ระเบียงรถใหม่
Honda ขาดทุนครั้งแรกในรอบ 70 ปี ปรับแผนส่ง SUV เรือธง Avancier และ Accord บุกไทย !
ประวัติศาสตร์หน้าใหม่จากนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย การพลิกเกมครั้งสำคัญของ Honda Motor Co., Ltd. เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์โลก กำลังเผชิญกับการจัดระเบียบ และปรับฐานครั้งใหญ่ (Global Automotive Realignment) ความผันผวนของรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบทเตอรี หรือ BEV ประกอบกับการเปลี่ยนทิศทางนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ส่งผลให้ Honda เผชิญกับมรสุมตัวเลขผลประกอบการที่ยากลำบากในรอบปีงบประมาณ ที่สิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2026 โดยรายงานตัวเลขผลขาดทุนสุทธิสูงถึง 423.94 พันล้านเยน หรือราวๆ 8.70 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทไม่เคยขาดทุนสุทธิรายปี (Net Loss) เลยแม้แต่ปีเดียวในรอบเกือบ 70 ปี ตั้งแต่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 1957

วิกฤตการณ์ทางการเงินนี้ เป็นผลโดยตรงจากการขาดทุนที่บริษัทปรับลดขนาด และโครงสร้างธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 1.58 ล้านล้านเยน (ประมาณ 3.25 แสนล้านบาท) เพื่อรับมือกับอุปสงค์รถยนต์ไฟฟ้าที่ชะลอตัวลงอย่างรุนแรงในตลาดโลก และกำแพงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ (U.S. Tariffs) โดยการปรับอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์ และชิ้นส่วนของสหรัฐฯ ขึ้นมาอยู่ที่ 15 % ส่งผลกระทบต่อกำไรของรถสันดาป และรถไฮบริดที่ส่งไปขายในอเมริกาเหนืออย่างหนัก (คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเฉพาะค่าภาษีถึง 7.12 หมื่นล้านบาท)

ท่ามกลางสภาวการณ์ที่บีบคั้น "Toshihiro Mibe" ประธาน และผู้อำนวยการบริหาร CEO ของ Honda ได้ตัดสินใจดำเนินยุทธศาสตร์เพื่อรักษาเสถียรภาพอย่างเร่งด่วนที่เรียกว่า Defensive Strategic Pivot ด้วยการสั่งระงับ และยกเลิกโครงการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าบางโพรเจคท์อย่างไม่มีกำหนด และระงับแผนพัฒนารถไฟฟ้า 0 Series ในอเมริกา ได้แก่ Saloon, SUV และรถสปอร์ท Acura RSX ที่เคยมีแผนใช้ฐานการผลิตในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา รวมถึงสั่งระงับโครงการสร้างโรงงานแบทเตอรีในประเทศแคนาดา มูลค่ากว่า 11 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
การปรับทัพครั้งนี้ไม่ใช่การถอนตัวจากสมรภูมิพลังงานสะอาดอย่างถาวร แต่เป็นการปรับตัวเพื่อรักษาเสถียรภาพ และสร้างกระแสเงินสดหมุนเวียน โดยหันมาทุ่มงบประมาณ และทรัพยากรบุคคลด้านการวิจัย และพัฒนา เข้าสู่ Next-Gen Hybrid Platform ควบคู่กับการเผยโฉมยานยนต์ต้นแบบไฮบริด พร้อมกัน 2 รุ่น คือ Honda Hybrid Sedan Prototype และ Acura Hybrid SUV Prototype

คำแถลงอย่างเป็นทางการในงานประชุมสรุปแผนธุรกิจระดับโลกของ Honda เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2026 ระบุว่า "Honda จะจัดสรรงบประมาณ และขีดความสามารถด้านวิศวกรรมใหม่ทั้งหมด ภายในกรอบระยะเวลา 3 ปี" (ปีงบประมาณ 2027-2029) บริษัทจะทุ่มเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 6.2 ล้านล้านเยน แบ่งเป็น
1. ICE & Hybrid : งบประมาณสำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายใน และเทคโนโลยีไฮบริด จำนวน 4.4 ล้านล้านเยน
2. Software Technologies : งบประมาณสำหรับเทคโนโลยีซอฟท์แวร์ยานยนต์ จำนวน 1.0 ล้านล้านเยน
3. EV-related Investments : งบประมาณสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ประมาณ 0.8 ล้านล้านเยน

Honda วางแผนเปิดตัวยานยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่จำนวน 15 รุ่นทั่วโลก ภายในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2030 โดยมุ่งเน้นตลาดอเมริกาเหนือเป็นหลัก เพื่อตอบสนองต่ออุปสงค์รถยนต์ไฮบริดที่เติบโตสูงกว่ายานยนต์ไฟฟ้ากว่าสองเท่าในช่วงปีที่ผ่านมา และตั้งเป้าขับเคลื่อนผลกำไร ให้แตะระดับสูงสุดที่ 1.4 ล้านล้านเยน ภายในปีงบประมาณ 2029

ยานยนต์ต้นแบบไฮบริด Honda Hybrid Sedan Prototype ตัวรถได้รับการติดตั้งสถาปัตยกรรมระบบส่งกำลัง และโครงสร้างวิศวกรรมที่พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด ทีมวิศวกรได้ปรับปรุงประสิทธิภาพของโครงสร้าง และการทำงานของชุดมอเตอร์ขับเคลื่อนคู่ มุ่งเน้นไปที่เทคนิค การขยายช่วงการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องยนต์ ผ่านการออกแบบโปรแกรมควบคุมการประสานงานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้า และเครื่องยนต์สันดาปภายในใหม่ ช่วยให้ระบบสามารถคงการทำงานของเครื่องยนต์ให้อยู่ในย่านประสิทธิภาพสูงสุด (Peak Thermal Efficiency) ได้กว้าง และยาวนานขึ้นในทุกช่วงรอบการทำงาน อีกทั้งยังปรับปรุงโครงสร้างภายในของชุดขับเคลื่อนไฮบริด เพื่อลดการสูญเสียพลังงานจากการหมุน และแรงเสียดทาน
ส่งผลให้อัตราการประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 % เมื่อทำงานร่วมกับโครงสร้างตัวถังที่มีน้ำหนักเบา และลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง สามารถลดต้นทุนการผลิตของระบบไฮบริดโดยรวมถึง 30 % ผ่านกลยุทธ์ Component Standardization หรือการบริหารจัดการชิ้นส่วนร่วม การเพิ่มการจัดซื้อชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์ในท้องถิ่น และการปรับลดความซับซ้อนของชิ้นส่วนในระบบกลไก นอกจากนี้ยังมีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อไฟฟ้าเจเนอเรชันใหม่ ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงติดตั้งบริเวณเพลาขับด้านหลัง เพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดแรงบิดโดยปราศจากเพลากลางเชื่อมต่อจากเครื่องยนต์ มีความโดดเด่นในด้านการควบคุมมอเตอร์ที่แม่นยำ และการตอบสนองที่รวดเร็วสูง สมองกลประมวลผลส่วนกลางสามารถตรวจจับการหมุนของล้อแต่ละข้าง มุมเลี้ยวของพวงมาลัย และอัตราเร่งในเสี้ยววินาที เพื่อกระจายแรงบิดระหว่างล้อหน้า และล้อหลังอย่างอิสระแบบ Real-time ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการยึดเกาะถนน และการทรงตัวขณะเข้าโค้งอย่างมั่นใจ

ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างพแลทฟอร์มเจเนอเรชันใหม่ ที่มีกำหนดการเริ่มใช้งานจริงในสายการผลิตเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป ได้รับการออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสูง เพื่อรองรับทั้งขุมพลังเครื่องยนต์สันดาป พแลทฟอร์มไฮบริด และสถาปัตยกรรมโครงสร้างรองรับแบทเตอรี โดยมุ่งเน้นนวัตกรรมที่ก้าวหน้าใน 3 ด้านหลัก คือ
1. Driving Stability (เสถียรภาพการขับขี่) จากการกระจายน้ำหนักที่สมดุล และลดความสูงของจุดศูนย์ถ่วงลง เพื่อการควบคุมที่เฉียบคม
2. Passive Safety Structure โครงสร้างนิรภัยเชิงปกป้อง ที่ใช้วัสดุเหล็กกล้าทนแรงดึงสูงพิเศษ หรือ Ultra-High Tensile Steel ในการดูดซับ และกระจายแรงกระแทกจากการชนรอบคัน
3. การลดน้ำหนักตัวถังลง ด้วยการผสมผสานวัสดุน้ำหนักเบา ส่งผลโดยตรงต่ออัตราเร่ง และประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน

งานออกแบบภายนอกของ Honda Hybrid Sedan Prototype คือ การหลอมรวมระหว่างประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ และภาษาดีไซจ์นแห่งอนาคต ตัวถังมาในรูปทรงลิ่มแบบ Fastback-style Sedan แนวเส้นลาดเอียงด้านหน้าต่ำลง และค่อยๆ ยกระดับขึ้นไปสู่ด้านหลัง ซึ่งเป็นแนวทางที่ดัดแปลงมาจากรถยนต์ไฟฟ้าตระกูล 0 Series เพื่อหวังผลด้านการรีดอากาศขั้นสุด

ส่วนหน้าของตัวรถ ติดตั้งไฟหน้าแบบ Split Matrix LED Headlamps แยกส่วนโคมไฟหน้าออกเป็นแถบ 2 ระดับ โคมแถบบนทำหน้าที่เป็นไฟส่องสว่างเวลากลางวัน หรือ DRL และไฟเลี้ยว ขณะที่โคมด้านล่างทำหน้าที่ส่องสว่างหลัก ฝากระโปรงหน้า ขนาดใหญ่ที่แผ่กว้างออกไปจนถึงแนวด้านข้างตัวรถ กันชนหน้าทูโทนที่มีช่องดักอากาศขนาดใหญ่ด้านล่างเพื่อประสิทธิภาพการระบายความร้อนของหม้อน้ำ และระบบไฮบริด เป็นที่อยู่ของตราสัญลักษณ์ H mark รูปแบบใหม่สไตล์มีนีมอล ที่ปราศจากกรอบสี่เหลี่ยมรอบตัวอักษรเพื่อสื่อถึงยุคถัดไปของแบรนด์
เพื่อให้สอดรับกับนโยบายการก้าวไปสู่สังคมอุบัติเหตุเป็นศูนย์ภายในปี 2050 Honda ได้กำหนด Road Map เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ และระบบความปลอดภัยที่พัฒนาขึ้นเองภายใต้การควบคุม และจดสิทธิบัตรของบริษัท ซึ่งจะเริ่มนำมาติดตั้งจริงเป็นอุปกรณ์มาตรฐานของรถยนต์ไฮบริดตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป

ซอฟท์แวร์ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่เจเนอเรชันใหม่นี้ จะมอบประสบการณ์แบบ Seamless Operations คือ ครอบคลุมทั้งการควบคุมระบบเลี้ยว ทิศทางพวงมาลัย อัตราเร่ง และการเบรคชะลอความเร็วตลอดเส้นทาง จนถึงจุดหมายปลายทางอย่างแท้จริง ทั้งบนทางด่วน และถนนทั่วไป ตัวระบบจะทำงานประสานงาน และดึงข้อมูลเส้นทางล่วงหน้าจากระบบนำทาง ที่ผู้ขับขี่ตั้งค่าไว้ ซอฟท์แวร์ระบบจะช่วยควบคุมให้เคลื่อนที่ไปตามเส้นทางโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาระยะห่าง เปลี่ยนเลน แซง ตลอดจนการชะลอความเร็วเพื่อเลี้ยวผ่านทางแยก และหยุดรถตามสัญญาณไฟจราจรบนถนนสาธารณะทั่วไปอย่างไร้รอยต่อ ภายใต้ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ ASIMO OS ของ Honda
Honda Hybrid Sedan Prototype คันนี้ คาดว่าจะถูกวางตัวให้เป็น "ตัวตายตัวแทน" ที่จะมารับไม้ต่อยอดความสำเร็จจาก Honda Accord เนื่องจากไทม์ไลน์การผลิตจริงของรถต้นแบบคันนี้ อยู่ในช่วงปี 2027-2028 ซึ่งเป็นจังหวะที่ Accord เจเนอเรชันปัจจุบัน (เจเนอเรชันที่ 11) หมดอายุขัยทางตลาดพอดี โดย Honda เลือกที่จะฉีกภาพจำรถเก๋งผู้ใหญ่ทรงดั้งเดิม ทิ้งไป แล้วแปลงโฉมทายาทคันใหม่นี้ให้กลายเป็น Fastback Sedan ทรงลิ่ม ที่เตี้ย กว้าง และเน้นสมรรถนะความสปอร์ทด้วยระบบ Next-Gen Hybrid และ New Electric AWD เพื่อท้าชนกับกระแสยานยนต์ยุคใหม่

