ลองย้อนไป 3 ปีที่แล้ว โรคระบาดหนักมาก เศรษฐกิจโลกถดถอยลง ตามด้วยความผันผวนจากปัจจัยต่างๆ สภาพแวดล้อมเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการขยายงาน หรือการลงทุนใหม่ๆ ธุรกิจประคองตัวเพื่อความอยู่รอด ไม่มีการลงทุนใหม่สำหรับผู้ที่ไม่อยากรับภาระความเสี่ยง แต่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกลับแจ้งเกิดบแรนด์ใหม่ๆ ในตลาดได้อย่างน่าสนใจ โดยรถยนต์ใหม่จากจีน และปรากฏการณ์การยอมรับบแรนด์รถยนต์จีนอย่างรวดเร็วของผู้บริโภคชาวไทย
นักวิเคราะห์ระบุว่า รถยนต์บแรนด์จีน เข้าสู่ตลาดเพียง 1-2 ปี แต่กลับสร้างยอดขาย และการยอมรับจากผู้บริโภคชาวไทยได้จำนวนมาก ทำให้บแรนด์ญี่ปุ่น และยุโรป ประหลาดใจในการยอมรับครั้งนี้ เพราะอย่าลืมว่า รถยนต์ต้องมีความน่าเชื่อถือ มีอะไหล่ และมีการบริการ มีเครือข่าย มีการรับประกัน แต่ในตลาดรถยนต์บแรนด์จีนที่ยังไม่พร้อม กลับประสบความสำเร็จมาก
ในขณะที่ ตลาดญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย รถยนต์บแรนด์จีนไม่เป็นที่ยอมรับ เมื่อเทียบกับไทย ซึ่งเป็นประเทศเดียวในโลกที่บแรนด์จีนเติบโตรวดเร็ว
แน่นอน ประเทศไทยเป็นประเทศที่หอมหวานของนักลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์มายาวนาน นับตั้งแต่ยุคเปลี่ยนสนามรบมาเป็นสนามการค้า การปฏิรูปโครงสร้างภาษีรัฐบาลครั้งใหญ่เมื่อปี 2543, การลงทุนขนาดใหญ่ของบิกธรี ก่อนที่ GM (จีเอม) และ CHRYSLER (ไครสเลอร์) จะล่มสลายไปในที่สุด วันนี้ค่ายรถยนต์ โลกใหม่ บแรนด์ใหญ่ของจีน เข้ามายังตลาดไทย ทั้ง MG (เอมจี) โดย SAIC (เอสเอไอซี), GREAT WALL MOTOR (กเรท วอลล์ มอเตอร์), BYD (บีวายดี), DONGFENG (ตงฟง) ไม่รวมบแรนด์เล็กๆ อย่าง NETA (เนทา) และอื่นๆ ที่ทยอยกันเข้ามา
เจ้าตลาด คือ รถยนต์ญี่ปุ่นเองคงไม่ยอมง่ายๆ ที่จะปล่อยน้องใหม่จากจีนมาปักธงที่ใจกลางเมืองหลวงยานยนต์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้
การเปลี่ยนถ่ายจากเครื่อง ICE เป็น BEV ของญี่ปุ่น จะนำมาซึ่งการแข่งขันที่รุนแรง แน่นอนว่า “ข้อเสนอ” ดีๆ สามารถกระตุ้นต่อมความอยากให้ผู้บริโภคเปลี่ยนรถ หรือซื้อเพิ่ม เมื่อหลายๆ ค่ายนำเสนอสิ่งใหม่ และการแสดงการยอมรับบแรนด์ใหม่ของผู้บริโภคไทย แสดงว่าตลาดในประเทศนี้ยังมี “พื้นที่ว่าง” เพียงพอสำหรับการเติบโตไปสู่เป้าหมาย 1 ล้านคัน เราก็จะได้เห็นล้านคันได้อีกครั้ง ไม่นานเกินรอ บทความแนะนำ

