ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์
Metro Group คว้าสิทธิ์ Hongqi
Metro Group ร่วมกับ China FAW Group Import & Export รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดจำหน่าย Hongqi (หงฉี) รถยนต์ระดับหรูที่เป็น “แบรนด์ประวัติศาสตร์” ของจีนอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ณ เมือง Changchun สาธารณรัฐประชาชนจีน ครอบคลุมความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในด้านต่างๆ ได้แก่ การแต่งตั้งผู้แทนจำหน่ายในประเทศ การสร้างแบรนด์ การขาย การส่งเสริมการตลาด และบริการหลังการขาย นับเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ของวงการยานยนต์ไทย เมื่อแบรนด์รถยนต์ที่เก่าแก่จนเป็นตำนาน และทรงเกียรติที่สุดของสาธารณรัฐประชาชนจีนจะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย
บดินทร์ บุญวิสุทธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Metro Group เผยว่า Hongqi เป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และภาพลักษณ์สุดหรู เป็นรถยนต์ระดับผู้นำของประเทศที่ผลิตโดย FAW Group (First Automotive Works) บริษัทรถยนต์บริษัทแรกของประเทศจีนที่ก่อตั้งโดยรัฐบาลกลางของจีน ซึ่งจะเปิดตัวในตลาดรถยนต์เมืองไทยอย่างเป็นทางการในช่วงกลางปีนี้ โดยมี Metro Group เป็นผู้จัดจำหน่าย และมีอำนาจในการแต่งตั้งผู้แทนจำหน่าย รวมทั้งเป็นพาร์ทเนอร์ที่ร่วมวางแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อให้ Hongqi เป็นแบรนด์รถยนต์ระดับหรูที่แข็งแกร่งในประเทศไทย นำเสนอศักยภาพความโดดเด่นทางด้านรูปลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ สมรรถนะ คุณภาพ และความเชื่อมั่นในความปลอดภัยระดับสากล โดยมีจุดแข็งของ Metro Group ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจยานยนต์ไทยมากว่า 70 ปี บริหารงานสืบทอดกันมาถึงรุ่นที่ 3 มาช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องกิจกรรมด้านการตลาด การให้บริการที่ครบวงจร การบริการหลังการขาย และความพร้อมของอะไหล่ เพื่อให้แบรนด์ Hongqi แจ้งเกิดในประเทศไทยอย่างสมศักดิ์ศรี
Hongqi มีความหมายว่า ธงแดง เป็นรถยนต์ที่ถูกใช้เป็นยานพาหนะผู้นำจีน จนกลายเป็นสัญลักษณ์ และความภาคภูมิใจของประเทศ รถยนต์ Hongqi ที่จะเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยจะเป็นรถยนต์ตั้งแต่ระดับ Ultra Luxury จนถึงระดับ Premium เพื่อรองรับตลาดรถยนต์ระดับหรู รวมทั้งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังขยายตัวต่อเนื่องจากกลุ่มแมสส์ไปสู่การตอบรับความต้องการของลูกค้ากลุ่มพรีเมียมอย่างจริงจังมากขึ้น
“ผมประทับใจในรถยนต์ Hongqi มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก รู้จักในฐานะรถยนต์ประจำตัวของท่านผู้นำจีน ยิ่งได้เข้ามาทำความรู้จักกับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศจีนมากขึ้น ยิ่งรู้สึกว่า Hongqi เป็นรถยนต์ที่พิเศษไม่เหมือนใคร จึงเข้าไปทำความรู้จักกับ FAW Group จนต่างฝ่ายต่างมั่นใจ และด้วยสัมพันธ์อันดีทางการทูตระหว่างไทยกับจีน ทำให้ Hongqi เลือกเข้ามาทำการตลาดในประเทศไทยเป็นประเทศต้นๆ ในกลุ่มพวงมาลัยขวา และเป็นสื่อกลางที่สะท้อนสัมพันธภาพระหว่างประเทศที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้ผม และ Metro Group หวังว่าจะได้มีโอกาสนำเสนอรถยนต์แบรนด์อื่นๆ ของ FAW Group ต่อไปในอนาคต”
ปัจจุบัน FAW Group ส่งออกรถยนต์ Hongqi ไปยัง 87 ประเทศ และหลายภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงยุโรป ลาตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา มีตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศมากกว่า 120 ราย ส่วนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไทย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่จะมีการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในอนาคต
...........................................................................................................................
