ธุรกิจ
ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์
ข่าวเด่นสัปดาห์นี้ เชครถหลังจากเที่ยวสงกรานต์กันสักหน่อย พร้อมกับข่าวสารในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่เข้มข้นยิ่งขึ้นหลังเตรียมก้าวสู่ไตรมาสที่ 2 ที่เตรียมพร้อมกันเต็มที่Highlight
เชคสภาพรถ หลังเดินทางไกล ช่วงสงกรานต์ 2569
เชคระดับของเหลว
หลังจากเดินทางไกล ผู้ขับขี่ควรตรวจระดับของเหลว ตั้งแต่น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรค ระดับน้ำหล่อเย็นในหม้อน้ำ และน้ำฉีดกระจก เพราะการขับรถทางไกลเป็นเวลานาน อาจทำให้ของเหลวเหล่านี้ ลดลงมากกว่าปกติ
- น้ำมันเครื่อง เชคระดับน้ำมันเครื่องเพื่อให้แน่ใจว่าอยู่ในระดับปกติ และตรวจสอบว่ามีการรั่วซึม รวมถึงสภาพสีของน้ำมันเครื่องว่าดำจนเกินไป รวมถึงมีเศษเขม่าเจือปนอยู่หรือไม่ หากพบควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องใหม่
- น้ำหล่อเย็น น้ำหล่อเย็นมีหน้าที่ระบายความร้อนของเครื่องยนต์ วิธีเชคจะมีสัญลักษณ์บอกระดับน้ำ คือ Max และ Min ถ้าระดับน้ำอยู่ต่ำกว่า Min แสดงว่าน้ำน้อยเกินไป
ริ้วรอยรอบตัวถัง
หลังจบทริพแล้ว ควรเชคตัวรถ ว่ามีรอยบุบ หรือรอยขีดข่วนใดๆ หรือไม่ เพราะในขณะที่เราขับรถยนต์ข้ามจังหวัด อาจมีรอยหินดีด หรือสิ่งต่างๆ มาโดนตัวรถ ถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน ไม่รีบจัดการตั้งแต่เนิ่นๆ ก็อาจทำให้สีรถด่างได้
ยางรถยนต์
การเดินทางไกล อาจส่งผลให้ความดันลมยางลดลง ดังนั้น อย่าลืมเชคลมยาง เพื่อป้องกันการสึกหรอของยาง รวมถึงควรตรวจสภาพยางว่ามีร่องรอยแตกร้าวที่ผิดปกติ เเละมีอะไรทิ่มแทงหรือไม่ เพื่อลดโอกาสเกิดอันตรายจากการขับขี่
ระบบเบรค
เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเดินทางใกล้ หรือไกล เพราะหลังจากเดินทางไกล ผ้าเบรคอาจมีการสึกหรอ วิธีสังเกต คือ เวลาเบรคจะมีเสียงดัง หรือมีอาการเบรคที่ผิดปกติ ถ้ามีอาการเหล่านี้ให้นำรถไปพบช่างผู้ชำนาญตรวจเชคโดยด่วน
ไส้กรองอากาศ
การเดินทางไกล อาจต้องขับผ่านถนนที่มีฝุ่นมากกว่าปกติ หรือเศษสิ่งสกปรก ดังนั้น ลองเชคไส้กรองอากาศรถคู่ใจหน่อยว่ามีสิ่งสกปรกอุดตันอยู่หรือไม่ หากมีก็ควรเป่าออก หรือเปลี่ยนไส้กรองใหม่ จะช่วยให้เครื่องยนต์ใช้งานได้นานขึ้น
ช่วงล่าง และระบบกันสะเทือน
เชคช่วงล่าง และระบบกันสะเทือนด้วย เพราะส่วนใหญ่แล้ว หากขับรถตกหลุม ศูนย์ล้ออาจผิดเพี้ยนได้ โดยสามารถเชคเบื้องต้นด้วยการปล่อยพวงมาลัยขณะที่รถเคลี่อนที่ หากรถดึงซ้าย หรือขวา ต้องปรับตั้งศูนย์ล้อใหม่ (อย่าลืมตรวจสอบชอคอับด้วย ต้องไม่มีคราบน้ำมันบนกระบอกชอคอับ)
..........................................................................................................................
