เรื่องเด่นจาก GADGET/HOW IT WORKS
ONE BETTER
ONEPLUS 15 ราคาเริ่มต้น 849 ปอนด์, oneplus.com
ไม่ใช่แค่ทัดเทียมคู่แข่ง แต่ยังเหนือกว่าในหลายด้าน
การที่บแรนด์สมาร์ทโฟนเปิดตัวรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องอาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่ ONEPLUS 15 ก็ยังสามารถเรียกเสียงฮือฮาได้ ด้วยสเปคที่จัดเต็มเกินหน้าหลายรุ่นในตลาด ANDROID โดยเฉพาะ “แบทเตอรีขนาดมหึมา” ที่โดดเด่นกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน
แม้ความร่วมมือกับ HASSEIBLAD ที่มีมาอย่างยาวนานจะสิ้นสุดลงไปแล้ว และระบบซูมใหม่รวมถึง DETAIL MAX ENGINE อาจยังไม่สามารถเทียบชั้นกับ OPPO FIND X9 PRO ได้ (ซึ่งจริงๆ แล้วถือเป็นเครื่องเดียวกันในอีกเวอร์ชันหนึ่ง) แต่ในภาพรวม สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ก็ยังคงตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั่วไปได้อย่างครบถ้วน ในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าหลายรุ่นในระดับเดียวกัน
ONEPLUS ข้ามเลข 14 ไป ทำให้ ONEPLUS 13 กลายเป็นรุ่นที่ใช้เปรียบเทียบกับรุ่นนี้ และต้องบอกว่ามีหลายอย่างเปลี่ยนไป รุ่นใหม่มีขนาดเล็กลง และบางลงเล็กน้อย หน้าจอก็ลดขนาดลงนิดเดียว ส่งผลให้ความละเอียดลดลงเล็กน้อยเช่นกัน BUT HONESTLY แทบแยกไม่ออกด้วยตาเปล่า
สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ ดีไซจ์นโมดูลกล้องที่เปลี่ยนจากวงกลมมาเป็น “สี่เหลี่ยมมุมโค้ง” เพิ่มความทันสมัย และความน่าสนใจมากขึ้น แต่สิ่งที่โดดเด่นจริงๆ คือ พื้นผิวแบบ SAND STORM ที่ใช้วัสดุไฟเบอร์กลาสส์ด้านหลัง ให้สัมผัสเย็นมือ และให้ความรู้สึกคล้ายเซรามิค ด้วยกระบวนการ MICRO-ARC OXIDATION ซึ่งไม่เพียงเพิ่มความพรีเมียม แต่ยังช่วยให้ตัวเครื่องแข็งแรงขึ้นอย่างมาก ONEPLUS เคลมว่า “แข็งแกร่งกว่าอลูมิเนียม 3.4 เท่า และมากกว่าไททาเนียม 1.3 เท่า”
พื้นผิวนี้ยังให้สัมผัสนุ่มมือ ไม่เป็นรอยนิ้วมือง่าย และจากการใช้งานต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ตัวเครื่องก็ยังดูใหม่ไร้รอย แสดงถึงความทนทานได้อย่างชัดเจน
แน่นอนว่ายังมีการอัพเกรดอื่นๆ อีก โดยเฉพาะแบทเตอรีที่ใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มาพร้อมดีไซจ์นแบบ DUAL-CELL ที่รองรับการชาร์จเร็ว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญของ ONEPLUS 15
จอระดับทอพ
หน้าจอขนาด 6.78 นิ้วถือว่ายอดเยี่ยมสมฐานะเรือธง อัตราส่วน ขนาด และความกว้าง ถูกออกแบบมาอย่างลงตัว ขอบจอบางเฉียบ ทำให้หน้าจอ OLED แบบแบนนี้ดูโดดเด่นราวกับเต็มพื้นที่ด้านหน้าทั้งหมด
หน้าจอนี้ใช้ชุดเดียวกับ Oppo Find X9 Pro ซึ่งเคยได้รับคะแนนรีวิวระดับ 5 ดาว แต่ในเวอร์ชันของ ONEPLUS มีการปรับแต่วเรื่องสีให้แตกต่างออกไปเล็กน้อย
แรงจริง ลื่นจริง
ภายในเครื่อง คือ จุดที่น่าสนใจที่สุด ONEPLUS 15 ใช้ชิพตัวทอพของ QUALCOMM ในปี 2025/26 อย่าง SNAPDRAGON 8 ELITE (GEN 5) ซึ่งให้ประสิทธิภาพที่เหนือชั้นอย่างเห็นได้ชัด
การใช้งานทุกอย่างลื่นไหลสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นงานทั่วไป หรือเกมอย่าง SOUTH PARK: PHONE DESTROYER ก็ทำงานได้อย่างไม่มีสะดุด สะท้อนถึงการทำงานร่วมกันที่ลงตัวระหว่างฮาร์ดแวร์ และระบบ OXYGEN OS ของ ONEPLUS
ที่สำคัญ ตัวเครื่องไม่ร้อนง่าย เพราะมีการออกแบบระบบระบายความร้อนอย่างชาญฉลาด โดยใช้วัสดุกราไฟท์สีขาว (HEXAGONA; BORON NITRIDE) บริเวณหลังชิพ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการกระจายความร้อน แต่มีต้นทุนสูงจึงใช้เฉพาะจุดสำคัญ
นอกจากนี้ ยังมี VAPOUR CHAMBER ขนาดเหมาะสม ช่วยดึงความร้อนออกจากระบบ และป้องกันไม่ให้ฝาหลังไฟเบอร์กลาสส์ร้อนเกินไป โดยอาจอุ่นขึ้นเล็กน้อยเฉพาะตอนชาร์จ แต่ก็ยังอยู่ในระดับ “อุ่น” ไม่ถึงกับร้อนจัด
แบทเตอรีอึดสะใจ
พูดถึงเรื่องชาร์จไฟ คุณแทบไม่ต้องกังวลเลย แบทเตอรีขนาด 7300MAH ถือว่าใหญ่ที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดสมาร์ทโฟนตอนนี้
คุณสามารถ “ลืมชาร์จข้ามคืน” ได้โดยไม่ต้องกังวล และการใช้งานต่อเนื่อง 2 วันก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริง โดยจากการทดสอบสตรีมิงสามารถใช้งานได้ยาวกว่า 40 ชม.
