ต้อนรับเดือนที่ 2 ของปีม้าคึกคัก ด้วยรถพลังไฟฟ้าสารพัดรูปแบบ มีทั้งรถเก๋งแฮทช์แบค รถกิจกรรมกลางแจ้ง และรถตู้อเนกประสงค์ มีทั้ง PRODUCTION CAR (พโรดัคชัน คาร์) หรือรถผลิตเพื่อจำหน่าย และ CONCEPT CAR (คอนเซพท์ คาร์) หรือรถแนวคิด เป็นรถ 3 สัญชาติ คือ รถเยอรมัน รถฝรั่งเศส รถอเมริกัน และเป็นผลงานใหม่ของผู้ผลิตรถยนต์ระดับ “อินเตอร์” 5 ราย คือ MERCEDES-BENZ (เมร์เซเดส-เบนซ์) PORSCHE (โพร์เช) JEEP (จีพ) RENAULT (เรอโนลต์) CITROEN (ซีตรอง)
เปิดระเบียงด้วยรถกิจกรรมกลางแจ้งระดับหรูติดป้ายชื่อ MERCEDES-BENZ GLB (เมร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลบี) รุ่นใหม่ ซึ่งเพิ่งเปิดตัว และเริ่มเปิดรับการสั่งจองเมื่อวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2025 และขณะนี้เริ่มการผลิตไปแล้ว แต่ต้องรอจนถึงฤดูใบไม้ผลิของปี 2026 (ประมาณไตรมาส 2) จึงจะเริ่มการส่งมอบรถ
ค่าย “ดาวสามแฉก” เปิดตัวรถ MERCEDES-BENZ GLB เมื่อเดือนกรกฎาคม 2019 และเริ่มบรรจุเข้าสู่สายการผลิตในเยอรมนีตอนปลายปีเดียวกัน เป็น COMPACT LUXURY CROSSOVER SUV (คอมแพคท์ ลักชัวรี ครอสส์โอเวอร์ เอสยูวี) หรือรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ระดับหรูขนาดเล็กกะทัดรัด ที่พัฒนาจากรถเก๋งแฮทช์แบค MERCEDES-BENZ B-CLASS (เมร์เซเดส-เบนซ์ บี-คลาสส์) รุ่นที่ 3 ซึ่งเปิดตัวเมื่อปลายปี 2018 มีขนาดตัวถังยาว 4.634 ม. กว้าง 1.834 ม. และมีช่วงฐานล้อยาว 2.829 ม. กับมีห้องโดยสารให้เลือก 2 แบบ คือ แบบติดตั้งเก้าอี้ที่นั่ง 2 แถว นั่งได้รวม 5 คน (2+3) และแบบติดตั้งเก้าอี้ที่นั่ง 3 แถว นั่งได้รวม 7 คน (2+3+2)
รถ MERCEDES-BENZ GLB รุ่นแรกที่กล่าวข้างต้น ได้รับการปรับปรุงแบบ FACELIFT (เฟศลิฟท์) หรือ “ยกหน้า” เพียงครั้งเดียวเมื่อปี 2023 และก่อนถูกปลดจากสายการผลิตในปี 2025 คนรักรถในเยอรมนีมีรถอนุกรมนี้ให้เลือกใช้รวม 9 โมเดล เป็นรถติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดตรง พร้อมระบบ MILD HYBRID (ไมล์ด์ ไฮบริด) หรือไฮบริดแบบอ่อน 4 โมเดล เป็นรถติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซลฉีดตรง 4 โมเดล และเป็นรถเร็ว รถแรง ที่พัฒนาโดย AMG อีก 1 โมเดล คือ MERCEDES-AMG GLB 35 4MATIC (เมร์เซเดส-เอเอมจี จีแอลบี 35 4 เมทิค) นอกจากนั้น ก็ยังมีรถพลังไฟฟ้าล้วนๆ ที่จำหน่ายโดยติดป้ายชื่อ MERCEDES-BENZ EQB (เมร์เซเดส-เบนซ์ อีคิวบี) ให้เลือกอีก 3 โมเดล
ส่วนรถรุ่นใหม่ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2025 ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น เป็นรถรุ่นที่ 2 ในเยอรมนีเริ่มรับการสั่งจองในวันเปิดตัว และเริ่มการผลิตในเดือนเดียวกัน แต่ต้องรอจนถึงฤดูใบไม้ผลิของปี 2026 (ประมาณไตรมาส 2) จึงจะเริ่มการส่งมอบรถ ในยุโรปฐานการผลิตของรถรุ่นใหม่นี้ อยู่ที่เมือง KECSKEMET (เคชเคเมท) ในฮังการี เป็นโรงงานซึ่งเปิดใช้งานเมื่อปี 2012 และมีพนักงานประมาณ 4,500 คน
เช่นเดียวกันกับรถรุ่นแรก รถรุ่นใหม่นี้มีตัวถังแบบเดียว และขนาดเดียว แต่ทำห้องโดยสารเป็น 2 แบบ คือ แบบติดตั้งเก้าอี้ที่นั่ง 2 แถว (2+3) กับแบบติดตั้งเก้าอี้ที่นั่ง 3 แถว (2+3+2) มีขนาดตัวถังยาว 4.732 ม. กว้าง 1.861 ม. และสูง 1.687 ม. คือ ยาวขึ้น 9.8 ซม. กว้างขึ้น 2.7 ซม. แต่เตี้ยลง 1.4 ซม. เมื่อเทียบกับตัวถังของรถรุ่นเดิม ในขณะที่ช่วงฐานล้อเพิ่มจาก 2.829 เป็น 2.889 ม. คือ ยาวขึ้นถึง 6.0 ซม. เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลดีเป็นอย่างมากต่อห้องโดยสาร ผู้โดยสารในแถว 2 และแถว 3 มีพื้นที่วางเข่าวางขาเพิ่มขึ้นจนรู้สึกได้ และผู้ที่สูงระดับ 170 ซม. ก็ยังนั่งบนเก้าอี้ 2 ตัวหลังได้อย่างสบาย ที่ว่างเหนือศีรษะก็เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน คือ ที่ว่างเหนือศีรษะผู้ขับเพิ่มขึ้น 3.5 ซม. ที่ว่างเหนือศีรษะผู้โดยสารแถว 2 เพิ่มขึ้น 6.4 ซม. และที่ว่างเหนือศีรษะผู้โดยสารแถว 2 เพิ่มขึ้น 1.0 ซม.