Xpeng ประเทศไทย แต่งตั้ง เอมเอมเอส บอดี แอนด์ เพนท์ เป็นศูนย์บริการซ่อมสี และตัวถัง
Xpeng ประเทศไทย ผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทค ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) แต่งตั้ง เอมเมเอส บอดี แอนด์ เพนท์ เป็นศูนย์บริการซ่อมสี และตัวถังยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ Xpeng (เสี่ยวเผิง) อย่างเป็นทางการแห่งแรก ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก Xpeng ประเทศไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการหลังการขาย และเสริมความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
อภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Xpeng ประเทศไทย กล่าวว่า Xpeng ประเทศไทย มุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ภายใต้มาตรฐานคุณภาพระดับสูง จึงได้แต่งตั้ง เอมเอมเอส บอดี แอนด์ เพนท์ เป็นพันธมิตรด้านศูนย์บริการซ่อมสี และตัวถัง เพื่อขับเคลื่อนมาตรฐานการดูแลลูกค้าอย่างครบวงจร และเป็นมืออาชีพในทุกมิติ รวมถึงการรองรับความต้องการของลูกค้า Xpeng ในประเทศไทย
ดร.ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ กรรมการผู้จัดการ เอมเอมเอส บอดี แอนด์ เพนท์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ เอมเอมเอส ผู้ให้บริการด้านยานยนต์ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 18 ปี ในการขยายขอบเขตธุรกิจจากบริการฟาสต์ฟิท (Fast Fit) สู่การให้บริการด้านยานยนต์แบบครบวงจร ครอบคลุมถึงงานซ่อมสี และตัวถังมาตรฐานสูง เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และความต้องการด้านบริการที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
นวัตกรรม 3 ประสาน : ห้องพ่นมาตรฐานสูง-สีสูตรน้ำรักษ์โลก-เครื่องดึงตัวถังอัจฉริยะ
หัวใจสำคัญของงานซ่อม คือ คุณภาพที่มองเห็น และความปลอดภัยที่ซ่อนอยู่ภายใน เอมเอมเอส บอดี แอนด์ เพนท์ จึงผสมผสานเทคโนโลยีระดับไฮเอนด์ เพื่อคืนสภาพรถยนต์ให้สมบูรณ์แบบ ใกล้เคียงรถใหม่จากโรงงาน
1. ห้องพ่น และอบสีมาตรฐานสูง รองรับสีสูตรน้ำโดยเฉพาะ ด้วยระบบ Nano Heater ควบคุมอุณหภูมิ และความชื้นแม่นยำผ่านคอมพิวเตอร์ ช่วยให้สีแห้งไว และได้คุณภาพสีที่สม่ำเสมอ ผสานระบบกรองอากาศหลายชั้น ป้องกันฝุ่น และสิ่งแปลกปลอม พร้อมระบบระบายอากาศมาตรฐานสากล เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยระบบกรองไอระเหยของสีที่มีประสิทธิภาพ
2. ระบบสีสูตรน้ำ ให้เฉดสีสดใส ไม่เพี้ยนจากเดิม มีมิติลึก และประกายเมทัลลิค ทนแดด และมลภาวะ ช่วยให้รถดูใหม่ได้นานกว่าเดิม อีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
3. เครื่องดึงตัวถังระบบ 3 มิติ ใช้เทคโนโลยีการดึงตัวถังที่ให้ความแม่นยำระดับมิลลิเมตร ด้วยระบบวัดค่าดิจิทอล เปรียบเทียบกับฐานข้อมูลโครงสร้างรถยนต์จากผู้ผลิต คืนความสมดุล ให้โครงสร้างตัวถัง และสามารถขับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เอมเอมเอส บอดี แอนด์ เพนท์ ตั้งอยู่บนถนนราชพฤกษ์-พระราม 5 พัฒนาภายใต้แนวคิด Flagship Body and Paint Center กับมาตรฐานการบริการที่ครบถ้วน ทั้งด้านคุณภาพงานซ่อม เทคโนโลยี บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ และประสบการณ์การบริการ ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกมิติ ยกระดับมาตรฐานงานซ่อมสี และตัวถังสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ออกแบบ และพัฒนาตามมาตรฐาน Xpeng ประเทศไทย ทั้งการจัดวางพื้นที่ปฏิบัติงาน การติดตั้งอุปกรณ์ ระบบส่องสว่าง ตลอดจนมาตรฐานงานซ่อม รองรับการให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส สร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าทุกขั้นตอน
บริการซ่อมสี และตัวถังอย่างครบวงจร ด้วยห้องพ่นสีมาตรฐานระดับสากล รองรับรถยนต์ได้กว่า 120 คัน/เดือน พื้นที่ปฏิบัติงาน 18 ช่องซ่อม พื้นที่จอดรถอีก 17 คัน ยกระดับประสบการณ์รับรถหลังซ่อม ด้วยห้องส่งมอบรถ พร้อมวีดีโอแสดงขั้นตอนการซ่อม สะดวกสบายกับเลาน์จ์รับรองขนาด 130 ตารางเมตร ท่ามกลางบรรยากาศพรีเมียม
เอมเอมเอส บอดี แอนด์ เพนท์ พร้อมเปิดให้บริการช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569
..........................................................................................................................