แม้ผู้ใช้งานหนักมากอาจยังไม่ถึงวันที่ 2 แบบเต็มๆ แต่โดยรวมแล้ว นี่คือหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่แบทเตอรี “อึดที่สุด” ในตลาดตอนนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
สเปคเครื่อง หน้าจอ 6.78 นิ้ว ความละเอียด 2,772x1,272 (450 PPI) สว่างสูงสุด 1,800 นิท รีเฟรชเรท 120HZ แบบ LTPO AMOLED
พร้อมกระจก CORNING GORILLA GLASS VICTUS 2 ชิพเซท QUALCOMM SNAPDRAGON 8 ELITE GEN 5 CPU 8 คอร์ RAM 12GB หรือ 16GB หน่วยความจำ 256GB หรือ 512GB แบทเตอรี 7,300MAH ระบบปฏิบัติการ ANDROID 16 (OXYGEN OS 16) กล้องหลัง 50MP (เลนส์หลัก) 50MP (เลนส์ ULTRA-WIDE) 50MP (PERISCOPE ซูม 3.5x) กล้องหน้า 32MP มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 การเชื่อมต่อ USB-C, WI-FI 7, BLUETOOTH 6.0 ขนาด 164x76.7x8.1 มม. น้ำหนัก 211 กรัม
กล้องแคนดิด
แม้ HASSELBLAD จะไม่ได้ร่วมงานกับ ONEPLUS อีกต่อไปแล้ว แต่ระบบกล้องของ ONEPLUS 15 ก็ยังคงความสามารถระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายวีดีโอ 8K วีดีโอสโลว์โมชันระดับ 4K และระบบกันสั่นแบบ ออพติคอล
“ด้วยชิพตัวทอพระดับเรือธงจาก QUALCOMM ผสานกับ RAM ขนาดใหญ่ สมาร์ทโฟนรุ่นนี้จึงมอบประสิทธิภาพที่ทรงพลัง รองรับทุกการใช้งานได้อย่างลื่นไหลไร้กังวล”
ฟีเจอร์หลัก
ระบบปฏิบัติการ OXYGEN OS 16 ของ ONEPLUS ยังคงมีพื้นฐานใกล้เคียงกับ COLOR OS 16 ของ OPPO อย่างมาก ความแตกต่างหลักอยู่ที่รายละเอียดด้านกราฟิค ชื่อเรียกฟีเจอร์ และแอพพลิเคชันที่ติดตั้งมาให้ล่วงหน้าเท่านั้น โดยภาพรวมถือเป็นการปรับแต่งบน ANDROID 16 ที่มีทั้งจุดเด่น และจุดที่ยังต้องพัฒนาเพิ่มเติม
แน่นอนว่า “AI” คือ หัวใจสำคัญของสมาร์ทโฟนยุคนี้ และ ONEPLUS 15 ก็ไม่พลาด โดยมีปุ่ม PLUS KEY (อยู่มุมซ้ายบนเมื่อหันหน้าจอเข้าหาเรา) ที่ใช้เรียกฟีเจอร์ AI MIND SPACE
ฟีเจอร์นี้ช่วยเพิ่มบริบทให้กับสิ่งที่คุณเห็นได้ เช่น การถามว่า “นี่คืออะไร ?” จากภาพหน้าจอที่แคพไว้ นอกจากนี้ ยังใช้เป็นพื้นที่รวมไอเดีย ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ หรือโนทเสียง คล้ายกับฟีเจอร์ ESSENTIAL SPACE ของ NOTHING และมีแนวโน้มว่าจะพัฒนาให้ดีขึ้นในอนาคต
หรือหากต้องการใช้งานในรูปแบบอื่น ก็สามารถตั้งค่าปุ่มนี้ล่วงหน้าได้ เช่น แปลภาษา เปิด-ปิดเสียง (DND) เปิดกล้อง เปิดไฟฉาย อัดเสียง แคพหน้าจอ หรือปิดการใช้งานไปเลย
อย่างไรก็ตาม บางฟีเจอร์ยังต้องการการปรับปรุงให้ใช้งานได้ลื่นไหลมากขึ้น สำหรับอุปกรณ์ที่ชูจุดเด่นด้าน AI การทำงานที่ยังไม่เชื่อมต่อกันในบางจุดถือว่าน่าเสียดาย เช่น หลังจากถ่ายภาพแล้วแชร์ผ่าน WHATSAPP ระบบกลับไม่แสดงรายชื่อล่าสุดเป็นค่าเริ่มต้น และบางครั้งยังต้องเลื่อนหาแอพพลิเคชันจากรายการ แม้จะใช้งานเป็นประจำก็ตาม
ในอีกมุมหนึ่ง ก็มีฟีเจอร์ที่น่าสนใจไม่น้อย เพียงแต่ยังต้องการการปรับแต่งเพิ่มเติม เช่น หน้าต่างแอพพลิเคชันแบบลอย (FLOATING POP-UP) ที่ช่วยให้ทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้สะดวกขึ้น
อย่างไรก็ตาม การที่ยังไม่สามารถตั้งค่าแยกตามแต่ละแอพพลิเคชันได้ อาจทำให้ประสบการณ์ใช้งานดูขัดๆ อยู่บ้าง เช่น การมีหน้าต่าง WHATSAPP ขนาดเล็กลอยอยู่เหนือแอพพลิเคชันอื่น ซึ่งบางครั้งอาจรบกวนสายตาแทนที่จะช่วยเพิ่มความสะดวก
สุดยอดความทรงจำ
รุ่นความจุ 256GB ของ ONEPLUS 15 มาพร้อม RAM 12GB แต่หากขยับไปเลือกรุ่น 512GB คุณจะได้ RAM เพิ่มเป็น 16GB ซึ่งเทียบชั้นกับสมาร์ทโฟนเรือธงระดับพโรโมชันจากบแรนด์อื่นๆ ได้อย่างสบาย
จัดเลย
ต้องบอกเลยว่าเราประทับใจกับพื้นผิวแบบ SAND STORM อย่างมาก
น่าสนใจตรงที่ เวอร์ชันนี้บางกว่ารุ่น INFINITE BLACK และ ULTRA VIOLET อยู่เล็กน้อยที่ 0.1 มม. และยังมีน้ำหนักเบากว่าอีก 4 กรัม แม้จะดูเป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อย แต่ก็ช่วยเสริมความรู้สึกพรีเมียม และความสบายในการถือใช้งานได้อย่างชัดเจน
“เมื่อพูดถึงสมาร์ทโฟนระดับเรือธง ONEPLUS 15 ถือเป็นตัวเลือกที่ “คุ้มค่าเกินราคา” อย่างแท้จริง”
ยุ่งยากน้อยกว่า
กล้อง คือ หนึ่งในจุดที่ ONEPLUS 15 อาจยังหลีกเลี่ยงการถูกเปรียบเทียบกับ OPPO ไม่ได้ เพราะอีกฝั่งยังคงสานต่อความร่วมมือกับ HASSELBLAD พร้อมเซนเซอร์ที่ล้ำหน้ากว่า และเมื่อเทียบกันแบบตัวต่อตัวก็ยังดูเหนือกว่าอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ONEPLUS 15 ก็มีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า จึงอาจวิจารณ์แรงเกินไปไม่ได้
ชุดกล้องของรุ่นนี้ประกอบด้วย 3 เลนส์ ได้แก่ เลนส์หลัก มุมกว้าง และเลนส์ PERISCOPE ซูมออพติคอล 3.5 เท่า โดยในแอพพลิเคชันกล้องสามารถเลือกซูมได้ที่ 0.6x, 1x, 2x, 3.5x และ 7x ซึ่งระดับซูมแบบ “คูณสอง” เป็นการครอปภาพจากเลนส์เดิม ทำให้คุณภาพลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเลนส์จริง
ONEPLUS ชูจุดเด่นเรื่อง DETSIL MAX ENGINE ซึ่งเข้ามาแทนที่บทบาทของ HASSELBLAD แต่ในตอนนี้ยังไม่สามารถยกระดับคุณภาพได้ครบทุกด้าน โดยเฉพาะการซูมที่ยังขาดความคมชัดระดับทอพ แม้ 7x จะใช้งานได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ใช่ที่สุดของคลาสส์