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในทางลบก็มีเช่นกัน นั่นคือ ขนาดความจุของห้องเก็บของท้ายรถ กล่าวคือ ในกรณีของรถ 5 ที่นั่ง ขนาดความจุจะลดจาก 565 เป็น 540 ลิตร คือ ลดลง 25 ลิตร และเมื่อพับราบเบาะหลังขนาดความจุจะลดลงจาก 1,805 เป็น 1,715 ลิตร คือ ลดลงถึง 90 ลิตร ส่วนกรณีเป็นรถ 7 ที่นั่ง ขนาดความจุจะลดจาก 500 เป็น 480 ลิตร คือ ลดลง 20 ลิตร และเมื่อพับราบเบาะหลังขนาดความจุจะลดจาก 1,680 เป็น 1,605 ลิตร คือ ลดลงถึง 75 ลิตร
จะมีทั้งรถติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปภายใ นและรถพลังไฟฟ้าล้วนๆ เหมือนรถรุ่นแรก ที่ไม่เหมือนกับรถรุ่นแรกก็คือ ทั้ง 2 แบบจะติดป้ายชื่อ MERCEDES-BENZ GLB ไม่ได้แยกเป็นรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน MERCEDES-BENZ GLB กับรถพลังไฟฟ้า MERCEDES-BENZ EQB เหมือนรถรุ่นแรก แต่ตัวถังของรถทั้ง 2 แบบนี้จะมีความแตกต่างอยู่หลายจุด ที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ แผงกระจังหน้า ซึ่งรถเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ไม่ได้ปรากฏในภาพประกอบ จะมีลักษณะอย่างที่เรียกกันว่า CLASSIC GRILLE (คลาสสิค กริลล์) ส่วนรถพลังไฟฟ้าที่เห็นในภาพประกอบ ติดตั้งแผงกระจังหน้าที่ออกแบบพิเศษ และมีรูป “ดาวสามแฉก” ขนาดเล็กติดตั้งอยู่ถึง 94 ดวง
ในเยอรมนี รถที่เริ่มรับการสั่งจองไปแล้ว มีเฉพาะรถพลังไฟฟ้าล้วนๆ และมีให้เลือกเพียง 2 โมเดล คือ MERCEDES-BENZ GLB 250+ WITH EQ TECHNOLOGY (เมร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลบี 250 พลัส วิธ อีคิว เทคโนโลยี) ซึ่งค่าตัวรวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 19 เริ่มต้นที่ 59,048 ยูโร หรือประมาณ 2.18 ล้านบาทไทย (เมื่อคิดว่าต้องใช้เงินไทย 37 บาท เพื่อแลกเงินฝรั่ง 1 ยูโร) และ MERCEDES-BENZ GLB 350 4MATIC WITH EQ TECHNOLOGY (เมร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลบี 350 4 เมทิค วิธ อีคิว เทคโนโลยี) ซึ่งค่าตัวรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเริ่มต้นที่ 62,178 ยูโร หรือประมาณ 2.30 ล้านบาทไทย
โมเดลแรก คือ MERCEDES-BENZ GLB 250+ WITH EQ TECHNOLOGY เป็นรถขับล้อหลัง ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 200 กิโลวัตต์/272 แรงม้า และแบทเตอรี NICKEL MANGANESE COBALT (นิคเคิล แมงกานีส โคบอลท์) ขนาดความจุใช้งาน 85 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.4 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. และเมื่อวัดตามมาตรฐาน WLTP จะมีระยะเดินทาง 542-631 กม. กับมีอัตราสิ้นเปลืองพลังไฟฟ้าเฉลี่ย 15.8-18.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กม. หรือ 5.5-6.3 กม./กิโลวัตต์ชั่วโมง
ส่วนโมเดลหลัง คือ MERCEDES-BENZ GLB 350 4MATIC WITH EQ TECNOLOGY เป็นรถขับทุกล้อ ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด กำลังรวม 260 กิโลวัตต์/354 แรงม้า และใช้แบทเตอรีขนาดเดียวกันกับโมเดลแรก คือ แบทเตอรี NICKEL MANGANESE COBALT ขนาดความจุใช้งาน 85 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. กรณีชาร์จไฟเต็ม และวัดตามมาตรฐาน WLTP จะมีระยะเดินทาง 521-614 กม. กับมีอัตราสิ้นเปลืองพลังไฟฟ้าเฉลี่ย 15.9-18.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กม. หรือ 5.4-6.3 กม./กิโลวัตต์ชั่วโมง
ที่จะตามมาในภายหลัง คือ รถเครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งจะเลือกได้ระหว่าง รถขับล้อหน้าติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร พร้อมระบบ MILD HYBRID หรือไฮบริดแบบอ่อน ซึ่งให้กำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์/136 แรงม้า และ 120 กิโลวัตต์/163 แรงม้า กับรถขับทุกล้อซึ่งให้กำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์/191 แรงม้า
MERCEDES-BENZ GLB