Michelin ขยายไลน์ Primacy 5 SUV
Michelin Primacy 5 พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “ปลอดภัย มั่นใจในสมรรถนะที่ดีเยี่ยมรอบด้าน แม้เวลาเปลี่ยน” (Confidence Made to Last) ขยายไลน์ครอบคลุมการใช้งานกับรถเอสยูวี เพื่อตอบสนองความต้องการของ ตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
สรพงษ์ จันทร์นฤกุล ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจ B2C บริษัท สยามมิชลิน จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดรถเอสยูวี รวมถึงรถครอสส์โอเวอร์ ซึ่งเติบโตสูงมากจาก 11 % ของยอดขายในปี 2553 เป็น 42 % ในปี 2 การขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ยาง Michelin Primacy 5 ครอบคลุมรถอเนกประสงค์ประเภทเอสยูวี ทั้งระบบสันดาป และระบบไฟฟ้า โดยการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ครั้งนี้ ส่งผลให้ Michelin Primacy 5 มีผลิตภัณฑ์ยางหลากหลายขนาดเพิ่มขึ้น สำหรับรองรับรถยนต์ทุกประเภท ช่วยให้ผู้บริโภคเลือกยางได้ง่ายขึ้นจากความต้องการในการขับขี่เป็นหลัก ทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่จำนวนมากขึ้นได้สัมผัสสมรรถนะที่เชื่อถือได้ ประสบการณ์ขับขี่ที่นุ่มสบายไปอีกขั้น และความมั่นใจในทุกเส้นทาง ซึ่งเป็นจุดเด่นของยางรุ่นนี้
Michelin Primacy 5 มีผลิตภัณฑ์ยางขนาดขอบ 16-22 นิ้ว หลากหลายเพิ่มขึ้นถึง 40 รายการ รองรับรถทุกประเภท และตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างของผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งยังเข้าถึงและเปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่จำนวนมากขึ้นได้สัมผัสความเป็นเลิศของยาง Michelin Primacy 5 ซึ่งได้รับรางวัลมากมาย เช่น รางวัลยางยอดเยี่ยม Auto Magazine Best Tire Award ประจำปี 2568 และรางวัลชนะเลิศในการทดสอบประสิทธิภาพยางฤดูร้อนประจำปี 2568 ซึ่งจัดโดย Tekniikan Maailma นิตยสารยานยนต์ชั้นนำของฟินแลนด์
ผลิตภัณฑ์ยาง Michelin Primacy 5 สำหรับรถเอสยูวียังคงมอบสมรรถนะที่เหนือกว่าในด้าน “การยึดเกาะ และความทนทาน” ซึ่งผู้บริโภค ผู้สื่อข่าวยานยนต์ชั้นนำ และตัวแทนจำหน่ายทั่วโลก ต่างชื่นชม ทั้งยังได้รับการออกแบบมาเพื่อความมั่นใจในทุกการขับขี่แม้บนเส้นทางที่ท้าทาย โดยมาพร้อมแก้มยางเสริมความแข็งแรงที่ช่วยให้ควบคุมรถได้มั่นคงยิ่งขึ้น และทนต่อแรงกระแทกได้ดีกว่า
คุณสมบัติโดดเด่น Michelin Primacy 5
นอกจากนี้ ยังผ่านการรับรองสมรรถนะยางรถเอสยูวีด้วยผลการทดสอบจากหน่วยงานอิสระชั้นนำ ว่ามีคุณสมบัติโดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของยางในตระกูล "Primacy 5" อย่างครบครัน ได้แก่
- ประสบการณ์ขับขี่ที่นุ่มสบายไปอีกขั้น โดยครองอันดับ 1 ในการจัดอันดับด้านความเงียบ และความนุ่มสบาย (1) ด้วยเสียงรบกวนต่ำสุดอันเป็นผลมาจากเทคโนโลยี Michelin Silent Rib Gen-3
- ความปลอดภัยยาวนานเหนือกว่า โดยมีระยะเบรคบนถนนเปียกสั้นกว่าถึง 16 % (ยางใหม่ และยางใกล้หมดดอก) ทั้งยังครองอันดับ 1 ในการทดสอบหลบสิ่งกีดขวางบนถนนเปียกด้วยเทคโนโลยี Michelin EverGrip, Michelin EverTread และสูตรเนื้อยางใหม่ Michelin Functional Elastomers 3.0 (2, 3)
- อายุใช้งานที่ดีเยี่ยมยาวนาน ด้วยเทคโนโลยี MaxTouch ซึ่งช่วยให้ยางสึก สม่ำเสมอ และยืดอายุการใช้งานยาง โดยเพิ่มพื้นที่หน้าสัมผัสระหว่างยางล้อกับผิวถนน และกระจายแรงกด อย่างสม่ำเสมอตลอดหน้ายางขณะเร่งความเร็ว เบรค และเข้าโค้ง จึงให้ความปลอดภัยมั่นใจตั้งแต่วันแรก ที่ใช้จนถึงวันเปลี่ยนยางรอบถัดไป
- รองรับการใช้งานร่วมกับรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยสูตรเนื้อยาง สมรรถนะสูงบริเวณหน้ายางที่ช่วยลดแรงต้านการหมุนของล้อลงถึง 10 %(4) จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ พลังงาน และยืดระยะใช้งาน/รอบการชาร์จแบทเตอรีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