กล้องหลักยังคงเป็นตัวที่ทำผลงานได้ดีที่สุด ให้ภาพที่น่าพอใจในสภาพแสงดี หรือปานกลาง แต่เมื่อเข้าสู่สภาวะแสงน้อย ตัวเครื่องมักใช้การเปิดรับแสงนาน ซึ่งยิ่งส่งผลชัดเมื่อใช้ซูมระยะไกล และเป็นจุดอ่อนที่ยังแก้ได้ไม่สมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมของตลาด กล้องชุดนี้ก็ยังถือว่า “คุ้มค่าตามราคา” และเมื่อเทียบกับเรือธงบางบแรนด์ที่พัฒนาเพียงเล็กน้อยในช่วงหลัง ONEPLUS ก็ไม่ได้ตามหลังไกลอย่างที่คิด
ONEPLUS 15 ถือเป็นหนึ่งในเซอร์พไรส์ที่ดีที่สุดของปี 2025 ด้วยดีไซจ์นที่โดดเด่นที่สุดรุ่นหนึ่งในฝั่ง ANDROID ทั้งรูปลักษณ์ และสัมผัสการใช้งาน
เมื่อรวมกับแบทเตอรีที่ใช้งานได้ยาวนานเหนือคู่แข่งหลายรุ่น ทำให้มันกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่ “ครบเครื่อง” อย่างแท้จริง
ในด้านราคา ก็ถือว่าแข่งขันได้ดีเมื่อเทียบกับเรือธงอื่นๆ แม้ว่าระบบกล้องจะเป็นจุดที่อ่อนที่สุด และอาจมีผลต่อการตัดสินใจของผู้ใช้บางกลุ่ม แต่โดยรวมก็ยังอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับราคา
อย่างไรก็ตาม หากมีตัวเลือกอย่าง OPPO FIND X9 ที่มาพร้อมกล้องที่ดีกว่า ก็ยากที่จะมองข้าม
ONEPLUS มักถูกมองว่าเป็น “ม้ามืด” ในตลาด แต่กับ ONEPLUS 15 รุ่นนี้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าบแรนด์สามารถยืนเคียงข้างผู้เล่นรายใหญ่ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ทั้งในด้านประสิทธิภาพ แบทเตอรี และงานออกแบบที่มีเอกลักษณ์ พูดง่ายๆ คือ “ดีมากจริงๆ”
ชาร์จ
ONEPLUS 15 รองรับการชาร์จไวระดับ 120W SUPERVOOC ช่วยเติมพลังแบทเตอรีได้อย่างรวดเร็วทันใจ โดย ONEPLUS ก็มีหัวชาร์จที่รองรับจำหน่ายโดยเฉพาะ รวมถึงรุ่นชาร์จไร้สาย AIRVOOC กำลังไฟ 50W ให้เลือกใช้งานเพิ่มเติม
“ดีไซจ์นโมดูลกล้องแบบ “สี่เหลี่ยมมุมโค้ง” ใหม่ ช่วยปรับลุคของตัวเครื่องให้ดูทันสมัย และแตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน”
บทสรุป
สิ่งที่ประทับใจ พลังประมวลผลสูงมาก แบทเตอรีอึดสุดๆ ดีไซจ์น SAND STORM สวยโดดเด่น
สิ่งที่ควรปรับปรุง กล้องซูมยังไม่โดดเด่น ซอฟท์แวร์ยังขาดความลื่นไหลในบางจุด
คำสุดท้าย สมาร์ทโฟนประสิทธิภาพยอดเยี่ยม ที่คู่ควรกับคะแนน 5 ดาวในฝั่ง ANDROID อย่างชัดเจน
ONEPLUS 15 คือ เรือธงที่ “คุ้มค่า น่าใช้ และโดดเด่น” ในหลายมิติ แม้จะมีจุดอ่อนเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วถือเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งมากในตลาดปัจจุบัน
หาดีลที่ดีที่สุดสำหรับ ONEPLUS 15 ได้ที่: bit.ly/t3op15
อุปกรณ์เสริม
ONEPLUS BUDS PRO 3 ราคา 199 ปอนด์, oneplus.com
หูฟังไร้สายที่ให้ความคุ้มค่าเกินราคาอย่างไม่ต้องสงสัย มาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน (ANC) ระดับยอดเยี่ยม และคุณภาพเสียงที่โดดเด่น เหมาะสำหรับการเพลิดเพลินกับเพลงโปรดได้อย่างเต็มอรรถรสในทุกสถานการณ์
ONEPLUS WATCH 3 ราคา 319 ปอนด์, oneplus.com
สมาร์ทวอทช์ที่แนะนำได้แบบไม่ต้องคิดมาก ด้วยดีไซจ์นสวยงาม แบทเตอรีใช้งานได้ยาวนาน มาพร้อมปุ่มหมุน (ROTATING CROWN) และฟีเจอร์ติดตามสุขภาพที่อัพเกรดใหม่ รวมถึงความทนทานที่ดียิ่งขึ้น
ตัวเลือกที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้ ANDROID ที่ต้องการความสามารถแบบ GOOGLE โดยไม่ต้องชาร์จทุกวัน
UGREEN NEXODE POWER BANK ราคา 89.99 ปอนด์, uk.ugreen.com
เพาเวอร์แบงค์ความจุ 25,000MAH ที่โดดเด่นสำหรับสายเดินทาง รองรับการชาร์จเร็วผ่านพอร์ท USB-C มาพร้อมหน้าจอ TFT ดีไซจ์นเรียบหรู ขนาดกะทัดรัดเกินคาด
เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกคุณภาพที่ควรค่าแก่การพิจารณา
BASS-IC INSTINCT
SAMSUNG HW-Q990F ราคา 1,599 ปอนด์, samsung.com
SOUNDBAR ระดับทอพสำหรับทีวี SAMSUNG ที่ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น
ทุกๆ ปี SAMSUNG มักเปิดตัว SOUNDBAR รุ่นใหม่ ซึ่งโดยมากเป็นเพียงการปรับปรุงเล็กน้อยจากรุ่นก่อนหน้า ในไลน์ผลิตภัณฑ์เรือธงแบบหลายชิ้นส่วน และรองรับแชนแนลเสียงจำนวนมากของตน
อย่างไรก็ตาม เมื่อก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ดูเหมือนว่าวิศวกรผู้ออกแบบ SOUNDBAR ของ SAMSUNG จะตัดสินใจท้าทายตัวเอง ด้วยการปรับโฉม “หัวใจสำคัญ” ของรุ่น HW-Q990F ใหม่นี้ อย่างค่อนข้างพลิกโฉม นั่นคือ ซับวูเฟอร์
ซับวูเฟอร์รุ่นนี้ถูกออกแบบใหม่ให้มีลักษณะเป็นทรงลูกบาศก์ขนาดกะทัดรัด พร้อมดไรเวอร์ 2 ตัวที่ติดตั้งอยู่คนละด้านในตำแหน่งตรงข้ามกัน
การเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนสำคัญของสูตรคุณภาพเสียง ที่ประสบความสำเร็จมาโดยตลอดเช่นนี้ ถือเป็นความเสี่ยงไม่น้อย หลายคนจึงสงสัยว่า SAMSUNG กำลังทำลายรากฐานตัวเองหรือไม่ หรือแท้จริงแล้ว สิ่งที่ดีที่สุด กำลังจะดียิ่งขึ้นไปอีกขั้นกันแน่
ตัว SOUNDBAR หลักยังคงมีขนาดใหญ่ตามแบบฉบับเดิม เหมาะอย่าง ระดับนี้อยู่แล้ว
Q990F ถ่ายทอดความใหญ่ได้อย่างลงตัว ด้วยดีไซจ์นขอบซ้าย และขวาที่เอียง 2 ชั้น พร้อมตะแกรงพลาสติคหุ้มตัวเครื่อง SAMSUNG ยังเน้นเส้นสายแนวนอนบริเวณด้านบนให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น เพิ่มความรู้สึกทันสมัย ขณะเดียวกันก็เลือกใช้โทนสีเทาอ่อน แทนสีเกือบดำของรุ่นก่อนหน้าอย่าง Q990D
พื้นผิวด้านบนถูกปิดด้วยตะแกรงเช่นเดียวกับด้านหน้า และด้านข้าง เนื่องจาก Q990F มาพร้อมลำโพงแบบยิงเสียงขึ้นด้านบน (UP-FIRING) เพื่อสร้างเอฟเฟคท์มิติความสูงของระบบเสียง DOLBY ATMOS
