บทความ
MAHLE Media Tech Day 2026 เจาะเทคโนโลยีรถไฟฟ้า Range Extender มอเตอร์ MCT และอู่ซ่อมยุค AI
รู้หรือไม่ ? : MAHLE ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1920 (พ.ศ. 2463) ที่เมือง Bad Cannstatt ประเทศเยอรมนี หรือกว่า 106 ปีมาแล้ว และเข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1972 หรือ พ.ศ. 2515 เป็นเวลากว่า 54 ปี เลยทีเดียว !Highlight
MAHLE Media Tech Day : Electrified Efficient Economical
งานสัมมนาทางเทคโนโลยีของบริษัท MAHLE ภายใต้ชื่องาน คือ MAHLE Media Tech Day : Electrified Efficient Economical จัดขึ้นที่ย่าน Bad Cannstatt เมือง Stuttgart ประเทศเยอรมนี ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2026 โดยเป็นงานสัมมนาระดับนานาชาติ มีผู้เข้าร่วมฟังสัมมนาจากหลายหลายประเทศ รวมทั้งการฟังงานสัมมนาผ่านช่องทางออนไลน์ การสัมมนาใช้ภาษาเยอรมันเป็นหลัก แต่มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษผ่านช่องทางออนไลน์จากเว็บไซต์ของ MAHLE
แนวโน้มของโลกยานยนต์กับปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน
ผู้บรรยายคนแรก คือ Mr. Arnd Franz , Chairman of the MAHLE Management Board and CEO นำเสนอผลิตภัณฑ์ และบริการที่ทันสมัย ภายใต้แนวคิด Electrified Efficient Economical และเป็นแนวคิดที่เตรียมถูกนำเสนออย่างต่อเนื่องที่งาน IAA Transportation 2026 ณ เมือง Hanover ประเทศเยอรมนี ระหว่างวันที่ 15–20 กันยายน 2026 โดยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่
Mr. Arnd Franz ได้กล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบโลก ตั้งแต่ ปี 2000-2025 ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดย MAHLE มีการทำตลาดที่หลากหลายในแต่ละภูมิภาคของโลก แสดงให้เห็นจากภาคการผลิตในหลายส่วนที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงเป็นส่วนใหญ่ โดยในส่วนถัดมาแสดงให้เห็นกราฟของจำนวนการผลิตรถยนต์ส่วนบุคคล และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่มีอัตราส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าหรือ Fuel Cell มากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่า ประเทศที่มีการเติบโตของกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุด คือ ประเทศจีน ตามมาด้วยประเทศในกลุ่มทวีปยุโรป
กลุ่มผลิตภัณฑ์ และบริการที่ MAHLE เชี่ยวชาญ
Mr. Arnd Franz กล่าวถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ และบริการที่ MAHLE มีบทบาทถึง 70 % ไม่ว่าจะเป็นระบบใช้งานต่างๆ และอุปกรณ์ของรถยนต์ และรถเพื่อการพาณิชย์ และทางบริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาด้านเทคโนโลยีให้มีความทันสมัย และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ ทาง MAHLE มีบทบาทในแง่ของอุปกรณ์ และอะไหล่เกี่ยวเนื่องมากมายหลายรายการ เช่น พลังงานไฮโดรเจน เครื่องยนต์สันดาปซึ่งจะยังถูกใช้งานในวงกว้าง และเตรียมพัฒนาไปสู่การใช้งานกับน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อสิ่งแวดล้อมในอนาคตอันใกล้ รวมถึงการขับเคลื่อนร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า
การใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายกับหนทางสู่พลังงานสะอาด
