รถพลังไฟฟ้าสายพันธุ์เยอรมันอีกแบบหนึ่ง ที่นำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังในเดือนนี้ เป็นผลงานของยอดผู้ผลิตรถสปอร์ท และรถกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีมานมนานในประเทศไทย เป็นรถเอสยูวีพลังไฟฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งเพิ่งเปิดตัวผ่านสื่อต่างๆ เมื่อวันพุธที่ 19 พฤศจิกายน 2025 พร้อมกันกับป้ายชื่อ PORSCHE CAYENNE ELECTRIC (โพร์เช คาเยนน์ อีเลคทริค) และเริ่มรับการสั่งจองจากผู้ใช้รถในเยอรมนีไม่กี่วันหลังจากนั้น
เป็นพัฒนาการล่าสุดของ PORSCHE CAYENNE (โพร์เช คาเยนน์) ซึ่งเป็นรถกิจกรรมกลางแจ้งแบบแรกของค่ายนี้ รถรุ่นแรก (รหัสโรงงาน E1 9PA) เริ่มการจำหน่ายเมื่อปี 2002 ในตัวถังที่ออกแบบทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดหาง โดยใช้ชิ้นส่วนหลายชิ้นร่วมกันกับ VOLKSWAGEN TOUAREG (โฟล์คสวาเกน ตูอเรก) ซึ่งเป็นรถร่วมเครือ เป็นตัวถัง 5 ประตู 5 ที่นั่ง ยาว 4.782-4.795 ม. กว้าง 1.928-1.957 ม. และสูง 1.675-1.699 ม. เป็นรถขับเคลื่อนทุกล้อ ที่มีให้เลือกใช้ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน เครื่องยนต์ดีเซล และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในด้านยอดขาย ตามข้อมูลในสารานุกรมออนไลน์ WIKIPEDIA (วิคิพีเดีย) ตลอดเวลาประมาณ 8 ปีที่อยู่ในตลาด สามารถขายทั่วโลกได้ถึง 276,652 คัน
รถรุ่นแรกถูกแทนที่ด้วยรถรุ่นที่ 2 (รหัสโรงงาน E2 92A) ในปี 2010 รถรุ่นใหม่นี้มีขนาดตัวถังโตขึ้นเล็กน้อยในทุกมิติ คือ เป็นตัวถังที่ยาว 4.846-4.855 ม. กว้าง 1.938-1.939 ม. และสูง 1.705 ม. มีระบบขับให้เลือกถึง 4 แบบ คือ ขับด้วยเครื่องยนต์เบนซิน ขับด้วยเครื่องยนต์ดีเซล ขับด้วยระบบไฮบริดชนิดไม่ต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ และขับด้วยระบบ PLUG-IN HYBRID (พลัก-อิน ไฮบริด) หรือไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ รถรุ่นนี้มีการปรับปรุงแบบ FACELIFT (เฟศลิฟท์) หรือ “ยกหน้า” เมื่อกลางปี 2014 ก่อนถูกปลดจากสายการผลิต เพราะมีรถรุ่นใหม่ คือ รุ่นที่ 3 มาแทนที่
รถรุ่นที่ 3 (รหัสโรงงาน E3 9YA และ E3 9YB) ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคม 2017 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยการแบ่งรถเป็น 2 อนุกรมย่อย คือ PORSCHE CAYENNE (โพร์เช คาเยนน์) ซึ่งตัวถังมีรูปทรงองค์เอวสไตล์เดียวกันกับรถ 2 รุ่นแรก กับ PORSCHE CAYENNE COUPE (โพร์เช คาเยนน์ คูเป) ซึ่งตัวถังส่วนท้ายมีรูปทรงเหมือนรถคูเป ตัวถังทั้ง 2 แบบนี้ ใช้ชิ้นส่วนร่วมกันกับรถร่วมค่ายร่วมเครืออีกหลายแบบ คือ VOLKSWAGEN TOUREG (โฟล์คสวาเกน ตูอเรก) AUDI A7 (เอาดี เอ 7) AUDI A8 (เอาดี เอ 8) BENTLEY BENTAYGA (เบนท์ลีย์ เบนเทย์กา) และ LAMBORGHINI URUS (ลัมโบร์กินี อูรุส) รถรุ่นที่ 3 ผ่านการปรับปรุงแบบ FACELIFT หรือ “ยกหน้า” ไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนเมษายน 2023 และมีกำหนดปรับปรุงอีกครั้งหนึ่งในปี 2026
