บทความ
ผ่อนรถไม่ไหว...คืนรถอย่างไรให้ไม่พังทั้งระบบ ?

รถคู่ใจอาจกลายเป็นภาระที่แบกไม่ไหว อย่าเพิ่งหมดหวัง หรือปล่อยให้โดนยึดจนเสียประวัติ มาดูวิธี "คืนรถ" อย่างชาญฉลาด เจรจาให้จบ เจ็บน้อยที่สุด และรักษาเครดิทเพื่อวันที่จะกลับมาออกรถคันใหม่ได้อีกครั้งHighlight
วิกฤตเศรษฐกิจ หรือเหตุไม่คาดฝันอาจทำให้ "รถ" ที่เคยเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวก กลายเป็น "ภาระ" หนักอึ้งที่ทำให้เรานอนไม่หลับ แต่ก่อนจะปล่อยให้เหตุการณ์บานปลายจนถึงขั้นถูกยึดรถ (Repossessed) ซึ่งจะกลายเป็นแผลเป็นในประวัติเครดิทบูโรซึ่งทางเลือกที่ดีกว่านั่นคือ "การคืนรถโดยสมัครใจ" (Voluntary Surrender)
ความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุด คือ การคิดว่า "เอารถไปคืนแล้วก็จบกัน" ในความเป็นจริง การคืนรถ คือ การยุติสัญญาเช่าซื้อก่อนกำหนด ไฟแนนศ์จะนำรถของเราไปขายทอดตลาด หากขายได้เงินไม่พอจ่ายยอดหนี้ที่เหลือ เรายังคงต้องจ่าย "ส่วนต่าง" นั้นอยู่ดี แต่การคืนเองจะช่วยลดค่าธรรมเนียมการยึด และค่าธรรมเนียมศาลที่อาจตามมาได้มหาศาล การผ่อนรถไม่ไหว เราสามารถคืนรถยนต์ให้แก่บริษัทไฟแนนศ์ได้
สาเหตุที่รถถูกยึดจากไฟแนนศ์ ที่คนส่วนใหญ่มักจะถูกยึดรถ เรื่องขาดส่งค่างวดรถติดต่อกันหลายงวดโดยทั่วไป 3 งวด หรือ 3 เดือนขึ้นไป เป็นการกระทำที่ผิดเงื่อนไขสัญญาเช่าซื้อ หรือเรื่องการขายต่อ หรือโอนกรรมสิทธิ์โดยไม่แจ้งไฟแนนศ์ บางกรณี คือ ผู้ผ่อนตั้งใจปล่อยให้รถโดนยึดไปเลย หรือตั้งใจหลบหนี ไม่สามารถติดต่อได้ ทำให้ไฟแนนศ์ต้องใช้สิทธิตามกฎหมายยึดรถ ถึงคดีฟ้องศาลได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 บัญญัติว่า ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือบุคคลที่ 3 โดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ
ด้วยเหตุนี้ หากสังเกตเห็นว่าสภาพคล่องทางการเงินในปัจจุบันไม่สามารถรองรับการผ่อนรถยนต์ได้ ข้อแนะนำ คือ ให้เจรจาปรึกษาหาทางออกกับไฟแนนศ์ ตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มค้างชำระค่างวด เพื่อลดความเสี่ยงเครดิททางการเงินที่จะเสีย หรือเรียกว่า Blacklist
หากผู้ทำสัญญาสินเชื่อมีประวัติเสียจากการคืนรถ มีหนี้ค้างชำระ หรือปล่อยให้รถยนต์ถูกยึด ก็อาจจะมีผลต่อการทำธุรกรรมทางในอนาคต เช่น ยื่นเรื่องกู้ซื้อบ้าน ทำบัตรเครดิท หรือขอสินเชื่อจากสถาบันอื่นๆ อาจถูกปฏิเสธคำขอทำธุรกรรมทางการเงินโดยง่าย หรืออาจจะได้รับวงเงินที่ต่ำกว่าปกติ หรือต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้น