ในการดำเนินงาน Honda ได้แบ่งสัดส่วน และยุทธศาสตร์เพื่อกระจายความเสี่ยง และจัดหาชิ้นส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในภูมิภาคหลัก ดังนี้
ตลาดอเมริกาเหนือ (ฐานที่มั่นหลัก) ปรับปรุง และโอนย้ายกำลังการผลิตส่วนเกินจากฝั่งรถยนต์ไฟฟ้า ไปเพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์ไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาปที่มีอัตราการทำกำไรสูงแทน ปรับเปลี่ยนโรงงานแบทเตอรี ดัดแปลงสายการผลิตส่วนใหญ่ที่โรงงาน L-H Battery Company (ร่วมทุนกับ LG Energy Solution) หันมาผลิตเซลล์ และแพคแบทเตอรีไฮบริดประสิทธิภาพสูง เพิ่มสัดส่วนการผลิต และประกอบชิ้นส่วนสำคัญอย่างมอเตอร์ไฟฟ้า หรือระบบอินเวอร์เตอร์ (Inverters) ภายในภูมิภาคอเมริกาเหนือให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่า ของสัดส่วนปัจจุบัน เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
ตลาดประเทศญี่ปุ่น ทำหน้าที่เป็น Refinement and Demonstration Hub เพื่อทดสอบระบบความปลอดภัย และ ADAS เจเนอเรชันใหม่ โดยมีแผนเปิดตัว N-BOX EV ในกลุ่ม Kei-Car ปี 2028 และเริ่มติดตั้งพแลทฟอร์มไฮบริดใหม่ใน Vezel ปี 2028
ตลาดประเทศอินเดีย มุ่งเน้นการเปิดตัวรถยนต์ใหม่รวม 10 รุ่น ภายในปี 2030 (เป็นกลุ่ม SUV ถึง 7 รุ่น) รวมถึงเตรียมส่ง Compact SUV ขนาดความยาวต่ำกว่า 4 เมตร ออกทำตลาดในปี 2028 และการที่ Honda สั่งพับโครงการ และยกเลิกการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่าง 0 Saloon และ 0 SUV ขนาดใหญ่ในฝั่งอเมริกาเหนือไปเกือบทั้งหมด เแต่บอร์ดบริหารของ Honda สั่ง "ลุยต่อ" กับโครงการ Honda 0 α (Zero Alpha) คันนี้คันเดียว โดยเปลี่ยนยุทธศาสตร์ย้ายฐานการผลิตหลักมาที่ประเทศอินเดีย เพื่อส่งกลับไปขายที่ประเทศญี่ปุ่น และกระจายทั่วภูมิภาคเอเชียแทนในช่วงปี 2027-2028
ตลาดประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน จากการเข้ามาทำตลาดอย่างรวดเร็วของกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน ส่งผลให้ Honda ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางธุรกิจอย่างระมัดระวัง โดยในตลาดประเทศไทย Honda มียอดขายรวมในปี 2025 อยู่ที่ 74,044 คัน (ครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลประมาณ 18 % และได้ตั้งเป้าหมายยอดขายในปี 2026 ไว้ที่ 76,000 คัน จะมีการเปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้า 2 รุ่น รุ่นแรกเปิดตัวไปแล้วในงาน Motor Show 2026 ได้แก่ Honda e:N2 (C-Segment EV SUV มอเตอร์หน้า 204 แรงม้า แบทเตอรีความจุ 68.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง สายการผลิตจาก Dongfeng Honda ประเทศจีน ระยะทางวิ่งสูงสุด 530 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC
และรุ่น Honda Super-ONE ที่จะนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น รถคันนี้พัฒนาต่อยอดมาจาก Honda N-ONE (รถยนต์กล่องสไตล์ Kei-Car ยอดฮิทของญี่ปุ่น)

Honda Super-ONE
มีมิติตัวถัง Honda Super-ONE ยาว 3,589 มม. กว้าง 1,573 มม. สูง 1,616 มม. ระยะฐานล้อ 2,520 มม.
- น้ำหนักตัวรถเพียง 1,090 กิโลกรัม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรถนั่ง EV ที่เบาที่สุดในตลาดญี่ปุ่น
- ระบบขับเคลื่อน มอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว ขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) พละกำลังปกติ 64 แรงม้า (ตามกฎหมายรถเล็กญี่ปุ่น) แต่มีความพิเศษ คือ BOOST Mode ที่สามารถปลดปล่อยพลังงานสูงสุดเพิ่มขึ้นชั่วคราวเป็น 95 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 162 นิวทันเมตร แบทเตอรีขนาดความจุ 29.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง ติดตั้งแบบแผ่นบางใต้ท้องรถเพื่อลดจุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity)
- วิ่งได้ไกลสุด 274-295 กิโลเมตร/การชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTC)
- การชาร์จไฟ รองรับชาร์จธรรมดา AC สูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ และชาร์จเร็ว DC Fast Charging สูงสุด 50 กิโลวัตต์ (จาก 20-80 % ภายใน 30 นาที)
*** ในประเทศญี่ปุ่น ได้เปิดตัวเวอร์ชันขายจริงไปเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และประกาศเปิดรับยอดจองล่วงหน้า (Pre-Order) อย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2026 ที่ผ่านมา โดยมีกำหนดการเริ่มส่งมอบรถ และออกจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ณ โชว์รูมทั่วประเทศญี่ปุ่นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026

