แล่นไปในสายน้ำ
AZIMUT 82
รูปลักษณ์ที่ออกแบบมาอย่างมีจุดมุ่งหมาย ทำให้เรือลำนี้ โดดเด่นสะดุดตา ท่ามกลางฝูงชนในงาน CANNES BOAT SHOW แต่คำถาม คือ FLYBRIDGE ลำใหม่นี้ จะมอบทั้งความสนุก และสมรรถนะการเดินเรือได้อย่างสมดุลจริงหรือเปล่า
เรื่อง : ALAN HARPER
ท่ามกลางความอลังการเกินขอบเขตของดีไซจ์นเรือยอชท์สมัยใหม่ที่รายล้อมอยู่ทุกทิศในงาน CANNES ครั้งล่าสุด FLYBRIDGE ลำใหญ่รุ่นใหม่ของ AZIMUT กลับโดดเด่นขึ้นมาด้วยบุคลิกเรียบขรึม ไม่หวือหวา หัวเรือทรงตัดสั้น ให้ความรู้สึกเหมือน “ถ้อยแถลงแห่งจุดยืน” มากกว่าจะเป็นแค่แฟชัน ความเรียบตรงที่ปราศจากเส้นโค้งเกินจำเป็น และแนวกระจกสีดำแนวนอนที่พาดยาว ยิ่งเติมบุคลิกจริงจังให้แก่เส้นสายของ FLY 82 จนเกือบให้ความรู้สึกแบบเรือทหาร ราวกับต้องการย้ำเตือนว่า แม้ว่าอู่ต่อเรือ AVIGLIANA จะมีทั้ง SEADECKS MAGELLANO และ S-SERIES แต่เรือ FLYBRIDGE ต่างหาก คือ หัวใจหลักของธุรกิจ ที่ AZIMUT ยึดถือมานานกว่า 50 ปี กระแส และแฟชันอาจมาแล้วก็ไป แต่สิ่งนี้สำคัญ และ “พลาดไม่ได้” โดยเด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกจริงจังนั้นค่อยๆ เลือนหายไปเมื่อคุณเดินเข้าไปใกล้ เพราะลึกๆ แล้ว 82 คือ พระราชวังลอยน้ำ เพื่อสร้างความสุขอย่างแท้จริง ตั้งแต่พื้นที่กว้างขวางบริเวณหัวเรือที่มาพร้อมเตียงอาบแดดขนาดใหญ่ และโซฟาสำหรับนั่งสังสรรค์ ไปจนถึงการจัดสรรพื้นที่ท้ายเรือที่ยืดหยุ่นตอบโจทย์หลากหลายกิจกรรม ไฮไลท์ของการใช้ชีวิตกลางแจ้งจะอยู่ที่ FLYBRIDGE ขนาดใหญ่ ซึ่งมีทั้งโต๊ะรับประทานอาหาร และบาร์ใต้หลังคา ที่ให้ร่มเงาครอบคลุม พร้อมพื้นที่นั่งเล่นกว้างขวางด้านท้าย ส่วนเตียงอาบแดดด้านหน้าก็มาพร้อมพนักพิงนุ่มสบาย เป็นจุดเหมาะอย่างยิ่งสำหรับเอนกายชมโลกที่เคลื่อนไปอย่างช้าๆ รอบตัว
ราวกันตกกระจกใสช่วยเปิดมุมมองจาก FLYBRIDGE ให้โล่งกว้าง สบายตา
พื้นที่ดาดฟ้าภายนอกกว้างขวางมหึมา แม้เทียบกับมาตรฐานของเรือยอชท์ขนาด 80 ฟุตด้วยกันก็ยังโดดเด่น
เฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัวสามารถปรับเปลี่ยน หรือสลับสไตล์ได้อย่างง่ายดาย
โครงสร้างคาร์บอนอันสุดยอด
ชายคาที่ยื่นยาวของ FLYBRIDGE ซึ่งสร้างขึ้นจากคาร์บอนเช่นเดียวกับโครงสร้างส่วนบนทั้งหมดเพื่อช่วยลดจุดศูนย์ถ่วง ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในการปกป้องพื้นที่ COCKPIT ด้านล่างถูกจัดวางด้วยโซฟาคู่หันหน้าเข้าหากัน โดยมีโต๊ะพับดีไซจ์นหรูอยู่ตรงกลาง ไฮไลท์ของเรือลำนี้ คือ TRANSOM แบบบานพับที่สามารถยกขึ้นเพื่อขยายพื้นที่ COCKPIT ฟีเจอร์นี้มีชื่อว่า DECK2DECK ซึ่งเป็นออปชันเสริมราคา 40,000 ยูโร และเคยปรากฏครั้งแรกในซีรีส์ GRANDE ของอู่ต่อเรือแห่งนี้
