Motorcycle
Ducati เปิดตัว New Monster+
Ducati ฉลอง 100 ปี เปิดตัว New Monster+ ยกทัพครบทุก Model Range พร้อมแคมเปญ “Limitless Ride” ในงาน มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47Highlight
บริษัท เอเอเอส โมโต โครเซ่ จำกัด ผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ Ducati อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เข้าร่วมงาน บางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ภายใต้แนวคิดบูธ “The Ultimate Collision of Speed & Style” ถ่ายทอดการผสานกันอย่างลงตัวระหว่างสมรรถนะระดับสูง และไลฟ์สไตล์แบบอิตาเลียน พร้อมเปิดตัว New Monster+ Sport Naked Bike รุ่นใหม่ล่าสุด
อนุวัชร อินทรภูวศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเอเอส โมโต โครเซ่ จำกัด กล่าวว่า ปี 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ Ducati ในโอกาสครบรอบ 100 ปี (1926-2026) นับตั้งแต่การก่อตั้งในเมือง Bologna ประเทศอิตาลี สู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์รถจักรยานยนต์ระดับโลกที่สะท้อนความเป็นเลิศทั้งด้านวิศวกรรม สมรรถนะ และดีไซจ์น “Made in Italy” ตลอด 1 ศตวรรษที่ผ่านมา Ducati ได้ถ่ายทอดความหลงใหลผ่านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมเฉลิมฉลองในระดับโลก รวมถึงงาน World Ducati Week ณ สนาม Misano World Circuit ประเทศอิตาลี
การกลับมาของ Ducati ภายใต้การบริหารโดย AAS Moto Corse ในครั้งนี้ เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการจำหน่ายรถจักรยานยนต์ แต่คือ การส่งมอบ “ความเชื่อมั่น” กลับคืนสู่ผู้ขับขี่ทุกคน เราจึงตั้งใจเปิดตัวแพคเกจ Ride Limitless+ เป็นครั้งแรกในงาน มอเตอร์โชว์ เพื่อยืนยันว่าทุกการเดินทางของลูกค้าจะได้รับการดูแลภายใต้มาตรฐานของ AAS Group อย่างแท้จริง
ภายในงานครั้งนี้ Ducati ประเทศไทย ได้สร้างความโดดเด่นด้วยการ จัดแสดงรถจักรยานยนต์ครบทุก Model Range เป็นครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมอุปกรณ์ตกแต่ง (Accessories) อย่างครบครัน สะท้อนศักยภาพของแบรนด์ที่ครอบคลุมทั้งสาย Performance, Adventure และ Lifestyle อย่างแท้จริง
ไฮไลท์สำคัญ
New Monster+ Sport Naked Bike ระดับไอคอน ที่กลับมาภายใต้แนวคิด “Everything You Need, Nothing More” ถ่ายทอดปรัชญาการออกแบบที่ตัดทอนสิ่งไม่จำเป็น เหลือไว้เพียง “แก่นแท้ของความสนุกในการขับขี่” มาพร้อมเครื่องยนต์ Ducati V2 รุ่นใหม่ ให้สมรรถนะ 111 แรงม้า 890 ซีซี โครงสร้างน้ำหนักเบาเพียง 175 กก. และเทคโนโลยีอีเลคทรอนิคส์ครบครัน ทั้ง Riding Modes, Traction Control, Wheelie Control, Quick Shift 2.0 และครั้งแรกสำหรับ Monster ที่มี Engine Brake Control (EBC) พร้อมดีไซจ์นใหม่ที่ยังคงเอกลักษณ์ Monster อย่างชัดเจน
Monster รุ่นใหม่ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ โดยผสานเทคโนโลยี และดีไซจ์นที่โดดเด่นเข้าด้วยกัน ตัวรถมีเส้นสายสปอร์ท แต่ยังคงความดุดัน พร้อมจุดสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ของ Monster ไม่ว่าจะเป็นถังน้ำมันทรง Bison-Back ที่เป็นเอกลักษณ์ของรถ Naked ของ Ducati ที่ถูกออกแบบใหม่ พร้อมดีไซจ์นช่องรับอากาศด้านหน้า ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Monster ใน Generation ที่ 2 มาพร้อมไฟหน้าที่ได้รับการดีไซจ์นใหม่แบบ Full-LED Double “C” ตัวเบาะนั่งได้รับการออกแบบให้แคบลงและเตี้ยลง โดยมีความสูงรวม 775 มม. เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจได้มากขึ้น
