร้างยอดขายบริษัท ช่วยเสริมความแข็งแกร่งในตลาดเอสยูวี, Deepal New S07-จัดอยู่ในกลุ่มระดับกลางถึงบน และ Nevo Q05-ตัวเร่งเครื่องการเติบโตของ Changan ในปี 2026 มุ่งเจาะตลาดรถยนต์พลังงานใหม่สำหรับครอบครัว
นอกจากนี้ บริษัทฯ จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมโดยอัพเกรดรุ่นรถ การเพิ่มความถี่ของการอัพเดทระบบซอฟท์แวร์ OTA และการบริหารจัดการ Product Life-Cycle เพื่อรักษาความสดใหม่ และยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
ในปี 2027 บริษัทฯ ยังมีแผนเปิดตัวเอสยูวีรุ่นใหม่อีก 2 รุ่น เพื่อรักษาความต่อเนื่องของผลิตภัณฑ์ และขับเคลื่อนนวัตกรรมในตลาด
3) Service System : ยกระดับบริการหลังการขายใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการ โดยตั้งเป้าอัตราซ่อมสำเร็จครั้งแรก และความพร้อมของอะไหล่ให้ได้มากกว่า 93 %, จัดตั้งศูนย์เทคนิคด้าน “Battery, E-Drive และ E-Control” ครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า และเพิ่มศักยภาพด้านบริการหลังการขายของดีเลอร์
4) Enhance Trust-Based Relationships : เดินหน้าพัฒนาแบรนด์ผู้ใช้ “withU” ซึ่งเป็นคอมมูนิทีผู้ใช้รถของ Changan ยกระดับความสัมพันธ์กับลูกค้าให้เป็นมากกว่าผู้ซื้อ-ผู้ขาย เปลี่ยนจาก “เจ้าของรถ” ให้กลายเป็น “Brand Ambassador” เพื่อสร้าง Ecosystem ความเชื่อมั่นของลูกค้าผู้ใช้จริง
5) Channel Strategy : Balancing Scale Expansion and Healthy Operation : สร้างรากฐานพันธมิตร และพัฒนาช่องทางการจำหน่ายของดีเลอร์ ตั้งเป้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเป็น 100 แห่ง ครอบคลุม 60 จังหวัดทั่วประเทศ เจาะลึกครอบคลุมทุกพื้นที่หลักในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล พร้อมผลักดันมาตรฐานโชว์รูม Changan 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ
..........................................................................................................................
Hyundai ประกาศแต่งตั้งคนไทยรับตำแหน่ง
จาการ์ตา กรุงเทพฯ มะนิลา กัวลาลัมเปอร์ ฮานอย, Hyundai Motor Asia Pacific ประกาศแต่งตั้ง ยุคนธร วิเศษโกสิน (วิกกี) ดำรงตำแหน่ง ประธานอาเซียน (Asean President) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2026 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เธอจะรับผิดชอบการบริหารการดำเนินงานแบบบูรณาการของ Hyundai (ฮันเด) ในภูมิภาคอาเซียน ครอบคลุมอินโดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม พร้อมรายงานตรงต่อ ดอน โรมาโน ประธาน Hyundai Motor Asia Pacific
ในบทบาทใหม่นี้ วิกกี จะทำหน้าที่เป็นผู้นำองค์กรอาเซียนแบบบูรณาการของ Hyundai Asean โดยรับผิดชอบการถ่ายทอดทิศทาง และกลยุทธ์จากสำนักงานใหญ่เอเชียแปซิฟิค สู่การดำเนินงานในระดับภูมิภาคอย่างเป็นเอกภาพ ขับเคลื่อนการทำงานให้เชื่อมโยง และสอดคล้องกันในทุกประเทศ พร้อมผลักดันการเติบโตที่มั่นคง และยั่งยืนในระยะยาวทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญตลาดอาเซียนที่มีความเข้าใจเชิงลึกจากประสบการณ์จริง ด้วยประสบการณ์ผู้นำระดับอาวุโสกว่า 20 ปี ในอุตสาหกรรมยานยนต์ และธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ล่าสุดในตำแหน่ง President, Asean Markets และ Asia Pacific Distributor Markets ที่ Ford (ฟอร์ด) เธอมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการขยายธุรกิจในหลายประเทศ เสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายการดำเนินงาน และสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดที่มีการแข่งขันสูงทั่วทั้งภูมิภาค
ดอน โรมาโน ประธาน Hyundai Motor Asia Pacific กล่าวว่า ความเชี่ยวชาญในระดับภูมิภาค ศักยภาพความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง และความเข้าใจตลาดอาเซียนอย่างลึกซึ้งของวิกกี้ ทำให้เธอมีความเหมาะสมอย่างยิ่งในการขับเคลื่อน Hyundai สู่การเติบโตในระยะถัดไปของภูมิภาคนี้ การแต่งตั้งครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการยกระดับ และสนับสนุนบทบาทผู้นำสตรีในระดับโลกของ Hyundai ควบคู่กับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์กรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ยุคนธร วิเศษโกสิน กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ Hyundai Motor Asia Pacific และตื่นเต้นที่จะได้ทำงานร่วมกับทีมงานทั่วทั้งอาเซียน เราจะร่วมกันยกระดับความแข็งแกร่งของการดำเนินงานในระดับภูมิภาค เดินหน้าเร่งการเปลี่ยนผ่านองค์กรให้สอดรับกับทิศทางอุตสาหกรรม และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาวให้แก่ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจของเรา
การแต่งตั้งครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ Hyundai Motor Asia Pacific ในการยกระดับองค์กรอาเซียนให้ทำงานอย่างบูรณาการมากยิ่งขึ้น เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และเสริมความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต เพื่อวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของ Hyundai ในภูมิภาคในระยะยาว
...........................................................................................................................