ระบบนี้ใช้งานได้ดีทีเดียว และการปรับราวกันตกก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรนัก แต่ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ในขั้นตอนออกแบบนั้น มีใครเคยคิด หรือไม่ว่าการ “ทำ COCKPIT ให้ใหญ่ไปเลยตั้งแต่แรก” อาจเป็นทางเลือกที่ตรงไปตรงมากว่า แนวคิดนี้อาจเปิดโอกาสให้มีโรงเก็บเทนเดอร์ขนาดใหญ่ขึ้นด้านล่างด้วย แม้ว่าของเดิมก็ถือว่าใช้งานได้ดีอยู่แล้ว และสามารถรองรับ WILLIAMS 385 แบบ 5 ที่นั่งได้สบาย
พูดถึงออพชันเสริม รายการนั้นทั้งยาว และน่าประทับใจ เช่นเดียวกับผู้ผลิตเรือส่วนใหญ่ในยุคนี้ AZIMUT ดูจะมองว่าอุปกรณ์บางอย่างที่หลายคนอาจคิดว่า “จำเป็นพื้นฐาน” กลับต้องจ่ายเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นหลังคา HARDTOP (123,850 ยูโร) พื้นไม้สักสวยงามบน FLYBRIDGE (52,900 ยูโร) เบาะนั่งคนขับเพิ่มเติมด้านบน (5,900 ยูโร) สะพานขึ้นเรือแบบยืดหดได้ (52,400 ยูโร) หรือแม้แต่ระบบควบคุมด้วยจอยสติคอัจฉริยะของ VOLVO (75,000 ยูโร) และใช่ เรามาถึงจุดที่สิ่งเหล่านี้กลายเป็น “ของฟุ่มเฟือยที่แทบจำเป็น” ไปเสียแล้ว
ในทางกลับกัน รายการออพชันกลับไม่ได้กล่าวถึงสิ่งพื้นฐานบางอย่าง เช่น ราวกันของตก ที่ช่วยไม่ให้มื้อกลางวันของคุณไหลลงพื้น หรือมือจับสำหรับพยุงตัวไม่ให้คุณล้มตามไปด้วย แต่ก็อย่าเพิ่งบ่นไปนัก เพราะการทำกำไรในธุรกิจต่อเรือนั้นไม่เคยเป็นเรื่องง่ายอยู่แล้ว
การเข้าถึงภายในเป็นไปอย่างต่อเนื่องไร้ระดับ จาก COCKPIT สู่ซาลูน ซึ่งที่นี่คุณจะเริ่มสัมผัสถึงข้อดีของกระจกบานใหญ่รอบด้าน รวมถึงกราบเรือแบบเว้า ที่เปิดมุมมองออกสู่ภายนอกได้อย่างน่าทึ่งเหนือเฟอร์นิเจอร์ทรงเตี้ย โต๊ะรับประทานอาหารเป็นหินอ่อนแท้ทรงกลม ให้ความรู้สึกเรียบหรู และทันสมัย
ถัดไปด้านหน้า ตำแหน่งควบคุมเรือ ถูกแยกออกจากพื้นที่ผู้โดยสารด้วยผนังเต็มความสูง สร้างบรรยากาศแบบเรือยอชท์ขนาดใหญ่ พร้อมประตูเชื่อมไปยังทางเดินด้านขวา พื้นที่นี้ยังคงความสบายด้วยมุมนั่งรับประทานอาหารเล็กๆ โดยใช้พื้นที่ร่วมกับห้องครัว ที่อยู่ฝั่งซ้าย
จากจุดนี้ ทางเดินจะพาลงไปยังที่พักลูกเรือบริเวณหัวเรือ ซึ่งแม้ทางเดินจะค่อนข้างแคบ แต่ก็ยังถือว่าสะดวกสบาย และ “มีอารยธรรม” มากกว่าการลงแบบทางชันจาก COCKPIT ซึ่งบางครั้งให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมุดเข้าไปในช่องเก็บของบุเบาะข้างห้องเครื่องมากกว่า