OR เผยปี 2568 รายได้ลดลง 9.0 %
OR เผยผลการดำเนินงานปี 2568 มีรายได้ขาย และบริการ 658,723 ล้านบาท ลดลง 9.0 % จากปีก่อนหน้า ในขณะที่มี FBITDA จำนวน 20,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,691 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 15.2 % สะท้อนความสามารถในการปรับตัวท่ามกลางความท้าทาย พร้อมเดินหน้ายกระดับรูปแบบการดำเนินธรกิจสู่การสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ระบบนิเวศทางธุรกิจ (OR Ecosystem) มุ่งเชื่อมโยงธุรกิจพันธมิตร และผู้บริโภค ผ่านทั้ง Physical และ Digital Platform เพื่อวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในปี 2568 ของ OR สะท้อนความสามารถในการขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย โดยสามารถรักษาเสถียรภาพของธุรกิจควบคู่กับการวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว ภายใต้วิสัยทัศน์ "Empowering All toward Inclusive Growth" โดย OR ได้ใช้ความท้าทายเป็นโอกาสในการทบทวน และยกระดับการดำเนินธุรกิจ ผ่านการบริหารต้นทุน และค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ปี 2568 OR มี EBITDA จำนวน 20,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,691 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 15.2 % จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิจำนวน 11,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3,654 ล้านบาท หรือ 8 % จากปีก่อน สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจ และศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของปี 2569 ของ OR คือ การยกระดับการดำเนินธุรกิจสู่การสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทางธุรกิจ (OR Ecosystem) ที่มีผู้ใช้เข้ามาใช้บริการกว่า 3.9 ล้านราย/วัน ในการเชื่อมโยงการดำเนินธุรกิจให้เข้ากับการดำเนินชีวิตผู้คน โดยในมิติ Mobility OR มุ่งขยายบทบาทจากธุรกิจพลังงานไปสู่พแลทฟอร์มที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิตในหลากหลายมิติ โดยใช้เครือข่ายสถานีบริการเป็นพแลทฟอร์มหลักในการเชื่อมโยงบริการต่างๆ ของ OR เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น PTT Station และ EV Station PluZ
โดยมีกลุ่มธุรกิจ Liestyle เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของ OR Ecosystem โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกอาหาร และเครื่องดื่มที่ครอบคลุมแบรนด์หลักอย่าง Cafe Amazon ซึ่งมีเครือข่ายรวมกว่า 4,600 สาขา ทั้งใน และต่างประเทศ รวมถึงการต่อยอดสู่กลุ่ม Health & Wellness เพื่อขยายบทบาทของสถานีบริการ PTT Station ให้เป็นมากกว่าการให้บริการด้านพลังงาน แต่เป็นจุดเชื่อมต่อบริการที่หลากหลาย เติมเต็มคุณภาพชีวิต และเสริมความแข็งแกร่งของ OR Ecosystem ให้สามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบวงจรยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความถี่ในการใช้บริการ และการใช้เวลาในพื้นที่ของผู้บริโภค โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการในสถานีบริการจากเฉลี่ย 3.9 ล้านคน/วัน เป็น 5 ล้านคน/วัน ในปี 2030
อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน OR Ecosystem คือ การเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทอลอย่างเป็นรูปธรรม โดย OR ใช้แอพพลิเคชัน blueplus+ (บลูพลัส) เป็นตัวเชื่อมระหว่าง Physical Platform และ Digital Ecosystem ของ OR เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ตั้งแต่การทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค การนำเสนอสิทธิประโยชน์ และบริการที่ตรงความต้องการ ไปจนถึงการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่โดยปัจจุบัน blueplus+ มีสมาชิกกว่า 9.3 ล้านบัญชี และตั้งเป้าขยายฐานสมาชิกสู่ 14 ล้านราย ในปี 2030 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า และทำความเข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
นอกกจากนี้ ในปี 2568 ที่ผ่านมา OR ยังคงอยู่เคียงข้างสังคมในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์อุทกภัยในภาคเหนือ และภาคใต้ โดยได้ส่งความช่วยเหลือไปในหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภารกิจการช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ OR ให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าด้านอื่น
ก้าวต่อไปของ OR จะยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ในทุกมิติ เพื่อการพัฒนา OR Ecosystem อย่างมีประสิทธิภาพ และการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล และเทคโนโลยี เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และสร้างการเติบโตที่มั่นคงอย่างยั่งยืนในระยะยาว
........................................................................................................................