(1) ความนุ่มเงียบ และความนุ่มสบาย (รถเอสยูวี) : การทดสอบจัดทำโดย TUV Rheinland Thailand ตามคำขอของ Michelin ณ ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (Automotive and Tyre Testing, Research and Innovation Center: ATTRIC) จังหวัดฉะเชิงเทรา ประเทศไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยติดตั้งยางขนาด 265/60 R18 กับรถยนต์ Toyota Fortuner 2.4 Leader MY2025 ผลการทดสอบพบว่ายาง "Michelin Primacy 5" (ยางใหม่) ให้ค่าระดับเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารต่ำกว่ายางระดับพรีเมียมแบรนด์อื่นๆ ถึง 3 % หรือ 1.64 เดซิเบล ทั้งยังสร้างความประทับใจที่ดีในด้านความนุ่มสบาย (ประสิทธิภาพเรื่องความนุ่มเงียบ และความสบาย เป็นผลจากเทคโนโลยีลดเสียงรบกวน Michelin Silent Rib Gen-3)
(2) สมรรถนะการเบรคบนถนนเปียกของยางใหม่ และยางใกล้หมดดอก (รถเอสยูวี) : การทดสอบจัดทำโดย TUV Rheinland Thailand ตามคำขอของ Michelin ณ ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (Automotive and Tyre Testing, Research and Innovation Center: ATTRIC) จังหวัดฉะเชิงเทรา ประเทศไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยติดตั้งยางขนาด 265/60 R18 กับรถยนต์ Toyota Fortuner 2.4 Leader MY2025 ที่ขับขี่ด้วยความเร็ว 0-80 กม./ชม. ผลการทดสอบพบว่ายาง "Michelin Primacy 5" มีระยะเบรคสั้นกว่ายางระดับพรีเมียมแบรนด์อื่นๆ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 16 % (ทั้งยางใหม่ และยางใกล้หมดดอก “ยางใกล้หมดดอก” ในที่นี้หมายถึง ยางที่มีความลึกร่องดอกยางเหลือ 2.0 มม. ซึ่งความลึกนี้เกิดจากการทำให้สึกด้วยเครื่องจักร
(3) การทดสอบสมรรถนะบนถนนเปียก (รถเอสยูวี) : การทดสอบจัดทำโดย TUV Rheinland Thailand ตามคำขอของ Michelin ณ ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (Automotive and Tyre Testing, Research and Innovation Center: ATTRIC) จังหวัดฉะเชิงเทรา ประเทศไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยติดตั้งยางขนาด 265/60 R18 กับรถยนต์ Toyota Fortuner 2.4 Leader MY2025 เพื่อทดสอบเข้าโค้งบนถนนเปียกที่ความเร็ว 50 กม./ชม. และทดสอบหลบสิ่งกีดขวางบนถนนเปียกที่ความเร็ว 60 กม./ชม. ผลการทดสอบพบว่ายาง "Michelin Primacy 5" “สร้างความประทับใจที่ดี” ในการเข้าโค้งบนถนนเปียก และ “สร้างความประทับใจที่ดีเยี่ยม” ในการทดสอบหลบสิ่งกีดขวางบนถนนเปียก เมื่อเทียบกับยางระดับพรีเมียมแบรนด์อื่นๆ (สมรรถนะบนถนนเปียกเป็นผลจากสูตรเนื้อยางใหม่ Michelin Functional Elastomers 3.0 และลายดอกยางสำหรับถนนเปียกที่มีอายุใช้งานยาวนาน Michelin Long Lasting Sculpture for Wet)
(4) ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (รถเอสยูวี) : การทดสอบแรงต้านทานการหมุนของยางล้อจัดทำด้วยเครื่องจักรโดยสถาบันยานยนต์ ตามคำขอของ Michelin ณ ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (Automotive and Tyre Testing, Research and Innovation Center: ATTRIC) จังหวัดฉะเชิงเทรา ประเทศไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยใช้ยางขนาด 265/60 R18 ผลการทดสอบพบว่า "Michelin Primacy 5" มีแรงต้านทานการหมุนของยางล้อดีกว่ายางระดับพรีเมียมแบรนด์อื่นๆ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 10 % (ประสิทธิภาพการใช้พลังงานเป็นผลจากสูตรเนื้อยางใหม่ Michelin Functional Elastomers 3.0)
..........................................................................................................................