พื้นที่สำหรับลูกเรือประกอบด้วยเตียงเดี่ยว 2 หรือ 3 เตียง ห้องน้ำพร้อมฝักบัวในตัว และพื้นที่เก็บของในระดับที่ใช้งานได้จริง
เฟอร์นิเจอร์ทรงเตี้ย หน้าต่างบานใหญ่สูงเต็มผนัง และกราบเรือแบบเว้า ช่วยเปิดมุมมองในซาลูนได้อย่างเต็มที่
“FLYBRIDGES รุ่นใหม่ขนาดใหญ่ของ AZIMUT โดดเด่นด้วยบุคลิกที่เรียบขรึมจริงจัง โดยหัวเรือทรงตัดสั้นของมันสะท้อนจุดยืนในการออกแบบมากกว่าจะเป็นเพียงการตามกระแสแฟชัน”
ม้านั่งและโต๊ะใน COCKPIT ถูกจัดวางในแนวยาวตามลำเรือ เพื่อไม่ให้ใครต้องนั่งหันหน้าเข้าด้านในเรือ
ระบบขับเคลื่อน TRIPLE IPS
การวางห้องพักลูกเรือ ไว้ที่บริเวณหัวเรือ ไม่ใช่สิ่งที่พบได้บ่อยในเรือยอชท์ระดับนี้ แต่ระบบขับเคลื่อนแบบ IPS ช่วยให้สามารถวางเครื่องยนต์ไปทางท้ายเรือได้มากขึ้น เปิดพื้นที่ส่วนกลางของลำเรือที่กว้างที่สุดให้แก่ห้องพักผู้โดยสาร และย้ายห้องลูกเรือไปไว้บริเวณหัวเรือ ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นตำแหน่งของห้อง VIP ในเรือที่ใช้เพลาขับแบบดั้งเดิม
นอกจากการเลือกใช้ IPS อย่างจริงจังแล้ว AZIMUT ยังนิยมติดตั้งเครื่องยนต์ขนาดเล็ก 3 เครื่อง แทนที่จะใช้เครื่องใหญ่ 2 เครื่อง เพื่อให้ห้องเครื่องมีขนาดสั้นที่สุดโดยไม่ลดทอนกำลังแรงม้า แนวทางนี้ยังช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้เมื่อเทียบกับระบบเพลาคู่แบบเดิม และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้มากอย่างที่คิด (อ้างอิงจาก AZIMUT 77S ปี 2015) แต่ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แนวคิด “TRIPLE IPS” ดูจะประสบความสำเร็จอย่างมากสำหรับ AZIMUT จนถูกนำไปใช้จากเรือสายสปอร์ท S-CLASS ที่ลำตัวแคบ ไปสู่รุ่น SEADECK และล่าสุดกับเรือขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่ม FLY แม้ว่าเครื่องยนต์ VOLVO D13 จะมีขนาดแคบกว่า MAN V12 เล็กน้อย แต่เมื่อจัดวางถึง 3 เครื่องเรียงกันในลำเรือที่กว้างอย่างรุ่น 82 ก็แทบไม่เหลือพื้นที่สำหรับสิ่งอื่นเลย โดยเฉพาะพื้นที่ให้ช่างเข้าไปทำงาน อย่างไรก็ตาม ข้อดี คือ ห้องพักเจ้าของ และแขกมีพื้นที่โปร่งสบายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ทางลงไปยังชั้นล่างสำหรับแขกอยู่บริเวณกลางลำฝั่งขวา ผ่านบันไดที่พาคุณไปถึงหน้าห้องนอนหลักโดยตรง ภายในประกอบด้วยตู้เสื้อผ้าแบบ WALK-IN และห้องน้ำที่จัดวางตามแนวผนังท้ายเพื่อช่วยแยกพื้นที่พักผ่อนออกจากห้องเครื่อง พร้อมโซฟาฝั่งขวา พื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง และหน้าต่างพาโนรามา เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่พักผ่อนสุดหรูอย่างแท้จริง
จากตรงนี้ ทางเดินที่มีดีไซจ์นแปลกตาเล็กน้อยจะพาคุณเลี้ยวฉาก และขึ้นบันไดไม่กี่ขั้น ไปยังห้องแขกฝั่งซ้ายที่เป็นเตียงคู่แบบแยก และห้องเตียงใหญ่ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ถัดไปด้านหน้า ผ่านประตู และขึ้นบันไดอีกเล็กน้อย คุณจะเข้าสู่ห้อง VIP ซึ่งแบ่งพื้นที่หัวเรือร่วมกับห้องลูกเรือ โดยห้องนี้ถูกจัดวางเยื้องไปทางฝั่งขวา ทำให้ผังห้องมีรูปทรงสี่เหลี่ยมมากขึ้น และใช้งานสะดวกกว่าห้อง VIP แบบทรงตัว V ตามปกติ แม้จะไม่โดดเด่นเท่าห้องนอนหลัก (ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ) แต่การจัดวางแบบทแยงกลับให้ความรู้สึกลงตัว และใช้งานได้จริง พร้อมตู้แขวนเสื้อผ้าขนาดใหญ่ 2 ตู้ ที่ช่วยให้พื้นที่เก็บของเพียงพอ
“กราบเรือแบบเว้าช่วยเปิดมุมมองออกไปได้อย่างน่าตื่นตา เหนือเฟอร์นิเจอร์ทรงเตี้ย ที่ไม่บดบังทัศนวิสัย”
แสงไฟประดิษฐ์ที่ออกแบบอย่างนุ่มนวล ช่วยให้แม้แต่บันไดก็สว่างอย่างทั่วถึง
ห้องเตียงคู่ฝั่งขวา (STARBOARD) มีขนาดใกล้เคียงกับห้อง VIP ด้านหน้า
ห้องพัก
ห้องพักแขกทั้ง 3 ห้องล้วนมาพร้อมห้องน้ำในตัว และในแง่ของพื้นที่กับความสะดวกสบายก็แทบไม่ต่างกันเลย ความสูงภายในชั้นล่างอยู่ที่ 6 ฟุต 6 นิ้ว (1.98 ม.) ซึ่งถือว่าน่าประทับใจ ขณะที่เตียงทุกเตียงก็ผ่าน “เกณฑ์สำคัญ” ด้วยความยาวขั้นต่ำ 6 ฟุต 5 นิ้ว (1.96 ม.) อย่างไรก็ตาม ด้วยความกว้างเพียง 27 นิ้ว (68 ซม.) เตียงแยกอาจเหมาะกับแขกที่ตัวเล็กหรือรูปร่างเพรียวมากกว่า
รายละเอียดงานตกแต่งอยู่ในระดับที่น่าชื่นชม ทั้งฝีมือการผลิตที่ประณีต และลูกเล่นเล็กๆ อย่างรอยบากบนฝาตู้ข้างเตียงสำหรับสายชาร์จโทรศัพท์ รวมถึงลิ้นชักที่มีไฟส่องสว่างภายใน ทุกองค์ประกอบถูกผสานเข้าด้วยกันด้วยการเลือกใช้วัสดุ และพื้นผิวที่หลากหลายอย่างลงตัว
ตัวเลือกการตกแต่งภายในมีไม่มากนัก แต่ก็เปิดโอกาสให้เลือกใช้หินอ่อน หินธรรมชาติ หรือหินสังเคราะห์ในบางพื้นและพื้นผิว และยังสามารถอัพเกรดทอพเคาน์เตอร์ครัวเป็น QUARTZITE แทนลามิเนทได้อีกด้วย นอกเหนือจากนั้น งานออกแบบภายในส่วนใหญ่เป็นไปตามแนวทางของสตูดิโอจากมิลานของ FABIO FANTOLINO ซึ่งนอกจากออกแบบเรือแล้ว ยังสามารถออกแบบบ้าน ร้านอาหาร หรือปรับโฉมออฟฟิศให้คุณได้เช่นกัน นี่ถือเป็นผลงานชิ้นที่สามของเขากับ AZIMUT
หากจะให้วิจารณ์กันตรงๆ ภายในของ FLY 82 อาจดู “โทนเบจ” ไปสักเล็กน้อย แต่เพียงเพิ่มหมอนสีสันสดใสสัก 2-3 ใบ ก็สามารถเปลี่ยนอารมณ์ของพื้นที่ได้อย่างน่าทึ่ง