กรมธุรกิจพลังงาน เผยปี 2568 มีปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลดลง ร้อยละ 0.2
สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงปี 2568 (มกราคม-ธันวาคม) มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 154.85 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแกสธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มีปริมาณการใช้ลดลงสูงสุด ที่ร้อยละ 16.4 ตามด้วยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลดลงร้อยละ 2.6 และแกสปิโตรเลียมเหลว (LPG) ลดลงร้อยละ 1.4 ขณะที่น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 การใช้น้ำมันเตาเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 และกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 โดยมีรายละเอียดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ดังนี้
ปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 31.72 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 โดยน้ำมันแกสโซฮอล 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19.69 ล้านลิตร/วัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันแกสโซฮอล 95 กับน้ำมันแกสโซฮอล 91 ลดลงมาอยู่ที่ 0.38 บาท/ลิตร (ส่วนต่างราคาเฉลี่ยเดือนมกราคม-ธันวาคม 2568) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ส่วนต่างราคาเฉลี่ยเดือนมกราคม-ธันวาคม 2567 อยู่ที่ 0.79 บาท/ลิตร) จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกใช้น้ำมันแกสโซฮอล 95 สูงขึ้นจากปีก่อน ขณะที่การใช้น้ำมันแกสโซฮอล 91 น้ำมันแกสโซฮอล อี 20 น้ำมันเบนซิน และน้ำมันแกสโซฮอล อี 85 มีปริมาณการใช้ที่ลดลงมาอยู่ที่ 6.52 ล้านลิตร/วัน 5.06 ล้านลิตร/วัน 0.38 ล้านลิตร/วัน และ 0.06 ล้านลิตร/วัน ตามลำดับ
ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เฉลี่ยอยู่ที่ 65.03 ล้านลิตร/วัน ลดลงร้อยละ 2.6 โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ลดลงมาอยู่ที่ 65.01 ล้านลิตร/วัน และดีเซลหมุนเร็วบี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.01 ล้านลิตร/วัน สอดคล้องกับการปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2568 จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ซึ่งคาดการณ์ว่า GDP ปี 2568 จะขยายตัวที่ 2.2 % ลดลงจากประมาณการครั้งก่อนที่ 2.4 % ต่อปี (ณ ตุลาคม 2568) ปัจจัยสำคัญมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ที่ตัวเลข GDP ประกาศออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และภาคการผลิตในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน มีการชะลอตัว โดยสะท้อนผ่านดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เฉลี่ย 12 เดือนอยู่ที่ 95.81 หดตัวลดลงร้อยละ 0.8 จากปีก่อนหน้า และดัชนีการขนส่ง (Shipment Index) เฉลี่ย 12 เดือนอยู่ที่ 96.93 หดตัวลงร้อยละ 1.3 จากปีก่อนหน้า ประกอบกับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมจากสถานการณ์อุทกภัย จึงทำให้ความต้องการใช้น้ำมันหดตัวลง
ปริมาณการใช้ Jet A1 เฉลี่ยอยู่ที่ 17.23 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน สอดคล้องกับจำนวนเที่ยวบินเฉลี่ยปี 2568 (มกราคม-ธันวาคม) ที่มีการขยายตัวร้อยละ 5.2 จากปีก่อนหน้า ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารภายในประเทศขยายตัวร้อยละ 1.0 โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ตามลำดับ รวมทั้งการเติบโตของการขนส่งสินค้าทางอากาศในไตรมาสที่ 4/2568 ขยายตัวจากไตรมาสที่ 3/2568 อยู่ที่ร้อยละ 4.48 นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังเริ่มมีปริมาณการใช้ Sustainable Aviation Fuel (SAF) เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการบินไทยให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากล และเตรียมความพร้อมสู่เป้าหมายการปล่อยแกสเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
ปริมาณการใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 18.01 ล้าน กก./วัน ลดลงร้อยละ 1.4 ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ภาคปิโตรเคมี ที่ลดลงมาอยู่ที่ 7.76 ล้าน กก./วัน และภาคขนส่งลดลงมาอยู่ที่ 2.26 ล้าน กก./วัน สอดคล้องกับปริมาณรถจดทะเบียนสะสมที่ใช้เชื้อเพลิง LPG ซึ่งลดลงร้อยละ 3.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การใช้ในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.94 ล้าน กก./วัน และภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.06 ล้าน กก./วัน
ปริมาณการใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.31 ล้าน กก./วัน ลดลงร้อยละ 16.4 โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับจำนวนรถจดทะเบียน NGV สะสมที่ลดลงร้อยละ 11.7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงเมื่อพิจารณาจำนวนสถานีบริการ NGV ในเดือนธันวาคม 2568 มีสถานีบริการปิดตัวลง 15 แห่ง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีแนวโน้มปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง
ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,006,959 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 1.7 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 74,157 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการลดลงของการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน และ LPG) มาอยู่ที่ 36,862 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 30.5 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 2,016 ล้านบาท/เดือน ขณะที่น้ำมันดิบมีการนำเข้าอยู่ที่ 970,097 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 0.1 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 72,141 ล้านบาท/เดือน
ปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 151,390 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 18.6 โดยเป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 12,245 ล้านบาท/เดือน
...........................................................................................................................
Isuzu เปิดตัว “ยูจัง” แมสคอทสุดคิวท์ตามแนวคิด Isuzu Trusted Buddy

