Differential ชี้ผลสำรวจคนไทยให้ความสำคัญดีไซจ์น และความปลอดภัย
บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัทที่ปรึกษา และวิจัยการตลาดชั้นนำ เปิดเผยผลการศึกษาวิจัย “ประสบการณ์ลูกค้าด้านผลิตภัณฑ์รถยนต์ในประเทศไทย” หรือ “Product Customer Experience Index (Product CXI) Study℠” ซึ่งเป็นการวิจัยเรื่องนี้ครั้งแรกในประเทศไทย โดยมุ่งประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ ความพึงพอใจของลูกค้าต่อการออกแบบรถยนต์ ความดึงดูดใจ ฟีเจอร์ สมรรถนะของรถยนต์ ฯลฯ หรือที่เรียกว่า "ความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์" ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดสำคัญในการสร้างให้เกิด “ความภักดีในใจของลูกค้า” ซึ่งจะเป็นจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้น และรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทรถที่เข้ามาใหม่ในตลาดประเทศไทย
การศึกษาวิจัยฯ ครั้งนี้ สะท้อนมุมมองของเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อที่เป็นที่นิยมจำนวน 14 ยี่ห้อ ซึ่งให้คะแนนความพึงพอใจที่มีต่อรถยนต์ของตน ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบภายนอก สมรรถนะการขับขี่ ไปจนถึงความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร ระบบสรีรศาสตร์ และความปลอดภัย เป็นต้น ซึ่งเริ่มดำเนินการศึกษาวิจัยระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2568 โดยรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นจากเจ้าของรถยนต์ ซึ่งครอบครองรถเป็นระยะเวลา 12-36 เดือนก่อนวันสัมภาษณ์ โดยวัดความพึงพอใจเกี่ยวกับตัวรถยนต์ใน 9 ประเด็นหลัก ครอบคลุม 52 คุณสมบัติย่อยของตัวรถยนต์ โดยประเด็นหลักทั้ง 9 ได้แก่ 1) การออกแบบภายนอก และสไตล์ของตัวรถ 2) ระบบความปลอดภัย 3) ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม 4) สมรรถนะ และการขับขี่ 5) ระบบแสงสว่าง และสัญญาณ 6) การออกแบบภายใน และความสะดวกสบาย 7) พื้นที่เก็บสัมภาระ และช่องจัดเก็บ 8) ระบบเสียง และความบันเทิง สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มีมิติที่เพิ่มเติม คือ 9) แบทเตอรี และการชาร์จ โดยในปีนี้คะแนน P-CXI ของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 890 คะแนน จากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน
ศิรส สาตราภัย กรรมการผู้จัดการ Differential ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลการศึกษาวิจัย “ประสบการณ์ลูกค้าด้านผลิตภัณฑ์รถยนต์ในประเทศไทย” หรือ “Product Customer Experience Index (Product CXI) Study℠” ในครั้งนี้เราพบว่า เจ้าของรถในกลุ่ม GWM มีความพึงพอใจเฉลี่ยสูงสุด และครองอันดับ 1 ด้วยคะแนน 896 คะแนนจากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน รองลงมา คือ Honda และ Mazda (ได้ 895 คะแนนเท่ากัน) Nissan (ได้ 894 คะแนน) Ford (ได้ 893 คะแนน) และ Toyota (ได้ 891 คะแนน) โดยทุกยี่ห้อที่กล่าวมา มีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 890 คะแนน ขณะที่ MG ได้ 890 คะแนนซึ่งอยู่ที่ระดับค่าเฉลี่ย ส่วนแบรนด์อื่นๆ ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม
“รถยนต์ญี่ปุ่น ยังคงมีคะแนนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวมสูงกว่ารถยนต์จีน (890 คะแนน/886 คะแนน) และเจ้าของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถยนต์สัญชาติจีน) มีคะแนนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวมต่ำกว่าเจ้าของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) และรถยนต์ไฮบริด (884 คะแนน/891 คะแนน) โดยเรื่องของแบทเตอรี และการชาร์จเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ลูกค้าในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีความพึงพอใจน้อยที่สุด”
“ในส่วนปัจจัยความพึงพอใจหลัก ลูกค้าพึงพอใจสูงสุดในด้านการออกแบบภายนอก และสไตล์ของตัวรถ รองลงมา คือ สมรรถนะ และการขับขี่ ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม ตามลำดับ ในทางกลับกัน ปัจจัยที่ได้คะแนนความพึงพอใจต่ำสุด คือ 1) แบทเตอรี และการชาร์จ 2) พื้นที่เก็บสัมภาระ และช่องจัดเก็บ 3) ระบบเสียง และความบันเทิง”