อนาคตของโลกยานยนต์กำลังมุ่งสู่การรักษาสิ่งแวดล้อม และกฎเกณฑ์ด้านมลพิษที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ ทางออกที่ดี คือ การพึ่งพาเทคโนโลยีที่หลากหลาย สู่เป้าหมายดังกล่าว นอกจากนี้การใช้งานรถยนต์ในระยะยาวอาจทำให้เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมต้องใช้เวลามากเกินคาด การคำนึงถึงทางเลือกอื่นๆ เช่น การหันมาใช้วัสดุที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ และน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีค่าคาร์บอนต่ำ (Carbon Neutral Fuel) มีความสำคัญมาก ซึ่งทาง MAHLE มีการวิจัย และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเสมอมา ผ่านความเชี่ยวชาญด้านระบบ Thermal Management, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รวมถึงชิ้นส่วนยานยนตืสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
กระแส AI อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
MAHLE มีการนำเอาระบบ AI มาใช้งานในหลายส่วนของงานบริการ ไม่ว่าจะเป็น งานด้านการวิเคราะห์, ทางวิศวกรรม, การประเมินสภาพทางภูมิอากาศ หรือแม้แต่การประเมินผลสำหรับผู้ขี่จักรยาน โดยเป็นตัวอย่างในเบื้องต้นเท่าไร หลังจากนี้จะมีงานบริการที่หลากหลายยิ่งขึ้นภายใต้การประมวลผลของระบบ AI ที่แม่นยำ
การบริหารต้นทุนของการใช้งานรถเพื่อการพาณิชย์
สิ่งสำคัญต่อมา คือ TCO – Total Cost of Ownership ต้นทุนของการใช้งานรถเพื่อการพาณิชย์ (ไม่รวมค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ขับ) 3 ส่วน ได้แก่ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง, ค่าทางด่วนเพื่อการขนส่ง และค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึง ค่าประภันภัย และการซ่อมบำรุงสำหรับรถหนึ่งคัน มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ MAHLE จึงได้คิดค้น และพัฒนาทางเลือกที่จะช่วยลดต้นทุนดังกล่าวสำหรับผู้ใช้งาน
ระบบ Range Extender ที่ช่วยลดต้นทุนรถบรรทุกพลังไฟฟ้า
Dr. Marco Warth , Vice President Corperate Research and Advanced Engineering ได้นำเสนอเทคโนโลยีจาก MAHLE กับระบบ Range Extender รุ่นใหม่สำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าขนาดใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมขนส่ง ภายใต้ข้อจำกัดของระยะทางวิ่ง และสถานีชาร์จไฟฟ้าที่ยังไม่ครอบคลุม นวัตกรรมนี้ได้รับการออกแบบให้มีอิสระ ขนาดกะทัดรัดแบบ All-in-One รวมเครื่องยนต์สันดาปภายใน เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแรงดันสูง ระบบจัดการความร้อน ถังน้ำมัน และระบบบำบัดไอเสียไว้ในกล่องเดียว ซึ่งสามารถติดตั้งลงในช่องวางแบตเตอรี่มาตรฐานของรถบรรทุกได้อย่างพอดี
การติดตั้งระบบ Range Extender ทำให้ผู้ประกอบการสามารถลดขนาดแบตเตอรี่ลง ส่งผลให้น้ำหนักรวมของรถลดลงถึง 600 กิโลกรัม และลดน้ำหนักที่กดทับเพลาท้ายลงราว 400 กิโลกรัม ช่วยให้รถบรรทุกไฟฟ้าวิ่งได้ไกลรวมกว่า 800 กิโลเมตร (แบ่งเป็นจากแบตเตอรี่ราว 400 กิโลเมตร และจากระบบเรนจ์เอ็กซ์เทนเดอร์อีกราว 400 กิโลเมตร) นอกจากนี้ ระบบยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 80% และหากเลือกใช้เชื้อเพลิงหมุนเวียน เช่น ไบโอดีเซลขั้นสูง HVO100 รถบรรทุกคันนี้จะแทบไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนเลย นวัตกรรมนี้จึงช่วยลดต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน (TCO) และมอบความยืดหยุ่นให้ธุรกิจขนส่งทำงานได้ต่อเนื่องโดยไม่สะดุด ซึ่งเป็นระบบที่สะท้อนแนวคิด Electrified Efficient Economical เช่นกัน
เครื่องยนต์สันดาปยังคงมีความสำคัญ
