บทความ
เบื้องหลังราคาน้ำมันไทย ความผันผวนที่ต้องเผชิญ

ด้วยสถานการณ์การขาดแคลนพลังงานจากภาวะสงคราม ก่อตัวเป็นความผันผวนส่งผลกระทบต่อกลุ่มประเทศ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำความเข้าใจและปรับตัวHighlight
ยุคที่ค่าครองชีพกลายเป็นประเด็นร้อนแรง "ราคาน้ำมัน" มักถูกยกขึ้นมาเป็นจำเลยลำดับต้นๆ หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมประเทศไทยที่มีทรัพยากรพลังงานของตัวเองถึงยังมีราคาน้ำมันที่ผันผวน และทำไมราคาขายส่งออกถึงดูเหมือนจะถูกกว่าราคาขายในประเทศ เราจะพาไปสำรวจโครงสร้างพลังงานไทยแบบหมดเปลือก เพื่อให้เข้าใจว่าเงินทุกบาทที่เราจ่ายไปที่หัวจ่ายนั้น เดินทางไปที่ไหนบ้าง
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด คือ "ไทยผลิตน้ำมันได้เองมหาศาล" แต่ข้อเท็จจริงทางสถิติสะท้อนภาพที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ประเทศไทยเผชิญกับสภาวะความไม่สมดุลระหว่างการผลิต และการบริโภคอย่างรุนแรง
ความต้องการใช้พุ่งสูง : คนไทยใช้น้ำมันรวมกันสูงถึงประมาณ 735,849 บาร์เรล/วัน หรือราว 117 ล้านลิตร
ขีดความสามารถการผลิตจำกัด : เราผลิตน้ำมันดิบ และ Condensate ภายในประเทศได้เพียง 100,000-150,000 บาร์เรล/วัน หรือราว 16 ล้านลิตร เท่านั้น
พึ่งพาการนำเข้า : เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ เราจึงต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศสูงถึง 854,000 บาร์เรล/วัน ด้วยเหตุนี้ไทยจึงไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาน้ำมันเองได้ทั้งหมด แต่ต้องอ้างอิง "ราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์" ซึ่งเป็นศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และมีความคล่องตัวสูงที่สุด
เมื่อเราเลี้ยวรถเข้าสถานีบริการ และจ่ายเงินค่าน้ำมัน เงินจำนวนนั้นไม่ได้เข้ากระเป๋าเจ้าของปั๊มทั้งหมด แต่ถูกจัดสรรออกเป็น 3 ส่วนหลักตามกลไกที่รัฐกำกับดูแล
คือ ราคาหน้าโรงกลั่น (Ex-Refinery Price) ซึ่งผันแปรตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และค่าการกลั่น เป็นต้นทุนที่ผู้ค้าน้ำมันต้องจ่ายเพื่อซื้อน้ำมันสำเร็จรูปมาจำหน่าย
ส่วนที่ทำให้ราคาน้ำมันไทยต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ :
ภาษีสรรพสามิต : รายได้เข้ารัฐเพื่อนำไปพัฒนาประเทศต่อ
ภาษีเทศบาล : เพื่อการบำรุงท้องถิ่น
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) : เก็บทั้งในขั้นตอนโรงกลั่น และราคาขายปลีก
เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง : เปรียบเสมือน "กระปุกออมสินพลังงาน" ที่รัฐใช้ชดเชยราคาน้ำมันในช่วงวิกฤตเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนเกินไป
เงินส่งเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน : เพื่อใช้ในโครงการประหยัดพลังงาน และพลังงานทางเลือก
เป็นส่วนที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็น "กำไร" แต่ในทางบัญชี คือ "รายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย" ซึ่งต้องนำไปบริหารจัดการทุกอย่างตั้งแต่คลังน้ำมันจนถึงหัวจ่าย
หากสังเกตราคาในอาเซียน จะพบความลักลั่นที่น่าสนใจ เช่น มาเลเซีย มีราคาน้ำมันถูกกว่าไทยมาก เหตุผลไม่ใช่เพราะต้นทุนเขาถูกกว่า แต่เป็นเพราะรัฐบาลมาเลเซีย "ไม่เก็บภาษีน้ำมัน" และยังใช้เงินงบประมาณมหาศาลมาอุดหนุน (Subsidy) ราคาขายปลีกให้ต่ำกว่าความเป็นจริง
ในขณะที่การส่งออกน้ำมันของไทย ที่เราทราบว่าราคาถูกกว่าขายในประเทศนั้น เป็นเพราะน้ำมันเหล่านั้นถูกส่งออกไปโดย "ไม่มีภาระภาษี และไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุน" ตามหลักสากลของการส่งออกสินค้า ผู้ค้าน้ำมัน และเจ้าของปั๊มต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลจากเงิน 6 %
เมื่อหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว กำไรสุทธิที่ผู้ประกอบการได้รับจริงมักเหลือเพียง "ไม่กี่สิบสตางค์ต่อลิตร" การอยู่รอดของสถานีบริการในปัจจุบันจึงไม่ได้มาจากน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพึ่งพาธุรกิจ Non-oil เช่น ร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ และการเช่าพื้นที่ในปั๊มเป็นหลัก เมื่อความต้องการใช้สวนทางกับการผลิต จนต้องพึ่งพาการนำเข้านับล้านบาร์เรลต่อวัน เราอาจเจอผลกระทบวิกฤตพลังงานที่ไม่สามารถจัดการได้ในไม่ช้า


