บทความ
Passenger Display หน้าจอผู้โดยสารล้ำสมัยแต่รบกวนสายตา ?

ในยุคที่หน้าจอสัมผัสมีการใช้งานในรถยนต์อย่างแพร่หลาย การใช้งานมีเพื่อสร้างความบันเทิง และให้ประสบการณ์แปลกใหม่แก่ผู้โดยสาร มีให้เลือกทั้งรถบ้านยันซูเพอร์คาร์ หลายคนกลับมองอีกแง่หนึ่งว่า สิ่งนี้ล้ำสมัยจริงแต่เป็นการรบกวนผู้ขับขี่หรือไม่Highlight
ในยุคที่เทคโนโลยียานยนต์ก้าวล้ำไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งในเทรนด์ที่กำลังมาแรงที่สุด คือ การติดตั้ง "Passenger Display" หรือหน้าจอความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารตอนหน้า ซึ่งเราเริ่มเห็นได้บ่อยขึ้นในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ตั้งแต่รถซีดาน รถเอสยูวีไปจนถึงซูเพอร์คาร์หรู แต่คำถามที่ตามมา คือ สิ่งนี้คือความอัจฉริยะที่ช่วยยกระดับการเดินทาง หรือเป็นเพียงการประโคมเทคโนโลยีที่สร้างความรบกวนกันแน่ ?
ค่ายรถหรูต่างพากันติดตั้งจอนี้เป็นจุดขาย หน้าที่ของมันคือแสดงผลข้อมูลผู้โดยสารสามารถรับชมวีดีโอสตรีมมิงได้โดยไม่ต้องถือโทรศัพท์ หรือแทบเลทให้เมื่อยมือ เปรียบเสมือนจอหลังเบาะบนเครื่องบินที่ช่วยให้การเดินทางไกลไม่น่าเบื่อ
Porsche Cayenne มาพร้อมหน้าจอฝั่งผู้โดยสารขนาด 10.9 นิ้ว แบบพิเศษที่ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถรับชมวีดีโอสตรีมมิง หรือช่วยผู้ขับตั้งค่าระบบนำทางได้แบบจอหลัก
Mercedes-Benz EQS กับหน้าจอ MBUX Hyperscreen ที่มาพร้อมขนาดรวมกัน 56 นิ้ว สั่งการระบบรถ และส่งหน้าจอให้กับจออื่นๆ ได้รอบคัน
Jeep Grand Cherokee รถยนต์เอสยูวีรุ่นแรกที่ติดตั้ง Passenger Display แบบสีเป็นอุปกรณ์เสริม
Ferrari F12 Berlinetta เป็นซูเพอร์คาร์สมรรถนะระดับสูงรุ่นแรกที่ติดตั้งหน้าจอแสดงผลรอบเครื่อง การปรับโหมดการขับขี่ ระบบความบันเทิงต่างๆ
คนที่ต้องนั่งเบาะหน้าเป็นเวลานาน หน้าจอนี้เปรียบเสมือนระบบความบันเทิงบนเครื่องบิน (In-flight Entertainment) แม้เราจะมีสมาร์ทโฟนอยู่แล้ว แต่การรับชมผ่านหน้าจอที่ติดตั้งมากับรถนั้นให้ประสบการณ์ที่ดีกว่า ทั้งในแง่ของขนาดจอที่ไม่ต้องถือให้เมื่อยมือ และการเชื่อมต่อกับระบบเสียงของตัวรถได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้โดยสารทำหน้าที่เป็น "ผู้ช่วยนักบิน" (Co-driver) คอยจัดการเรื่องแผนที่ หรือความบันเทิงโดยที่คนขับไม่ต้องละสายตาจากถนน หรือช่วยให้ผู้โดยสารจัดการระบบนำทาง (Navigation) ปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ แทนคนขับได้ ช่วยลดภาระคนขับในบางมิติ
ในทางกลับกัน หลายฝ่ายมองว่าหน้าจอนี้ คือ "ตัวดึงดูดสมาธิ" (Distraction) ชั้นดี เพราะมันมีผลต่อการรบกวนสายตาคนขับ ต่อให้มีเทคโนโลยี Privacy Filter เพื่อไม่ให้คนขับมองเห็นภาพบนจอได้ชัดเจน แต่แสงสว่างวูบวาบจากขอบสายตาก็ยังส่งผลต่อสมาธิ โดยเฉพาะการขับขี่ในเวลากลางคืน รวมถึงกลุ่มอนุรักษ์นิยม ผู้ที่รักความคลาสสิคมองว่า การเปลี่ยนคอนโซลหน้าให้กลายเป็นแผงกระจกเรียบๆ ทั้งหมด ทำให้เสน่ห์ของงานออกแบบภายในรถยนต์ดูลดน้อยลงไป และสุดท้าย คือ ราคาที่ต้องจ่ายสูง ฟีเจอร์นี้มักเป็นออพชันเสริมที่มีราคาสูง ซึ่งหลายคนมองว่าไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับฟังค์ชันที่ได้รับ
ต่างประเทศเราจะพบว่ามุมมองต่อเรื่องนี้แตกออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งมองว่านี่คือวิวัฒนาการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทอล ในขณะที่อีกฝ่ายกังวลว่าเรากำลังสูญเสีย "การปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์" ในรถ เพราะแทนที่จะได้พูดคุย หรือชมวิวร่วมกัน ผู้โดยสารกลับจดจ่ออยู่แต่กับหน้าจอตรงหน้า ประเด็นที่ถกเถียงกันมากที่สุด คือ "การดึงดูดสายตาคนขับ" ในบ้านเรามีการใช้งานที่ยังไม่ค่อยแพร่หลายมากนัก จะเจอแต่ในรถยุโรป และรถยนต์บางค่ายที่ระดับมูลค่าที่สูง
กลุ่มที่มองว่าไร้สาระ เป็นการยัดเยียดเทคโนโลยีที่เกินความจำเป็น และกลุ่มที่มองว่าเป็นทางเลือก มองว่าถ้าเป็นจอขนาดเล็กที่บอกสถานะตัวรถก็ดูน่าสนใจกว่าจอขนาดใหญ่ที่เอาไว้ดูหนัง เพราะอาจจะทำให้เสริมบรรยากาศได้ ท้ายที่สุดแล้ว Passenger Display จะเป็นนวัตกรรมที่ยั่งยืน หรือเป็นเพียงแฟชันชั่วคราว ? คำตอบอาจขึ้นอยู่กับผู้ผลิตจะสามารถแก้โจทย์เรื่องความปลอดภัย และความจำเป็นในการใช้งานจริง หรือต้องมีตัวบทกฎหมายมาควบคุมในอนาคตก็เป็นได้