แม้ระบบส่งกำลังของรถเพื่อการพาณิชย์จะพึ่งพามอเตอร์ไฟฟ้ามากขึ้น แต่เครื่องยนต์สันดาปยังคงมีความสำคัญ โดยระบบ Range Extender ทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้าโดยเครื่องยนต์สันดาป MAHLE จึงพัฒนาชุดลูกสูบที่มีความเหมาะสมกับการใช้งานลักษณะดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานที่เน้นประสิทธิภาพสูง หรือเน้นการประหยัดต้นทุนโดยรวม โดยลูกสูบมีความทนทานเป็นพิเศษ รวมถึงค่าการต้านทานแรงเสียดทานที่ต่ำ นำมาสู่การประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงเช่นกัน
มอเตอร์ไฟฟ้า MCT นวัตกรรมไร้แร่หายาก
อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญภายในงานเปิดตัว คือ มอเตอร์ไฟฟ้า MAHLE Contactless Transmitter (MCT) สำหรับเพลาขับเคลื่อนไฟฟ้าของยานยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของเทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ออกแบบให้ไม่ใช้แม่เหล็กถาวร ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาแร่หายาก (Rare Earth Elements) ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการทำขุดเจาะแร่ และประหยัดการใช้แร่หายากได้สูงสุดถึง 3 กิโลกรัมต่อคันเมื่อเทียบกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบเดิม
ในด้านสมรรถนะ มอเตอร์ MCT มีน้ำหนักเบาลง 10 % ให้กำลังสูงสุดถึง 370 กิโลวัตต์ (kW) และแรงบิดมากกว่า 900 นิวตันเมตร (Nm) จุดเด่นสำคัญคือการรักษาประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนได้สูงถึง 95% ตลอดช่วงการทำงานที่กว้างมาก ครอบคลุมสภาวะการขับขี่ในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการบรรทุกหนักหรือการเดินทางไกล นวัตกรรมนี้จึงไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับสมรรถนะของรถบรรทุกไฟฟ้าให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนอีกด้วย
ยกระดับชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ลดต้นทุน
นอกเหนือจากเทคโนโลยีไฟฟ้าเต็มรูปแบบแล้ว MAHLE ยังคงเดินหน้าพัฒนาชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาป และระบบจัดการความร้อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุน เช่น ชุดเซลล์พลังงาน (PCU) รุ่นใหม่ที่ให้สมรรถนะสูงขึ้น และระบบจัดการน้ำมันเครื่องรุ่นใหม่ที่รวมตัวกรอง หม้อน้ำมัน และวาล์วไว้ในชุดเดียว ช่วยลดต้นทุนวัสดุได้สูงสุดถึง 20 % ลดน้ำหนักชิ้นส่วนได้มากถึง 25 % และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในกระบวนการผลิตได้สูงสุด 50 % พร้อมยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานยิ่งขึ้น
ส่งเสริมเชื้อเพลิงหมุนเวียน และการผลักดันนโยบายภาครัฐที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่าน
Mr. Arnd Franz ระบุว่า แม้กระแสยานยนต์ไฟฟ้าจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เครื่องยนต์สันดาปภายในจะยังคงเป็นระบบขับเคลื่อนหลักของยานยนต์เชิงพาณิชย์ทั่วโลกไปอีกหลายปี ดังนั้น MAHLEจึงให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนจากรถบรรทุกรุ่นดั้งเดิมที่ใช้งานอยู่ทันที โดยส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงหมุนเวียนยั่งยืน เช่น HVO100 และ Bio-LNG รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ไฮโดรเจนและเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลโดยไม่ต้องรอให้โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟฟ้าเสร็จสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม Mr. Arnd Franz เน้นย้ำว่า ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยนโยบายการเมืองที่ชัดเจน และมีเสถียรภาพ โดยเรียกร้องให้สหภาพยุโรปทบทวนกฎระเบียบการปล่อย CO₂ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของตลาด และเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งสถานีชาร์จและสถานีไฮโดรเจน เพื่อให้ทุกเทคโนโลยี ทั้งไฟฟ้า ไฮโดรเจน และเชื้อเพลิงหมุนเวียน สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ
การรุกขยายอะไหล่ EV เท่าตัว มุ่งสู่เป้าหมายผู้ให้บริการโซลูชันแบบครบวงจร
ด้าน Mr. Philipp Grosse Kleimann , Corporate Executive Vice President & General Manager Lifecycle and Mobility นำเสนอการวางกลยุทธ์ที่นำไปสู่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในตลาดอะไหล่ทดแทนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มรายการสินค้ าและชิ้นส่วนสำหรับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าจากเดิมราว 1,000 รายการในปัจจุบัน ให้มากกว่า 2,000 รายการภายในปี 2030 การขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ครอบคลุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องประจุไฟฟ้าในรถยนต์ (On-board chargers) และตัวกรองสัญญาณขาเข้า ซึ่งผลิตส่งตรงจากโรงงาน OEM ของMAHLEเอง ทำให้การซ่อมแซมระบบส่งกำลังไฟฟ้าและการทำงานของระบบชาร์จในอู่ซ่อมรถทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การปรับตัวของ MAHLE Lifecycle and Mobility จากการเป็นเพียงผู้จัดจำหน่ายอะไหล่ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจร (Total Solution Provider) ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสนับสนุนให้อู่ซ่อมรถยนต์อิสระทั่วโลกสามารถปรับตัวและคงความสามารถในการแข่งขันได้ในยุคยานยนต์ไฟฟ้าและซอฟต์แวร์ ตอกย้ำสโลแกน "Your Growth. Our Expertise." (การเติบโตของคุณ คือความเชี่ยวชาญของเรา) ในการสร้างความยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมซ่อมบำรุงยานยนต์อนาคต
MAHLE Workshop Portal ศูนย์รวมข้อมูลคลาวด์ ยกระดับอู่ซ่อมรถสู่อนาคตดิจิทัล
MAHLE Lifecycle and Mobility มุ่งขับเคลื่อนอู่ซ่อมรถยนต์อิสระให้ก้าวจากการเป็นเพียงอู่ซ่อมแบบดั้งเดิมไปสู่การเป็น "ศูนย์บริการดิจิทัล" ครบวงจร ด้วยการเปิดตัวระบบนิเวศเชิงบูรณาการที่เชื่อมโยงอะไหล่ อุปกรณ์ตรวจวิเคราะห์ เทคโนโลยี และความรู้ทางเทคนิคไว้ด้วยกัน หัวใจสำคัญ คือ โครงการ MAHLE Workshop Heroes แพลตฟอร์มบนระบบคลาวด์ระดับโลก ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลและบริการสำหรับบุคลากรทุกระดับในอู่ซ่อมรถ ไม่ว่าจะเป็นช่างเทคนิค ที่ปรึกษาด้านบริการ หรือเจ้าของอู่
แพลตฟอร์มนี้มาพร้อมระบบช่วยเหลือทางเทคนิคที่ขับเคลื่อนด้วย AI คลังความรู้ คอร์สฝึกอบรมออนไลน์ ข่าวสารอุตสาหกรรม และโปรแกรมสะสมคะแนน ช่วยให้อู่ซ่อมรถวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และตอบสนองต่อยานยนต์รุ่นใหม่ๆ ได้ทันท่วงที โดยรองรับการใช้งานผ่านสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเริ่มทดลองใช้งานในยุโรปและอเมริกาใต้ ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเยอรมนีและขยายไปทั่วโลก เพื่อสร้างความพร้อมและความแข็งแกร่งให้อู่ซ่อมรถอิสระในการรับมือกับยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์อัจฉริยะ
ระบบซ่อมบำรุงแบตเตอรี่ EV และบริการตรวจเช็กนอกสถานที่ MAHLE Mobile Service