กรณีหากคุณมีชื่อผู้ค้ำประกันในสัญญา บุคคลนั้นจะต้องร่วมรับผิดชอบหนี้สินด้วยหากผู้เช่าซื้อไม่ชำระตามกำหนดเช่นกัน ต้องทำการเปลี่ยนชื่อผู้เช่าซื้อเป็นชื่อของผู้ชำระเงินที่บริษัทไฟแนนศ์ บริษัทจะรับรู้เพียงว่าผู้ที่มีชื่อในสัญญาเป็นลูกหนี้ตามกฎหมาย หากมีการค้างค่างวด ไฟแนนศ์จะติดตามทวงถาม และฟ้องร้องเอาผิดกับผู้ที่มีชื่อนั้นในสัญญาเพียงคนเดียวเท่านั้น
หากประเมินแล้วว่าไปต่อไม่ไหวให้เริ่มทำตามนี้ทันที
ตั้งสติ และติดต่อไฟแนนศ์ : ทำการติดต่อกับทางบริษัทสินเชื่อไฟแนนศ์ ยิ่งเราติดต่อก่อน ยิ่งมีอำนาจต่อรอง แจ้งความประสงค์ขอคืนรถโดยตรงกับฝ่ายสินเชื่อ ที่สำคัญอย่าหนีหน้า
เชคยอดหนี้เทียบกับราคาตลาด : สอบถามยอดปิดบัญชีปัจจุบัน เช่น รถคันนี้ส่งมาแล้ว 24 งวด และลองเชคราคารถรุ่นเราในตลาดมือสอง เพื่อกะส่วนต่างที่เราต้องเตรียมชดเชย
เก็บเอกสาร และสภาพรถให้พร้อม : ก่อนส่งมอบรถ ควรทำความสะอาด ถ่ายรูปสภาพรถไว้เป็นหลักฐาน และรับใบส่งมอบรถจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันว่าเราไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจากการทิ้งรถ
เจรจาส่วนต่าง หลังขายทอดตลาด : เมื่อรถขายได้แล้ว ไฟแนนศ์จะแจ้งยอดหนี้ที่เหลือ (ถ้ามี) ช่วงนี้คือเวลาสำคัญในการเจรจาขอผ่อนชำระส่วนต่างเป็นงวดๆ หรือขอส่วนลดเพื่อปิดจบ
รักษาประวัติเครดิทบูโร : หากเราเคลียร์ส่วนต่างได้ครบถ้วน สถานะบัญชีจะถูกบันทึกว่าปิดหนี้แล้ว ช่วยให้ในอนาคตเรายังมีโอกาสขอสินเชื่ออื่นๆ ได้อีก
หลังจากจัดการเรื่องรถเรียบร้อยแล้ว คือ เวลาของการ "Set Zero" การปรับแผนการเงินใหม่ ไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายดูว่าจุดไหนที่รั่วไหล และปรับลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
แยกกระเป๋าเงินให้ชัดเจน เช่น กระเป๋า "ใช้หนี้ส่วนต่างรถ", "เงินสำรองฉุกเฉิน", หรือ "ค่าเดินทาง" เพื่อให้เห็นภาพรวมทางการเงิน และไม่นำเงินมาใช้ปนกัน
รายได้เสริมจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กลับมาเป็นบวกโดยเร็วที่สุด
การคืนรถไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือการตัดสินใจที่เด็ดขาดเพื่อ "หยุดเลือด" ไม่ให้หนี้บานปลาย การเดินหน้าต่ออย่างมีสติ และมีการวางแผนการเงินที่ดีจะช่วยให้คุณกลับมายืนหยัดได้แข็งแกร่งกว่าเดิม และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม รถคันใหม่ที่มาพร้อมความพร้อมที่มากกว่าเดิม