“ในส่วนหัวข้อย่อยที่ลงรายละเอียดด้านความพึงพอใจ ลูกค้าแสดงความพึงพอใจสูงสุดกับ 1) ความสวยงาม และการใช้งานของไฟประดับภายในห้องโดยสาร 2) ความสะดวก และประโยชน์ใช้สอยของช่องชาร์จไฟสำหรับอุปกรณ์พกพา 3) ประสิทธิภาพของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รวมถึงอุปกรณ์ช่วยในการมองเห็น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ลูกค้าชาวไทยให้ความสำคัญกับห้องโดยสารที่ให้ความรู้สึกพรีเมียม จุดชาร์จอุปกรณ์มือถือซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ระบบช่วยการขับขี่ที่เพิ่มความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น สวิทช์ควบคุมบริเวณพวงมาลัยที่ใช้งานสะดวก และง่าย ความกลมกลืนของสีสัน และวัสดุตกแต่งภายในก็อยู่ในกลุ่มตัวชี้วัดที่ลูกค้าให้คะแนนความพึงพอใจในระดับสูง สะท้อนว่าความประณีตในการสัมผัส และภาพลักษณ์ภายในห้องโดยสาร คือ จุดที่เพิ่มความประทับใจในการขับขี่ในสายตาลูกค้า”
“ในทางตรงข้าม การป้องกันเสียงรบกวน ความเงียบภายในห้องโดยสาร ความสามารถในการป้องกันกลิ่นจากภายนอก และคุณภาพของระบบเครื่องเสียง (โดยเฉพาะคุณภาพเสียงเบสส์ ความคมชัดของเสียง) ยังเป็นความคาดหวังของลูกค้าที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีเท่าที่ควร”
“และยังพบอีกว่า 70 % ของผู้ตอบแบบสอบถามซึ่งกลุ่มนี้มีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ย 913 คะแนน (สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมถึง 23 คะแนน) เป็นเจ้าของรถที่พร้อมจะเป็นผู้แนะนำ (Promoter) ยี่ห้อรถยนต์ที่ตนใช้งานแก่เพื่อน ญาติ และคนใกล้ชิดอย่างแข็งขัน ส่วนที่เหลือ (30 %) คือ กลุ่ม Passive (รู้สึกเฉยๆ) และ Detractor (ไม่แนะนำต่อ) มีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (837 คะแนน) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 53 คะแนน ซึ่งจากตัวเลขข้างต้นชี้ให้เห็นชัดเจนถึง ความสำคัญของการสร้างประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่น่าพึงพอใจจนเกิดเป็นความภักดี ซึ่งลูกค้าจะกลายเป็นกระบอกเสียงอันทรงประสิทธิภาพ พร้อมที่จะแนะนำรถยนต์ที่ตนพึงพอใจต่อคนใกล้ชิด”
การจัดอันดับดัชนีประสบการณ์ลูกค้าด้านผลิตภัณฑ์รถยนต์ในประเทศไทย ประจำปี 2569 กลุ่มรถยนต์แบรนด์ยอดนิยม (จากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน)
Study Name : Differential 2025 Thailand Product Customer Experience Index Study (Product CXI) SM
หมายเหตุ :
(การศึกษานี้แสดงถึงการประเมินโดยหน่วยงานอิสระ และบุคคลที่ 3 เกี่ยวกับประสบการณ์ลูกค้าเจ้าของรถยนต์ต่อการออกแบบ การใช้งาน เทคโนโลยี และฟีเจอร์ที่นำเสนอในตัวผลิตภัณฑ์รถยนต์ ครอบคลุมแบรนด์รถยนต์ที่อยู่ในกลุ่มรถยนต์แบรนด์ยอดนิยม (ไม่รวมกลุ่มรถหรู และรถสปอร์ท) ในอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย แผนภูมิ และกราฟจากข่าวเผยแพร่ฉบับนี้ หากนำไปใช้ รบกวนระบุ “แหล่งที่มา : บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด” การจัดอันดับจะพิจารณาจากคะแนนตัวเลข และอาจไม่จำเป็นต้องสะท้อนถึงความสำคัญทางสถิติ การใช้ข้อมูลในข่าวเผยแพร่ฉบับนี้เพื่อการโฆษณา หรือส่งเสริมการขายต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าจาก บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด
ศิรส ยังเพิ่มเติมว่า ผลการศึกษา Product CXI 2026 ครั้งนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่เจ้าของรถยนต์ชาวไทยให้ความสำคัญในระดับสูง คือ 1) การออกแบบภายนอก และสไตล์ตัวรถ 2) ระบบความปลอดภัย 3) ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม 4) สมรรถนะ และการขับขี่ ซึ่งทั้งหมดเป็นตัวขับเคลื่อนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวม โดยความสวยงามของรถ และความปลอดภัยของผู้โดยสารยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้ รองมา คือ เรื่องความต้องการรถที่ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน และการให้ความรู้สึกมั่นใจ และการตอบสนองที่ดีในการขับขี่
“สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) จุดอ่อนที่ทำให้คะแนนความพึงพอใจต่ำ คือ จุดอ่อนด้านแบทเตอรี และการชาร์จ ระยะเวลาการชาร์จ ความสะดวกของเครื่องชาร์จรถยนต์ที่บ้าน ซึ่งตอกย้ำว่าประสบการณ์การชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV ยังคงเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งบั่นทอนประสบการณ์ความพึงพอใจโดยรวมของลูกค้า และหากมองในมุมกลับ จุดเหล่านี้ คือ โอกาสสำคัญที่ต้องพัฒนาเพื่อสร้างความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์ และสร้างให้เกิความภักดีในระยะยาวตามมา”
..........................................................................................................................
Yamaha แนะนำ Aerox SP Supersport Automatic คลาสส์ 155 ซีซี
บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เปิดตัว All New Yamaha Aerox SP Supersport Automatic คลาสส์ 155 ซีซี เจเนอเรชันใหม่ ภายใต้คอนเซพท์ “Supersport Automatic-ที่สุดแห่ง Supersport Automatic สปอร์ทสุดไปอีกขั้น มันส์ขึ้นอีกทุกระดับ” ถ่ายทอด DNA ความสปอร์ทจากตระกูล R-Series ผสานเทคโนโลยีการขับขี่ล้ำสมัย พร้อมระบบส่งกำลังอัจฉริยะ YECVT ที่เปิดประสบการณ์การควบคุมสมรรถนะได้ด้วยตัวเอง ยกระดับความเร้าใจในการขับขี่ให้เหนือกว่าที่เคย
All New Yamaha Aerox SP
มาพร้อมเครื่องยนต์ Blue Core 155 ซีซี เวอร์ชันใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น ด้วยการลดแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์ พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVA (Variable Valve Actuation) ช่วยให้การเร่งเครื่องต่อเนื่องในทุกช่วงความเร็ว เสริมความแข็งแกร่งด้วย ลูกสูบแบบ Forged และพัฒนาระบบดันโซ่ราวลิ้นแบบไฮดรอลิค เพื่อเพิ่มความทนทาน และความเสถียรในการทำงานของเครื่องยนต์
ไฮไลท์สำคัญ
All New Yamaha Aerox SP (ยามาฮา แอรอกซ์ เอสพี) ใหม่ คือ ระบบขับเคลื่อน YECVT (Yamaha Electric Continuously Variable Transmission) ที่ควบคุมชุดส่งกำลังด้วยระบบอีเลคทรอนิคส์สั่งการผ่าน ECU ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกสไตล์การขับขี่ได้อย่างอิสระ พร้อม Riding Mode Selection ที่มีให้เลือก 2 โหมด ได้แก่
• T Mode (Town Mode) ขับขี่นุ่มนวล เหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง และช่วยประหยัดน้ำมัน
• S Mode (Sport Mode) เพิ่มความเร้าใจ ตอบสนองการขับขี่สไตล์สปอร์ท
นอกจากนี้ ยังมาพร้อม Shift Down Function ที่ช่วยเพิ่มอัตราเร่งสำหรับการเร่งแซง และยังสามารถสร้างแรงหน่วงจากเครื่องยนต์ (Engine Brake) ผ่านการควบคุมด้วยปุ่ม Shift เพิ่มความสนุกและการควบคุมสมรรถนะได้ดั่งใจผู้ขับขี่
ด้านระบบความปลอดภัย และการควบคุม All New Yamaha Aerox SP มาพร้อม ระบบ ABS ที่ล้อหน้า ช่วยป้องกันอาการล้อลอคเมื่อเบรคกะทันหัน พร้อมดิสค์เบรคหลังขนาดใหญ่ 230 มม. เพิ่มประสิทธิภาพในการหยุดรถ และเสริมด้วย Traction Control System (TCS) ที่ช่วยควบคุมสมดุลการหมุนของล้อ ลดอาการลื่นไถลในสภาพถนนที่มีความเสี่ยง
ด้านการออกแบบ All New Yamaha Aerox SP ถูกพัฒนาให้มีความสปอร์ทมากยิ่งขึ้น ด้วย Full Cowl Design ชุดแฟริงที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ เพื่อลดแรงต้านอากาศ พร้อมเฟรมใหม่ที่เพิ่มความแข็งแกร่ง ลดการบิดตัวของตัวถัง และออกแบบตำแหน่งตัวถังบริเวณช่วงเท้าให้ผู้ขับขี่สามารถหนีบตัวรถได้มั่นคงมากขึ้น เพื่อการควบคุมรถในสไตล์สปอร์ทอย่างเต็มประสิทธิภาพ
ระบบกันสะเทือนหน้าพัฒนาใหม่ ด้วย Inner Front Shock แกนชอคอับขนาด 30 มม. เพิ่มความเสถียรในการเข้าโค้ง ขณะที่ระบบกันสะเทือนหลังแบบ Sub-Tank ช่วยเสริมบุคลิกความสปอร์ท และรองรับแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบไฟส่องสว่างติดตั้ง Dual Projector LED Headlight พร้อม Daytime Running Light ให้ความสว่างคมชัด ดีไซจ์นดุดันสไตล์สปอร์ท เสริมด้วย ไฟท้าย LED ดีไซจ์นใหม่จาก DNA R-Series และไฟเลี้ยว LED รูปทรงสปอร์ท อีกทั้งยังติดตั้ง Emergency Stop Signal (ESS) ที่จะกะพริบไฟเตือนเมื่อมีการเบรคกะทันหัน เพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่ และรถที่ตามมา