MAHLE ได้รองรับกระแสยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ผ่านการพัฒนา MAHLE Battery Workshop Support เครื่องมือตรวจวิเคราะห์แบตเตอรี่แรงดันสูงที่ช่วยให้อู่ซ่อมสามารถประเมินสภาพแบตเตอรี่ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และปลอดภัยผ่านระบบ CAN (Controller Area Network) โดยระบบสามารถรายงานผลได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ไม่ว่าแบตเตอรี่จะติดตั้งอยู่ในตัวรถหรือถอดออกมาแล้วก็ตาม พร้อมให้คำแนะนำว่าควรซ่อมแซม เปลี่ยนใหม่ หรือส่งต่อศูนย์เฉพาะทาง นอกจากนี้ MAHLE ยังพัฒนา MAHLE Mobile Service บริการศูนย์ตรวจซ่อมเคลื่อนที่ที่ ซึ่งส่งช่างเทคนิค และอุปกรณ์ครบครันไปให้บริการลูกค้าถึงที่
การตรวจสอบระบบ ADAS และนวัตกรรมไส้กรองอากาศ CareMetix Natural จากขนแกะ
MAHLE ได้ร่วมมือกับ Rohde & Schwarz ผสานระบบตรวจวิเคราะห์ MAHLE TechPRO® Digital ADAS 2.0 เข้ากับเครื่องทดสอบเรดาร์ความแม่นยำสูง RadEsT เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดของอู่ซ่อมรถในการทดสอบ และปรับตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) โดยความร่วมมือนี้ทำให้อู่ซ่อมสามารถจำลองสถานการณ์การจราจรจริงเพื่อทดสอบการทำงานของเซนเซอร์เรดาร์หลังการซ่อมแซมได้เป็นครั้งแรก ช่วยให้มั่นใจในความปลอดภัย และมอบคุณภาพงานซ่อมระดับมาตรฐานโรงงาน
นอกจากนี้ MAHLE ได้เปิดตัวไส้กรองอากาศในห้องโดยสาร “CareMetix Natural” ซึ่งสร้างมิติใหม่ด้วยการนำขนแกะธรรมชาติมาผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีการกรองขั้นสูงเป็นครั้งแรก วัสดุขนแกะธรรมชาตินี้ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และลดการสร้างไมโครพลาสติกโดยยังคงประสิทธิภาพไว้ ซึ่งมีคุณสมบัติดักจับฝุ่น PM2.5 สารมลพิษ และลดสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ช่วยให้อากาศในห้องโดยสารสะอาด สดชื่น ไร้กลิ่นรบกวน มีอายุการใช้งานยาวนาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ความเชี่ยวชาญที่มากกว่าธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์
Mr. Arnd Franz ระบุว่า ความเชี่ยวชาญรอบด้านของ MAHLE ยังครอบคลุมไปถึงธุรกิจอื่นๆ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เครื่องจักรกลสำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่, ระบบรถไฟฟ้า, อุปกรณ์ใช้งานด้านระบบป้องกันภัยทางการทหาร, ระบบเพื่อการขนส่ง และระบบไฮดรอลิคต่างๆ, ยานพาหนะขนาดเล็ก เช่น มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า รถกอล์ฟ , สถานีชาร์จไฟฟ้าแรงดันสูง รวมถึงระบบใช้งานพลังงานไฟฟ้าสำหรับที่พักอาศัย การพาณิชย์ และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงระบบ Thermal Management ที่ทางบริษัทเชี่ยวชาญ ถูกนำมาใช้กับระบบ Data Centers ที่จำเป็นต่อการทำงานของระบบ AI ในยุคปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงความพร้อมด้านเทคโนโลยีที่ MAHLE มีการพัฒนาอยู่เสมอ
บทส่งท้ายกับการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของ MAHLE
แม้ MAHLE มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่การที่บริษัทถูกก่อตั้งมาเป็นเวลากว่า 100 ปี สิ่งที่บริษัทระลึกเสมอ คือ การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ และการบริการให้มีความทันสมัย ตรงความต้องการของลูกค้า รวมถึงภาคการขนส่งที่มีการลดมลพิษโดยรวม, การพัฒนาให้ระบบขับเคลื่อนมีสัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ, การพัฒนาชิ้นส่วนสำหรับรถบรรทุกยุคใหม่ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม, การพัฒนาเพื่อรองรับกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ และการขยายขอบเขตทางธุรกิจไปยังส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากแวดวงรถยนต์ ในฐานะหนึ่งในบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยี























