เขาว่า... : นำรถเข้าซ่อม ต้องตกลงให้ชัดเจน...จริงไหม ?
จริง : เพราะหากไม่ตกลงให้ชัดเจน ไม่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร อาจเกิดปัญหาตามมาได้เสมอ
ปัญหาที่เจ้าของรถทุกคนน่าจะประสบกันมา คือ การส่งรถเข้ารับการซ่อมแซม โดยตกลงขอบเขตการซ่อมกับผู้รับจ้างซ่อมอย่างชัดเจน แต่เมื่อไปรับรถ หรือเมื่อสอบถามถึงจำนวนเงินที่ต้องชำระก่อนรับรถ กลับต้องตะลึงกับมูลค่าที่ได้ฟัง เพราะมันเกินระดับที่ได้ตกลงกันไว้มาก
คำถามหลักที่บรรดาเจ้าของรถที่โชคร้ายเหล่านี้อยากทราบก็คือ เจ้าของอู่ หรือแม้เป็นพนักงานซ่อมก็ตาม มีสิทธิ์กระทำการเช่นนี้หรือไม่ คำตอบเบื้องต้นที่ชัดเจน คือ “ไม่” หมดยุคโบราณที่ใช้เพียงคำพูด ในการส่งรถเข้าซ่อมแซมไปนานแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นกิจการรับซ่อมรถที่เล็กแค่ไหนก็ตาม จะต้องมีหลักฐานในการตกลงรับซ่อมแซมรถให้ลูกค้า เป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ ให้ทั้งสองฝ่ายมีไว้เพื่อยืนยัน และตรวจสอบความถูกต้องได้เสมอ
ถ้ามองอย่างผิวเผิน เราอาจจะรู้สึก หรือเข้าใจว่า แค่ขอให้เจ้าของรถ ซึ่งก็คือ ผู้ว่าจ้าง มีหลักฐานที่บอกขอบเขตการสั่งซ่อมไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกผู้รับจ้างซ่อม เอาเปรียบ หรือฉวยโอกาส ก็เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริง เจ้าของอู่ หรือผู้รับจ้างซ่อม ก็จำเป็นต้องมีหลักฐานนี้ไว้เช่นเดียวกันนะครับ
ความเดือดร้อนของเจ้าของรถมากมาย จากการถูกผู้รับจ้างซ่อมรถเอาเปรียบ หรือร้ายแรงกว่านี้ คือ ถึงขั้นฉ้อโกง สิ่งที่ผู้รับจ้างซ่อมมีหน้าที่ต้องทำอย่างเป็นขั้นตอน เริ่มด้วยการรับฟังปัญหาจากเจ้าของรถ ถ้ามีคำถามจากเจ้าของรถ หรือผู้รับจ้างซ่อม (ซึ่งอาจจะเป็นพนักงานรับรถของศูนย์บริการฯ) อาจเห็นควรให้ความเห็นประกอบ จากนั้นผู้รับจ้างซ่อม จะต้องออกใบรับรถพร้อมกำหนดรายการปัญหาของรถไว้อย่างชัดเจน ดูตรงนี้ให้ดีนะครับ จะเห็นว่าผมใช้คำว่า “ปัญหา” เท่านั้น ไม่มีการบอกสาเหตุ หรือวิธีซ่อมใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าเจอว่ามีการกำหนดสาเหตุ หรือวิธีซ่อม ไว้ตั้งแต่ตอนรับแจ้งซ่อม ต้องระแวง หรืออาจต้องโต้แย้งทันที จากนั้นผู้รับจ้างซ่อม จะต้องตรวจตราสภาพของรถทั้งภายนอก และภายใน ว่ามีความบกพร่องอยู่ก่อนไหม แล้วทำความเข้าใจให้ตรงกัน แบบนี้ถึงจะดีที่สุดครับ
บทความแนะนำ