ตามข้อมูลเมื่อไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 ในเยอรมนี PORSCHE CAYENNE ซึ่งมีขนาดตัวถังยาว 4.930 ม. กว้าง 1.983 ม. และสูง 1.674-1.698 ม. มีรถให้เลือกรวม 9 โมเดล ส่วน PORSCHE CAYENNE ซึ่งมีขนาดตัวถังยาว 4.930 ม. กว้าง 1.983-1.995 ม. และสูง 1.648-1.678 ม. มีรถให้เลือกรวม 10 โมเดล รถจำนวน 19 โมเดลนี้ ใช้พลังขับเคลื่อนเพียง 2 แบบ คือ ขับด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซิน กับขับด้วยระบบ PLUG-IN HYBRID หรือไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ
ส่วน PORSCHE CAYENNE ELECTRIC (โพร์เช คาเยนน์ อีเลคทริค) ที่กำลังอวดรูปโฉมอยู่นี้ เป็นรถ PORSCHE CAYENNE รุ่นที่ 4 และเป็นรุ่นแรกที่เป็นรถพลังไฟฟ้าล้วนๆ ไม่มีการติดตั้งเครื่องยนต์ใดๆ นับเป็นรถพลังไฟฟ้าแบบที่ 3 ของค่ายนี้ ถัดจากรถเก๋งซีดาน PORSCHE TAYCAN (โพร์เช ไทย์คาน) ซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อปี 2019 และรถกิจกรรมกลางแจ้งข้ามพันธุ์ขนาดเล็กกะทัดรัด PORSCHE MACAN (โพร์เช มาคัน) รุ่นที่ 2 ซึ่งเริ่มจำหน่ายเมื่อปี 2024 การปรากฏตัวของรถพลังไฟฟ้าแบบใหม่ล่าสุดนี้ ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ท และรถกิจกรรมกลางแจ้งของเมืองเบียร์ ถือว่าเป็น THE BEGINNING OF A NEW ERA (เธอะ บีกินนิง ออฟ อะ นิว เอรา) หรือ “การเริ่มต้นของศักราชใหม่”
มีขนาดตัวถัง ยาว 4.985 ม. กว้าง 1.980 ม. และสูง 1.674 ม. คือ ยาวกว่ารถรุ่นที่ 3 ถึง 5.5 ซม. ในขณะที่ช่วงฐานล้อก็ขยายเป็น 3.023 ม. คือ ยาวขึ้นถึง 13.0 ซม. ส่งผลให้เป็นการเพิ่มพื้นที่วางขาวางเข่า และผู้โดยสารบนเบาะหลังนั่งได้สบายกว่าเดิม ห้องบรรทุกท้ายรถมีขนาดความจุ 781 ลิตร และจะเพิ่มเป็น 1,588 ลิตรเมื่อพับราบเบาะหลัง รูปทรงองค์เอวของตัวถังที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่พื้นรถจรดหลังคา และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่ต่ำเพียง 0.25 นี้ เป็นผลลัพธ์ของการออกแบบซึ่งต้องการให้ได้ตัวถังที่ “ลื่นลม” ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ในระยะแรกจะมีรถให้เลือกใช้เพียง 2 โมเดล คือ PORSCHE CAYENNE ELECTRIC (โพร์เช คาเยนน์ อีเลคทริค) ซึ่งราคาค่าตัวรวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 19 ของเยอรมนี เริ่มต้นที่ 105,200 ยูโร หรือประมาณ 3.89 ล้านบาทไทย (เมื่อคิดว่าเงินฝรั่ง 1 ยูโร แลกได้ด้วยเงินไทย 37 