งานออกแบบภายนอกของรุ่น 82 เป็นฝีมือของทีม ALBERTO MANCINI ขณะที่ส่วนโครงสร้างใต้น้ำอยู่ภายใต้การดูแลของ PIERLUIGI AUSONIO ตัวเรือเป็นทรง V ระดับกลางที่ขับเคลื่อนได้อย่างลื่นไหล โดยมีมุม DEADRISE ที่ท้ายเรือ 16.3 องศา และมีส่วน “PAD” หรือพื้นเรียบตรงกลางด้านท้าย ซึ่งในมุมมองของนักแข่งเรือจะใช้เพื่อเพิ่มความเสถียรที่ความเร็วสูง แต่ในที่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับชุด IPS ตรงกลาง
รูปทรงท้องเรือค่อยๆ บิดตัวอย่างนุ่มนวล และเฉียบคมขึ้นเมื่อไล่ไปด้านหน้า จนจบลงที่หัวเรือที่เพรียวบาง
ระบบขับเคลื่อนแบบ TRIPLE IPS ไม่มีทางให้ความรู้สึกน่าเบื่อ แม้จะอยู่ในเรือขนาด 82 ฟุตก็ตาม โดยเรือทดสอบลำนี้ติดตั้งเครื่องยนต์ตัวเลือกที่ใหญ่กว่า ให้กำลังรวมถึง 3,000 แรงม้า
เช้าวันทดสอบในงาน CANNES มักเป็นช่วงเวลาที่น้ำค่อนข้างสงบ ก่อนที่ผู้คนจะหลั่งไหลเข้ามา และอุณหภูมิบนฝั่งจะสูงขึ้น แต่แรงลมระดับ FORCE 3-4 จากคืนก่อนหน้ายังคงต่อเนื่องมาถึงเช้า และแม้จะเป็นลมจากฝั่ง ก็ยังทำให้ผิวน้ำเกิดคลื่นกระทบพอสมควร
อย่างไรก็ตาม สำหรับ “พระราชวังลอยน้ำ” หนัก 60 ตันลำนี้ นั่นไม่ใช่ปัญหา แม้ในทางทฤษฎี FLY 82 ที่ใช้เครื่อง MAN V12 แบบเพลาคู่จะมีแรงม้ามากกว่าถึง 600 แรงม้า แต่ AZIMUT ลำนี้ก็ยังทำผลงานได้ยอดเยี่ยมด้วยเครื่อง TRIPLE IPS1350 ทั้งที่บรรทุกเชื้อเพลิง และน้ำในปริมาณมาก รวมถึงลูกเรือถึง 12 คน ซึ่งในจำนวนนั้นก็มีนักข่าวมากประสบการณ์อยู่ไม่น้อย และหลายคนก็คงยอมรับว่าไลฟ์สไตล์ของพวกเขานั้นออกจะ “เน้นนั่งมากกว่าขยับตัว” อยู่พอสมควร
ออพชัน DECK2DECK แทนที่ประตูโรงเก็บเรือแบบมาตรฐานด้วยพแลทฟอร์มปูไม้สัก ที่ทำงานด้วยระบบแขนยกกำลังสูง
เมื่อยกขึ้น พแลทฟอร์มนี้จะกลายเป็นส่วนต่อขยายขนาดใหญ่ของ COCKPIT ด้านท้าย โดยราวกันตกก็สามารถปรับตำแหน่งได้เช่นกัน
ห้องเจ้าของ (OWNER’S CABIN) กว้างขวาง และหรูหราสมกับที่คาดหวัง
โต๊ะทำงานสามารถปรับใช้เป็นโต๊ะเครื่องแป้งได้ ด้วยกระจกแบบ POP-UP ที่ซ่อนอยู่ในตัว
ขับขี่ประทับใจ
ระบบขับเคลื่อน IPS รับมือกับน้ำหนักของเรือได้อย่างสบายๆ และ FLY 82 ก็เร่งความเร็วได้อย่างกระฉับกระเฉง ตัวเรือเอียงเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ แม้จะเปิดใช้งานระบบ SEAKEEPER รวมถึงระบบปรับทรงเรืออัตโนมัติอยู่ก็ตาม และแม้จะหักพวงมาลัยแรงเพียงใด ความเร็วก็แทบไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ว่าเครื่องยนต์ VOLVO IPS1350 จะให้แรงบิดน้อยกว่า MAN V12-1800 แต่ก็ยากที่จะมีเจ้าของ FLY 82 คนใดรู้สึกว่าการควบคุม หรือสมรรถนะของเรือลำนี้ “ขาดอะไรไป” ส่วนตัวเลือก IPS1200 จะให้ความประทับใจได้เทียบเท่าหรือไม่นั้นยังเป็นคำถามที่เปิดไว้ แต่สำหรับรุ่น 1350 ถือว่าลงตัวอย่างยิ่ง