ลำโพงด้านหลังถูกออกแบบให้ใช้วัสดุ และโทนสีเดียวกับตัว SOUNDBAR หลัก พร้อมดีไซจ์นเหลี่ยมคมในสไตล์เดียวกัน โดยมีส่วนยอดด้านบนที่ลาดเอียง เพื่อช่วยให้ลำโพงยิงเสียงขึ้นด้านบนสามารถกระจายเสียง และเชื่อมต่อกับเสียงจาก SOUNDBAR หลักได้อย่างกลมกลืน
ทั้งหมดนี้นำไปสู่จุดเด่นสำคัญที่สุดของ Q990F นั่นคือ ระบบเสียงแบบ 11.1.4 แชนแนล ซึ่งประกอบด้วย ลำโพงด้านหน้า (กลาง ซ้าย ขวา), ลำโพงด้านข้างซ้าย-ขวา, ลำโพงด้านหน้ามุมซ้าย-ขวา, ลำโพงยิงขึ้นด้านบน 2 ตัวใน SOUNDBAR หลัก, ลำโพงด้านหลังที่มีทั้งแบบยิงไปด้านหน้า ด้านข้าง และด้านบน รวมถึงแชนแนลเบสส์ “.1” จากซับวูเฟอร์ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เติมเต็มพลังเสียงในย่านต่ำอย่างหนักแน่น
ข้ามขีดจำกัดของแชนแนลเสียง
นอกเหนือจากความสามารถในการจัดวางลำโพงจริง ให้ครบทุกแชนแนลของระบบเสียง DOLBY ATMOS หรือ DTS:X เกือบทุกรูปแบบแล้ว ลำโพงด้านหน้า บนตัว SOUNDBAR หลัก ลำโพงยิงด้านข้างจากชุดลำโพงหลัง รวมถึงการออกแบบองศาของลำโพงให้ยิงขึ้นด้านบนทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ล้วนสะท้อนถึงเป้าหมายสูงสุดของ SAMSUNG นั่นคือ การสร้าง “โดมเสียง” ที่โอบล้อมผู้ชมอย่างสมบูรณ์แบบ ให้ได้ทั้งความละเอียด ความเต็มอิ่ม และมิติรอบทิศทางมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
แน่นอนว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ SOUNDBAR ที่ไม่มีลำโพงหลังแยกมาให้ ไม่สามารถทำได้อย่างแท้จริง แม้ว่าจะมีบางรุ่น โดยเฉพาะจาก SONY ที่พยายามจำลองเอฟเฟคท์ดังกล่าวผ่านระบบประมวลผลอัจฉริยะ และลำโพงเสมือนก็ตาม
ในกรณีที่คุณไม่ได้รับชมคอนเทนท์แบบ DOLBY ATMOS หรือ DTS:X ตัว Q990F ก็ยังมีโหมด “UPMIXING” ที่สามารถขยายสัญญาณเสียงทุกประเภท กระทั่งเสียงสเตริโอธรรมดา ให้กลายเป็นประสบการณ์แบบหลายแชนแนลได้
นอกจากนี้ ยังมีโหมดอื่นๆ อย่าง GAME PRO ที่ช่วยเน้นทิศทางของเสียงในเกม ทำให้คุณสามารถจับตำแหน่งของศัตรูได้แม่นยำยิ่งขึ้น
และหากระบบเสียง 16 แชนแนลของ Q990F ยังไม่เพียงพอ ตัวเครื่องยังรองรับเทคโนโลยี Q-SYMPHONY ของ SAMSUNG ซึ่งช่วยให้ลำโพงของซาวด์บาร์ทำงานร่วมกับลำโพงของทีวี SAMSUNG เพื่อสร้างแชนแนลเสียงกลางที่ทรงพลังยิ่งขึ้น
ความยืดหยุ่นของมันยังขยายไปถึงการแยกชุดลำโพงหลังออกมาใช้งานเป็นระบบสตรีมิงสเตริโอแบบอิสระได้อีกด้วย
ในด้านการเชื่อมต่อ Q990F ถือว่าครบครันอย่างมากสำหรับ SOUNDBAR โดยเฉพาะระบบ HDMI แบบ LOOP-THROUGH ที่ให้ช่องสัญญาณเข้า 2 ช่อง และออก 1 ช่อง ซึ่งรองรับการส่งผ่านสัญญาณภาพระดับ 4K/120HZ HDR
นั่นหมายความว่า เกเมอร์ที่ใช้เครื่องคอนโซลระดับเรือธง หรือพีซีที่รองรับ สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับ SOUNDBAR โดยตรง แทนการต่อเข้า TV เพื่อลดความเสี่ยงของปัญหาเสียงกับภาพไม่ตรงกันที่อาจเกิดจาก HDMI ARC
ระบบ HDMI นี้ยังรองรับการส่งผ่านสัญญาณภาพ HDR ระดับพรีเมียมทั้ง HDR10+ และ DOLBY VISION อีกด้วย ขณะที่ตัวเลือกการเชื่อมต่ออื่น ๆ ก็มีทั้งช่อง OPTICAL DIGITAL AUDIO รวมถึง BLUETOOTH และ WI-FI
และหากคุณสงสัยว่า ซับวูเฟอร์ดีไซจ์นใหม่ จะทำให้ทุกอย่างเสียสมดุลหรือไม่ คำตอบ คือ “ไม่เลย” ในความเป็นจริง มันกลับยกระดับประสิทธิภาพขึ้นไปอีกขั้นด้วยซ้ำไป
โครงสร้างดไรเวอร์คู่ช่วยให้เสียงเบสส์มีความนุ่มนวล และลื่นไหลมากขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถลงลึก และให้พลังเสียงในระดับสูงสุดได้โดยไม่เกิดอาการบิดเบือน
ประสิทธิภาพของมันไม่เพียงเทียบเท่า แต่ยังโดดเด่นไม่แพ้ซับวูเฟอร์ระดับเรือธงของ SAMSUNG รุ่นก่อนหน้า
ทั้ง SOUNDBAR หลัก และลำโพงหลังยังคงรักษามาตรฐานนี้ได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในระดับความดังที่สั่นสะเทือนผนัง โดยไม่เคยให้เสียงขุ่น มืดทึบ หรืออัดแน่นจนเกินไป ไม่ว่าทแรคเสียงของภาพยนตร์จะหนักหน่วงเพียงใดก็ตาม
สิ่งที่น่าประทับใจเป็นพิเศษสำหรับลำโพงหลัง ที่สามารถบรรจุดไรเวอร์ถึง 3 ตัวไว้ในตัวเครื่องขนาดกะทัดรัด
การผสมผสานระหว่างพลังเสียงอันดุดัน และรายละเอียดอันละเอียดอ่อน ของ Q990F แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเสียงกระแทกฉับพลันที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นหมัดปะทะ เสียงปืน เสี้ยววินาทีแรกของการระเบิด หรืออุบัติเหตุรถชน ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่คอภาพ และเสียงต่างหลงใหล
ในช่วงราคานี้ ยังไม่มี SOUNDBAR รุ่นใดที่สามารถสร้าง “โดมเสียง” อันทรงพลัง และต่อเนื่องสำหรับการดูหนังได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมทั้งสลับมาให้ประสบการณ์ฟังเพลงที่น่ารื่นรมย์ได้ในเครื่องเดียว
และเมื่อจับคู่กับทีวี SAMSUNG ที่รองรับ Q-SYMPHONY คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์เสียงแบบ “กำแพงเสียง” ระดับโรงภาพยนตร์อย่างแท้จริง
“ซับวูเฟอร์ทรงลูกบาศก์รุ่นใหม่นี้ แทบจะเรียกได้ว่า “น่ารัก” เลยทีเดียว”
สเปค
- ลำโพง ระบบ 23 ตัวขับเสียง (23 ดไรเวอร์), 11.1.4 แชนแนล
- การเชื่อมต่อ HDMI 2.1 eARC, OPTICAL, WI-FI, BLUETOOTH 5.3
- รูปแบบเสียงที่รองรับ DOLBY DIGITAL PLUS, DOLBY TRUE HD, DOLBY ATMOS, DOLBY 5.1CH, ATMOS MUSIC ขนาด
- (ลำโพงหลัก) 1,232x70.8x138 มม. ลำโพงหลัง 129.5x201.3x140.4 มม.