Harley-Davidson เปิดตัว 4 โมเดล Sport Touring
Harley-Davidson (ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน) สร้างปรากฏการณ์ปี 2569 เข้าร่วมการแข่งขัน “MotoGP Thailand 2026” เป็นปีที่ 3 ตอกย้ำรากฐานอันยาวนานของแบรนด์ในวงการมอเตอร์สปอร์ทที่มีมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบประสบการณ์สุดตื่นเต้น และเร้าใจให้แก่เหล่านักขับขี่ และแฟนๆ จากทั่วโลก กับการเปิดตัวมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ล่าสุดปี 2026 จำนวน 4 รุ่น จากตระกูล Sport Touring เป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ บูธ Harley-Davidson
ภายใน MotoGP Fan Village สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิท จังหวัดบุรีรัมย์ นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงไลน์อัพมอเตอร์ไซค์ระดับพรีเมียมที่ได้รับความนิยมสูงสุดของแบรนด์ ควบคู่กับกิจกรรมสุดเอกซ์คลูซีฟมากมายที่จะมาเติมเต็มประสบการณ์ให้แก่ผู้ร่วมงานได้อย่างเต็มอิ่มตลอด 3 วัน
เปิดตัวมอเตอร์ไซค์ไลน์อัพ Sport Touring รุ่นใหม่ล่าสุดปี 2026 เป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเผยโฉมอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเอเชียของมอเตอร์ไซค์ตระกูล Sport Touring รุ่นใหม่ปี 2026 ทั้ง 4 รุ่น
CVO Street Glide ST (ซีวีโอ สตรีท กไลด์ เอสที) รุ่นใหม่ล่าสุด, CVO Road Glide ST (ซีวีโอ โรด กไลด์ เอสที), Low Rider ST (โลว์ ไรเดอร์ เอสที) และ Pan America 1250 ST (แพน อเมริกา 1250 เอสที) ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากสื่อมวลชน ลูกค้า และแฟนๆ โดยมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่เหล่านี้อัดแน่นด้วยนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ขับขี่ที่มองหาพละกำลัง และสมรรถนะโดยเฉพาะ พร้อมไฮไลท์การอัพเกรดของไลน์อัพ CVO ได้แก่ เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 121 High Output ที่ให้แรงบิดเพิ่มขึ้น และอัตราเร่งตอบสนองฉับไว รวมถึงระบบกันสะเทือนใหม่ที่ยกระดับขึ้น เพื่อการควบคุมที่แม่นยำ และความสบายที่มากขึ้นบนเส้นทางสุดท้าทาย
เริ่มวางจำหน่ายพร้อมเปิดราคาในไทยอย่างเป็นทางการ ก่อนเดินหน้าขยายสู่ตลาดเอเชียในเร็วๆ นี้
มอเตอร์ไซค์ตระกูล Sport Touring รุ่นใหม่ปี 2026 ทั้ง 4 รุ่น พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้ววันนี้ โดยมีราคาดังนี้
CVO Street Glide ST ราคาเริ่มต้น 3,265,000 บาท
CVO Road Glide ST ราคาเริ่มต้น 3,225,000 บาท
Low Rider ST ราคาเริ่มต้น 1,260,000 บาท
Pan America 1250 ST ราคาเริ่มต้น 880,000 บาท
อีกทั้งตัวแทนจำหน่าย Harley-Davidson ในประเทศไทยจะเปิดให้ลูกค้า และแฟนๆ ชาวไทยได้สัมผัส Sport Touring รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมกับรุ่นอื่นๆ ที่ยังคงวางจำหน่ายในปีนี้อย่างใกล้ชิด ภายในงาน Open House ณ ตัวแทนจำหน่ายทุกสาขาทั่วประเทศ ในวันที่ 7 มีนาคม 2569 โดยมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ล่าสุดปี 2026 ทุกรุ่นจะมีการเปิดตัวในตลาดเกิดใหม่ของเอเชียอย่างเต็มรูปแบบเร็วๆ นี้