Honda วางแผนปรับโฉมแบบเปลี่ยนโมเดลยกชุด หรือ Full Model Change ให้กับรถยนต์ทุกรุ่นในพอร์ทโฟลิโอ ภายในปี 2029 พร้อมอัพเกรดความปลอดภัยเป็นระบบ Sensing 360 และเทคโนโลยี S+ Shift (ในโหมด Sport ปกติ ตัวรถจะแค่ปรับให้คันเร่งไวขึ้น และพวงมาลัยตึงมือขึ้นเล็กน้อย แต่ S+ Shift จะลงลึกไปถึงการควบคุม "แรงจี (G-Force)" และพฤติกรรมการเปลี่ยนเกียร์/ตัดต่อกำลัง ผู้ขับขี่ สามารถลากรอบสับเกียร์ได้เร้าใจไม่แพ้รถสันดาป") เนื่องจากสัดส่วนตลาดรถยนต์ซีดานขนาดใหญ่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง Honda จึงมีแผนในการพัฒนาโมเดลรถอเนกประสงค์ขนาดใหญ่รุ่น Honda Avancier ให้ก้าวขึ้นมาทำหน้าที่เป็นรถยนต์เรือธงระดับหรูประจำภูมิภาคอาเซียน และประเทศไทย แทนที่ Honda Accord
Honda Avancier ถือกำเนิดครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น (JDM) ปี 1999-2003 ในรูปแบบรถเก๋งสเตชันเวกอน 5 ประตู เน้นห้องโดยสารกว้างขวาง เดินทะลุเบาะหน้าซ้าย-ขวาได้ แต่ดีไซจ์นอินดีเกินไปในยุคนั้น ทำให้ยอดขายไม่ดี และต้องพับเก็บชื่อนี้ไป
Honda Avancier ถูกชุบชีวิตกลับมาใหม่ในฐานะ พี่ใหญ่ Flagship Coupe-SUV (D-Segment) ขนาดใหญ่ 5 ที่นั่งระดับพรีเมียม โดยแชร์พแลทฟอร์มร่วมกับรถหรูอย่าง Acura เพื่อทำตลาดในประเทศจีนโดยเฉพาะ (2016-ปัจจุบัน) ผลิตโดยโรงงานร่วมทุน GAC Honda (โดยมีแฝดคนละชื่อ คือ Honda UR-V ผลิตจากโรงงาน Dongfeng Honda)


ตัวรถได้รับการพัฒนาขึ้นบนพแลทฟอร์มเจเนอเรชันใหม่ ปรับดีไซจ์นเป็นสไตล์เอสยูวีทรงสูง เบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่งขนาดใหญ่ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง e:HEV เจเนอเรชันใหม่ จะเปิดตัวในปี 2027 ควบคู่กับเครื่องยนต์สมรรถนะสูง 2.0L VTEC Turbo โดยกำหนดให้โรงงาน Honda ในจังหวัดปราจีนบุรี ประเทศไทย เป็นฐานการผลิต และศูนย์กลางการส่งออกรถยนต์รุ่นนี้ไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน และออสเตรเลีย ภายใต้กรอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี AFTA
ABOUT THE AUTHOR

วิธวินท์ ไตรพิศ
ดูคุณพ่อจนขับรถได้ตั้งแต่ 8 ขวบ หลงใหลยานยนต์ จนได้วุฒิ Automotive Engineering ติดตัว ปัจจุบันเป็น บก.นักเขียน นักทดสอบรถ และ Instructor ที่พร้อมถ่ายทอดความรู้ แบบไม่มีกั๊ก !
คอลัมน์ Online : ระเบียงรถใหม่ (บก. ออนไลน์)
พิสูจน์อักษร โดย : ชื่นใจ แดนไธสง