- ซับวูเฟอร์ 249x251.8x249 มม. น้ำหนักรวม 23.8 กก.
บทสรุป
สิ่งที่เราประทับใจ
ประสิทธิภาพเสียงที่ “คุ้มค่าที่สุดเมื่อเทียบกับราคา” ในโลกของ SOUNDBAR พร้อมดีไซจ์นซับวูเฟอร์ใหม่ที่ดูโดดเด่น และทันสมัยอย่างยิ่ง
สิ่งที่อยากให้ปรับปรุง
การมีอุปกรณ์ถึง 4 ชิ้น อาจไม่เหมาะกับคนที่ไม่ชอบความรก แม้จะคุ้มค่า แต่ราคาก็ยังถือว่าสูงอยู่ดี
คำสุดท้าย
การปรับโฉมองค์ประกอบสำคัญของระบบที่เดิมก็ให้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว ยิ่งทำให้ SOUNDBAR รุ่นนี้กลายเป็นผลงานที่ดีที่สุดของ SAMSUNG เท่าที่เคยมีมา
ตัวเลือกอื่นๆ
MARSHALL HESTON 120 ราคา 899 ปอนด์, marshall.com
พลังเสียงเบสส์หนักแน่นราวกับแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดิน การควบคุมมิติทั้งความกว้างและความสูงยอดเยี่ยม สร้างเวทีเสียงขนาดใหญ่อลังการ และประสิทธิภาพในการถ่ายทอด DOLBY ATMOS ก็สามารถท้าชนกับคู่แข่งชั้นนำได้อย่างสบาย
KEF XIO ราคา 1,999 ปอนด์, uk.kef.com
ให้ประสบการณ์เสียงแบบโอบล้อมที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้จากระบบแบบกล่องเดียว SOUNDBAR รุ่นแรกของ KEF คว้าคะแนนรีวิวระดับห้าดาว แม้จะไม่มีระบบ HDMI passthrough ก็ตาม
FIIORCEFUL FIIO FT1 ราคา 139 ปอนด์, fiio.com
FIIO ได้พลาดครั้งที่หาได้ยากกับหูฟังแบบมีสายรุ่นนี้หรือไม่ ?
หากมีสิ่งหนึ่งที่เราทุกคนเชื่อมั่นใน FIIO ก็คือ “ความคุ้มค่า” และเมื่อดูจากสเปค FT1 (หูฟังครอบหูแบบปิดรุ่นแรกของบริษัท) ก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น
แต่ “บนกระดาษ” เป็นอย่างหนึ่ง และ “เมื่อสวมฟังจริง” เป็นอีกอย่างหนึ่ง
แม้ว่าเราจะประทับใจกับหูฟังรุ่นล่าสุดของ FIIO หลายรุ่น แต่ FT1 ถือเป็นความพลาดที่พบได้ไม่บ่อยของบแรนด์ อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์ที่มีอยู่ก็ถือว่าน่าประทับใจไม่น้อย
ตัวอย่างเช่น ดไรเวอร์ฟูลล์เรนจ์ขนาด 60 มม. ซึ่ง (ตามที่ FIIOO ระบุ) รองรับช่วงความถี่ 10HZ-40KHZ
ตัวหูฟังผลิตจากไฟเบอร์ไม้เป็นหลัก แต่ละข้างติดตั้งวอยศ์คอยล์ขนาด 25 มม. พร้อมโครงยึดแบบ W-SHAPED และวางอยู่ด้านหลังแผ่น BAFFLE ทรงกรวย ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดคลื่นนิ่ง และช่วยให้ดไรเวอร์ขนานกับหูของผู้สวมใส่
และด้วยตัวเลือกสายที่เหมาะสม FT1 จึงสามารถเชื่อมต่อกับแหล่งเสียงได้แทบทุกประเภท ซึ่งเป็นข้อดีเมื่อพิจารณาว่าหูฟังรุ่นนี้ได้รับการรับรอง HI-RES AUDIO จากทั้ง JAPAN AUDIO SOCIETY และ CONSUMER ELECTRONICS ASSOCIATION
ข้อดีอีกอย่าง คือ FT1 มีลักษณะเสียงที่กระฉับกระเฉง และดุดัน เหมาะกับดนตรีหลายแนว การนำเสนอแบบนี้ให้ความรู้สึกสนุก และน่าตื่นเต้นในจังหวะที่เหมาะสม หากคุณชอบความมีชีวิตชีวาในหูฟัง รุ่นนี้ก็ถือว่าตอบโจทย์
นอกจากความหนักแน่นนี้แล้ว หูฟัง FIIO ยังสามารถดึงรายละเอียดจากเพลงออกมาได้ดี และให้ความสำคัญกับแต่ละองค์ประกอบอย่างเหมาะสม สามารถถ่ายทอดทั้งโครงสร้างหลักของเสียง และรายละเอียดเล็กๆ ที่หูฟังระดับรองมักมองข้าม
โทนเสียงโดยรวมมีความเป็นกลางน่าพอใจ ซึ่งช่วยให้เจตนาของต้นฉบับเพลงถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจน การตอบสนองความถี่มีความเรียบและสม่ำเสมอ ไม่มีช่วงใดโดด หรือยุบอย่างผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม “ของดีมากเกินไป” ก็เป็นปัญหาได้เช่นกัน เพราะ FT1 ดูเหมือนไม่สามารถหรือไม่ยอมลดระดับความดุดันลง แม้เพลงที่ฟังจะไม่ต้องการพลังขนาดนั้นก็ตาม และบางครั้งก็เหมือนเร่งจังหวะเพลง ทำให้เพลงที่ควรจะผ่อนคลายเร็วขึ้น
และเมื่อรวมลักษณะนี้เข้ากับเวทีเสียงที่ค่อนข้างแบน (2 มิติ) และมีแนวโน้มจะแคบ และอับ ทำให้การนำเสนอโดยรวมค่อนข้างหนักหน่วง และต่อเนื่องเกินไป
ในด้านวัสดุ การประกอบ และการเก็บงาน FIIO FT1 ไม่มีอะไรให้ติ และสเปคก็ถือว่าโอเคหากเทียบกับรุ่นอื่นในตลาด แต่ลักษณะเสียงที่เน้นความดุดัน ความตรงไปตรงมา และความหนักแน่นมากเกินไป ทำให้หูฟังรุ่นนี้ยังไม่สามารถสร้างความน่าสนใจได้อย่างแท้จริง
บทสรุป
สิ่งที่ประทับใจ
เสียงมีพลัง และตรงไปข้างหน้า วัสดุดี งานประกอบยอดเยี่ยม สเปคดี
สิ่งที่ควรปรับปรุง
เสียงมีมิติ 2 มิติ และดุดันเกินไป ตัวครอบหูอาจใหญ่เกินสำหรับบางคน ไม่สามารถพับแบนได้
คำสุดท้าย
มีหลายสิ่งที่น่าชื่นชมใน FIIO FT1 แต่หูฟังรุ่นนี้ยึดติดกับบุคลิกเสียงมากเกินไป จนไม่อาจถือเป็นความสำเร็จอย่างแท้จริง
CYCLONIC
BROMPTON ELECTRIC T LINE ราคาเริ่มต้น 5,799 ปอนด์, brompton.com
จักรยานไฟฟ้าที่เบาที่สุดของ BROMPTON แสดงให้เห็นว่ายังสามารถสร้างนวัตกรรมได้ แต่ความประณีตนั้นมาพร้อมต้นทุน