เครื่องยนต์ Ducati V2 รุ่นล่าสุด ถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่ถูกออกแบบมาให้มีการกระจายน้ำหนักที่สมดุลมากขึ้น ลดแรงสั่นสะเทือน ซึ่งช่วยให้การขับขี่มีความนุ่มนวล และควบคุมได้ง่าย เครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้มีน้ำหนักเบาลง 5.9 กก. เมื่อเทียบกับ Testastretta รุ่นก่อนหน้า และมาพร้อมระบบวาล์วแปรผัน IVT (Intake Variable Timing) ที่ช่วยให้เครื่องยนต์สามารถผสานความนุ่มนวลในรอบต่ำ แรงดึงในรอบกลาง และ พละกำลังในรอบสูง โดยให้กำลังสูงสุด 111 แรงม้า ที่ 9,000 รตน. และให้แรงบิด 70 % ของแรงบิดสูดสุดตั้งแต่ที่ 3,000 รตน. และยังคงแรงบิด 80 % ของแรงบิดสูงสุดไว้ให้ใช้งานตั้งแต่ 4,000-10,000 รตน. นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังสามารถสนุกกับการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ ลดความกังวลเรื่องค่าบำรุงรักษา เพราะเครื่องยนต์ V2 รุ่นล่าสุด สามารถยืดระยะเวลา Maintenance Service ได้นานขึ้น โดยมีระยะการตรวจตั้งวาล์วที่ 45,000 กม. ซึ่งถือเป็น 1 ในมาตรฐานที่ดีที่สุดในกลุ่มรถจักรยานยนต์ระดับเดียวกัน
โครงสร้างสปอร์ท น้ำหนักเบา และควบคุมง่าย โดยใช้เฟรมแบบ Monocoque พร้อมสวิงอาร์มคู่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Panigale V4 ซี่งโครงสร้างนี้ช่วยให้ Monster ใหม่มีน้ำหนักเบาลงถึง 4 กก. เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยมีน้ำหนักรวม 175 กก. (ไม่รวมเชื้อเพลิง) Monster รุ่นใหม่มาพร้อมช่วงล่างที่ใช้ระบบกันสะเทือนหน้าจาก Showa Upside-Down ขนาด 43 มม. และชอคอับหลัง Showa Monoshock ปรับพรีโหลดได้ พร้อมระบบเบรคจาก Brembo ใช้ดิสก์หน้าคู่ขนาด 320 มม. พร้อมคาลิเพอร์ M4.32 Radial และยาง Pirelli Diablo Rosso IV ขนาด 120/70 และ 180/55 มอบการยึดเกาะและความปลอดภัยสูงสุดสำหรับการใช้งานบนถนน
เทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อการขับขี่ที่สนุก และปลอดภัย มาพร้อมโหมดการขับขี่ (Riding Mode) ทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ Sport, Road, Urban และ Wet รวมถึงระบบช่วยเหลือการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น Cornering ABS, Ducati Traction Control (DTC), Ducati Wheelie Control (DWC), Engine Brake Control (EBC), Ducati Quick Shift (DQS) 2.0 ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการตั้งค่าต่างๆ ได้ผ่านปุ่มความคุม 4 ทิศทางดีไซจ์นใหม่ และหน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่รองรับระบบ Ducati Multimedia System และระบบนำทางแบบ Turn-by-Turn Navigation (เป็น Ducati Accessory สามารถติดตั้งเพิ่มได้) แสดงผลอ่านง่ายในทุกสภาพแสง ด้วย Dual Mode มีให้เลือกแบบทั้งกลางวัน และกลางคืน พร้อมการแสดงข้อมูลที่มีให้เลือก 2 รูปแบบ ทั้ง Road และ Road Pro ช่วยให้ผู้ขับขี่โฟคัสกับการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ โดยปรับการแสดงผลให้เหมาะสม และชัดเจนกับข้อมูลที่สำคัญที่สุดในแต่ละสถานการณ์
โดย Monster ถือเป็นหนึ่งในรถจักรยานยนต์ของ Ducati ที่เจ้าของนิยมปรับแต่งมากที่สุด Ducati Performance จึงนำเสนออุปกรณ์เสริมหลากหลายรูปแบบ เช่น เบาะแบบสปอร์ท, คาร์บอนไฟเบอร์แฟริง และ Billet Aluminum รวมถึงท่อไอเสีย Termignoni ที่พัฒนาร่วมกันกับทาง Ducati