All New Yamaha Aerox SP ยังยกระดับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ ด้วย TFT Infotainment Meter ขนาด 4.2 นิ้ว แสดงผลแบบจอสี พร้อมรูปแบบหน้าจอ 3 โหมด และสามารถแสดงผล Track Mode สำหรับบันทึกเวลาต่อรอบในสไตล์เดียวกับเรือนไมล์ของรถตระกูล R-Series
ด้านระบบอัจฉริยะรองรับ Turn-by-Turn Navigation ที่แสดงเส้นทางจาก Google Maps บนหน้าจอเรือนไมล์ เมื่อเชื่อมต่อ Bluetooth ผ่านสมาร์ทโฟน พร้อม Y-Connect Application ที่ช่วยเชื่อมต่อข้อมูลรถผ่าน CCU ให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบข้อมูล และสถานะการขับขี่ผ่านสมาร์ทโฟนได้ถึง 9 ฟังค์ชัน
ด้านความสะดวกสบาย All New Yamaha Aerox SP มาพร้อม Smart Key System ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ ช่วยให้การสตาร์ทเครื่องยนต์ ปลดลอคแฮนด์ เบาะ และฝาถังน้ำมันเป็นเรื่องง่าย รวมถึงช่องเก็บของด้านหน้าพร้อม ช่องชาร์จ USB Type-C และกล่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ 25 ลิตร ที่สามารถเก็บหมวกกันนอคเต็มใบได้
All New Yamaha Aerox SP มีให้เลือกเป็นเจ้าของด้วยกัน 2 สีสันสุดเร้าใจ ได้แก่ สีน้ำเงิน Dark Volcano และสีฟ้า Blue Storm วางจำหน่ายแนะนำที่ 99,900 บาท พร้อมส่งมอบประสบการณ์ Supersport Automatic ที่เหนือชั้น พร้อมความมั่นใจในคุณภาพจาก Yamaha ด้วยการรับประกันสูงสุด 5 ปี หรือ 50,000 กม.*
*การรับประกัน 5 ปี : รับประกันคุณภาพชิ้นส่วนใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มเครื่องยนต์ กลุ่มโครงรถ และกลุ่มระบบไฟฟ้า ไม่รวมอะไหล่สึกหรอตามอายุการใช้งาน โดยบริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เป็นเวลา 5 ปี หรือ 50,000 กม. แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน ทั้งนี้ ต้องนำรถเข้าตรวจเชคตามระยะที่บริษัทฯ กำหนด จนกว่าจะครบระยะรับประกัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์จำหน่าย และบริการ Yamaha ที่ได้รับการแต่งตั้งทั่วประเทศ หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.yamaha-motor.co.th
ผู้ที่สนใจ All New Yamaha Aerox SP “Supersport Automatic-ที่สุดแห่ง Supersport Automatic สปอร์ทสุดไปอีกขั้น มันขึ้นอีกทุกระดับได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ! ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ Yamaha ทั่วประเทศ พิเศษสำหรับลูกค้ารถจักรยานยนต์ Yamaha สามารถดาวน์โหลด และติดตั้ง “Yamaha Smart Reward” แอพพลิเคชัน พร้อมลงทะเบียนรับฟรีทันที 5,000 คะแนน เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ให้แก่ลูกค้า Yamaha โดยเฉพาะ พร้อมมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าได้ร่วมสนุกทุกการใช้จ่ายที่ ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ Yamaha เพื่อสะสมแต้มนำไปแลกซื้อ หรือแลกรับส่วนลดจากร้านค้าพันธมิตรมากมาย