BROMPTON ELECTRIC T LINE เป็นความย้อนแย้งที่เคลื่อนไหวได้ มันเป็นจักรยานไฟฟ้าที่เบาที่สุดที่ BROMPTON เคยผลิต (เพียง 11.2 กก. หากไม่รวมแบทเตอรี และประมาณ 14.1 กก. เมื่อใส่แบทเตอรี) แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นรุ่นที่มีราคาสูงที่สุด
มันให้ความรู้สึกคุ้นเคย แต่ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด ประณีตขึ้น แต่ก็ดูระมัดระวังจนน่าหงุดหงิดเล็กน้อย
งานฝีมือของ BROMPTON เป็นหนึ่งในจุดขายหลักมาโดยตลอด และ ELECTRIC T LINE ก็แสดงให้เห็นว่าการผลิตภายในของบริษัทพัฒนาไปไกลเพียงใด
เฟรมไททาเนียม และตะเกียบคาร์บอนถูกเชื่อม และเก็บงานอย่างไร้ที่ติ ทำให้จักรยานดูพรีเมียม ราวกับเครื่องประดับชิ้นหนึ่ง กลไกบานพับให้ความรู้สึกแข็งแรง มั่นใจ และพับได้พร้อมเสียง “คลิค” อันเป็นเอกลักษณ์ของ BROMPTON ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่สำคัญต่อเสน่ห์ของบแรนด์ หลักอานคาร์บอนไฟเบอร์ ตัวลอคบานพับแบบ CNC และโครงท้ายไททาเนียมที่หล่อขึ้นอย่างแม่นยำ ล้วนช่วยสร้างความรู้สึกว่า “วิศวกรรมเกินความจำเป็น” ซึ่งช่วยอธิบายราคาของมัน อาจไม่ใช่สำหรับทุกคน แต่เหมาะกับผู้ที่กำลังมองหา BROMPTON เฟรมไททาเนียม
ระบบสายไฟแบบฝังสำหรับมอเตอร์หลังรุ่นใหม่ดูเรียบร้อยขึ้น เดินสายไปตามเฟรมโดยไม่เกี่ยวติดขณะพับ แม้จะยังไม่เรียบร้อยเท่าจักรยานไฟฟ้าบางรุ่น เช่น ENGWE MAPFOUR N1 PRO ที่ไม่มีสายไฟให้เห็นเลย แต่ก็ไม่ใช่จักรยานพับ จึงอาจไม่ใช่การเปรียบเทียบที่ยุติธรรม
พลังมาจากมอเตอร์หลัง E-MOTIQ ขนาด 250 วัตต์ รุ่นใหม่ ทำงานร่วมกับแบทเตอรี 345 วัตต์ชั่วโมง ที่อยู่ในกระเป๋าด้านหน้าแบบถอดได้ BROMPTON ระบุว่าสามารถวิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 90 กม./การชาร์จ 1 ครั้ง ขึ้นอยู่กับระดับการช่วยปั่น และสภาพเส้นทาง และใช้ที่ชาร์จ 2A ชาร์จได้ถึง 80 % ภายในประมาณ 4 ชม.
ระบบใช้เซนเซอร์แรงบิด จังหวะการปั่น และความเร็ว เพื่อส่งกำลังอย่างนุ่มนวล และต่อเนื่องใน 3 ระดับ และมีโหมดที่ 4 สำหรับปิดระบบช่วยปั่นโดยสิ้นเชิง
หน้าจอใหม่ถูกนำมาใช้ใน ELECTRIC T LINE แทนระบบปุ่มแบบเดิมของรุ่นก่อน ใช้งานง่ายขึ้น ชัดเจนขึ้น และผสานเข้ากับตัวเครื่องได้ดีกว่า หน้าจอขนาดเล็กแสดงระดับการช่วยปั่น ความเร็ว % แบทเตอรี และข้อมูลการขี่ได้ในทันที ปุ่มมีไฟแบคไลท์ และให้สัมผัสที่แน่น นอกจากนี้ ยังรองรับ BLUETOOTH เพื่อเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชัน BROMPTON สำหรับอัพเดทเฟิร์มแวร์ และตรวจสอบระบบ
BROMPTON ใช้ “มรดกของบแรนด์” มากขึ้นในการสนับสนุนราคาพรีเมียม ELECTRIC T LINE ถือเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ เช่นเดียวกับ ELECTRIC G LINE แต่เมื่อมองในภาพรวมของตลาดจักรยานไฟฟ้า อาจไม่ได้ก้าวกระโดดมากนัก
แบทเตอรีที่ค่อนข้างใหญ่ ระบบสายไฟที่เรียบร้อยในระดับหนึ่ง และมอเตอร์หลัง ไม่ได้ถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ แต่ทั้งหมดถูกทำออกมาด้วยความแม่นยำในแบบที่ BROMPTON ขึ้นชื่อ
หากคุณมีโอกาสได้ลองขี่ ควรลอง แต่หากคุณมีงบจำกัด ELECTRIC T LINE อาจให้ความรู้สึกเหมือนความหรูหราฟุ่มเฟือย มากกว่าการอัพเกรดที่จำเป็น
อย่างไรก็ตาม มันเป็นจักรยานที่สนุกมากในการขี่ และคงจะดีหากมีคนได้สัมผัสมากกว่านี้ แม้ว่าความพิเศษส่วนหนึ่งจะอยู่ที่ “ไม่ใช่ทุกคนจะได้ใช้”
บทสรุป
สิ่งที่ประทับใจ
เบามากสำหรับ E-BIKE ระบบช่วยปั่นนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ กลไกพับประณีต
สิ่งที่ควรปรับปรุง
แบทเตอรีขนาดใหญ่ ไม่มีตัวเลือกขนาดเฟรม หน้าจอขนาดเล็ก
คำสุดท้าย
ผลงานการออกแบบที่น่าประทับใจ ให้ความรู้สึกเบามาก สมดุล และพรีเมียมอย่างชัดเจน แต่เป็นจักรยานสำหรับการเดินทางแบบหรูหรา มากกว่าจะเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน
SMART SHOOTER
DJI OSMO ACTION 6 ราคา 329 ปอนด์, dji.com
กล้องแอคชันที่อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ และถ่ายในที่แสงน้อยได้ดี
สเปค
เซนเซอร์ CMOS ขนาด 1/1.1 นิ้ว เลนส์ มุมมอง 155° รูรับแสง F/2-F/4 ช่วง ISO 100-25,600 (สูงสุด 51,200 ในโหมด SUPERNIGHT) ความละเอียดภาพนิ่ง: 7,168x5,376 (38MP) บิทเรวีดีโอสูงสุด 120 MBPS รูปแบบวีดีโอ MP4 (HEVC) หน่วยความจำภายใน 64GB รองรับหน่วยความจำเสริม MICRO SD การเชื่อมต่อไร้สาย WI-FI 6, BLUETOOTH 5.1 กันน้ำ ลึก 20 ม. (ไม่ใช้เคส), 60 ม. (ใช้เคส) ขนาด 72.8x47.2x33.1 มม. น้ำหนัก 149 กรัม
DJI ได้นำแนวคิดจากดีไซจ์นของ GOPRO มาใช้กับรุ่นต่อจาก DJI OSMO ACTION 5 PRO และได้เพิ่มอุปกรณ์เลนส์ใหม่ 2 แบบ ได้แก่ MACRO LENS และ FOV BOOST LENS โดยมุ่งเป้า ACTION 6 ไปที่ผู้สร้างคอนเทนท์ระดับมืออาชีพอย่างชัดเจน