โดยปัจจุบันในประเทศไทยได้เปิดจำหน่าย Ducati รุ่น Monster+ ที่มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี คือ Ducati Red, Iceberg White และ Sport Livery โดยจะมาพร้อมฝาครอบเรือนไมล์ และฝาครอบเบาะท้ายติดตั้งให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มาจากโรงงาน เปิดราคาจำหน่ายที่
Monster+ สี Ducati Red ราคา 515,000 บาท
Monster+ สี Iceberg White ราคา 525,000 บาท
Monster+ สี Sport Livery ราคา 569,000 บาท
นอกจาก Monster ตัวใหม่ Ducati ยังนำเสนอความพิเศษระดับโลกด้วย Scrambler 10th Anniversary Rizoma Edition รุ่นลิมิเทดที่ผลิตเพียง 500 คันทั่วโลก โดยมาจัดแสดง และจำหน่ายในประเทศไทยเพียงคันเดียว สะท้อนความร่วมมือระหว่าง Ducati และ Rizoma ในการถ่ายทอดงานดีไซจ์นระดับพรีเมียมที่ผสานศิลปะ และวิศวกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
ขณะเดียวกัน ภายในบูธยังรวบรวมรถจักรยานยนต์รุ่นเด่นจากหลากหลายเซกเมนท์ เพื่อสะท้อนศักยภาพของ Ducati ในแต่ละไลน์อย่างครบถ้วน โดยมาพร้อมแพคเกจอุปกรณ์ตกแต่ง (Ducati Accessories) ที่ช่วยยกระดับทั้งสมรรถนะ และดีไซจ์น
Panigale V4 ซูเพอร์ไบค์ที่ถ่ายทอด DNA จากสนามแข่ง MotoGP สู่ถนน มาพร้อมชุด Performance เต็มรูปแบบ อาทิ Racing Exhaust System, Dry Clutch (คลัทช์แห้ง) และชุดแต่งคาร์บอน (Carbon Components)
Hypermotard 950 RVE ตัวแทนความสนุกสไตล์ Supermoto โดดเด่นด้วยความคล่องตัวสูง มาพร้อมอุปกรณ์เสริมสายสมรรถนะ เช่น Öhlins Steering Damper และชิ้นส่วน Carbon
Multistrada V4S Sport-Touring ระดับพรีเมียม รองรับทุกเส้นทางการขับขี่ มาพร้อมชุดแต่ง Touring และ Enduro เพิ่มความสะดวกสบาย และความอเนกประสงค์ในการเดินทาง
Streetfighter V2S Sport-Naked ที่ผสานความดุดันแบบซูเพอร์ไบค์เข้ากับการใช้งานในชีวิตประจำวัน มาพร้อมชุดแต่ง Carbon และ Performance Parts ช่วยเสริมภาพลักษณ์ และเพิ่มสมรรถนะของตัวรถ
XDiavel V4 Sport-Cruiser โดดเด่นด้วยดีไซจ์นทรงพลัง และตำแหน่งการขับขี่แบบ Feet-Forward ที่ผสาน Performance และความสบายเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
DesertX Adventure สายลุยที่พัฒนามาเพื่อการผจญภัยโดยเฉพาะ มาพร้อมชุดอุปกรณ์เสริมสำหรับการเดินทางระยะไกล ตอกย้ำความพร้อมในทุกๆ สภาพเส้นทาง
นอกจากนี้ ยังมีรถจักรยานยนต์ในไลน์อัพอื่นๆ มาจัดแสดงเพิ่มเติม อาทิ Desmo450MX, Monster SP (MY25) และ Scrambler Icon ครบทุก Model Range ครอบคลุมทั้ง Superbike, Naked, Adventure, Cruiser, Motocross และ Scrambler เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง
แพคเกจ Ride Limitless+ และข้อเสนอพิเศษในงาน มอเตอร์โชว์
Ducati ประเทศไทย เปิดตัวแพคเกจ Ride Limitless+ ที่มาพร้อมรถทุกคัน เพื่อยกระดับประสบการณ์ และสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าทุกท่าน โดยครอบคลุมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) และการรับประกันคุณภาพตัวรถ (Warranty) นานถึง 3 ปี พร้อมสิทธิ์เข้าร่วม Ducati Riding Experience (DRE) Road Academy หลักสูตรขับขี่ปลอดภัยตามมาตรฐาน Ducati โดย Ducati Riding Instructors ที่ผ่านการอบรมจากอิตาลี
พร้อมกับข้อเสนอสุดพิเศษเฉพาะในงาน มอเตอร์โชว์ อาทิ เช่น
ฟรีประกันภัยชั้น 1*
ฟรีค่าบำรุงรักษา 3 ปี*
ดอกเบี้ย 0 %*
ส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท*
*(รายละเอียดข้อเสนอแตกต่างกันตามรุ่นรถ)
ภายในงานยังมีกิจกรรม “Which Monster are You?” เพื่อค้นหา Ducati Monster ที่ใช่สำหรับคุณ พร้อมรับของรางวัลสุดพิเศษเฉพาะในงาน