แม้การขับขี่ FLY 82 จะสนุกเกินความคาดหมาย และสนุกกว่าเรือระดับเดียวกันทั่วไปอย่างชัดเจน แต่ก็ถึงเวลาที่ต้องกลับมาประเมินอย่างจริงจัง คลื่นขนาดประมาณ 3 ฟุตแทบไม่มีผลต่อการเดินทางของเราเลย และแม้จะมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดเล็กน้อยจากชั้นล่างบ้าง แต่เราก็สามารถแล่นต่อเนื่องที่ความเร็ว 25 นอทได้ตลอดทั้งวันโดยแทบไม่รู้สึกไม่สบายตัว หรือมีอะไรให้ต้องกังวล
ความเร็วสูงสุดทำได้เฉลี่ย 32.2 นอท ตรงตามตัวเลขที่ผู้ผลิตระบุไว้เป๊ะ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น คือ ความสามารถของเรือในการ “รักษาสภาพการแล่นบนผิวน้ำ” ได้ที่ราว 18 นอท ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีประโยชน์มากเมื่อเจอสภาพคลื่นแรง เพราะคุณสามารถปรับความเร็วล่องเรือได้อย่างยืดหยุ่น ตั้งแต่ช่วงปลาย 20 นอทลงมาจนถึงปลาย 10 นอท โดยแทบไม่ต้องปรับทรงเรือมากนัก ทั้งในแง่ความสบายหรือความประหยัดเชื้อเพลิง
บทสรุป
FLY 82 ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในแทบทุกด้าน ตั้งแต่พื้นที่พักผ่อนที่กว้างขวาง ไปจนถึงสมรรถนะและการควบคุมที่น่าประทับใจ นี่คือเรือยอชท์สุดหรูที่ถูกออกแบบมาเพื่อ “สร้างความประทับใจ” และมอบความสบายสูงสุดให้แก่แขกของคุณในทริปกลางวันท่ามกลางแสงแดด
อย่างไรก็ตาม มันยังมีศักยภาพในการเดินทางไกล และความสามารถในการออกทะเลที่พร้อมรองรับทริประดับจริงจังได้เช่นกัน หากจะปรับให้กลายเป็นเรือครูซิงที่ใช้งานได้จริงมากยิ่งขึ้น สิ่งที่ต้องเพิ่มอาจมีเพียงราวกันของตก (FIDDLE RAILS), มือจับเพิ่มเติม และแน่นอน ห้องครัว (GALLEY) ที่ดีกว่านี้อีกสักหน่อย เพียงเท่านี้ ก็อาจกล่าวได้ว่าเรือลำนี้มี “ความจริงจังในเป้าหมาย” สมกับภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูมืออาชีพ
หากคุณลองหยิบประเด็นนี้ไปคุยกับทีมขายของ AZIMUT พวกเขาอาจเพียงยื่นโบรชัวร์ของซีรีส์ MAGELLANO มาให้ และต้องยอมรับว่าก็มีเหตุผลของพวกเขา เพราะไม่มีข้อสงสัยเลยว่า สำหรับ FLY 82 นั้น AZIMUT ได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว
และไม่ใช่แค่ “ทำได้ถูกต้อง” เท่านั้น แต่นี่คือความถูกต้องในระดับที่แทบจะดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ติดต่อเรา : www.azimutyachts.com

