รูรับแสงแบบปรับได้ ถือเป็นความสามารถทางเทคนิคที่น่าสนใจ แต่ก็อย่าคาดหวังว่าภาพจะดูเหมือนถ่ายจากกล้อง FUJIFILM เลนส์ที่เปิดกว้างขึ้นช่วยให้แสงเข้ามามาก ทำให้ภาพในที่แสงน้อยดูไม่ฟุ้ง แต่ระยะชัดลึก ยังไม่สามารถเทียบกับกล้องขนาดใหญ่ได้ เนื่องจากข้อจำกัดของขนาดเซนเซอร์ และชุดเลนส์
DJI ได้ปรับปรุง OSMO ACTION 6 ให้แข็งแรงขึ้น และมีความทะเยอทะยานด้านเทคนิคมากขึ้น โดยยังคงขนาดโดยรวมใกล้เคียงเดิม แม้ว่าจะหนักกว่า ACTION 5 PRO เล็กน้อย (145 กรัม)
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการออกแบบชุดเลนส์ใหม่ ที่รองรับระบบรูรับแสงแบบปรับได้ และรองรับเลนส์แบบเปลี่ยนได้ ส่งผลให้ส่วนหน้าของตัวกล้องมีความหนาแน่น และแข็งแรงมากขึ้น
ระบบเลนส์แบบถอดเปลี่ยนได้ถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงด้านฮาร์ดแวร์ที่สำคัญที่สุดของซีรีส์ OSMO ACTION และสามารถเปลี่ยนเลนส์ได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ
DJI มีเลนส์มาโครที่ช่วยลดระยะโฟคัสใกล้สุดเหลือประมาณ 20 ซม. และมีวงแหวนปรับโฟคัสแบบแมนวล ซึ่งถือเป็นรายละเอียดที่ดี อย่างไรก็ตาม ACTION 6 ยังไม่มีระบบ FOCUS PEAKING (ในตอนนี้) ทำให้ยากต่อการดูว่าจุดโฟคัสอยู่ตรงไหน
อุปกรณ์เสริมอีกตัว คือ FOV BOOST LENS ซึ่งช่วยขยายมุมมองจาก 155° เป็น 182°
โดยเปรียบเทียบ GOPRO HERO 13 BLACK พร้อม MAX LENS MOD 2.0 ให้มุมมองสูงสุด 177° ขณะที่ INSTA360 ACE PRO 2 ให้ 157° กับเลนส์มาตรฐาน
เมาท์เลนส์ที่เสริมความแข็งแรงช่วยให้ระบบรูรับแสงทำงานได้อย่างเสถียร พร้อมคงความแน่นหนาสำหรับการใช้งานใต้น้ำ ซึ่งสำคัญเนื่องจากกล้องสามารถกันน้ำลึกได้ถึง 20 ม. โดยไม่ต้องใช้เคส
ตัวเครื่องยังคงรูปทรงสี่เหลี่ยมแบบคุ้นเคยของ DJI แต่ให้ความรู้สึกแข็งแรง และซีลแน่นขึ้น ระบบกันน้ำได้รับการเสริมด้วยเซนเซอร์วัดแรงดันที่ดีขึ้น เพื่อให้ข้อมูลความลึก และระยะเวลาการใช้งานใต้น้ำแม่นยำยิ่งขึ้น
ACTION 6 ยังสามารถทนความหนาวได้ถึง -20°C และโครงสร้างที่แข็งแรงช่วยปกป้องเซนเซอร์ขนาด 1/1.1 นิ้วแบบสี่เหลี่ยม ซึ่งให้ช่วงไดนามิคเรนจ์สูงสุด 13.5 สตอพ
หน้าจอสัมผัสคู่ยังคงมีอยู่ แต่หน้าจอด้านหลังไม่สามารถพับได้เหมือน INSTA360 ACE PRO 2
การพัฒนาที่สำคัญอีกจุด คือ ระบบยึดแบบแม่เหล็ก รุ่น ACTION 5 PRO สามารถติดตั้งได้เพียงทิศทางเดียว แต่ ACTION 6 สามารถพลิกทิศทางกล้องได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเมาท์
ระบบรับแสง
OSMO ACTION 6 ถือเป็นก้าวที่ทะเยอทะยานที่สุดของ DJI ในด้านคุณภาพภาพ โดยขับเคลื่อนด้วยระบบรูรับแสงแบบปรับได้ ซึ่งเปลี่ยนพฤติกรรมของกล้องแอคชันในการถ่ายในสภาพแสงที่ท้าทาย
ระบบนี้สามารถปรับระหว่าง F/2 และ F/4 ตามสถานการณ์ ทำให้ควบคุมปริมาณแสง และระยะชัดลึกได้ดีขึ้น
ค่ารูรับแสงกว้างสุด F/2 ช่วยให้แสงเข้ามามากขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับ ACTION 5 PRO ส่งผลให้การถ่ายในที่แสงน้อยดีขึ้น และลด NOISE
สำหรับการถ่ายแบบ VLOG กล้องสามารถปรับเป็น F/4 เพื่อให้ตัวแบบอยู่ในโฟคัสเมื่อถ่ายใกล้ และยังมีระยะโฟคัสใกล้ที่ลดลงช่วยเสริมอีกด้วย
DJI OSMO 360 มีความสามารถในที่แสงน้อยที่ยอดเยี่ยม และ ACTION 6 ก็ได้รับโหมด “SUPERNIGHT” มาด้วย ซึ่งทำงานได้ดียิ่งขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับรูรับแสงที่กว้างขึ้น
เซนเซอร์สี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ช่วยให้สามารถบันทึกวีดีโอแบบ 4Kx4K ทำให้สามารถถ่ายครั้งเดียวแล้วนำไปใช้ได้ทั้งแนวนอน และแนวตั้ง โดยไม่เสียความคมชัด หรือมุมมอง
รูปแบบนี้ยังช่วยลดการครอพเมื่อใช้ระบบกันสั่น ทำให้วีดีโอดูสะอาด และมีความเป็นภาพยนตร์มากขึ้น
ประสิทธิภาพการถ่ายสโลว์โมชันก็ได้รับการปรับปรุง โดยรองรับ 4K/120FPS และสามารถสร้างวีดีโอสโลว์โมชันระดับ 1,080P ที่ลื่นไหลมากด้วยการคำนวณเฟรมเพิ่มเติม
ฟีเจอร์อื่นๆ เช่น การติดตามวัตถุ ซูม 2x แบบไม่เสียรายละเอียด และการประมวลผลมุมกว้างแบบเป็นธรรมชาติ ช่วยเสริมความสามารถด้านการสร้างสรรค์
กล้องยังใช้แบทเตอรีพแลทฟอร์มเดียวกับรุ่นก่อน ทำให้ผู้ใช้เดิมใช้งานได้สะดวก ระยะเวลาการใช้งานสูงสุดถึง 4 ชม. ถือว่าน่าประทับใจเมื่อพิจารณาจากเซนเซอร์ที่ใหญ่ขึ้น และการประมวลผลที่มากขึ้น
OSMO ACTION 6 ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นจุดที่ความพยายามของ DJI ในตลาดกล้องแอคชัน “ลงตัว” ในที่สุด
ระบบรูรับแสงแบบปรับได้ คือ จุดเด่นหลัก แม้มันจะไม่สามารถเปลี่ยนกล้องแอคชันให้กลายเป็นกล้องMIRRORLESS ได้ แต่ก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในที่แสงน้อย และความยืดหยุ่นในการใช้งานอย่างเห็นได้ชัด