บาท) กับ PORSCHE CAYENNE TURBO ELECTRIC (โพร์เช คาเยนน์ เทอร์โบ อีเลคทริค) ซึ่งค่าตัวรวมภาษีแพงกว่ากันเยอะเลย คือ เริ่มต้นที่ 165,500 ยูโร หรือประมาณ 6.12 ล้านบาทไทย ทั้งคู่เป็นรถขับเคลื่อนทุกล้อ ติดตั้ง REAR-WHEEL STEERING (เรียร์-วีล สเตียริง) หรือระบบบังคับเลี้ยวล้อหลัง เสริมการทำงานของ FRONT-WHEEL STEERING (ฟรอนท์-วีล สเตียริง) หรือระบบขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า รวมทั้งมี EPTM หรือ ELECTRONIC PORSCHE TRACTION MANAGEMENT (อีเลคทรอนิค โพร์เช ทแรคชัน แมเนจเมนท์) เพื่อบริหารจัดการการทำงานของระบบขับเคลื่อนทุกล้อ
โมเดลพื้นฐาน PORSCHE CAYENNE ELECTRIC ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 1 ชุด ให้กำลังสูงสุด 300 กิโลวัตต์/408 แรงม้า และจะเพิ่มเป็น 325 กิโลวัตต์/442 แรงม้า เมื่อติดตั้งอุปกรณ์พิเศษซึ่งมีชื่อว่า LAUNCH CONTROL (ลอนช์ คอนทโรล) ส่วนอุปกรณ์ป้อนพลังไฟฟ้า คือ แบทเตอรีขนาดความจุ 113 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.8 วินาที ทำอัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. ใน 18.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 230 กม./ชม. กรณีชาร์จไฟเต็ม และวัดตามมาตรฐาน WLTP จะมีระยะเดินทาง 574-642 กม. และมีอัตราสิ้นเปลืองพลังไฟฟ้าเฉลี่ย 19.7-21.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กม. หรือ 4.6-5.1 กม./กิโลวัตต์ชั่วโมง
ส่วนโมเดลหัวกะทิ PORSCHE CAYENNE TURBO ELECTRIC ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด กำลังรวม 630 กิโลวัตต์/857 แรงม้า ซึ่งจะเพิ่มเป็น 850 กิโลวัตต์/1,156 แรงม้า เมื่อติดตั้ง LAUNCH CONTROL ใช้แบทเตอรีขนาดเดียวกันกับรถโมเดลแรก คือ 113 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาแค่ 2.5 วินาที ทำอัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. ใน 7.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 260 กม./ชม. กรณีชาร์จไฟเต็ม และวัดตามมาตรฐาน WLTP จะวิ่งได้ไกล 563-623 กม. และมีอัตราสิ้นเปลืองพลังไฟฟ้าเฉลี่ย 20.4-22.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กม. หรือ 4.5-4.9 กม./กิโลวัตต์ชั่วโมง
เป็นรถที่ผู้ผลิตประกาศว่า นี่คือรถแบบแรกในตลาดยุโรปขณะนี้ ที่สามารถชาร์จไฟแบทเตอรีแบบ WIRELESS CHARGING (ไวร์เลสส์ ชาร์จิง) หรือชาร์จไฟโดยไม่ต้องใช้สาย วิธีการทำงานก็คือ นำรถเข้าไปจอดบนแผ่นพื้นที่ทำขึ้นโดยเฉพาะ แล้วกระบวนการชาร์จไฟอย่างที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า INDUCTIVE CHARGING (อินดัคทีฟ ชาร์จิง) จะเริ่มต้นขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
PORSCHE CAYENNE ELECTRIC