เปิดฉากการแข่งขันระดับโลกครั้งแรกของมอเตอร์ไซต์ประเภทแบกเกอร์ “Harley-Davidson Bagger World Cup” พร้อมกระทบไหล่ “Dimas Ekky Pratama” นักบิดชาวอินโดนีเซียจากทีม Niti Racing อย่างใกล้ชิด นอกจากการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน “MotoGP Thailand 2026” แล้ว Harley-Davidson ยังเดินหน้าขยายบทบาทบนเวทีการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการแข่งขัน “Harley-Davidson Bagger World Cup” ซึ่งได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจาก “สหพันธ์จักรยานยนต์ระหว่างประเทศ” (Fédération Internationale de Motocyclisme หรือ FIM) และพัฒนาร่วมกับ MotoGP
การแข่งขันดังกล่าวเป็นการแข่งขันระดับโลกครั้งแรกที่จัดขึ้นสำหรับมอเตอร์ไซค์ประเภทแบกเกอร์ของ Harley-Davidson สมรรถนะสูงโดยเฉพาะ ซึ่งจัดแข่งขันรวม 6 สนาม ในการแข่งขันรูปแบบสุดสัปดาห์ทั่วทวีปอเมริกาเหนือ และยุโรป ทั้งนี้ ทุกทีมที่เข้าร่วมจะแข่งขันด้วยมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson ที่ได้รับการพัฒนาโดยทีม Harley-Davidson Factory Racing โดย ทีม Niti Racing จะเข้าร่วมการแข่งขันในฐานะทีมแรกจากอินโดนีเซีย และตัวแทนจากเอเชียที่ได้ลงแข่งขันบนเวที MotoGP นำทัพลงสนามโดยนักแข่งชาวอินโดนีเซียมากประสบการณ์ที่มาพร้อมเป้าหมาย และความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่สำหรับฤดูกาลเปิดตัวอย่าง “Dimas Ekky Pratama” ผู้ผ่านการแข่งขันระดับนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแข่งขัน “FIM Moto2 World Championship” โดยภายในงาน “MotoGP Thailand 2026” ที่ผ่านมา Dimas ได้มาร่วมพบปะสื่อมวลชน และแฟนๆ พร้อมร่วมกิจกรรมแจกลายเซ็น ณ บูธ Harley-Davidson เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้พบปะพูดคุยอย่างใกล้ชิด
ครบทั้งความตื่นเต้น และเอกลักษณ์ มอบประสบการณ์รอบด้านใน “MotoGP Thailand 2026” ตลอดสุดสัปดาห์
การแข่งขัน “MotoGP Thailand 2026” ทั้ง 3 วัน บูธ Harley-Davidson นับเป็นหนึ่งในไฮไลท์สำคัญภายใน MotoGP Fan Village ด้วยการจัดแสดงมอเตอร์ไซค์ระดับพรีเมียมควบคู่กับกิจกรรมอินเตอร์แอคทีฟที่มีความหลากหลาย อาทิ Moto Simulator ที่มอบประสบการณ์ผ่าน CVO Road Glide ST รวมถึงการจัดแสดงมอเตอร์ไซค์รุ่นที่มีความโดดเด่นอย่าง Road Glide และ Pan America เวอร์ชันปรับแต่งเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ ที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ร่วมงานได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ผู้เข้าชมยังได้สัมผัสคอลเลคชัน Harley-Davidson Factory Racing ซีซันที่ 2 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากสนามแข่ง ผสมผสานวัสดุที่เน้นสมรรถนะเข้ากับสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างลงตัว จากองค์ประกอบทั้งหมดนี้ ทำให้ภายในบูธ Harley-Davidson กลายเป็นประสบการณ์สุดพิเศษสำหรับสื่อมวลชน แฟนๆ และผู้ร่วมงาน ให้ได้สัมผัสความหลงใหลของ Harley-Davidson ทั้งด้านสมรรถนะ นวัตกรรม และวัฒนธรรมการขับขี่ได้อย่างรอบด้าน ตอกย้ำบทบาทของ Harley-Davidson บนเวที “MotoGP Thailand 2026” ในฐานะแบรนด์ที่เชื่อมโยงโลกของไลฟ์สไตล์ และมอเตอร์สปอร์ทเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีเสน่ห์ และทรงพลัง


