ACTION 6 สามารถสร้างวีดีโอที่ดูสะอาด และปรับใช้งานได้หลากหลายกว่าทุกรุ่นที่ผ่านมาในซีรีส์นี้
บทสรุป
สิ่งที่ประทับใจ
ประสิทธิภาพในที่แสงน้อยยอดเยี่ยม เลนส์แบบถอดเปลี่ยนได้ แบทเตอรีอึด วีดีโอคุณภาพดีมาก
สิ่งที่อยากปรับปรุง
ไม่มี FOCUS PEAKING ยังไม่มี GPS และหนักกว่ารุ่นก่อนเล็กน้อย
คำสุดท้าย
ก้าวสำคัญที่ทรงพลัง โดยผสานเซนเซอร์สี่เหลี่ยมแบบใหม่เข้ากับรูรับแสงปรับได้ ซึ่งช่วยปรับปรุงการถ่ายในที่แสงน้อยได้อย่างแท้จริง
หาดีลที่ดีที่สุดสำหรับ OSMO ACTION 6 ได้ที่: bit.ly/t3osmo6
“ตัวเครื่องยังเป็นทรงสี่เหลี่ยมสีเทาเข้ม โดยซ่อนการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดไว้ภายใน”
ตัวเลือกอื่นๆ
INSTA360 ACE PRO ราคา 429 ปอนด์, insta360.com
พัฒนาร่วมกับ LEICA ACE PRO มาพร้อมระบบออพติคขั้นสูง เซนเซอร์ขนาดใหญ่เพื่อประสิทธิภาพในที่แสงน้อยที่ดีขึ้น โหมดการถ่ายที่หลากหลายสูงสุดถึง 8K และเครื่องมือแก้ไขด้วย AI ที่ล้ำสมัย
GOPRO HERO 13 BLACK ราคา 399 ปอนด์, gopro.com
อัดแน่นด้วยความคิดสร้างสรรค์ เต็มไปด้วยฟีเจอร์ที่ผลักขีดจำกัดของกล้องแอคชัน เป็นผลงานด้านเทคโนโลยีที่โดดเด่น เหมาะทั้งสำหรับการผจญภัยระดับจริงจัง และผู้ใช้งานทั่วไป
PACE MAKER
COROS PACE 4 ราคา £229 ปอนด์, uk.coros.com
นาฬิกาวิ่งหน้าจอ AMOLED น้ำหนักเบามาก พร้อมความแม่นยำยอดเยี่ยม
ซีรีส์ PACE เป็นตัวเลือกที่ “ไม่ซับซ้อน” ที่สุดจากบแรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องนาฬิกาวิ่งแบบไม่ซับซ้อนอยู่แล้ว และ PACE 4 ก็ยังคงสานต่อแนวทางนั้น ด้วยการมอบฟังค์ชันที่น่าประทับใจในตัวเครื่องที่เบามาก ในราคาที่สมเหตุสมผล โดยมีราคาต่ำกว่าคู่แข่งระดับสูงอย่าง GARMIN อย่างเห็นได้ชัด
นี่เป็นรุ่น PACE หลักรุ่นแรกที่ใช้หน้าจอ AMOLED นอกจากนี้ ยังเพิ่ม GPS แบบ 2 ย่านความถี่ รองรับไมโครโฟนในตัว และอายุแบทเตอรีที่ยาวนานขึ้น สูงสุดถึง 41 ชม. ในการติดตาม GPS แบบต่อเนื่อง
รุ่นนี้อยู่ต่ำกว่า PACE PRO ในลำดับผลิตภัณฑ์ของ COROS แต่ก็มีความสามารถมากพอที่จะดึงดูดนักวิ่งทุกระดับ
ตัวเรือนมีขนาด 43.4 มม. ทำให้ใหญ่กว่า PACE 3 เล็กน้อย แต่ยังคงเล็กและบางกว่า PACE PRO อย่างชัดเจน ความหนาอยู่ที่ 11.8 มม. (ไม่รวมโดมเซนเซอร์ PPG) และ 13.6 มม. (รวมตัวเซนเซอร์) ส่งผลให้รูปทรงโดยรวมไม่เกะกะข้อมือ แม้จะสวมใส่ระหว่างการฝึกซ้อมเป็นเวลานาน
น้ำหนักยังคงเป็นจุดแข็งหลักของซีรีส์ PACE และ PACE 4 ก็รักษาเอกลักษณ์นี้ไว้ได้อย่างดี: 32 กรัม (สายไนลอน) หรือ 40 กรัม (สายซิลิโคน) ซึ่งใกล้เคียงกับ PACE 3 และยังเบากว่า PACE PRO อย่างชัดเจน
วัสดุยังคงเหมือนกับรุ่นอื่นในไลน์ COROS โดย PACE 4 ใช้โพลีเมอร์ความแข็งแรงสูงสำหรับขอบ ตัวเรือน และด้านหลัง จับคู่กับกระจก MINERAL สำหรับหน้าจอ และยังคงรูปแบบการควบคุมแบบเดิม ได้แก่ ปุ่มหมุนดิจิทอล ปุ่มย้อนกลับ และปุ่มแอคชัน พร้อมรองรับการสัมผัสหน้าจอเต็มรูปแบบ และกันน้ำระดับ 5 ATM
ภายใน PACE 4 มาพร้อมเซนเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจแบบออพติคอลรุ่นใหม่ ซึ่ง COROS ระบุว่าช่วยเพิ่มความแม่นยำ โดยลดค่าที่กระโดดขึ้นลงระหว่างการออกกำลังกาย
นาฬิกาทำได้ดีมากในกิจกรรมที่มีจังหวะสม่ำเสมอ เช่น วิ่งระยะยาว หรือปั่นจักรยาน ซึ่งค่าที่วัดได้มีความนิ่งและเชื่อถือได้ ส่วนในการฝึกเวท หรือ HIIT PACE 4 ก็จะทำเหมือนอุปกรณ์สวมข้อมือส่วนใหญ่ คือ จะลดความรุนแรงของค่าที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมองว่าเป็นสัญญาณรบกวนมากกว่าค่าจริง
มีการเพิ่มเซนเซอร์ SpO₂ และอุณหภูมิ รวมถึงไมโครโฟนคู่ และรองรับระบบดาวเทียมแบบ 2 ความถี่ พร้อมการปรับปรุงการจับสัญญาณดาวเทียมให้รวดเร็ว และแม่นยำยิ่งขึ้น
ระบบนำทางยังคงเป็นแบบ BREADCRUMB แต่ได้รับการปรับปรุงด้วยฟีเจอร์ เช่น การนำทางแบบเลี้ยวต่อเลี้ยว
ซีรีส์ PACE ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งของ COROS มาโดยตลอด เป็นตัวเลือกที่แนะนำได้ง่ายสำหรับนักวิ่งที่ต้องการประสิทธิภาพโดยไม่ต้องจ่ายในระดับพรีเมียม
และ PACE 4 ยังคงรักษามาตรฐานนั้นไว้ มันเบามาก ฟีเจอร์ครบ แม่นยำ และใช้งานได้นานกว่าที่คาดสำหรับนาฬิกา AMOLED ในราคานี้
บทสรุป
สิ่งที่ประทับใจ
น้ำหนักเบามาก แบทเตอรีใช้ได้นาน หน้าจอ AMOLED มี GPS และ HR แม่นยำ คุ้มค่า
สิ่งที่อยากปรับปรุง
ปุ่มแอคชันไม่สามารถปรับแต่งได้ ไม่มีแผนที่ออฟไลน์ พื้นที่เก็บเพลงจำกัด
คำสุดท้าย
หากคุณต้องการฟีเจอร์สำหรับการฝึกซ้อมแบบจริงจังโดยไม่ต้องจ่ายราคาพรีเมียม นี่คือตัวเลือกที่แนะนำได้อย่างง่ายดาย
หาดีลที่ดีที่สุดสำหรับ COROS PACE 4 ได้ที่: bit.ly/t3corosp4
























